ศาลจังหวัดประจวบฯ ตัดสินคดีบุกรุกที่ดินบริเวณป่าพรุแม่รำพึง

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 9.45 น. ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาคดีบุกรุกที่ดินบริเวณป่าพรุแม่รำพึง โดยนายไพโรจน์ มกร์ดารา ผู้รับมอบอำนาจ จากบริษัท ประจวบพัฒนาดิเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงจำนวน 6 คน ในข้อหาบุกรุกโดยยื่นร้องขอให้จำเลยทั้ง 6 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (เพิงพักชั่วคราว) พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการขายที่ดินให้แก่ บริษัท สหวิริยา จำกัด เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันที่ยื่นฟ้อง
ซึ่งศาลได้ตัดสินว่ากรณีรื้อถอนฝ่ายจำเลยได้ทำการรื้อถอนเพิงพักชั่วคราวไปแล้วตั้งแต่ในวันที่ 20 พ.ค. 50 เนื่องจากมีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ส่วนกรณีการชดใช้ค่าเสียหายศาลพิจารณาว่า ฝ่ายโจทก์ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลได้ยื่นร้องเรียนเรียกค่าเสียหายต่างๆว่าจะต้องเสียโอกาสในการขายที่ดิน และต้องรับภาระในการชำระดอกเบี้ย แต่ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารรายรับรายจ่ายทางการเงินมายืนยันต่อศาลซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ จึงเห็นสมควรให้ฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามจริง จากวันที่ฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องกระทั่งวันที่ฝ่ายจำเลยมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมเวลา 20 วัน เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และค่าทนายความ 3,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นที่จำเลยทั้ง 6 ต้องชดใช้คือจำนวน 23,000 บาท
นายวิฑูรย์ บัวโรย หนึ่งในจำเลยให้ความเห็นแก่ผู้สื่อข่าวว่า “พวกเราน้อมรับคำพิพากษาของศาล แต่ถ้าย้อนเวลาได้พวกเราก็คงต้องไปสร้างเพิงพักเหมือนเดิม เนื่องจากต้องเฝ้าระวังไม่ให้นายทุนมาทำลายป่าด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไถทำลาย การลักลอบเผา แม้แต่ลักลอบตัดโค่นต้นเสม็ดขาวที่มีอายุกว่าร้อยปี เพราะพวกเราเพียงต้องการดูแล และรักษาป่าพรุแม่รำพึง ป่าชุ่มน้ำแห่งเดียวในอำเภอบางสะพานจากการรุกรานของนายทุนและพวกเราก็มีเจตนาที่บริสุทธิ์ อีกทั้งคิดว่าพื้นที่ที่พวกเราเข้าไปปลูกเพิงเพื่อเฝ้าระวังป่าพรุเป็นที่สาธารณะ และข้อเท็จจริงแล้วเพิงที่เราปลูกมีเพียงเสาไม่กี่ต้นที่เข้าไปอยู่ในที่ของ บ.ประจวบพัฒนาฯ พวกเราจึงถูกฟ้องดำเนินคดี แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่มาให้กำลังใจในวันนี้ต่างพร้อมใจกันที่จะช่วยเหลือเรื่องค่าชดเชยและคาดว่าคนทั้งอำเภอบางสะพานซึ่งเข้าใจเจตนาของเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเช่นกัน โดยในขั้นต้นก็ได้มีชาวบ้านที่เข้ารับฟังคำตัดสินได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือทันทีหลายพันบาท   และถึงแม้คำตัดสินจะมาเป็นเช่นนี้แต่เราและชาวบ้านก็จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบการบุกรุกที่สาธารณะของกลุ่มทุนต่อไป เพราะที่ดิน 18 แปลงที่เราเข้ามาทำการตรวจสอบศาลปกครองได้ทำการรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้เสียผลประโยชน์จะต้องใช้ทุกวิถีทางจัดการกับเรา แต่เราก็จะทำเพื่อส่วนรวมเพื่อสาธารณะซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับการรักษาป่าพรุไว้ให้เป็นสมบัติของคนบางสะพาน ของชาติ เพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีของชุมชนเราต่อไป
“กรณีที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ใช้กฎหมายเพื่อหยุด หรือยับยั้งกลุ่มผู้คัดค้านไม่เพียงแต่เกิดขึ้นที่อำเภอบางสะพานเท่านั้น แทบจะทุกพื้นที่ที่มีการคัดค้านโครงการต่างๆก็มีการใช้กฎหมายเพื่อหยุดหรือยับยั้งกลุ่มผู้คัดค้านเช่นกัน ดังกรณี การคัดค้านโรงไฟฟ้าของพี่น้องหนองแซง จ.สระบุรี หรือแม้แต่การคัดค้านโรงไฟฟ้าของชาวบ่อนอก-หินกรูดทุกวันนี้แกนนำก็ยังต้องเดินทางขึ้นโรงขึ้นศาลกันแม้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าจะยกเลิกการก่อสร้างในพื้นที่แล้วก็ตาม”
สำหรับป่าพรุแม่รำพึงที่กำลังเป็นกรณีพิพาทอยู่ในขณะนี้นั้น ได้มีการศึกษาจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ว่าเป็นป่าพรุที่มีความหลากหลายจนมีความสำคัญในระดับชาติหรือนานาชาติ แต่ในรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมฉบับล่าสุดของบริษัทสหวิริยากลับกล่าวอ้างว่าป่าพรุแม่รำพึงแห่งนี้เป็นเพียง “ป่าบึงน้ำจืด” ที่ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังจะขึ้นทะเบียนให้ป่าพรุแม่รำพึงให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติต่อไป

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์