คำแถลงดา ตอร์ปิโด: การพิจารณาคดีโดยเปิดเผยเป็นเสาหลักของระบบศาลยุติธรรม

น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เผยแพร่คำแถลงส่วนตัวเมื่อ 24 มิ.ย. ระบุตกเป็นจำเลยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตั้งแต่ 22 ก.ค. 51 ไม่เคยได้รับการประกันตัวจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่คดีอื่นในข้อหาเดียวกันนี้หลายคนได้รับการประกันตัว แถมการพิจารณาคดีแบบลับถือเป็นการทำลายหลักการยุติธรรมของกฎหมายโดยสิ้นเชิง จึงไม่อาจยอมรับการพิจารณาคดีได้ และไม่ว่าผลจะเป็นประการใดจะไม่ขอยอมรับ ไม่เชื่อถือ ไม่ให้ความเคารพ และจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด

 

  

คำแถลงของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล เมื่อ 24 มิถุนายน 2552


เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้เผยแพร่คำแถลงถึง "สื่อมวลชนและพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม"

ใจความส่วนหนึ่งของคำแถลงระบุถึงการที่ตนตกเป็นจำเลยในคดีอาญาในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกจับกุมคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 โดยถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่คดีที่ผู้อื่นถูกกล่าวหาในข้อหาเดียวกันนี้หลายคนได้รับการประกันตัว ออกไป ส่วนการที่ผู้พิพากษาของศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับนั้น น.ส.ดารณีเห็นว่าหากการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยตามหลักสากลจะเป็นการช่วยให้ข้อ เท็จจริงเปิดเผยถึงความบริสุทธิ์ของตนต่อสาธารณชน และกล่าวว่าการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยเป็นเสาหลักของระบบศาลยุติธรรมอย่างที่ ปฏิเสธไม่ได้

น.ส.ดารณี เห็นว่าว่า "การพิจารณาคดีโดยการลับเช่นนี้เป็นการปิดบังข้อเท็จจริง และความเลวร้ายของชนชั้นปกครองมิให้สาธารณชนได้รับรู้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลเผด็จการทุกยุค"

ท้ายของแถลงการณ์เขียนว่า "ข้าพเจ้าไม่อาจยอมรับการพิจารณาคดีโดยการลับเช่นนี้ได้ และขอประกาศว่าไม่ว่าผลจะเป็นประการใดข้าพเจ้าไม่ยอมรับ ไม่เชื่อถือ ไม่ให้ความเคารพ และจะต่อสู้จนถึงที่สุด"

ข้าพเจ้าขอประณามว่าการพิจารณาคดีโดยลับนั้นเป็นการทำลายหลักการยุติธรรมของกฎหมายโดยสิ้นเชิง

วันนี้เมื่อ 77 ปีก่อน มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองยืนยันในหลักการที่จะให้ราษฎรได้รับความยุติธรรมมาก ขึ้นกว่าจากเดิมที่เคยถูกกดขี่จากผู้ปกครองโดยตามอำเภอใจ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ข้าพเจ้าขอสรรเสริญเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ดังกล่าว แม้ว่าในวันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่ก็เชื่อมั่นว่าเจตนารมณ์ ของคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จะต้องได้รับชัยชนะในที่สุด” คำแถลงดังกล่าวระบุ

Comments

ขอให้คุณดาได้รับการปฏิบัติจาก

ขอให้คุณดาได้รับการปฏิบัติจากจนท.ด้วยความรู้สึกที่เห็นคุณดาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้มีความผิดข้อหารุนแรงอะไร เพราะเราจะขออะไรไม่ได้อีกแล้วเพราะเขาเห็นเราเป็นผู้ต้องถูกกดขี่ ขอเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป

The dicision to conduct a

The dicision to conduct a closed trial was already made, for national security's sake ( as stated by the jugde ). But his honor also failed to elaborate on how the fair trial will be guaranteed, apart from his empty words. Was Thailand not aware that this case was already brought into limelight, not only locally but also globally? There should be some explanations made, and it should be better not the same old farang don't understand Thailand rhetoric.

Don't Thailand want a place in the global community with dignity? Or considering withdraw herself into a mysterious private world like Burma, North Korea.

มีก็แต่ "ศาลเจ้า"

มีก็แต่ "ศาลเจ้า" ที่ปิดลับ
ต้องนับธูปจุดเทียนของเวียนเซ่น
ไร้เหตุผลแต่มนต์ขลังยังจำเป็น
แก่ผู้หวังร่มเย็นไร้พึ่งพา

แต่ศาลสถิตยุติธรรมนำโปร่งใส
จะปิดลับทำไมไม่เข้าท่า
"ละเอียดอ่อน" เพื่อใครหากมิใช่เพื่อประชา
ก็ไร้ค่าจะเป็นศาลประชาธิปไตย

ต้องให้ความเสมอภาคทุกมนุษย์
ให้โอกาสได้พิสูจน์ตามกฎหมาย
ให้สังคมใช้เหตุผลพ้นงมงาย
เป็นไปได้ด้วยให้เห็นเป็นสาธารณ์

ทำไมต้องจับดา ทำไมต้องไม่ให้ป

ทำไมต้องจับดา
ทำไมต้องไม่ให้ประกัน
ทำไมต้องพิจารณาเป็นการลับ....

ถ้าเขาผิดร้ายแรงจนต้องกระทำดังกล่าว ก็ควรเปิดให้ประชาชนได้รู้ จะได้ช่วยกันรุมประนาม

กระทำโดยเปิดเผยเถอะ แล้วประชาชนจะตัดสินเองว่า "ใคร" ที่ควรถูกประนาม

ตอนนี้ประชาชนมีเรื่องกังขา "สาน" เยอะแล้ว อย่าเพิ่มให้มันมากกว่านี้เลย

เาอยู่ในประเทศไหนเนี่ย

เาอยู่ในประเทศไหนเนี่ย ทำไมกฏหมายบ้านเมืองนี้มันมีไว้ทำลายคนที่คิดไม่เหมือน แต่คนปิดทำเนียบ ปิดสนามบินตะโกนด่า สำรากคำผ่านทีวีทุกวัน ไม่เป็นอะไร คงจะต้องถึงยุคที่จับอาวุธเข้าห้ำหั่นกันแล้วมั้ง

การพิจารณาคดีอย่างเป็นความลับ

การพิจารณาคดีอย่างเป็นความลับ เป็นกระบวนพิจารณาคดีที่กำหนดไว้ในป.วิอาญา จะนำมาใช้เฉพาะคดีที่มีผลกระทบ
ต่อคู่ความที่ไม่อาจเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป หรือคดีที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบัน และคดีอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นคดีขมขืน
กระทำชำเรา ปกติก็จเป็นการพิจารณาคดีเป็นการลับ
การพจารณาคดีลับ คือการพิจารณาคดีที่ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยในห้องพิจารณาดังนั้น ในห้องพิจารณาก็จะมีจำเลย เป็นหลัก(หากไม่มีจำเลยทุกคดีพิจารณาไม่ได้) โจทก์ ทนายโจทก์ ทนายจำเลย เสมียนทนายโจทก์ เสมียนทนายจำเลย แล้วก็มีพยานที่จะเบิกความ ดังนี้นการพิจารณาคดีนี้ก็เป็นการพิจารณาต่อหน้าจำเลย
คำแถลงการณ์ของนางดาฯ ที่ขี้นต้นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ไม่ใด้ประกันตัว คนอื่นถูกดำเนินคดีข้อหาเดียวกันแต่ได้ประกันตัว แถมยังถูกพิจารณาคดีลับและจะไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ขอเรียนเป็นประเด็นดังนี้
-ได้ประกันตัวหรือไม่
-คดีควรพิจารณาคดีเป็นการลับหรือไม่
-พิจารณาคดีลับเป็นอย่างไร
**ได้ประกันตัวหรือไม่**
*ในคดีนี้จำเลยหลบหนีหมายศาล ตำรวจต้องไปสืบสวนสอบสวนว่าจำเลยหนีไปไหน ไม่อยู่บ้านเช่นปกติ* ดังนั้นเมื่อจับได้ ศาลก็ต้องพิจารณาว่าควรจะให้ประกันตัวหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ให้ประกัน เพราะถ้าให้ประกันจำเลยก็จะหลบหนี
ส่วนบุคคลอื่นที่คุณดาอ้าง*เขาไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงาน และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ครับ

**คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยกระทำความผิดต่อพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี และรัชทายาท จึงควรแล้วที่จะพิจารณาเป็นการลับโดยให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเท่านั้นอยู่ในห้องพิจารณา แต่สิ่งที่จำเลยบอกเหมือนกับจะบอกคนทั่วไปว่าการพิจารณาคดีลับนั้นเป็นการพิจารณาลับหลังจำเลย จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้ ขอให้พี่น้องชาวไทยให้เข้าใจตรงกัน

**การพิจารณาคดีลับเป็นอย่างไร**

พวกอภิชนกลัว...ประชาชนจะรู้ใค

พวกอภิชนกลัว...ประชาชนจะรู้ใครอยู่เบื้องหลัง... งั้นผมก็จะช่วยบอกต่อเรื่องชั่วๆของพวก-ึงเอง

ทำไมถึงกลัวความจริงกันนัก

พวกอภิชนกลัว...ประชาชนจะรู้ใค

พวกอภิชนกลัว...ประชาชนจะรู้ใครอยู่เบื้องหลัง... งั้นผมก็จะช่วยบอกต่อเรื่องชั่วๆของพวก-ึงเอง

ทำไมถึงกลัวความจริงกันนัก

พวกอภิชนกลัว...ประชาชนจะรู้ใค

พวกอภิชนกลัว...ประชาชนจะรู้ใครอยู่เบื้องหลัง... งั้นผมก็จะช่วยบอกต่อเรื่องชั่วๆของพวก-ึงเอง

ทำไมถึงกลัวความจริงกันนัก

*รู้สึกว่าท่านที่แสดงความเห็น

*รู้สึกว่าท่านที่แสดงความเห็นนี้ เข้าใจการพิจารณาคดีลับไม่ถูกต้อง เพราะแท้ที่จริงแล้วการพิจารณาคดีลับคือไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้าไปฟังการพิจารณาคดีเท่านั้น ไม่ใช่การพิจารณาดคีลับหลังจำเลย โดยจำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้ทั้งนี้มีบัญญัตไว้ใน ป.วิอาญา

*มาตรา 172 การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ฯ

*มาตรา 177 ศาลมีอำนาจสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ เมื่อเห็นสมควรโดยพลการ
หรือโดยคำร้องขอของคู่ความฝ่ายใด แต่ต้องเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัย
ของประเทศมิให้ล่วงรู้ถึงประชาชน

* มาตรา 178 เมื่อมีการพิจารณาเป็นการลับ บุคคลเหล่านี้เท่านั้นมีสิทธิอยู่ในห้อง
พิจารณาได้ คือ
(1) โจทก์และทนาย
(2) จำเลยและทนาย
(3) ผู้ควบคุมตัวจำเลย
(4) พยานและผู้ชำนาญการพิเศษ
(5) ล่าม
(6) บุคคลผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องและได้รับอนุญาตจากศาล
(7) พนักงานศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ศาล แล้วแต่จะเห็นสมควร

*ศาลไทยเป็นสถาบันที่มีรากฐานมาเป็นร้อยปี มีความโปร่งใสแน่นอน คำให้การ ของพยาน เอกสารต่างๆ ในสำนวนคู่ความก็ขอถ่ายมาดูได้ครับ

ไปทุกคอลัมสน์ที่มีการพูดถึงรั

ไปทุกคอลัมสน์ที่มีการพูดถึงรัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ อยากเห็นเขาเหล่านี้พูดถึงความดีของคนที่พูดสร้างความสามัคคีทั่วไปบ้าง

คนดีๆ เป็นล้าน ๆ

คนดีๆ เป็นล้าน ๆ เขามีความสุขไม่เดือดร้อน คน(ดี) ที่ถูกจับติดคุกไม่กี่คนก็มีไม่กี่คนยังสรรเสริญ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและติดตาม

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและติดตาม ตามที่ทีผู้แจ้งวิธีการพิจารณา อยากถามว่า มีกี่คดีที่ฟ้อง และ กี่คดีที่ถูกตัดสิน และ กีคดีที่ยกฟ้อง และ ปริมาณการการฟ้องหมิ่น นับแต่เริ่มกฏหมายนี้ถึงปัจจุบัน มีสถิติอย่างไร การลงโทษมีตั้งแต่ระดับใด ถึงระดับใด ข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยได้หรือไม่ หรือว่า ลับ ลับ

ที่จริงควรเปิดเผยเพราะจะได้รู้ว่าไม่ควรกระทำอะไร และสามารถกระทำได้แค่ใหน

คิดว่า ดา ตอร์ปิโดรู้ว่า ลับ

คิดว่า ดา ตอร์ปิโดรู้ว่า ลับ คืออะไร ใครบอกว่าบิดเบือน ลับ คือพิจารณาลับ จำเลยต้องถูกนำมาศาลอยู่แล้วแต่โบราณ ที่จริงควรเปิดเผยเพราะจะได้รู้ว่าไม่ควรกระทำอะไร และสามารถกระทำได้แค่ใหน

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและติดตาม ตามที่มีผู้แจ้งวิธีการพิจารณาที่ได้อธิบายมาซึ่งเป็นความรู้ดีทีเดียว แต่อยากถามใครพอจะให้ข้อมูลได้ว่า มีกี่คดีหมิ่นที่ฟ้อง และ กี่คดีที่ถูกตัดสินใหรับโทษ และ กีคดีที่ยกฟ้อง และปริมาณการฟ้องคดีหมิ่นนับแต่เริ่มกฏหมายนี้ถึงปัจจุบัน มีสถิติอย่างไร การลงโทษมีตั้งแต่ระดับใด ถึงระดับใด จะขอบคุณ มากมากเลย

ดา ตอร์ปิโด "คนจริง" ต้องสู้

ดา ตอร์ปิโด "คนจริง"

ต้องสู้ ตั้งแต่ "ศาลชั้นต้น" จนกระทั่งถึง "ศาลฎีกา" เลย

อย่ามี "การยอมรับสารภาพ"

อย่าเอาแบบ "สุวิชา ท่าค้อ"

อย่างนี้ ถึงจะเรียกว่า "คนจริง"

(No subject)

คดีที่ศาลตัดสินแล้ว ในส่วนของคำพิพากษาสามารถนำมาเปิดเผยได้ครับ ส่วนเอกสารในสำนวนคู่ความก็สามารถคัดถ่ายได้ครับ แต่ประเด็นที่ว่าเอกสารในสำนวนที่มีข้อความหมิ่นประมาทบุคคลอื่น หากนำไปแสดงต่อบุคคลที่สามผู้กระทำก็มีความผิดอยู่ครับ
**สำหรับคำพิพากษาคดีตามมาตรา 112 มีน้อยมากครับ เหตุเนื่องจากจำเลยที่ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษ จะขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทุกคดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะพระราชทานอภัยโทษเสมอ

**เท่าที่ผมตรวจสอบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ถึงปี 2550 มีเพียง 4 คดีครับ ผมขอนำตัวบทแสดงไว้ด้วย

**มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะ
ละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ (รัฐธรรมนูญปี 40)

มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ
ผู้ใดจะละเมิดมิได้
ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ (รัฐธรรมนูญปี 50)

**มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี
ถึงสิบห้าปี
**มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสีย
ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
**มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ
หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือ
ในการประชุม

**คำพิพากษาฎีกาที่ 2354/2531
โจทก์ พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์
จำเลย นาย วีระ มุสิกพงศ์
รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 6, 45, 46, 54.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 78, 112.
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226, 243.

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้และในปัจจุบัน
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์
แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชการปัจจุบันเป็น
พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2521 มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่
ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหา
หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ สมเด็จพระนางเจ้า
สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาท
อันประกอบขึ้นเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็น
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรม
ต่างกันคือ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำ
การโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวป่าวประกาศด้วยการกระจายเสียงทาง
เครื่องขยายเสียงสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ในท่ามกลาง
ประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งตอนหนึ่งในการโฆษณานี้จำเลยได้
กล่าวว่า ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนา
จังหวัดสงขลาจะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไมถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิด
มันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมด
เรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้
เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีก็
บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิดไม่ได้
อันเป็นการพูดโฆษณาเปรียบเทียบละเมิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท
ทั้งนี้เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นของและเป็นที่ประทับของ
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี สำหรับคนที่จะเกิดในใจกลาง
พระบรมมหาราชวังและเป็นพระองค์เจ้านั้นจะต้องเป็นพระมหากษัตริย์
และเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น
รัชทายาทเท่านั้น ที่จำเลยกล่าวถึงเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวัง
ออกมาเป็นพระองค์เจ้า มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี
และรัชทายาท ดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นการกล่าวต่อ
นายศิว์ณัฏฐพงศ์ วัฒนาชีพ และประชาชนอีกหลายคนซึ่งเป็นบุคคล
ที่สามว่า ทุกพระองค์มีแต่ความสุขสบาย ไม่ทรงทำอะไร ตอนเที่ยง
ก็เข้าห้องเย็น (หมายถึงห้องที่มีเครื่องทำความเย็น) เสวยเสร็จ
ก็บรรทม ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ไม่ต้องออกไปยืนกลางแดด ทั้งนี้โดย
ประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท
เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนา
จะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่บริเวณ
หน้าสถานีรถไฟลำปลายมาศ ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ
จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาในวันเวลาดังกล่าวข้างต้นภายหลังจากที่จำเลย
ได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยได้กระทำการโฆษณา
หาเสียงโดยการกล่าวป่าวประกาศด้วยการกระจายเสียงทาง
เครื่องขยายเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ในท่ามกลางประชาชนที่มาฟัง
จำนวนหลายคน ซึ่งตอนหนึ่งในการโฆษณานี้จำเลยได้กล่าวว่า
ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้
มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวัง
ไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้
ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวย
น้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอที่มายืนพูดนี่ก็
เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ อันเป็นการพูดโฆษณาเปรียบเทียบละเมิด
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาทพระบาท
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นพระราชินี
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ซึ่งเป็นองค์รัชทายาททั้งนี้เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นของและเป็นที่
ประทับของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี บุคคลที่เกิดในใจกลาง
พระบรมมหาราชวัง และเป็นพระองค์เจ้านั้น จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์
เป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็น
รัชทายาทเท่านั้น ที่จำเลยกล่าวถึงเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวัง
เป็นพระองค์เจ้า มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินีและรัชทายาท
ดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นการกล่าวต่อร้อยตำรวจโทวิเชียร
เฉลิมรมย์ และประชาชนอีกหลายคนซึ่งเป็นบุคคลที่สามว่า พระองค์
มีแต่ความสุขสบาย ไม่ต้องมาพูดให้ประชาชนฟังจนคอแหบคอแห้ง ขณะนี้
เป็นเวลาหกโมงครึ่ง (หมายถึงเวลาหกโมงครึ่งตอนเย็น) จะได้
เสวยน้ำจัณฑ์ (สุรา) ให้สบายอกสบายใจ ขณะที่ยืนพูดนี่ก็เมื่อย
พระชงฆ์ (หมายถึงแข้ง) เต็มทีแล้ว ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะ
ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท เสื่อมเสีย
พระเกียรติยศชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะให้
ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่บริเวณหน้าที่
ว่าการอำเภอสตึก ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 91 รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 มาตรา 6 นับโทษจำเลยต่อ
จากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26228/2528 ของศาลแขวงพระนครเหนือ
และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 22128/2528 ของศาลแขวงพระนครใต้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย
ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ข้อความที่จำเลย
กล่าวไม่เป็นการใส่ความและไม่อาจทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น
หรือถูกเกลียดชังได้ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การกระทำของจำเลยไม่เป็น
ความผิด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท พิพากษากลับว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้เรียงกระทง
ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม
2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยขอแถลงการณ์
ด้วยวาจานั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ทางพิจารณา
โจทก์นำสืบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงพระนามว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นรัชกาลที่ 9
ในราชวงศ์จักรี มีพระบรมราชินีทรงพระนามว่า
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ส่วนองค์รัชทายาทคือ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะเกิดเหตุจำเลย
ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 13
กรกฎาคม 2529 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยได้กล่าวปราศรัย
ในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่หน้าสถานีรถไฟลำปลายมาศ
ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพูดทาง
เครื่องขยายเสียงมีประชาชนมาฟังประมาณ 4-5 พันคน ในคำปราศรัย
ของจำเลยตอนหนึ่ง จำเลยได้กล่าวว่า ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไป
เลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม
ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมา
เป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดด
พูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จ
ก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมงที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้
ก็มันเลือกเกิดไม่ได้ เลือกเกิดในท้องคนจนก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดใน
ท้องคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เลือกเกิดที่
จังหวัดบุรีรัมย์ก็ไม่ได้ ปรากฏข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.2
และคำถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ.8 ในวันเดียวกันหลังจาก
ที่จำเลยได้ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศแล้ว จำเลยได้ไปกล่าว
ปราศรัยที่หน้าที่ว่าการอำเภอสตึก ต่อหน้าประชาชนที่มาฟังประมาณ 1
หมื่นคน มีข้อความตอนหนึ่งว่า ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ ผมทำไม
จะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิด
มันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระ
ไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่
เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจ
ไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ ปรากฏ
ข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.3 และคำถอดแถบบันทึกเสียง
เอกสารหมาย จ.9 คำกล่าวปราศรัยของจำเลยทั้งสองแห่งเป็น
การกล่าวตำหนิล่วงเกินองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทั้งนี้ คำที่
จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวัง มีความหมายถึงพระบรมมหาราชวังใหญ่
อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็น
พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นที่ประสูติและที่สวรรคตด้วย
พระบรมมหาราชวังนี้นอกจากจะหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์แล้ว
ย่อมหมายถึงพระราชินีและองค์รัชทายาทด้วย พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ
องค์รัชทายาท แม้จะประสูติที่ใดก็ให้ถือว่าประสูติในพระบรมมหาราชวัง
ส่วนที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ แม้จะไม่ได้ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
ที่ประทับนั้นก็ให้ถือว่าเป็นพระบรมมหาราชวังด้วย ฉะนั้นเมื่อ
ประชาชนได้ยินคำพูดถึงพระบรมมหาราชวังก็จะนึกถึงพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราชฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะประสูติ
ทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า ดังนั้นพระองค์เจ้าที่เกิดใน
พระบรมมหาราชวังจึงหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่
จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศว่า ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืน
ตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น
เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้วตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง มีความหมายว่า
ทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อน
กันตลอดไป ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวที่อำเภอสตึกว่า
ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลา
ก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่า
เหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ ข้อความนี้
หมายความว่า ทั้งสามพระองค์อยู่อย่างสะดวกสบาย ดื่มสุราเพื่อความ
สำราญผิดกับประชาชนธรรมดาที่ต้องทนกรำแดดกรำฝน ไม่มีเวลา
พักผ่อน คำว่า บรรทม น้ำจัณฑ์ และพระชงฆ์เป็นคำราชาศัพท์
ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมเหสี หรือองค์รัชทายาท
ซึ่งความจริงแล้วทั้งสามพระองค์มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า
พระองค์มีพระราชภารกิจอยู่มากมายและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
เพื่อประเทศชาติและความมั่นคง ความอยู่สุขของประชาราษฎร์
พระราชภารกิจประจำวันของพระองค์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า
การกล่าวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับความเสียหาย เป็นการใส่ความ ทำให้
ประชาชนขาดความเคารพสักการะถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ซึ่งตามปกติ
พระองค์เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนผู้ใดจะล่วงเกินมิได้
การที่จำเลยกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวอย่างมีเจตนาโดยเมื่อจำเลยพูด
ในตอนบ่าย ก็ยกตัวอย่างในช่วงตอนบ่าย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ในตอนบ่าย
ครั้นถึงตอนเย็นจำเลยก็ยกตัวอย่างเกี่ยวกับพฤติการณ์ตอนเย็น
ซึ่งเรื่องนี้หากจำเลยไม่ตั้งใจ จำเลยก็จะพูดเพียงครั้งเดียว
แล้วไม่พูดอีกแต่จำเลยพยายามที่จะดัดแปลงข้อความในการพูดทั้งสอง
ครั้งให้เข้ากับบรรยากาศในเวลาที่กำลังพูด ต่อมาประชาชนบางกลุ่ม
มีความเคลื่อนไหวที่จะเดินขบวนประท้วงการกระทำของจำเลย
ซึ่งจะเกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง สมาชิกวุฒิสภาและ
นายทหารราชองค์รักษ์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นญัตติไปยัง
ประธานรัฐสภาตามเอกสารหมาย จ.13 หรือ ป.จ.1 ให้รัฐบาลแถลง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าได้ดำเนินการไปอย่างไร เพื่อประชาชนจะได้ทราบ
ข้อเท็จจริง จำเลยได้ติดต่อขอทำความเข้าใจกับผู้ที่ยื่นญัตติโดย
จำเลยยอมรับว่าได้มีการกล่าวข้อความดังกล่าวจริง และในที่สุด
จำเลยได้ทำพิธีขอขมา โดยกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษต่อ
พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรอง
ของรัฐสภาตามข้อความในเอกสารหมาย จ.14 หรือ ป.จ.2 ต่อหน้า
สื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นญัตติ การที่จำเลยได้กระทำพิธี
ขอพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทำแผนประทุษกรรม
ประกอบคำรับสารภาพโดยความสมัครใจต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือ
ขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตามเอกสารหมาย จ.15 หรือ ป.จ.4
จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลย
จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่
ศึกษาอยู่นั้นจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนนักศึกษาของ
คณะนิติศาสตร์ และเป็นหัวหน้าทีมโต้วาทีของมหาวิทยาลัยหลายปี
ติดต่อกัน หลังจากจบการศึกษาแล้ว จำเลยประกอบอาชีพเป็น
นักหนังสือพิมพ์ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไทยรัฐ มติชน
และชาวไทย โดยเริ่มงานเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง และเขียนบทความ
การเมืองประจำ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2517 จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในกรุงเทพมหานคร
และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตกรุงเทพมหานคร
2 ครั้ง และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงอีก 3 ครั้ง
ติดต่อกันระหว่างเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2519 จำเลย
เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2524 เป็นรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2525 เป็น
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526
เป็นต้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่ง
ในพรรคการเมืองจำเลยเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
ต่อมาได้เป็นกรรมการบริหารในตำแหน่งโฆษกพรรคและครั้งหลังสุด
เป็นเลขาธิการพรรค ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่มีบทบาทในการหาเสียงคือหัวหน้าพรรค
นายชวน หลีกภัย นายมารุต บุนนาค และตัวจำเลย เกี่ยวกับ
คดีนี้เนื่องจากมีการเลือกตั้งทั่วไปในการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 จำเลยในฐานะเลขาธิการ
พรรคต้องเดินทางไปช่วยหาเสียงให้แก่ลูกพรรคทั่วประเทศ ในจังหวัด
บุรีรัมย์พรรคประชาธิปัตย์ส่งสมาชิกลงสมัครในเขตเลือกตั้งทุกเขต
เขต 1 มีนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่าง
หาเสียงนั้นจำเลยได้รับรายงานจากนายพรเทพ เตชะไพบูลย์
ว่าได้รับความนิยมจากประชาชนมาก ทำให้คู่แข่งขันหวั่นวิตกว่า
พรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง คู่แข่งขันจึงระดมกันโจมตี
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ โดยการปราศรัยและออกใบปลิวแจกจ่าย
แก่ประชาชนอ้างว่าชาวบุรีรัมย์ควรเลือกคนบุรีรัมย์เป็นผู้แทนราษฎร
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นคนเกิดที่กรุงเทพมหานคร และเป็น
ลูกเศรษฐีจึงไม่ควรเลือกนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นผู้แทนราษฎร
ของจังหวัดบุรีรัมย์ข้อกล่าวหานี้ทำให้นายพรเทพ เตชะไพบูลย์
วิตกว่าอาจจะทำให้คะแนนเสียงลดลงหรือทำให้ไม่ได้รับเลือกตั้ง
จำเลยจึงรับที่จะแก้ไขให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 จำเลย
ได้ไปช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์และนายการุณ ใสงาม
เฉพาะในเขต 1 จำเลยไปปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก
ส่วนเขตของนายการุณ ใสงาม จำเลยปราศรัยที่หลังสถานีรถไฟอำเภอ
เมืองบุรีรัมย์ ข้อความที่ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก
จำเลยปราศรัยถึงเรื่องการเมืองและปัญหาสังคมและอธิบายถึงหน้าที่
ของผู้แทนราษฎรที่แท้จริงให้ประชาชนได้เข้าใจเมื่ออธิบายถึงหน้าที่
ของผู้แทนราษฎรแล้ว จำเลยได้อธิบายถึงคุณสมบัติของผู้สมัครของพรรค
ว่านายพรเทพ เตชะไพบูลย์ มีวุฒิทางการศึกษาสูงจบจากต่างประเทศ
มีฐานะส่วนตัวดี อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือประชาชนได้และได้
ขอร้องประชาชนว่าอย่าถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเรา
ไม่สามารถเลือกเกิดเองได้ โดยจำเลยกล่าวว่าแม้ตัวจำเลยเอง
เมื่อปี พ.ศ. 2524 ไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุง ก็ถูก
คู่แข่งขันโจมตีในลักษณะนี้มาแล้ว โดยถูกโจมตีว่าเป็นคนเกิดที่
จังหวัดสงขลาแล้วมาลงสมัครผู้แทนราษฎรที่จังหวัดพัทลุง ขอให้ประชาชน
ชาวพัทลุงต่อต้านอย่าเลือกจำเลยเป็นผู้แทนราษฎร ในครั้งนั้น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพัทลุงคนหนึ่งคือนายพร้อม บุญฤทธิ์
ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวปราศรัย
แก้แทนจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัคร จำเลยเล่าให้ประชาชนฟังเหมือนกับที่
จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก ข้อความ
ที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกปรากฏตาม
ข้อความในเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ข้อความในเอกสารหมาย
จ.8 และ จ.9 ซึ่งขีดเส้นใต้ที่โจทก์นำมาฟ้องว่าจำเลยกระทำ
ความผิดนั้นจำเลยพูดโดยมีเจตนาจะแก้ข้อที่ว่าคนเรานั้นเลือก
เกิดไม่ได้ แต่สามารถที่จะเลือกทำความดีได้ และการเลือก
ผู้แทนราษฎรให้ดูว่าเขามีความสามารถทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร
ได้หรือไม่ ไม่ถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการที่จำเลยยก
เรื่องดังกล่าวขึ้นพูดเป็นเรื่องอุปมาอุปไมย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ
ชัดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้จริง ๆ จะเลือกเกิดเป็นคนจนก็ไม่ได้
จะเลือกเกิดเป็นคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้
จะเลือกเกิดที่บุรีรัมย์ก็ไม่ได้ จำเลยไม่ได้มุ่งที่จะเปรียบเทียบ
หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาทแต่อย่างใด
คำว่าถ้าเลือกเกิดได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติตัวเองขึ้น และ
คำว่าพระองค์เจ้าวีระนั้นจำเลยหมายถึงตัวจำเลยเอง เป็นเรื่อง
ที่จำเลยสมมุติขึ้น และที่ว่าเป็นพระองค์เจ้าวีระแล้วจำเลยจะบรรทม
ตื่นสายนั้น จำเลยหมายถึงตัวจำเลย ไม่ได้เปรียบเทียบกับพระองค์
อื่นใด ที่โจทก์อ้างว่าพระบรมมหาราชวังหมายถึงพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว พระราชินีและองค์รัชทายาทนั้น เป็นการตีความที่
บิดเบือน เพราะเป็นการเอาวัตถุมาหมายถึงบุคคลซึ่งเป็นเรื่อง
ที่เป็นไปไม่ได้หนังสือพระราชวังในกรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325-2525) ตาม
เอกสารหมาย ป.จ.33 ให้ความหมายคำว่า พระบรมมหาราชวัง
คือศูนย์กลางของการปกครอง และที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไป
มีความเข้าใจว่า พระบรมมหาราชวังหมายถึงบริเวณพระราชวัง
ซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้ว และเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ ความจริงแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ไม่ได้ประทับที่พระบรมมหาราชวัง
หากแต่ประทับอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็มิได้
ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ส่วนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ประสูติ
ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน และคำว่าพระองค์เจ้าที่โจทก์กล่าวหาว่า
หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถและองค์รัชทายาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่มี
ทางเป็นไปได้ มีน้อยคนที่จะทราบว่าความจริงแล้วพระองค์ทรง
พระอิสริยยศเป็นอะไร ตามตำราของกระทรวงศึกษาธิการตามเอกสาร
หมาย ล.10 ปรากฏว่าเดิมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ทรงมีฐานันดรเป็นหม่อมเจ้า จึงเข้าใจตลอดมาว่าพระอนุชาคือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเป็นหม่อมเจ้าด้วย
หาใช่พระองค์เจ้าไม่ ฐานันดรเดิมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถเป็นหม่อมราชวงศ์ พระองค์ไม่เคยทรงฐานันดรเป็น
พระองค์เจ้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อตอนประสูติก็ทรง
ฐานันดรเป็นเจ้าฟ้า ไม่เคยทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า เมื่อเอ่ยคำ
ว่าพระองค์เจ้าลอย ๆ ไม่ระบุชื่อ จะไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด เมื่อระบุ
ชื่อลงไปด้วยจึงจะทราบว่าหมายถึงใคร ที่โจทก์นำสืบว่าเมื่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไปประทับที่ไหน ก็ให้ถือว่าที่นั่น
เป็นพระบรมมหาราชวังนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการบัญญัติถ้อยคำ
ขึ้นเองเพื่อลงโทษจำเลย คำราชาศัพท์ที่ว่าบรรทม ตื่นสาย เสวย
น้ำจัณฑ์ เมื่อยพระชงฆ์นั้น เป็นราชาศัพท์ที่คนทั่วไปรู้ว่าใช้
ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการที่จำเลย
กล่าวปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกทั้งหมดนั้น
ประชาชนรู้สึกเฮฮาสนุกสนาน ไม่มีปฏิกิริยาประท้วงหรือลุกขึ้น
เดินหนีแต่ประการใดจำเลยกล่าวปราศรัยให้นายการุณ ใสงาม
ที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำเลยก็ไม่ได้กล่าวข้อความที่โจทก์ฟ้องเพราะ
ในเขตเลือกตั้งนั้นไม่มีการกล่าวโจมตีนายการุณ ใสงาม ในประเด็น
เดียวกันกับนายพรเทพ เตชะไพบูลย์หลังจากจำเลยกล่าวคำปราศรัย
แล้วทั้งสองแห่ง ไม่มีประชาชนไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยกล่าวปราศรัย
ต่อมานายเชิดชัย เพชรพันธ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ของพรรคสหประชาธิปไตย เขตกรุงเทพมหานคร ได้ไปแจ้งความ
นายศิว์ณัฎฐพงศ์พยานโจทก์เป็นผู้แทนของพรรคสหประชาธิปไตย
และนายจรูญ นิ่มนวล เป็นหัวคะแนนของพรรคสหประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ การที่นายเชิดชัย
เพชรพันธ์ไปแจ้งความก็เพื่อหวังผลทางการเมืองและเพื่อ
ทำลายคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ หลังการเลือกตั้ง
จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมา
ได้มีการปลุกระดมกลุ่มมวลชนต่าง ๆ โดยเริ่มจากพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร
ทำการปลุกระดมในกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ท.ส.ป.ช. และกลุ่มกระทิงแดง
เพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แรกเริ่มเกิดเรื่องนี้ที่
จังหวัดบุรีรัมย์ พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปให้กรมตำรวจพิจารณา
ก่อนแล้ว แต่พนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เห็นว่าไม่มี
ความผิด ไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จึงส่งเรื่องให้กรมตำรวจ ทางกรมตำรวจได้ให้พลตำรวจตรีสุภาส
จีรพันธ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะที่เป็นหัวหน้า
คณะทำงานเรื่องกฎหมายในสถานการณ์เลือกตั้งพิจารณาเรื่องนี้
พลตำรวจตรีสุภาส จีรพันธ์ ได้ประชุมพิจารณาและทำความเห็น
ไปยังอธิบดีกรมตำรวจว่าไม่เข้าข่ายองค์ประกอบของมาตรา 112 จึง
ให้ระงับเรื่อง แต่ขณะเดียวกันกลุ่มประชาชนเริ่มลุกฮือเป็นที่
น่าหวั่นเกรงว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นได้ ในที่สุดกรมตำรวจ
ได้สั่งการให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยให้ถือว่าคดีพอมีมูลที่จะ
ฟ้องร้องได้ ทั้งนี้จริง ๆ แล้วเพื่อแก้ปัญหาความกดดันทางการเมือง
เมื่อมีความกดดันดังกล่าวจำเลยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการลาออกโดย
ไม่มีใครบังคับ ทั้งนี้เพื่อเจตนาที่จะแก้ปัญหาความกดดันทางการเมือง
และปกป้องรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตย ที่จำเลยกล่าวขอขมา
ในห้องรับรองของรัฐสภาต่อพระบรมสาทิสลักษณ์นั้นจำเลยไม่ได้ยอมรับผิด
เหตุที่จำเลยไปขอขมาเนื่องจากพลโทวัฒนชัย วุฒิศิริ ซึ่งในขณะ
นั้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อแก้ปัญหา โดยให้
จำเลยไปพบพลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น
จำเลยก็ได้ไปพบตามที่นัดหมาย และได้พูดคุยทำความเข้าใจจนชัดแจ้ง
ว่าจำเลยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเจตนา
ที่จำเลยปราศรัยที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อแก้ข้อกล่าวหาให้แก่
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ และไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ฝ่ายค้าน
หรือทางทหารเข้าใจ พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ก็เข้าใจทุกสิ่ง
ทุกอย่างและจะเลิกรากันไป แต่มีปัญหาว่าญัตติที่พลโทพิจิตร
กุลละวณิชย์ ยื่นไว้ต่อวุฒิสภากล่าวหาว่าจำเลยละเมิดต่อ
สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ถ้าจะถอนญัตติจะอธิบายแก่ประชาชน
อย่างไร เพราะประชาชนอาจมองไปในแง่ไม่ดี จำเลยบอกว่าจะให้
ทำอย่างไรก็ยินดี พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ จึงเชิญสมาชิกวุฒิสภา
ซึ่งเป็นเจ้าของญัตติมาพบพร้อมกันที่สภา ขอให้จำเลยกล่าวคำขอ
พระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ จำเลยจึงกล่าวขอขมา
เพื่อให้ผู้ยื่นญัตติทุกคนสบายใจ และเพื่อให้กลุ่มมวลชนที่กำลัง
ลุกฮือสลายตัวไป ทั้งนี้โดยการแสดงออกถึงความจริงใจของจำเลย
ในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนคำกล่าวของจำเลย
ตอนหนึ่งที่ว่า จะผิดหรือไม่ผิดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในประเด็น
ข้อกฎหมายจะไม่พูดถึง ทั้งนี้เพราะจำเลยเห็นว่าเป็นเรื่องของศาล
และถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทจำเลยก็
พร้อมที่จะขอพระราชทานอภัย สำหรับคำกล่าวขอพระราชทานอภัย
ตามเอกสารหมาย ป.จ.2 นั้น กองทัพภาคที่ 1 ได้จัดพิมพ์
แล้วใส่ซองมาให้จำเลยกล่าว ไม่ใช่เป็นการรับสารภาพ เพราะ
จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล
จำเลยมีสาเหตุขัดแย้งกับพยานโจทก์ คือ นายสิงห์โต จ่างตระกูล
นายสรวง อักษรานุเคราะห์ นายชวลิต รุ่งแสง พลโทพิจิตร
กุลละวณิชย์ และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ที่โจทก์นำสืบว่า
จำเลยปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก เป็นการ
พูดหลายครั้งเป็นการกระทำโดยเจตนานั้น ไม่เป็นความจริง
เพราะจำเลยไม่มีเจตนาจำเลยเป็นรัฐมนตรี เห็นว่าสิ่งใด
ผิดจะไม่พูด และขณะนั้นเป็นช่วงหาเสียงต้องการเสียงสนับสนุน
จากประชาชน หากพูดสิ่งที่ประชาชนโกรธและเกลียดก็จะไม่ได้
คะแนนเสียง จำเลยเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย
ยากที่บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ และการที่นายสุจินต์ ทิมสุวรรณ
อธิบดีกรมอัยการมีคำสั่งให้พนักงานอัยการพิเศษ 2 นายเป็นผู้ดำเนิน
คดีนี้เฉพาะเรื่อง ก็เพราะมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยเนื่องมาจาก
เรื่องคดีฆ่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต สำหรับคดีที่จำเลย
ถูกฟ้องที่ศาลแขวงพระนครเหนือและศาลแขวงพระนครใต้ซึ่ง
โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลทั้งสองได้พิพากษายกฟ้องแล้ว
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลา
เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
ได้ไปกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่อำเภอลำปลายมาศ และที่อำเภอสตึก
จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์
สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 ในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่ง
กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 คำปราศรัยของจำเลย
ที่กล่าวที่อำเภอลำปลายมาศซึ่งได้มีการบันทึกเสียงไว้มีข้อความ
ตอนหนึ่งว่า "ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็น
ลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้
ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้า
วีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้อง
ฟังเวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว
ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิด
ไม่ได้" คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวที่อำเภอสตึกซึ่งได้มีการ
บันทึกเสียงไว้มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้
ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้
ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็น
พระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูด
ให้คอแหบ คอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ เพื่อให้
มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์
เต็มทีแล้วนะ" การกล่าวของจำเลยเป็นการกล่าวแก้ให้นายพรเทพ
เตชะไพบูลย์ ซึ่งได้ถูกผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายตรงกันข้ามโจมตี
ว่านายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นลูกเศรษฐีและไม่ได้เกิดที่จังหวัด
บุรีรัมย์ ไม่สมควรเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมามี
ประชาชนบางกลุ่มเคลื่อนไหวกล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งได้ยื่นญัตติด่วนต่อประธานรัฐสภาตาม
เอกสารหมาย จ.13 หรือ ป.จ.1 วันที่ 25 สิงหาคม 2529 จำเลย
ได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภาซึ่งมีข้อความ
ตามเอกสารหมาย จ.14 หรือ ป.จ.2 และจำเลยมีหนังสือขอพระราชทาน
อภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการ ตามเอกสารหมาย จ.15 หรือ ป.จ.4
ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อประชาชนนั้นมีข้อความตรงตามที่
โจทก์บรรยายในฟ้อง
คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อความที่
จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
พระราชินี และรัชทายาทหรือไม่ โจทก์มีพยานหลายปากซึ่งได้ยินได้ฟัง
จำเลยกล่าวปราศรัยในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุทั้งสองแห่ง
มาเบิกความให้ความเห็นต่อคำกล่าวของจำเลย โดยนายเปลื้อง
เขียนนิลศิริ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์เบิกความว่า
การปราศรัยของจำเลยตอนหนึ่งพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
จำเลยไม่ควรเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มากล่าวในการหาเสียง
อย่างนี้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั้ง
ชาติ ถ้าพยานไม่ทราบพระราชกรณียกิจในพระราชวัง ก็อาจเชื่อ
ตามที่จำเลยกล่าวว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสุขสบาย แต่เท่าที่
ทราบทั่วไปก็ปรากฏว่าไม่มีความสุขสบายอย่างนี้ การที่จำเลยซึ่ง
เป็นรัฐมนตรีพูดจะทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าเป็นจริง เพราะไม่ค่อย
มีคนได้รู้ได้เห็นเรื่องในรั้วในวัง อาจจะทำให้คุณค่าของสถาบัน
พระมหากษัตริย์ลดน้อยลงในทางสังคม นายศิว์ณัฎฐพงศ์ วัฒนาชีพ
ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์
เขต 1 สังกัดพรรคสหประชาธิปไตยเบิกความว่า พยานได้ไปฟังจำเลย
ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและบันทึกเสียงไว้ด้วย จำเลย
กล้าปราศรัยพาดพิงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการไม่บังควร
เป็นคำปราศรัยที่จะทำให้เสื่อมเสียแก่พระมหากษัตริย์เพราะจะทำให้
เห็นว่าพระมหากษัตริย์มีชีวิตอย่างสุขสบาย ในลักษณะที่ไม่ได้ปฏิบัติ
พระราชกรณียกิจเหมือนผู้ปกครองประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์
นั้นหมายความว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่จำเลย
กล่าวว่าเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวัง ผู้ที่จะเกิดใจกลาง
พระบรมมหาราชวังนั้นจะต้องเกิดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นองค์รัชทายาท พยานเห็นว่าเป็นการพูดดูหมิ่น
สถาบันพระมหากษัตริย์ นายจรูญ นิ่มนวล ชาวนาตำบลลำปลายมาศ
อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า ข้อความที่จำเลย
กล่าวปราศรัยหาเสียงไม่ควรจะพูดเปรียบเทียบกับ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ทรงทำความดีตลอดมา
ไม่ควรเอามาพูดว่าเสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นบ่ายสามโมง
ซึ่งความจริงไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงเอาใจใส่
ต่อประชาชนพยานเห็นว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหาย
แก่พระองค์ ร้อยตำรวจตรีวิเชียร เฉลิมรมย์ ซึ่งระหว่างเกิดเหตุ
รับราชการในตำแหน่งรองสารวัตรปกครองป้องกันสถานีตำรวจภูธร
อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับ
คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณ
ที่ปราศรัย จึงได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัย พยานฟังแล้วรู้สึกว่า
เป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อความที่ว่า
เป็นพระองค์เจ้า พยานเห็นว่าเป็นการดูหมิ่น เพราะพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เมื่อทรงพระราชสมภพ ทรงเป็นพระองค์เจ้า
ข้อความที่ว่าเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังก็เป็นการดูหมิ่น เพราะ
พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
คนที่จะเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังได้ก็มีแต่พระบรมโอรสาธิราชฯ
หรือพระราชธิดาที่เกิดจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้อความที่เปรียบเทียบอีกว่าเป็น
เวลา 6 โมงครึ่งแล้วได้เวลาเสวยน้ำจัณฑ์ ก็มีความหมายว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความสุขสบายคือถึงเวลาก็เสวย
น้ำจัณฑ์ซึ่งหมายถึงสุรา ความจริงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนนั้นไม่ได้ทรงสุขสบาย เป็นการ
พูดดูหมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวไทย การพูดในทำนองนี้
จะทำให้ประชาชนที่รับฟังมองไปในทางที่ไม่ดี จะทำให้สถาบัน
พระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย นายดาบตำรวจประทับ นพตลุง ซึ่ง
รับราชการประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
เบิกความว่า พยานได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยแล้วรู้สึกตกใจและไม่
สบายใจ เพราะเป็นการพูดหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ที่จะเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังได้ ก็คือพระโอรสของ
พระมหากษัตริย์ซึ่งต่อไปจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ และข้อความที่ว่า
ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้งนี่ก็เวลา 6
โมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าหรือ
ที่มายืนพูดก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีอยู่แล้ว เป็นคำพูดที่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและรัชทายาทไม่ได้ทรงทำอะไร มีแต่
ความสุขสบายซึ่งไม่เป็นความจริง นายสัญชัย เลาวเกียรติ
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
เบิกความว่า คำพูดของจำเลยเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่ง
หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เพราะจำเลยกล่าวว่า
ไปเลือกใจกลางพระบรมมหาราชวังซึ่งมีคนอื่นอยู่ไม่ได้นอกจากสาม
พระองค์เท่านั้น และนายทรงศักดิ์ สืบขำเพชร กำนัน ตำบลสตึก
อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า จำเลยกล่าวปราศรัยเอา
สถาบันพระมหากษัตริย์ที่สูงส่งมาเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสีย
สถาบันพระมหากษัตริย์หมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
เป็นการเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสียว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอะไรซึ่งเป็นการตรงกันข้าม คำที่ว่า
เกิดเป็นพระองค์เจ้าก็เป็นการพูดล้อเลียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในทางที่เสื่อมเสียทำให้ประชาชนขาดความเคารพและศรัทธา พยาน
และประชาชนที่ฟังต่างไม่พอใจคำปราศรัยของจำเลย นอกจากนี้
โจทก์ยังมีบุคคลอีกมากมายซึ่งได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลย
ในภายหลังมาเบิกความเป็นพยานอาทิเช่นพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก
สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร
สูงสุด และผู้อำนวยการรักษาความสงบภายในประเทศ พลเอกพิจิตร
กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะ
เกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 ยศพลโท
พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง
แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 พลตรีสุดสาย หัสดิน สมาชิกวุฒิสภา
นายสมัคร สุนทรเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร
และหัวหน้าพรรคประชากรไทย นายสิงห์โต จ่างตระกูล สมาชิกวุฒิสภา
และผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นายสรวง
อักษรานุเคราะห์ สมาชิกวุฒิสภาเรือตรีหญิงสุรีย์ บูรณธนิต
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ นายฐัตย์ ชูศิลป์ ทนายความ
นายเชิดชัย เพชรพันธ์ ที่ปรึกษาพรรคสหประชาธิปไตย
นายสุรินทร์ พันธ์ฤกษ์ นายอำเภอลำปลายมาศ และนายภาวาส
บุนนาค รองราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลปัจจุบัน พยานดังกล่าวต่างเบิกความให้ความเห็นในทำนอง
เดียวกับพยานโจทก์ซึ่งได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยในวันเกิดเหตุ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ
เบิกความว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการจาบจ้วงล่วงเกิน
องค์พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ คือ พระบรมราชินีนาถ และ
พระบรมโอรสาธิราชฯ ด้วย พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระมหากษัตริย์
พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาท คำว่าพระบรมมหาราชวัง
นอกจากจะเป็นสถานที่แล้ว ยังหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงเป็นเจ้าของด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน
ตอนประสูติก็ทรงเป็นพระองค์เจ้า ปรากฏตามราชกิจจานุเบิกษา
เล่ม 44 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2470 ผู้ที่จะเกิดในพระบรมมหาราชวัง
ได้ต้องเป็นพระโอรสและพระธิดาของพระมหากษัตริย์ซึ่งต่อไป
จะเป็นองค์รัชทายาทบุคคลอื่นจะเกิดในพระบรมมหาราชวังไม่ได้
เพราะฉะนั้นที่จำเลยกล่าวว่าเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวังเป็น
พระองค์เจ้าย่อมหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์
ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นหมายความว่าทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่
สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อนกันตลอดไป ซึ่งความจริงทั้งสาม
พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
และความสุขของประชาชน ตามปกติพระราชภารกิจประจำวันของพระองค์
มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า การกล่าวเช่นนี้เป็นการเจตนาใส่ความ
ล่วงละเมิด จะทำให้ประชาชนขาดความเคารพสักการะ ศาลฎีกา
เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากทั้งผู้ที่ได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัย
ในวันเกิดเหตุและที่ได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลยในภายหลัง
ล้วนเบิกความให้ความเห็นสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าข้อความ
ที่จำเลยกล่าวนั้น จำเลยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
โดยกล่าวใส่ความว่าทรงมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติ
พระราชภารกิจใด ๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา ผิดกับจำเลย
และประชาชนคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องทำงานหนักมีแต่ความเหนื่อยยาก
ลำบาก พยานโจทก์ดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นส่วนตัว
ส่วนที่รู้จักกับจำเลยก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
จะมีบ้างก็เฉพาะผู้ที่เป็นนักการเมืองต่างพรรค ซึ่งอาจมีความขัดแย้ง
กัน แต่ก็เป็นความขัดแย้งในทางแข่งขันช่วงชิงความนิยมจากประชาชน
หาใช่มีสาเหตุโกรธเคืองกันเป็นส่วนตัวไม่ ย่อมไม่มีเหตุที่
พยานโจทก์จะกลั่นแกล้งเบิกความแสดงความเห็นปรักปรำจำเลย
เพื่อให้ต้องได้รับโทษทางอาญา น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความให้
ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม และเป็นความเห็นประกอบกับ
ข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาทย่อมรับฟังได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์
ข้อความที่จำเลยกล่าวแล้ว เห็นว่าพระบรมมหาราชวังเป็นของ
พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์
และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดา
พระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์ เป็น
พระมหากษัตริย์ต่อไปในเมื่อแผ่นดินว่างกษัตริย์ลง นายภาวาส
บุนนาค รองราชเลขาธิการพยานโจทก์เบิกความตอนหนึ่งว่า
ตามราชประเพณีแม้ความจริงพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และ
รัชทายาทจะมิได้ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ก็ให้ถือว่าได้ประสูติ
ในพระบรมมหาราชวัง โดยต้องประสูติจากเอกอัครมเหสีของ
พระมหากษัตริย์เท่านั้น คนภายนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวังมิได้
นายภาวาส บุนนาค เป็นถึงรองราชเลขาธิการย่อมจะมีความรอบรู้
เกี่ยวกับราชประเพณีในราชสำนักดีทั้งพยานโจทก์คนอื่น ๆ ก็มี
ความเห็นทำนองเดียวกัน ดังนั้น ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัย
ต่อประชาชนว่าถ้าจำเลยเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดมันใจกลาง
พระบรมมหาราชวังออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ แม้จำเลยจะมิได้
ระบุชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยชัดแจ้ง แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์
นำสืบก็แปลเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยกล่าวโดยมุ่งหมายถึง
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท
ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวจะเป็นการใส่ความในประการที่น่า
จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่
นั้นจะต้องพิจารณาถึงฐานะที่ทรงดำรงอยู่และความรู้สึกนึกคิดของ
ประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ประกอบข้อความ
ที่จำเลยกล่าวด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2521 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาตรา 6 บัญญัติว่า
องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใด
จะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ
มิได้ มาตรา 45 บัญญัติว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญมิได้
มาตรา 46 บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญนี้
และมาตรา 54 บัญญัติว่า รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์
เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขตนอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญา
ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี
รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เป็นพิเศษแตกต่าง
จากบุคคลทั่วไป รวมทั้งบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา 112 ด้วย ตามบทบัญญัติ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวมา
ย่อมเห็นได้โดยแจ้งชัดว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น
ทรงดำรงอยู่ในฐานะพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะ
ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่ง
ทางใดมิได้ ทั้งรัฐและประชาชนต่างมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่ง
สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงคงอยู่คู่ประเทศตลอดไป ไม่เพียงแต่
กฎหมาย แม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบัน
พระมหากษัตริย์ก็ให้ความเคารพสักการะและยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้าฯ
ตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล การที่จะกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน
เปรียบเทียบเปรียบเปรยหรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้อง
พระยุคลบาทนั้นหามีบุคคลใดกล้าบังอาจไม่ ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น
ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วฟังได้ว่าจำเลยกล่าวโดยมุ่งหมาย
ถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
องค์รัชทายาท พยานโจทก์ทุกปากทั้งผู้ที่ได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าว
ปราศรัยในวันเกิดเหตุ และที่ได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลย
ในภายหลังล้วนเบิกความให้ความเห็นสรุปรวมความว่า จำเลย
กล่าวใส่ความว่าทั้งสามพระองค์ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้อง
ปฏิบัติพระราชภารกิจใด ๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา ผิดกับจำเลย
และประชาชนคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องทำงานหนัก มีแต่ความเหนื่อยยาก
ลำบากพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลจากหลายท้องถิ่นและหลาย
สาขาอาชีพ ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร นักการเมือง
ครูบาอาจารย์ ทนายความ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวนา
แสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปต่างเห็นว่าจำเลยเจตนาหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท
นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยได้
ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภาต่อหน้า
สื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าจำเลยรู้สึก
สำนึกในการที่ได้กระทำไป ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยกล่าวว่า
ถ้าเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมาเป็น
พระองค์เจ้าวีระ ไม่ต้องมายืนตากแดดพูดให้ประชาชนฟัง ถึงเวลา
เที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีบ่ายสามโมง
พอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจนั้น เป็นการกล่าวเปรียบเทียบ
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท
ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใด ๆ เวลา
เที่ยงเสวยเสร็จก็บรรทมไปจนถึงเวลาบ่ายสามโมง ตกตอนเย็นก็
เสวยน้ำจัณฑ์อย่างสบายอกสบายใจ ต่างกับจำเลยซึ่งเกิดเป็นลูกชาวนา
ต้องทำงานหนัก มีแต่ความยากลำบากเพราะเลือกเกิดไม่ได้ ซึ่งข้อความ
ที่จำเลยกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์
แก่ประชาชนทั้งประเทศว่าทั้งสามพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจ
และทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการเพื่อประโยชน์
สุขของประชาชนและความเจริญมั่งคงของประเทศชาติโดยมิได้
ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก แม้แต่จำเลยเองก็เบิกความรับว่า
จำเลยเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ยากที่
บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ พยานจำเลยที่นำสืบไม่มีน้ำหนักพอที่จะ
รับฟังหักล้างพยานโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น
เป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ
ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แม้การกระทำของจำเลยจะไม่บังเกิดผล
เพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวของจำเลยจำเลยก็หาพ้นความรับผิด
ไม่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
ทั้งสามพระองค์ แต่เป็นการสมมุติอุปมาอุปไมยเพื่อกล่าวแก้ให้
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งถูกฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีในการหาเสียงว่า
เป็นลูกเศรษฐี และไม่ได้เกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ จำเลยกล่าวเพื่อ
ให้ประชาชนเห็นว่าคนเราเลือกที่เกิดไม่ได้ และที่จำเลยกล่าวว่าถ้า
เลือกเกิดได้จะเลือกเกิดเป็นพระองค์เจ้าวีระ ก็หมายถึงตัวจำเลยเอง
เมื่ออ่านคำกล่าวปราศรัยของจำเลยตลอดทุกข้อความจะไม่เป็นการ
หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยจะมีเจตนาหมิ่น
ประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ มิใช่ถือตามความเข้าใจของจำเลย
ซึ่งเป็นผู้กล่าวเอง การที่จำเลยจะช่วยกล่าวแก้ให้นายพรเทพ
เตชะไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีนั้นย่อมเป็นสิทธิ
ของจำเลยที่จะกล่าวได้ แต่ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่จำเลยจะต้อง
ยกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน
มากล่าวเปรียบเทียบเปรียบเปรยในทางที่เสื่อมเสีย ที่จำเลยกล่าว
ว่าถ้าจำเลยเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดเป็นพระองค์เจ้าวีระหมายถึง
ตัวจำเลยเองนั้น ถ้าเกิดเป็นตัวจำเลยเองเหตุใดจึงไม่เป็น
นายวีระซึ่งเป็นสามัญชน และเหตุใดจึงจะไปเกิดใจกลาง
พระบรมมหาราชวัง ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นศาลฎีกาได้พิจารณา
ทั้งหมดแล้ว มิได้พิจารณาเพียงตอนใดตอนหนึ่ง การที่จำเลยกล่าว
ข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยาก
ที่จะรับฟัง
ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยล้วนแต่เป็นข้อปลีกย่อยซึ่งไม่อาจ
เปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการ
วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยนั้น
ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
แต่อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรมาแล้วหลายสมัย และเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง ได้ประกอบ
คุณงามความดีต่อประเทศชาติ จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการจัดหาทุน
สร้างสวนหลวง ร.9 และจัดหาทุนโดยเสด็จพระราชกุศลตาม
พระราชอัธยาศัยนับว่าเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อน นอกจากนี้หลังจาก
เกิดเหตุแล้ว จำเลยยังได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
ต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของ
รัฐสภา และได้มีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการ
เป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น อัน
เป็นเหตุบรรเทาโทษ มีเหตุสมควรปรานีลดโทษให้จำเลย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม
2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์

(วีระชัย สูตรสุวรรณ - สุพจน์ นาถะพินธุ - วิศิษฎ์ ลิมานนท์ - ศักดิ์ สนองชาติ )

*หมายเหตุ
โดยปกติความเห็นของบุคคลธรรมดา ศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
ในการวินิจฉัยคดี แต่ในคดีหมิ่นประมาทนั้นเป็นข้อยกเว้น ความเห็น
ที่ประกอบข้อความที่เป็นหมิ่นประมาท พยานออกความเห็นได้ว่าข้อความ
หรือถ้อยคำเช่นนั้นพยานเข้าใจว่าผู้กล่าวได้หมายถึงตัวผู้เสียหาย
หรือผู้ใด (ศาสตราจารย์ประมูล สุวรรณศร, คำอธิบายกฎหมาย
ลักษณะพยานหลักฐาน พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2525 สำนักพิมพ์นิติบรรณการ
หน้า 134; โอสถ โกศิน, คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทย
และต่างประเทศในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน พิมพ์ครั้งที่ 2
โรงพิมพ์ไทยเขษม 2517 หน้า 191) การตีความข้อความที่กล่าวว่า
หมายความอย่างไรโดยปกติจึงพิจารณาตามความเข้าใจของวิญญูชน
ทั่วไปคือสามัญชนซึ่งหากได้ยินได้ฟัง มิใช่ความเข้าใจของผู้พูดหรือ
ผู้ฟังข้อความที่กล่าวนั้น มิใช่พิจารณาว่าผู้กล่าวเข้าใจอย่างไรและ
ไม่ใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาท (โปรดดูคำพิพากษา
ฎีกาที่ 256/2509 2509 ฎ.1957, ที่ 3176/2516 2516 ฎ.2063,
ที่ 619/2517 2517 ฎ.374 และ จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบาย
ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอนที่ 2 และภาค 3 แก้ไขเพิ่มเติม
พิมพ์ครั้งที่ 3 จัดพิมพ์โดยสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
2524 หัวข้อที่ 1142 หน้า 2171 ถึง 2172) อย่างไรก็ตาม ศาลก็คง
ไม่ต้องผูกมัดความเห็นของบุคคลธรรมดาเช่นว่านั้นไว้กับข้อวินิจฉัย
ของศาลเพราะเป็นไปได้ว่า ความรู้สึกของบุคคลในภาวะสิ่งแวดล้อม
สภาพสังคม และในฐานะที่จำกัดสถานะหนึ่ง อาจมีความเข้าใจและ
ความเห็นแตกต่างไปจากภาวะของบุคคลในสถานะอื่นที่แตกต่างกันได้
การรับฟังความเห็นของบุคคลธรรมดาจึงเป็นเพียงการรับฟังเพียง
ส่วนหนึ่งเพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีอื่น ๆ
ในการวินิจฉัยคดีของศาลเท่านั้น
ในคดีที่บันทึกนี้ ปัญหาเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดภายนอก
(actus reus) ที่ว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาท
ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทหรือไม่ โจทก์จำเลย
ต่างนำสืบพยานหลักฐานด้วยความเห็นของพยานบุคคล โดยโจทก์สืบว่า
คำที่จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวังมีความหมายถึง ที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระมหากษัตริย์รวมทั้ง
เป็นที่ประสูติและที่สวรรคตด้วย และยังหมายถึงพระราชินี และ
องค์รัชทายาท เมื่อประชาชนได้ยินคำพูดถึง พระบรมมหาราชวัง ก็จะนึก
ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ฯลฯ ส่วน
จำเลยสืบว่า พระบรมมหาราชวัง คือศูนย์กลางของการปกครองและที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไปเข้าใจว่า หมายความถึง บริเวณพระราชวัง
ซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้วและเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าไปประกอบ
พระราชพิธีสำคัญ ๆ ความจริงแล้ว มิใช่เป็นที่ประทับ ที่ประสูติของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ มีข้อสังเกตว่า คำว่า
"พระบรมมหาราชวัง" ในคดีนี้ น่าจะไม่ใช่ถ้อยคำที่มีความหมายสามัญ
หากแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายเป็นพิเศษพยานความเห็นย่อมมีความสำคัญ
ในการรับฟังเพื่ออธิบายถึงความหมายของถ้อยคำนี้ (โอสถ โกศิน,
อ้างแล้ว หน้า 192) การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยหยิบยกคำเบิกความ
ของนายภาวาส บุนนาค พยานโจทก์ซึ่ง "...เป็นถึงรองราชเลขาธิการ
ย่อมจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับราชประเพณีในราชสำนักดี..." เสมือน
หนึ่งเป็นพยานผู้ชำนาญการพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 243 (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1610/2498 2498 ฎ. 1515)
มาสนับสนุน ซึ่งศาลฎีกาเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งนายภาวาส และ
บุคคลอื่นต่างเบิกความให้ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม และเป็น
ความเห็นประกอบกับข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาท ความเห็น
ของพยานโจทก์ย่อมรับฟังได้ และมีน้ำหนักให้ศาลฎีกาสรุปความเห็น
ของพยานโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่ว่า "...พระบรมมหาราชวัง
เป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประทับ
ของพระองค์และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและ
พระราชธิดา พระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์
เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป...คนภายนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวัง
มิได้..." เมื่อจำเลยกล่าวว่าจำเลยจะเลือกเกิดใจกลาง
พระบรมมหาราชวังเป็นพระองค์เจ้าเพื่อมีความสุขสบาย ศาลฎีกา
จึงเห็นว่าเป็นการกล่าวเปรียบเทียบกับผู้ทรงเป็นเจ้าของและ
รัชทายาท เพราะไม่มีบุคคลอื่นใดที่จะประสูติหรือประทับใน
พระบรมมหาราชวังได้ จำเลยจึงกล่าวโดยมุ่งหมายถึงองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท
ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาท ฯลฯ หรือไม่นั้น
เจตนาเป็นองค์ประกอบความผิดในส่วนจิตใจ (mens rea) การที่จะ
วินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 นั้น
เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจของจำเลย โดยเฉพาะ
ในกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้าพฤติการณ์แห่งคดีมองเห็นเจตนา
ประสงค์ต่อผลของจำเลย ก็คงไม่มีปัญหามากนัก แต่ถ้าพฤติการณ์แห่งคดี
เป็นเรื่องเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ก็คงจะต้องพิจารณาจากการกระทำ
และพฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยตามหลักที่ยึดถือกันมาแต่เดิมว่า
"กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" (acta exteriora indicant interiora
secreta) เจตนาในคดีหมิ่นประมาทนี้คงมีเพียงเจตนาในการกระทำคือใส่
ความ มิใช่เจตนาพิเศษเพื่อให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ผู้กล่าวจะเถียงว่าตนไม่เล็งเห็นผลที่คนทั่วไปเขาเล็งเห็นหาได้ไม่
(จิตติ ติงศภัทิย์, อ้างแล้ว หัวข้อที่ 1155 หน้า 2199) "...เหตุนี้
ถ้ามีผู้แสดงได้ว่าคำกล่าวนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงตนหรือ
หมายความถึงผู้ใด ผู้กล่าวจะเถียงว่าตนไม่เจตนากล่าว
พาดพิงใส่ความผู้นั้นหาได้ไม่ ตามหลักเรื่องเจตนาโดยเล็งเห็น
ผลนั่นเอง..." (จิตติ ติงศภัทิย์, อ้างแล้ว หน้า 2201)
ดังนั้นที่ศาลฎีกากล่าวว่า "...จำเลยจะมีเจตนาหมิ่นประมาท
หรือดูหมิ่นหรือไม่ มิใช่ถือตามความเข้าใจของจำเลยซึ่งเป็น
ผู้กล่าวเอง..." ก็ดี และ "...การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร
แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยากที่จะรับฟัง..."
ก็ดี เป็นการวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนา
หมิ่นประมาทแล้วอันเป็นข้อวินิจฉัยอันหนึ่งที่ล้วงไปกล่าวถึง
พฤติการณ์ข้อหนึ่งในพฤติการณ์อื่น ๆ ทั้งหมดแห่งคดี เป็นส่วนหนึ่ง
ของคำวินิจฉัยของศาลฎีกา และหาได้ผูกมัดอยู่เฉพาะกับความเห็น
ของพยานโจทก์ที่เป็นบุคคลธรรมดาแต่ลำพังไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มิได้หมายความว่า แม้จำเลยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด

บัณฑิต รชตะนันทน์, สุชาติ สุขสุมิตร

**คำพิพากษาฎีกาที่ 51/2503
โจทก์ พนักงานอัยการกรมอัยการ
จำเลย นายโกศัย มุ่งเจริญ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22, 112, 329

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จำเลยให้การรับว่า ได้กล่าวข้อความตามเอกสารท้ายฟ้องจริงแต่คำกล่าว
ของจำเลยแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตใจ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112จำคุก 3 ปี ลดฐานรับสารภาพ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี ให้นับโทษ
ต่อจากคดีแดงที่ 1804/2500
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(4) บัญญัติ
ถึงกรณีที่ว่า ได้มีการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุมแล้วได้มี
การแถลงข่าวด้วยความเป็นธรรมในเรื่องนั้น ๆ แต่การกระทำของจำเลยในคดี
นี้เป็นการที่จำเลยไปพูดกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทในที่ประชุม
สาธารณะ จึงหาเข้าตามตัวบทที่กล่าวอ้างไม่
ฎีกาจำเลยว่า การนับโทษต่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่าการนับโทษ
ต่อเป็นอำนาจศาลที่จะสั่งให้โทษจำคุกในคดีหนึ่ง ๆ เริ่มนับแต่วันใดได้ตามที่
กฎหมายให้อำนาจไว้
พิพากษายืน

( สัญญา ธรรมศักดิ์ - พิบูลย์ไอศวรรย์ - สุทธิวาทนฤพุฒิ )

คำพิพากษาฎีกาที่ 861/2521
โจทก์ พนักงานอัยการกรมอัยการ
จำเลย นายเล็ก ลักษณะผล
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 112
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48

โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดนี้ ประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็น
พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใด
จะละเมิดมิได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 และมี
สมเด็จพระนางเจ้าศิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเป็นพระราชินีปฏิบัติพระราชกรณียกิจ
อันเป็นที่รักและเคารพของประชาชน จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
การพิมพ์ให้เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาของหนังสือพิมพ์ดาวดารายุคสยาม
มีหน้าที่รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 โดยมีนายเสนีย์
สูงนารถ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1400/2519 ของศาลอาญา เป็นนักเขียน
ผู้ประพันธ์ประจำหนังสือพิมพ์ดังกล่าวในคอลัมส์ "หัวคน - หัวโขน" ซึ่งหนังสือพิมพ์
ดังกล่าวนี้ พิมพ์โฆษณาจำหน่ายเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วราชอาณาจักร
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนิน
ไปพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจที่สำเร็จการศึกษา
ชั้นสูงประจำปีการศึกษา พ.ศ. 2517 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจอำเภอสามพราน
จังหวักนครปฐม ในวันที่ 8 เมษายน 2518 เวลา 15.40 นาฬิกา ตามคำ
กราบบังคมทูลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยได้ทรงเตรียมพระบรม
ราโชวาทที่จะพระราชทานแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจที่สำเร็จการศึกษานั้นไว้
แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพิ่งหายจากประชวร และคณะแพทย์
ถวายความเห็นขอให้ทรงพักผ่อน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ
พระบรมราชินีนาถจึงได้เสด็จแทนพระองค์ และได้พระราชทานพระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทนพระองค์ในวันเวลาดังกล่าวมีใจความ
สำคัญว่า ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจจะเป็นบุคคล
สำคัญคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งจะต้องแบกภาระรับผิดชอบอย่างสูงและหนักยิ่ง
ขอให้อดทน อดกลั้น ทำตนให้เป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ คำว่า "มนุษย์" นั้นต่างกับ
"คน" คือ "คน" หมายความแก่สัตว์โลกประเภทหนึ่ง แต่ "มนุษย์" หมายความถึง
คนที่มีจิตใจสูง มีความรักที่กว้างขวาง มีความจริงต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจริงด้วย
การเป็นมนุษย์เป็นภาวะที่ยากที่คนจะเพียรพยายามก้าวให้ถึงได้ ตำรวจต้องเป็น
มนุษย์ให้สมบูรณ์ครบถ้วน จึงจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้สำเร็จ แต่กระทำได้
ยากยิ่งเพราะมีอุปสรรคภัยอันตราย ความบีบคั้นต่าง ๆ ทั้งทางกายและจิตใจ
ทั้งต้องผจญกับพวก "อมนุษย์" คือคนใจต่ำผู้ไม่มีหลักการอันชอบธรรม และมัก
ก่อเหตุรังควานให้เกิดความปั่นป่วนอยู่เสมอ อุดมคตินั้นแม้จะกินเข้าไปไม่ได้แต่
คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อกินประการเดียว หากแต่เกิดมาเพื่อปฏิบัติประโยชน์สูงสุด
ในความเป็นมนุษย์ การทำหน้าที่ทั้งปวงด้วยเจตนาบริสุทธิ์เที่ยงตรงที่จะรักษาธรรม
หรือความถูกต้องไว้เพื่อยังประเทศตลอดจนเพื่อมนุษย์ให้มีสันติสุขและความ
ร่มเย็นเป็นจุดหมายอันสูงสุด รายละเอียดปรากฏตามสำเนาพระบรมราโชวาท
ท้ายฟ้อง
เมื่อระหว่างวันที่ 9 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2518 ทั้งเวลากลางวันและ
กลางคืน จำเลยและนายเสนีย์ สูงนารถ ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี เนื่องในการพระราชทานพระบรมราโชวาท
ดังกล่าว โดยพิมพ์โฆษณาลงในหนังสือพิมพ์ดาวดารายุคสยามปีที่ 1 ฉบับที่ 231
ประจำวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2518 ที่จำเลยเป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
และนายเสนีย์ สูงนารถ เป็นผู้เขียนผู้ประพันธ์ในคอลัมส์ "หัวคน - หัวโขน" เรื่อง
"อมนุษย์" ออกจำหน่ายเผยแพร่ในหมู่ประชาชนทั่วราชอาณาจักรมีข้อความว่า
"ถูกต้องในสมัยหนึ่ง กลับผิดในสมัยต่อมา นักศึกษาประชาชนกลุ่ม
ก่อความวุ่นวายจนถูกผู้มีบุญประนามว่า "อมนุษย์" อันหมายถึงคณะบุคคลที่มี
จิตใจต่ำทราม ไม่มีหลักการอันชอบธรรม และมักก่อเหตุรำคาญปั่นป่วนอยู่เสมอ
นั้น ควรได้รำลึกถึงแก่นความจริงสันดารของมนุษย์ปุถุชนสวมหัวโขน ตำรวจ
ต้องเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ครบถ้วน จึงจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้สำเร็จ
การปฏิบัติตัวให้เป็นมนุษย์สามารถทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อมาปราบปราม
พวก "อมนุษย์" ครับ ความพยายามแบ่งแยก "มนุษย์" ออกจาก "คน" หรือแบ่งแยก
"คน" ออกจาก "มนุษย์" นั้น มีมานานแล้ว โดยเฉพาะสังคมศักดินาสวามิภักดิ์
นับเป็นการจัดระดับชนชั้น ผมอดเศร้าสะเทือนใจไม่ได้ ขณะที่ทุกฝ่ายพยายาม
หาทางลด "ช่องว่าง" ระหว่าง "ฐานันดร" ท่ามกลางพายุการเมืองกระพือโหม
แต่เหตุไฉนผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินจึงจะต้องพยายามขยายช่องว่างให้เปิดกว้าง
ขึ้นเล่า ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นย่อมต่อต้าน มนุษย์ผู้เจริญแล้วที่เคารพวิสัชนาปุจฉา
ตัวท่านเองก่อนเถิด อันความปั่นป่วนวุ่นวายมันเกิดจากอะไร ความยุติธรรมใน
สังคมใช่หรือไม่ ปืนอยู่ในมือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ใช้ปราบโจรผู้ร้ายไม่ใช่ห้ำหั่นผู้มี
ความคิดตรงกันข้าม ดาบในมือตำรวจไม่มีสิทธิฟาดฟันเสรีภาพประชาชน อาวุธ
ฆ่าคนได้ แต่ฆ่าปัญญาของคนไม่ได้ อาวุธผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ฆ่าความเที่ยงธรรม
ได้ แต่ฆ่าความยุติธรรม ไม่ได้" พ่อแม่ที่เคารพ "มนุษย์" ยกย่องตัวเองว่า "สัตว์ชั้นสูง"
กับคนซึ่งถูกประนามว่า "สัตว์ชั้นต่ำ" ผมเลือกเป็น "คน" มากกว่า
ซึ่งโจทก์จะได้ส่งต้นฉบับในชั้นพิจารณา ข้อความดังกล่าวเป็นการละเมิด
ต่อพระมหากษัตริย์และเป็นการกล่าวร้ายใส่ความเสียดสี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น
เหยียดหยามต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินีดังกล่าวพระนามมาแล้ว ต่อบุคคล
ที่สามว่า พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีนาถประนามกลุ่ม
นักศึกษาและประชาชน พยายามแบ่งแยกชนชั้นขยายช่องว่างระหว่างชนชั้น
ให้กว้างขึ้นและสนับสนุนตำรวจให้ปราบปรามผู้ที่มีความคิดเห็นตรงข้ามเพื่อ
ตัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งความจริงพระองค์ท่านทั้งสองได้พระราชทาน
พระบรมราโชวาทเพื่อให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีจิตใจสูง มีอุดมคติ
มีเจตนาบริสุทธิ์ เที่ยงธรรมและความถูกต้องเพื่อความสันติสุขและความร่มเย็น
ของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้โดยประการที่ทำให้พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสื่อมเสียพระเกียรติยศ
ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชังจากประชาชน ขอให้ลงโทษจำเลยตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 83, 58 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484
มาตรา 4, 48
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112 จำคุก 1 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสำหรับปัญหาข้อเท็จจริง
ผู้พิพากษาผู้ลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำของ ส. เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
และดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า
จำเลยซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ดาวดารายุคสยามจะต้อง
ร่วมรับผิดกับนายเสนีย์ สูงนารถหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484
มาตรา 48 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อมีความผิดนอกจากที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติ
นี้เกิดขึ้นด้วยการโฆษณาสิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์ผู้ประพันธ์ซึ่งตั้งใจให้
โฆษณาบทประพันธ์นั้นต้องรับผิดเป็นตัวการ ถ้าผู้ประพันธ์ไม่ต้องรับผิดหรือไม่ได้
ตัวผู้ประพันธ์ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีแห่ง
หนังสือพิมพ์ ผู้ประพันธ์และบรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการ และถ้าไม่ได้
ตัวผู้ประพันธ์ ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการด้วย" เมื่อจำเลยซึ่งเป็นบรรณาธิการ
ผู้พิมพ์ และผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ดาวดารายุคสยามซึ่งลงบทความตามที่
โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดเป็นตัวการตามวรรคสอง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าตาม
ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าในขณะที่นายเสนีย์ สูงนารถ ประพันธ์และส่ง
บทความตามฟ้องให้ลงพิมพ์จำเลยไม่ได้สมคบร่วมรู้กับนายเสนีย์ สูงนารถ จำเลย
จึงไม่มีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และตามพระราชบัญญัติ
การพิมพ์ พ.ศ. 2485 มาตรา 48 วรรคสอง ไม่มีบทลงโทษและไม่ได้บัญญัติ
อัตราโทษไว้แต่อย่างใด จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 เป็นกฎหมายพิเศษ ใน
มาตรา 4 ได้บัญญัติให้บรรณาธิการเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ ตรวจแก้ คัดเลือก
หรือควบคุมบทประพันธ์หรือสิ่งอื่นในหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้ เพื่อมิได้มีการพิมพ์
บทประพันธ์หรือสิ่งอื่นในหนังสือพิมพ์อันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย หากบท
ประพันธ์หรือสิ่งอื่นที่พิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นความผิด มาตรา 48 จึงบัญญัติ
ให้บรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการ ดังนั้นจำเลยได้สมคบร่วมรู้กับนายเสนีย์
สูงนารถ หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อแก้ตัว เพราะถ้าจำเลยสมคบร่วมรู้กับนายเสนีย์
สูงนารถ ในการลงบทความจำเลยก็เป็นตัวการกระทำความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ถ้าจะให้จำเลยสมคบร่วมรู้กับนายเสนีย์
สูงนารถแล้วจึงจะเป็นความผิด ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่พระราชบัญญัติการพิมพ์
พ.ศ. 2484 จะบัญญัติมาตรา 48 ขึ้นมา และที่ไม่ได้บัญญัติโทษไว้ก็เพราะ
ความผิดที่เกิดขึ้นตามมาตรา 48 นี้ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอื่นซึ่ง
มีบทกำหนดโทษอยู่แล้ว ดังเช่นคดีนี้บทความของนายเสนีย์ สูงนารถ ซึ่งจำเลย
นำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดาวดารายุคสยาม เป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำเลยต้องรับผิดเป็นตัวการตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคสอง และต้องได้รับโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกความอันปรากฏในท้องสำนวน
โดยมิได้ฟังคำพยานของโจทก์และจำเลยมาเป็นเหตุผลในการพิจารณาคดี แต่เอา
ความรู้สึกของวิญญูชนซึ่งศาลย่อมรู้ได้เองมาวินิจฉัยว่าบทความของนายเสนีย์
สูงนารถ ตามฟ้องเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นองค์ประมุขของชาติและสมเด็จ
พระบรมราชินีนาถ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้น เห็นว่า
การวินิจฉัยว่าบทความของนายเสนีย์ สูงนารถ ตามฟ้องจะเป็นความผิดฐาน
หมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินีหรือไม่นั้น เป็นการวินิจฉัย
ลักษณะของการกระทำว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่วินิจฉัยผลแห่งการกระทำ
จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิจารณาบทความแล้ววินิจฉัยได้เอง หรือ
จะเอาพยานโจทก์จำเลยมาประกอบการวินิจฉัยด้วยก็ได้ จึงไม่ผิดกฎหมาย
แต่อย่างใด ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน
พิพากษายืน

( ชลูตม์ สวัสดิทัต - ประภาศน์ อวยชัย - พัลลภ สังโขบล )

**คำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521
โจทก์ พนักงานอัยการกรมอัยการ
จำเลย นายอนุชิต ธนัครสมบัติ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โจทก์ฟ้องว่า มีผู้อภิปรายเรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์และ
เรื่องการต่อต้านราคาสินค้าที่บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อผู้อภิปรายได้ยุติ
การอภิปรายและเปิดแผ่นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนยืนตรง
แสดงความเคารพพระมหากษัตริย์ จำเลยได้บังอาจกล่าวถ้อยคำว่า "เฮ้ย
เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง" และจำเลยมิได้ยืนตรง เป็นการดูหมิ่น
พระมหากษัตริย์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9)
และเป็นการแสดงอาการด้วยความไม่เคารพนบนอบต่อพระมหากษัตริย์
ต่อหน้าประชาชน ฯลฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112 จำคุก 2 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุมีการอภิปรายที่ท้องสนามหลวง
กลุ่มศูนย์นิสิตนักศึกษาอภิปรายปัญหาเรื่องข้าวสารแพงอยู่ทางด้านทิศเหนือ
กลุ่มของนายผัน วิสูตรอภิปรายเรื่องการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่ทางด้าน
ทิศใต้ ด้านวัดพระแก้ว จำเลยฟังกลุ่มนายผันอภิปราย เมื่อนายผันปิดอภิปราย
และเปิดแผ่นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนที่ฟังการอภิปรายทุกคน
ได้ยืนตรง ขณะที่เพลงสรรเสริญพระบารมียังไม่จบ จำเลยได้กล่าวถ้อยคำว่า
"เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง" และจำเลยมิได้ยืนตรง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงที่ใช้บรรเลง
ในการพระราชพิธีหรือพิธีการต่าง ๆ เพื่อถวายพระเกียรติและถวายความ
เคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์โดยเฉพาะคดีนี้ประชาชนที่ไปฟังอภิปราย
ย่อมเข้าใจว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เปิดขึ้นเป็นการถวายความเคารพ
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระมหากษัตริย์ของไทย
องค์ปัจจุบัน จึงได้ยืนตรงทุกคน จำเลยเป็นนักเรียนครูวิทยาลัยครูสวนสุนันทา
ยอมต้องรู้และเข้าใจดีกว่าประชาชนธรรมดาสามัญ การที่จำเลยมิได้ยืนตรง
เช่นประชาชนคนอื่นในขณะที่เพลงสรรเสริญพระบารมีเปิดขึ้น ทั้งยังบังอาจ
กล่าวถ้อยคำว่า "เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง" เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าจำเลย
มีเจตนาที่จะดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯลฯ
พิพากษายืน

( จรัญ สำเร็จประสงค์ - พิสัณห์ ลีตเวทย์ - แถม ดุลยสุข )

ขณะอยู่ระหว่างพิจารณาคดี

ขณะอยู่ระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่เป็นทีสุดครับว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ควรรอให้ศาลตัดสินก่อนครับ

สำหรับคำพิพากษาดูได้แน่นอนครับ

มิได้พล่ามหรอกครับ

มิได้พล่ามหรอกครับ ผมเพียงแต่เอาฎหมายที่เกี่ยวข้องมาให้ท่านพิจารณาครับ

(No subject)

ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2550 มีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา 4 คดีครับ

**คำพิพากษาฎีกาที่ 2354/2531
โจทก์ พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์
จำเลย นาย วีระ มุสิกพงศ์
รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 6, 45, 46, 54.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 78, 112.
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226, 243.

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้และในปัจจุบัน
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์
แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชการปัจจุบันเป็น
พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2521 มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่
ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหา
หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ สมเด็จพระนางเจ้า
สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาท
อันประกอบขึ้นเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็น
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรม
ต่างกันคือ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำ
การโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวป่าวประกาศด้วยการกระจายเสียงทาง
เครื่องขยายเสียงสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ในท่ามกลาง
ประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งตอนหนึ่งในการโฆษณานี้จำเลยได้
กล่าวว่า ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนา
จังหวัดสงขลาจะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไมถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิด
มันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมด
เรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้
เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีก็
บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิดไม่ได้
อันเป็นการพูดโฆษณาเปรียบเทียบละเมิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท
ทั้งนี้เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นของและเป็นที่ประทับของ
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี สำหรับคนที่จะเกิดในใจกลาง
พระบรมมหาราชวังและเป็นพระองค์เจ้านั้นจะต้องเป็นพระมหากษัตริย์
และเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น
รัชทายาทเท่านั้น ที่จำเลยกล่าวถึงเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวัง
ออกมาเป็นพระองค์เจ้า มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี
และรัชทายาท ดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นการกล่าวต่อ
นายศิว์ณัฏฐพงศ์ วัฒนาชีพ และประชาชนอีกหลายคนซึ่งเป็นบุคคล
ที่สามว่า ทุกพระองค์มีแต่ความสุขสบาย ไม่ทรงทำอะไร ตอนเที่ยง
ก็เข้าห้องเย็น (หมายถึงห้องที่มีเครื่องทำความเย็น) เสวยเสร็จ
ก็บรรทม ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ไม่ต้องออกไปยืนกลางแดด ทั้งนี้โดย
ประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท
เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนา
จะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่บริเวณ
หน้าสถานีรถไฟลำปลายมาศ ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ
จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาในวันเวลาดังกล่าวข้างต้นภายหลังจากที่จำเลย
ได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยได้กระทำการโฆษณา
หาเสียงโดยการกล่าวป่าวประกาศด้วยการกระจายเสียงทาง
เครื่องขยายเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ในท่ามกลางประชาชนที่มาฟัง
จำนวนหลายคน ซึ่งตอนหนึ่งในการโฆษณานี้จำเลยได้กล่าวว่า
ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้
มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวัง
ไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้
ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวย
น้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอที่มายืนพูดนี่ก็
เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ อันเป็นการพูดโฆษณาเปรียบเทียบละเมิด
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาทพระบาท
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นพระราชินี
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ซึ่งเป็นองค์รัชทายาททั้งนี้เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นของและเป็นที่
ประทับของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี บุคคลที่เกิดในใจกลาง
พระบรมมหาราชวัง และเป็นพระองค์เจ้านั้น จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์
เป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็น
รัชทายาทเท่านั้น ที่จำเลยกล่าวถึงเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวัง
เป็นพระองค์เจ้า มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินีและรัชทายาท
ดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นการกล่าวต่อร้อยตำรวจโทวิเชียร
เฉลิมรมย์ และประชาชนอีกหลายคนซึ่งเป็นบุคคลที่สามว่า พระองค์
มีแต่ความสุขสบาย ไม่ต้องมาพูดให้ประชาชนฟังจนคอแหบคอแห้ง ขณะนี้
เป็นเวลาหกโมงครึ่ง (หมายถึงเวลาหกโมงครึ่งตอนเย็น) จะได้
เสวยน้ำจัณฑ์ (สุรา) ให้สบายอกสบายใจ ขณะที่ยืนพูดนี่ก็เมื่อย
พระชงฆ์ (หมายถึงแข้ง) เต็มทีแล้ว ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะ
ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท เสื่อมเสีย
พระเกียรติยศชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะให้
ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่บริเวณหน้าที่
ว่าการอำเภอสตึก ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 91 รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 มาตรา 6 นับโทษจำเลยต่อ
จากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26228/2528 ของศาลแขวงพระนครเหนือ
และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 22128/2528 ของศาลแขวงพระนครใต้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย
ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ข้อความที่จำเลย
กล่าวไม่เป็นการใส่ความและไม่อาจทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น
หรือถูกเกลียดชังได้ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การกระทำของจำเลยไม่เป็น
ความผิด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท พิพากษากลับว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้เรียงกระทง
ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม
2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยขอแถลงการณ์
ด้วยวาจานั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ทางพิจารณา
โจทก์นำสืบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงพระนามว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นรัชกาลที่ 9
ในราชวงศ์จักรี มีพระบรมราชินีทรงพระนามว่า
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ส่วนองค์รัชทายาทคือ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะเกิดเหตุจำเลย
ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 13
กรกฎาคม 2529 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยได้กล่าวปราศรัย
ในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่หน้าสถานีรถไฟลำปลายมาศ
ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพูดทาง
เครื่องขยายเสียงมีประชาชนมาฟังประมาณ 4-5 พันคน ในคำปราศรัย
ของจำเลยตอนหนึ่ง จำเลยได้กล่าวว่า ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไป
เลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม
ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมา
เป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดด
พูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จ
ก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมงที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้
ก็มันเลือกเกิดไม่ได้ เลือกเกิดในท้องคนจนก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดใน
ท้องคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เลือกเกิดที่
จังหวัดบุรีรัมย์ก็ไม่ได้ ปรากฏข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.2
และคำถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ.8 ในวันเดียวกันหลังจาก
ที่จำเลยได้ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศแล้ว จำเลยได้ไปกล่าว
ปราศรัยที่หน้าที่ว่าการอำเภอสตึก ต่อหน้าประชาชนที่มาฟังประมาณ 1
หมื่นคน มีข้อความตอนหนึ่งว่า ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ ผมทำไม
จะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิด
มันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระ
ไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่
เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจ
ไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ ปรากฏ
ข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.3 และคำถอดแถบบันทึกเสียง
เอกสารหมาย จ.9 คำกล่าวปราศรัยของจำเลยทั้งสองแห่งเป็น
การกล่าวตำหนิล่วงเกินองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทั้งนี้ คำที่
จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวัง มีความหมายถึงพระบรมมหาราชวังใหญ่
อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็น
พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นที่ประสูติและที่สวรรคตด้วย
พระบรมมหาราชวังนี้นอกจากจะหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์แล้ว
ย่อมหมายถึงพระราชินีและองค์รัชทายาทด้วย พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ
องค์รัชทายาท แม้จะประสูติที่ใดก็ให้ถือว่าประสูติในพระบรมมหาราชวัง
ส่วนที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ แม้จะไม่ได้ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
ที่ประทับนั้นก็ให้ถือว่าเป็นพระบรมมหาราชวังด้วย ฉะนั้นเมื่อ
ประชาชนได้ยินคำพูดถึงพระบรมมหาราชวังก็จะนึกถึงพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราชฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะประสูติ
ทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า ดังนั้นพระองค์เจ้าที่เกิดใน
พระบรมมหาราชวังจึงหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่
จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศว่า ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืน
ตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น
เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้วตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง มีความหมายว่า
ทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อน
กันตลอดไป ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวที่อำเภอสตึกว่า
ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลา
ก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่า
เหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ ข้อความนี้
หมายความว่า ทั้งสามพระองค์อยู่อย่างสะดวกสบาย ดื่มสุราเพื่อความ
สำราญผิดกับประชาชนธรรมดาที่ต้องทนกรำแดดกรำฝน ไม่มีเวลา
พักผ่อน คำว่า บรรทม น้ำจัณฑ์ และพระชงฆ์เป็นคำราชาศัพท์
ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมเหสี หรือองค์รัชทายาท
ซึ่งความจริงแล้วทั้งสามพระองค์มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า
พระองค์มีพระราชภารกิจอยู่มากมายและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
เพื่อประเทศชาติและความมั่นคง ความอยู่สุขของประชาราษฎร์
พระราชภารกิจประจำวันของพระองค์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า
การกล่าวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับความเสียหาย เป็นการใส่ความ ทำให้
ประชาชนขาดความเคารพสักการะถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ซึ่งตามปกติ
พระองค์เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนผู้ใดจะล่วงเกินมิได้
การที่จำเลยกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวอย่างมีเจตนาโดยเมื่อจำเลยพูด
ในตอนบ่าย ก็ยกตัวอย่างในช่วงตอนบ่าย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ในตอนบ่าย
ครั้นถึงตอนเย็นจำเลยก็ยกตัวอย่างเกี่ยวกับพฤติการณ์ตอนเย็น
ซึ่งเรื่องนี้หากจำเลยไม่ตั้งใจ จำเลยก็จะพูดเพียงครั้งเดียว
แล้วไม่พูดอีกแต่จำเลยพยายามที่จะดัดแปลงข้อความในการพูดทั้งสอง
ครั้งให้เข้ากับบรรยากาศในเวลาที่กำลังพูด ต่อมาประชาชนบางกลุ่ม
มีความเคลื่อนไหวที่จะเดินขบวนประท้วงการกระทำของจำเลย
ซึ่งจะเกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง สมาชิกวุฒิสภาและ
นายทหารราชองค์รักษ์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นญัตติไปยัง
ประธานรัฐสภาตามเอกสารหมาย จ.13 หรือ ป.จ.1 ให้รัฐบาลแถลง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าได้ดำเนินการไปอย่างไร เพื่อประชาชนจะได้ทราบ
ข้อเท็จจริง จำเลยได้ติดต่อขอทำความเข้าใจกับผู้ที่ยื่นญัตติโดย
จำเลยยอมรับว่าได้มีการกล่าวข้อความดังกล่าวจริง และในที่สุด
จำเลยได้ทำพิธีขอขมา โดยกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษต่อ
พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรอง
ของรัฐสภาตามข้อความในเอกสารหมาย จ.14 หรือ ป.จ.2 ต่อหน้า
สื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นญัตติ การที่จำเลยได้กระทำพิธี
ขอพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทำแผนประทุษกรรม
ประกอบคำรับสารภาพโดยความสมัครใจต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือ
ขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตามเอกสารหมาย จ.15 หรือ ป.จ.4
จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลย
จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่
ศึกษาอยู่นั้นจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนนักศึกษาของ
คณะนิติศาสตร์ และเป็นหัวหน้าทีมโต้วาทีของมหาวิทยาลัยหลายปี
ติดต่อกัน หลังจากจบการศึกษาแล้ว จำเลยประกอบอาชีพเป็น
นักหนังสือพิมพ์ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไทยรัฐ มติชน
และชาวไทย โดยเริ่มงานเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง และเขียนบทความ
การเมืองประจำ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2517 จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในกรุงเทพมหานคร
และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตกรุงเทพมหานคร
2 ครั้ง และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงอีก 3 ครั้ง
ติดต่อกันระหว่างเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2519 จำเลย
เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2524 เป็นรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2525 เป็น
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526
เป็นต้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่ง
ในพรรคการเมืองจำเลยเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
ต่อมาได้เป็นกรรมการบริหารในตำแหน่งโฆษกพรรคและครั้งหลังสุด
เป็นเลขาธิการพรรค ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่มีบทบาทในการหาเสียงคือหัวหน้าพรรค
นายชวน หลีกภัย นายมารุต บุนนาค และตัวจำเลย เกี่ยวกับ
คดีนี้เนื่องจากมีการเลือกตั้งทั่วไปในการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 จำเลยในฐานะเลขาธิการ
พรรคต้องเดินทางไปช่วยหาเสียงให้แก่ลูกพรรคทั่วประเทศ ในจังหวัด
บุรีรัมย์พรรคประชาธิปัตย์ส่งสมาชิกลงสมัครในเขตเลือกตั้งทุกเขต
เขต 1 มีนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่าง
หาเสียงนั้นจำเลยได้รับรายงานจากนายพรเทพ เตชะไพบูลย์
ว่าได้รับความนิยมจากประชาชนมาก ทำให้คู่แข่งขันหวั่นวิตกว่า
พรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง คู่แข่งขันจึงระดมกันโจมตี
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ โดยการปราศรัยและออกใบปลิวแจกจ่าย
แก่ประชาชนอ้างว่าชาวบุรีรัมย์ควรเลือกคนบุรีรัมย์เป็นผู้แทนราษฎร
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นคนเกิดที่กรุงเทพมหานคร และเป็น
ลูกเศรษฐีจึงไม่ควรเลือกนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นผู้แทนราษฎร
ของจังหวัดบุรีรัมย์ข้อกล่าวหานี้ทำให้นายพรเทพ เตชะไพบูลย์
วิตกว่าอาจจะทำให้คะแนนเสียงลดลงหรือทำให้ไม่ได้รับเลือกตั้ง
จำเลยจึงรับที่จะแก้ไขให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 จำเลย
ได้ไปช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์และนายการุณ ใสงาม
เฉพาะในเขต 1 จำเลยไปปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก
ส่วนเขตของนายการุณ ใสงาม จำเลยปราศรัยที่หลังสถานีรถไฟอำเภอ
เมืองบุรีรัมย์ ข้อความที่ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก
จำเลยปราศรัยถึงเรื่องการเมืองและปัญหาสังคมและอธิบายถึงหน้าที่
ของผู้แทนราษฎรที่แท้จริงให้ประชาชนได้เข้าใจเมื่ออธิบายถึงหน้าที่
ของผู้แทนราษฎรแล้ว จำเลยได้อธิบายถึงคุณสมบัติของผู้สมัครของพรรค
ว่านายพรเทพ เตชะไพบูลย์ มีวุฒิทางการศึกษาสูงจบจากต่างประเทศ
มีฐานะส่วนตัวดี อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือประชาชนได้และได้
ขอร้องประชาชนว่าอย่าถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเรา
ไม่สามารถเลือกเกิดเองได้ โดยจำเลยกล่าวว่าแม้ตัวจำเลยเอง
เมื่อปี พ.ศ. 2524 ไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุง ก็ถูก
คู่แข่งขันโจมตีในลักษณะนี้มาแล้ว โดยถูกโจมตีว่าเป็นคนเกิดที่
จังหวัดสงขลาแล้วมาลงสมัครผู้แทนราษฎรที่จังหวัดพัทลุง ขอให้ประชาชน
ชาวพัทลุงต่อต้านอย่าเลือกจำเลยเป็นผู้แทนราษฎร ในครั้งนั้น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพัทลุงคนหนึ่งคือนายพร้อม บุญฤทธิ์
ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวปราศรัย
แก้แทนจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัคร จำเลยเล่าให้ประชาชนฟังเหมือนกับที่
จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก ข้อความ
ที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกปรากฏตาม
ข้อความในเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ข้อความในเอกสารหมาย
จ.8 และ จ.9 ซึ่งขีดเส้นใต้ที่โจทก์นำมาฟ้องว่าจำเลยกระทำ
ความผิดนั้นจำเลยพูดโดยมีเจตนาจะแก้ข้อที่ว่าคนเรานั้นเลือก
เกิดไม่ได้ แต่สามารถที่จะเลือกทำความดีได้ และการเลือก
ผู้แทนราษฎรให้ดูว่าเขามีความสามารถทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร
ได้หรือไม่ ไม่ถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการที่จำเลยยก
เรื่องดังกล่าวขึ้นพูดเป็นเรื่องอุปมาอุปไมย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ
ชัดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้จริง ๆ จะเลือกเกิดเป็นคนจนก็ไม่ได้
จะเลือกเกิดเป็นคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้
จะเลือกเกิดที่บุรีรัมย์ก็ไม่ได้ จำเลยไม่ได้มุ่งที่จะเปรียบเทียบ
หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาทแต่อย่างใด
คำว่าถ้าเลือกเกิดได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติตัวเองขึ้น และ
คำว่าพระองค์เจ้าวีระนั้นจำเลยหมายถึงตัวจำเลยเอง เป็นเรื่อง
ที่จำเลยสมมุติขึ้น และที่ว่าเป็นพระองค์เจ้าวีระแล้วจำเลยจะบรรทม
ตื่นสายนั้น จำเลยหมายถึงตัวจำเลย ไม่ได้เปรียบเทียบกับพระองค์
อื่นใด ที่โจทก์อ้างว่าพระบรมมหาราชวังหมายถึงพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว พระราชินีและองค์รัชทายาทนั้น เป็นการตีความที่
บิดเบือน เพราะเป็นการเอาวัตถุมาหมายถึงบุคคลซึ่งเป็นเรื่อง
ที่เป็นไปไม่ได้หนังสือพระราชวังในกรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325-2525) ตาม
เอกสารหมาย ป.จ.33 ให้ความหมายคำว่า พระบรมมหาราชวัง
คือศูนย์กลางของการปกครอง และที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไป
มีความเข้าใจว่า พระบรมมหาราชวังหมายถึงบริเวณพระราชวัง
ซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้ว และเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ ความจริงแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ไม่ได้ประทับที่พระบรมมหาราชวัง
หากแต่ประทับอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็มิได้
ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ส่วนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ประสูติ
ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน และคำว่าพระองค์เจ้าที่โจทก์กล่าวหาว่า
หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถและองค์รัชทายาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่มี
ทางเป็นไปได้ มีน้อยคนที่จะทราบว่าความจริงแล้วพระองค์ทรง
พระอิสริยยศเป็นอะไร ตามตำราของกระทรวงศึกษาธิการตามเอกสาร
หมาย ล.10 ปรากฏว่าเดิมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ทรงมีฐานันดรเป็นหม่อมเจ้า จึงเข้าใจตลอดมาว่าพระอนุชาคือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเป็นหม่อมเจ้าด้วย
หาใช่พระองค์เจ้าไม่ ฐานันดรเดิมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถเป็นหม่อมราชวงศ์ พระองค์ไม่เคยทรงฐานันดรเป็น
พระองค์เจ้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อตอนประสูติก็ทรง
ฐานันดรเป็นเจ้าฟ้า ไม่เคยทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า เมื่อเอ่ยคำ
ว่าพระองค์เจ้าลอย ๆ ไม่ระบุชื่อ จะไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด เมื่อระบุ
ชื่อลงไปด้วยจึงจะทราบว่าหมายถึงใคร ที่โจทก์นำสืบว่าเมื่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไปประทับที่ไหน ก็ให้ถือว่าที่นั่น
เป็นพระบรมมหาราชวังนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการบัญญัติถ้อยคำ
ขึ้นเองเพื่อลงโทษจำเลย คำราชาศัพท์ที่ว่าบรรทม ตื่นสาย เสวย
น้ำจัณฑ์ เมื่อยพระชงฆ์นั้น เป็นราชาศัพท์ที่คนทั่วไปรู้ว่าใช้
ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการที่จำเลย
กล่าวปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกทั้งหมดนั้น
ประชาชนรู้สึกเฮฮาสนุกสนาน ไม่มีปฏิกิริยาประท้วงหรือลุกขึ้น
เดินหนีแต่ประการใดจำเลยกล่าวปราศรัยให้นายการุณ ใสงาม
ที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำเลยก็ไม่ได้กล่าวข้อความที่โจทก์ฟ้องเพราะ
ในเขตเลือกตั้งนั้นไม่มีการกล่าวโจมตีนายการุณ ใสงาม ในประเด็น
เดียวกันกับนายพรเทพ เตชะไพบูลย์หลังจากจำเลยกล่าวคำปราศรัย
แล้วทั้งสองแห่ง ไม่มีประชาชนไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยกล่าวปราศรัย
ต่อมานายเชิดชัย เพชรพันธ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ของพรรคสหประชาธิปไตย เขตกรุงเทพมหานคร ได้ไปแจ้งความ
นายศิว์ณัฎฐพงศ์พยานโจทก์เป็นผู้แทนของพรรคสหประชาธิปไตย
และนายจรูญ นิ่มนวล เป็นหัวคะแนนของพรรคสหประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ การที่นายเชิดชัย
เพชรพันธ์ไปแจ้งความก็เพื่อหวังผลทางการเมืองและเพื่อ
ทำลายคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ หลังการเลือกตั้ง
จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมา
ได้มีการปลุกระดมกลุ่มมวลชนต่าง ๆ โดยเริ่มจากพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร
ทำการปลุกระดมในกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ท.ส.ป.ช. และกลุ่มกระทิงแดง
เพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แรกเริ่มเกิดเรื่องนี้ที่
จังหวัดบุรีรัมย์ พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปให้กรมตำรวจพิจารณา
ก่อนแล้ว แต่พนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เห็นว่าไม่มี
ความผิด ไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จึงส่งเรื่องให้กรมตำรวจ ทางกรมตำรวจได้ให้พลตำรวจตรีสุภาส
จีรพันธ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะที่เป็นหัวหน้า
คณะทำงานเรื่องกฎหมายในสถานการณ์เลือกตั้งพิจารณาเรื่องนี้
พลตำรวจตรีสุภาส จีรพันธ์ ได้ประชุมพิจารณาและทำความเห็น
ไปยังอธิบดีกรมตำรวจว่าไม่เข้าข่ายองค์ประกอบของมาตรา 112 จึง
ให้ระงับเรื่อง แต่ขณะเดียวกันกลุ่มประชาชนเริ่มลุกฮือเป็นที่
น่าหวั่นเกรงว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นได้ ในที่สุดกรมตำรวจ
ได้สั่งการให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยให้ถือว่าคดีพอมีมูลที่จะ
ฟ้องร้องได้ ทั้งนี้จริง ๆ แล้วเพื่อแก้ปัญหาความกดดันทางการเมือง
เมื่อมีความกดดันดังกล่าวจำเลยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการลาออกโดย
ไม่มีใครบังคับ ทั้งนี้เพื่อเจตนาที่จะแก้ปัญหาความกดดันทางการเมือง
และปกป้องรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตย ที่จำเลยกล่าวขอขมา
ในห้องรับรองของรัฐสภาต่อพระบรมสาทิสลักษณ์นั้นจำเลยไม่ได้ยอมรับผิด
เหตุที่จำเลยไปขอขมาเนื่องจากพลโทวัฒนชัย วุฒิศิริ ซึ่งในขณะ
นั้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อแก้ปัญหา โดยให้
จำเลยไปพบพลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น
จำเลยก็ได้ไปพบตามที่นัดหมาย และได้พูดคุยทำความเข้าใจจนชัดแจ้ง
ว่าจำเลยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเจตนา
ที่จำเลยปราศรัยที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อแก้ข้อกล่าวหาให้แก่
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ และไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ฝ่ายค้าน
หรือทางทหารเข้าใจ พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ก็เข้าใจทุกสิ่ง
ทุกอย่างและจะเลิกรากันไป แต่มีปัญหาว่าญัตติที่พลโทพิจิตร
กุลละวณิชย์ ยื่นไว้ต่อวุฒิสภากล่าวหาว่าจำเลยละเมิดต่อ
สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ถ้าจะถอนญัตติจะอธิบายแก่ประชาชน
อย่างไร เพราะประชาชนอาจมองไปในแง่ไม่ดี จำเลยบอกว่าจะให้
ทำอย่างไรก็ยินดี พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ จึงเชิญสมาชิกวุฒิสภา
ซึ่งเป็นเจ้าของญัตติมาพบพร้อมกันที่สภา ขอให้จำเลยกล่าวคำขอ
พระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ จำเลยจึงกล่าวขอขมา
เพื่อให้ผู้ยื่นญัตติทุกคนสบายใจ และเพื่อให้กลุ่มมวลชนที่กำลัง
ลุกฮือสลายตัวไป ทั้งนี้โดยการแสดงออกถึงความจริงใจของจำเลย
ในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนคำกล่าวของจำเลย
ตอนหนึ่งที่ว่า จะผิดหรือไม่ผิดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในประเด็น
ข้อกฎหมายจะไม่พูดถึง ทั้งนี้เพราะจำเลยเห็นว่าเป็นเรื่องของศาล
และถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทจำเลยก็
พร้อมที่จะขอพระราชทานอภัย สำหรับคำกล่าวขอพระราชทานอภัย
ตามเอกสารหมาย ป.จ.2 นั้น กองทัพภาคที่ 1 ได้จัดพิมพ์
แล้วใส่ซองมาให้จำเลยกล่าว ไม่ใช่เป็นการรับสารภาพ เพราะ
จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล
จำเลยมีสาเหตุขัดแย้งกับพยานโจทก์ คือ นายสิงห์โต จ่างตระกูล
นายสรวง อักษรานุเคราะห์ นายชวลิต รุ่งแสง พลโทพิจิตร
กุลละวณิชย์ และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ที่โจทก์นำสืบว่า
จำเลยปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก เป็นการ
พูดหลายครั้งเป็นการกระทำโดยเจตนานั้น ไม่เป็นความจริง
เพราะจำเลยไม่มีเจตนาจำเลยเป็นรัฐมนตรี เห็นว่าสิ่งใด
ผิดจะไม่พูด และขณะนั้นเป็นช่วงหาเสียงต้องการเสียงสนับสนุน
จากประชาชน หากพูดสิ่งที่ประชาชนโกรธและเกลียดก็จะไม่ได้
คะแนนเสียง จำเลยเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย
ยากที่บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ และการที่นายสุจินต์ ทิมสุวรรณ
อธิบดีกรมอัยการมีคำสั่งให้พนักงานอัยการพิเศษ 2 นายเป็นผู้ดำเนิน
คดีนี้เฉพาะเรื่อง ก็เพราะมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยเนื่องมาจาก
เรื่องคดีฆ่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต สำหรับคดีที่จำเลย
ถูกฟ้องที่ศาลแขวงพระนครเหนือและศาลแขวงพระนครใต้ซึ่ง
โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลทั้งสองได้พิพากษายกฟ้องแล้ว
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลา
เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
ได้ไปกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่อำเภอลำปลายมาศ และที่อำเภอสตึก
จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์
สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 ในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่ง
กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 คำปราศรัยของจำเลย
ที่กล่าวที่อำเภอลำปลายมาศซึ่งได้มีการบันทึกเสียงไว้มีข้อความ
ตอนหนึ่งว่า "ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็น
ลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้
ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้า
วีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้อง
ฟังเวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว
ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิด
ไม่ได้" คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวที่อำเภอสตึกซึ่งได้มีการ
บันทึกเสียงไว้มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้
ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้
ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็น
พระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูด
ให้คอแหบ คอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ เพื่อให้
มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์
เต็มทีแล้วนะ" การกล่าวของจำเลยเป็นการกล่าวแก้ให้นายพรเทพ
เตชะไพบูลย์ ซึ่งได้ถูกผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายตรงกันข้ามโจมตี
ว่านายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นลูกเศรษฐีและไม่ได้เกิดที่จังหวัด
บุรีรัมย์ ไม่สมควรเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมามี
ประชาชนบางกลุ่มเคลื่อนไหวกล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งได้ยื่นญัตติด่วนต่อประธานรัฐสภาตาม
เอกสารหมาย จ.13 หรือ ป.จ.1 วันที่ 25 สิงหาคม 2529 จำเลย
ได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภาซึ่งมีข้อความ
ตามเอกสารหมาย จ.14 หรือ ป.จ.2 และจำเลยมีหนังสือขอพระราชทาน
อภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการ ตามเอกสารหมาย จ.15 หรือ ป.จ.4
ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อประชาชนนั้นมีข้อความตรงตามที่
โจทก์บรรยายในฟ้อง
คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อความที่
จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
พระราชินี และรัชทายาทหรือไม่ โจทก์มีพยานหลายปากซึ่งได้ยินได้ฟัง
จำเลยกล่าวปราศรัยในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุทั้งสองแห่ง
มาเบิกความให้ความเห็นต่อคำกล่าวของจำเลย โดยนายเปลื้อง
เขียนนิลศิริ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์เบิกความว่า
การปราศรัยของจำเลยตอนหนึ่งพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
จำเลยไม่ควรเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มากล่าวในการหาเสียง
อย่างนี้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั้ง
ชาติ ถ้าพยานไม่ทราบพระราชกรณียกิจในพระราชวัง ก็อาจเชื่อ
ตามที่จำเลยกล่าวว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสุขสบาย แต่เท่าที่
ทราบทั่วไปก็ปรากฏว่าไม่มีความสุขสบายอย่างนี้ การที่จำเลยซึ่ง
เป็นรัฐมนตรีพูดจะทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าเป็นจริง เพราะไม่ค่อย
มีคนได้รู้ได้เห็นเรื่องในรั้วในวัง อาจจะทำให้คุณค่าของสถาบัน
พระมหากษัตริย์ลดน้อยลงในทางสังคม นายศิว์ณัฎฐพงศ์ วัฒนาชีพ
ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์
เขต 1 สังกัดพรรคสหประชาธิปไตยเบิกความว่า พยานได้ไปฟังจำเลย
ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและบันทึกเสียงไว้ด้วย จำเลย
กล้าปราศรัยพาดพิงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการไม่บังควร
เป็นคำปราศรัยที่จะทำให้เสื่อมเสียแก่พระมหากษัตริย์เพราะจะทำให้
เห็นว่าพระมหากษัตริย์มีชีวิตอย่างสุขสบาย ในลักษณะที่ไม่ได้ปฏิบัติ
พระราชกรณียกิจเหมือนผู้ปกครองประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์
นั้นหมายความว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่จำเลย
กล่าวว่าเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวัง ผู้ที่จะเกิดใจกลาง
พระบรมมหาราชวังนั้นจะต้องเกิดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นองค์รัชทายาท พยานเห็นว่าเป็นการพูดดูหมิ่น
สถาบันพระมหากษัตริย์ นายจรูญ นิ่มนวล ชาวนาตำบลลำปลายมาศ
อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า ข้อความที่จำเลย
กล่าวปราศรัยหาเสียงไม่ควรจะพูดเปรียบเทียบกับ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ทรงทำความดีตลอดมา
ไม่ควรเอามาพูดว่าเสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นบ่ายสามโมง
ซึ่งความจริงไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงเอาใจใส่
ต่อประชาชนพยานเห็นว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหาย
แก่พระองค์ ร้อยตำรวจตรีวิเชียร เฉลิมรมย์ ซึ่งระหว่างเกิดเหตุ
รับราชการในตำแหน่งรองสารวัตรปกครองป้องกันสถานีตำรวจภูธร
อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับ
คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณ
ที่ปราศรัย จึงได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัย พยานฟังแล้วรู้สึกว่า
เป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อความที่ว่า
เป็นพระองค์เจ้า พยานเห็นว่าเป็นการดูหมิ่น เพราะพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เมื่อทรงพระราชสมภพ ทรงเป็นพระองค์เจ้า
ข้อความที่ว่าเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังก็เป็นการดูหมิ่น เพราะ
พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
คนที่จะเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังได้ก็มีแต่พระบรมโอรสาธิราชฯ
หรือพระราชธิดาที่เกิดจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้อความที่เปรียบเทียบอีกว่าเป็น
เวลา 6 โมงครึ่งแล้วได้เวลาเสวยน้ำจัณฑ์ ก็มีความหมายว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความสุขสบายคือถึงเวลาก็เสวย
น้ำจัณฑ์ซึ่งหมายถึงสุรา ความจริงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนนั้นไม่ได้ทรงสุขสบาย เป็นการ
พูดดูหมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวไทย การพูดในทำนองนี้
จะทำให้ประชาชนที่รับฟังมองไปในทางที่ไม่ดี จะทำให้สถาบัน
พระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย นายดาบตำรวจประทับ นพตลุง ซึ่ง
รับราชการประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
เบิกความว่า พยานได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยแล้วรู้สึกตกใจและไม่
สบายใจ เพราะเป็นการพูดหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ที่จะเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังได้ ก็คือพระโอรสของ
พระมหากษัตริย์ซึ่งต่อไปจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ และข้อความที่ว่า
ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้งนี่ก็เวลา 6
โมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าหรือ
ที่มายืนพูดก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีอยู่แล้ว เป็นคำพูดที่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและรัชทายาทไม่ได้ทรงทำอะไร มีแต่
ความสุขสบายซึ่งไม่เป็นความจริง นายสัญชัย เลาวเกียรติ
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
เบิกความว่า คำพูดของจำเลยเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่ง
หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เพราะจำเลยกล่าวว่า
ไปเลือกใจกลางพระบรมมหาราชวังซึ่งมีคนอื่นอยู่ไม่ได้นอกจากสาม
พระองค์เท่านั้น และนายทรงศักดิ์ สืบขำเพชร กำนัน ตำบลสตึก
อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า จำเลยกล่าวปราศรัยเอา
สถาบันพระมหากษัตริย์ที่สูงส่งมาเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสีย
สถาบันพระมหากษัตริย์หมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
เป็นการเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสียว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอะไรซึ่งเป็นการตรงกันข้าม คำที่ว่า
เกิดเป็นพระองค์เจ้าก็เป็นการพูดล้อเลียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในทางที่เสื่อมเสียทำให้ประชาชนขาดความเคารพและศรัทธา พยาน
และประชาชนที่ฟังต่างไม่พอใจคำปราศรัยของจำเลย นอกจากนี้
โจทก์ยังมีบุคคลอีกมากมายซึ่งได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลย
ในภายหลังมาเบิกความเป็นพยานอาทิเช่นพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก
สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร
สูงสุด และผู้อำนวยการรักษาความสงบภายในประเทศ พลเอกพิจิตร
กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะ
เกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 ยศพลโท
พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง
แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 พลตรีสุดสาย หัสดิน สมาชิกวุฒิสภา
นายสมัคร สุนทรเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร
และหัวหน้าพรรคประชากรไทย นายสิงห์โต จ่างตระกูล สมาชิกวุฒิสภา
และผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นายสรวง
อักษรานุเคราะห์ สมาชิกวุฒิสภาเรือตรีหญิงสุรีย์ บูรณธนิต
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ นายฐัตย์ ชูศิลป์ ทนายความ
นายเชิดชัย เพชรพันธ์ ที่ปรึกษาพรรคสหประชาธิปไตย
นายสุรินทร์ พันธ์ฤกษ์ นายอำเภอลำปลายมาศ และนายภาวาส
บุนนาค รองราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลปัจจุบัน พยานดังกล่าวต่างเบิกความให้ความเห็นในทำนอง
เดียวกับพยานโจทก์ซึ่งได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยในวันเกิดเหตุ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ
เบิกความว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการจาบจ้วงล่วงเกิน
องค์พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ คือ พระบรมราชินีนาถ และ
พระบรมโอรสาธิราชฯ ด้วย พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระมหากษัตริย์
พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาท คำว่าพระบรมมหาราชวัง
นอกจากจะเป็นสถานที่แล้ว ยังหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงเป็นเจ้าของด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน
ตอนประสูติก็ทรงเป็นพระองค์เจ้า ปรากฏตามราชกิจจานุเบิกษา
เล่ม 44 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2470 ผู้ที่จะเกิดในพระบรมมหาราชวัง
ได้ต้องเป็นพระโอรสและพระธิดาของพระมหากษัตริย์ซึ่งต่อไป
จะเป็นองค์รัชทายาทบุคคลอื่นจะเกิดในพระบรมมหาราชวังไม่ได้
เพราะฉะนั้นที่จำเลยกล่าวว่าเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวังเป็น
พระองค์เจ้าย่อมหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์
ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นหมายความว่าทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่
สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อนกันตลอดไป ซึ่งความจริงทั้งสาม
พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
และความสุขของประชาชน ตามปกติพระราชภารกิจประจำวันของพระองค์
มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า การกล่าวเช่นนี้เป็นการเจตนาใส่ความ
ล่วงละเมิด จะทำให้ประชาชนขาดความเคารพสักการะ ศาลฎีกา
เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากทั้งผู้ที่ได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัย
ในวันเกิดเหตุและที่ได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลยในภายหลัง
ล้วนเบิกความให้ความเห็นสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าข้อความ
ที่จำเลยกล่าวนั้น จำเลยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
โดยกล่าวใส่ความว่าทรงมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติ
พระราชภารกิจใด ๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา ผิดกับจำเลย
และประชาชนคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องทำงานหนักมีแต่ความเหนื่อยยาก
ลำบาก พยานโจทก์ดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นส่วนตัว
ส่วนที่รู้จักกับจำเลยก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
จะมีบ้างก็เฉพาะผู้ที่เป็นนักการเมืองต่างพรรค ซึ่งอาจมีความขัดแย้ง
กัน แต่ก็เป็นความขัดแย้งในทางแข่งขันช่วงชิงความนิยมจากประชาชน
หาใช่มีสาเหตุโกรธเคืองกันเป็นส่วนตัวไม่ ย่อมไม่มีเหตุที่
พยานโจทก์จะกลั่นแกล้งเบิกความแสดงความเห็นปรักปรำจำเลย
เพื่อให้ต้องได้รับโทษทางอาญา น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความให้
ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม และเป็นความเห็นประกอบกับ
ข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาทย่อมรับฟังได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์
ข้อความที่จำเลยกล่าวแล้ว เห็นว่าพระบรมมหาราชวังเป็นของ
พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์
และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดา
พระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์ เป็น
พระมหากษัตริย์ต่อไปในเมื่อแผ่นดินว่างกษัตริย์ลง นายภาวาส
บุนนาค รองราชเลขาธิการพยานโจทก์เบิกความตอนหนึ่งว่า
ตามราชประเพณีแม้ความจริงพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และ
รัชทายาทจะมิได้ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ก็ให้ถือว่าได้ประสูติ
ในพระบรมมหาราชวัง โดยต้องประสูติจากเอกอัครมเหสีของ
พระมหากษัตริย์เท่านั้น คนภายนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวังมิได้
นายภาวาส บุนนาค เป็นถึงรองราชเลขาธิการย่อมจะมีความรอบรู้
เกี่ยวกับราชประเพณีในราชสำนักดีทั้งพยานโจทก์คนอื่น ๆ ก็มี
ความเห็นทำนองเดียวกัน ดังนั้น ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัย
ต่อประชาชนว่าถ้าจำเลยเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดมันใจกลาง
พระบรมมหาราชวังออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ แม้จำเลยจะมิได้
ระบุชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยชัดแจ้ง แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์
นำสืบก็แปลเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยกล่าวโดยมุ่งหมายถึง
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท
ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวจะเป็นการใส่ความในประการที่น่า
จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่
นั้นจะต้องพิจารณาถึงฐานะที่ทรงดำรงอยู่และความรู้สึกนึกคิดของ
ประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ประกอบข้อความ
ที่จำเลยกล่าวด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2521 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาตรา 6 บัญญัติว่า
องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใด
จะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ
มิได้ มาตรา 45 บัญญัติว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญมิได้
มาตรา 46 บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญนี้
และมาตรา 54 บัญญัติว่า รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์
เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขตนอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญา
ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี
รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เป็นพิเศษแตกต่าง
จากบุคคลทั่วไป รวมทั้งบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา 112 ด้วย ตามบทบัญญัติ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวมา
ย่อมเห็นได้โดยแจ้งชัดว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น
ทรงดำรงอยู่ในฐานะพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะ
ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่ง
ทางใดมิได้ ทั้งรัฐและประชาชนต่างมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่ง
สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงคงอยู่คู่ประเทศตลอดไป ไม่เพียงแต่
กฎหมาย แม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบัน
พระมหากษัตริย์ก็ให้ความเคารพสักการะและยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้าฯ
ตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล การที่จะกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน
เปรียบเทียบเปรียบเปรยหรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้อง
พระยุคลบาทนั้นหามีบุคคลใดกล้าบังอาจไม่ ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น
ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วฟังได้ว่าจำเลยกล่าวโดยมุ่งหมาย
ถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
องค์รัชทายาท พยานโจทก์ทุกปากทั้งผู้ที่ได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าว
ปราศรัยในวันเกิดเหตุ และที่ได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลย
ในภายหลังล้วนเบิกความให้ความเห็นสรุปรวมความว่า จำเลย
กล่าวใส่ความว่าทั้งสามพระองค์ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้อง
ปฏิบัติพระราชภารกิจใด ๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา ผิดกับจำเลย
และประชาชนคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องทำงานหนัก มีแต่ความเหนื่อยยาก
ลำบากพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลจากหลายท้องถิ่นและหลาย
สาขาอาชีพ ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร นักการเมือง
ครูบาอาจารย์ ทนายความ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวนา
แสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปต่างเห็นว่าจำเลยเจตนาหมิ่นประมาท
ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท
นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยได้
ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภาต่อหน้า
สื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าจำเลยรู้สึก
สำนึกในการที่ได้กระทำไป ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยกล่าวว่า
ถ้าเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมาเป็น
พระองค์เจ้าวีระ ไม่ต้องมายืนตากแดดพูดให้ประชาชนฟัง ถึงเวลา
เที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีบ่ายสามโมง
พอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจนั้น เป็นการกล่าวเปรียบเทียบ
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท
ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใด ๆ เวลา
เที่ยงเสวยเสร็จก็บรรทมไปจนถึงเวลาบ่ายสามโมง ตกตอนเย็นก็
เสวยน้ำจัณฑ์อย่างสบายอกสบายใจ ต่างกับจำเลยซึ่งเกิดเป็นลูกชาวนา
ต้องทำงานหนัก มีแต่ความยากลำบากเพราะเลือกเกิดไม่ได้ ซึ่งข้อความ
ที่จำเลยกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์
แก่ประชาชนทั้งประเทศว่าทั้งสามพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจ
และทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการเพื่อประโยชน์
สุขของประชาชนและความเจริญมั่งคงของประเทศชาติโดยมิได้
ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก แม้แต่จำเลยเองก็เบิกความรับว่า
จำเลยเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ยากที่
บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ พยานจำเลยที่นำสืบไม่มีน้ำหนักพอที่จะ
รับฟังหักล้างพยานโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น
เป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ
ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แม้การกระทำของจำเลยจะไม่บังเกิดผล
เพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวของจำเลยจำเลยก็หาพ้นความรับผิด
ไม่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
ทั้งสามพระองค์ แต่เป็นการสมมุติอุปมาอุปไมยเพื่อกล่าวแก้ให้
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งถูกฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีในการหาเสียงว่า
เป็นลูกเศรษฐี และไม่ได้เกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ จำเลยกล่าวเพื่อ
ให้ประชาชนเห็นว่าคนเราเลือกที่เกิดไม่ได้ และที่จำเลยกล่าวว่าถ้า
เลือกเกิดได้จะเลือกเกิดเป็นพระองค์เจ้าวีระ ก็หมายถึงตัวจำเลยเอง
เมื่ออ่านคำกล่าวปราศรัยของจำเลยตลอดทุกข้อความจะไม่เป็นการ
หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยจะมีเจตนาหมิ่น
ประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ มิใช่ถือตามความเข้าใจของจำเลย
ซึ่งเป็นผู้กล่าวเอง การที่จำเลยจะช่วยกล่าวแก้ให้นายพรเทพ
เตชะไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีนั้นย่อมเป็นสิทธิ
ของจำเลยที่จะกล่าวได้ แต่ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่จำเลยจะต้อง
ยกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน
มากล่าวเปรียบเทียบเปรียบเปรยในทางที่เสื่อมเสีย ที่จำเลยกล่าว
ว่าถ้าจำเลยเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดเป็นพระองค์เจ้าวีระหมายถึง
ตัวจำเลยเองนั้น ถ้าเกิดเป็นตัวจำเลยเองเหตุใดจึงไม่เป็น
นายวีระซึ่งเป็นสามัญชน และเหตุใดจึงจะไปเกิดใจกลาง
พระบรมมหาราชวัง ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นศาลฎีกาได้พิจารณา
ทั้งหมดแล้ว มิได้พิจารณาเพียงตอนใดตอนหนึ่ง การที่จำเลยกล่าว
ข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยาก
ที่จะรับฟัง
ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยล้วนแต่เป็นข้อปลีกย่อยซึ่งไม่อาจ
เปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการ
วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยนั้น
ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
แต่อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรมาแล้วหลายสมัย และเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง ได้ประกอบ
คุณงามความดีต่อประเทศชาติ จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการจัดหาทุน
สร้างสวนหลวง ร.9 และจัดหาทุนโดยเสด็จพระราชกุศลตาม
พระราชอัธยาศัยนับว่าเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อน นอกจากนี้หลังจาก
เกิดเหตุแล้ว จำเลยยังได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
ต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของ
รัฐสภา และได้มีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการ
เป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น อัน
เป็นเหตุบรรเทาโทษ มีเหตุสมควรปรานีลดโทษให้จำเลย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม
2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์

(วีระชัย สูตรสุวรรณ - สุพจน์ นาถะพินธุ - วิศิษฎ์ ลิมานนท์ - ศักดิ์ สนองชาติ )

*หมายเหตุ
โดยปกติความเห็นของบุคคลธรรมดา ศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
ในการวินิจฉัยคดี แต่ในคดีหมิ่นประมาทนั้นเป็นข้อยกเว้น ความเห็น
ที่ประกอบข้อความที่เป็นหมิ่นประมาท พยานออกความเห็นได้ว่าข้อความ
หรือถ้อยคำเช่นนั้นพยานเข้าใจว่าผู้กล่าวได้หมายถึงตัวผู้เสียหาย
หรือผู้ใด (ศาสตราจารย์ประมูล สุวรรณศร, คำอธิบายกฎหมาย
ลักษณะพยานหลักฐาน พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2525 สำนักพิมพ์นิติบรรณการ
หน้า 134; โอสถ โกศิน, คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทย
และต่างประเทศในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน พิมพ์ครั้งที่ 2
โรงพิมพ์ไทยเขษม 2517 หน้า 191) การตีความข้อความที่กล่าวว่า
หมายความอย่างไรโดยปกติจึงพิจารณาตามความเข้าใจของวิญญูชน
ทั่วไปคือสามัญชนซึ่งหากได้ยินได้ฟัง มิใช่ความเข้าใจของผู้พูดหรือ
ผู้ฟังข้อความที่กล่าวนั้น มิใช่พิจารณาว่าผู้กล่าวเข้าใจอย่างไรและ
ไม่ใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาท (โปรดดูคำพิพากษา
ฎีกาที่ 256/2509 2509 ฎ.1957, ที่ 3176/2516 2516 ฎ.2063,
ที่ 619/2517 2517 ฎ.374 และ จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบาย
ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอนที่ 2 และภาค 3 แก้ไขเพิ่มเติม
พิมพ์ครั้งที่ 3 จัดพิมพ์โดยสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
2524 หัวข้อที่ 1142 หน้า 2171 ถึง 2172) อย่างไรก็ตาม ศาลก็คง
ไม่ต้องผูกมัดความเห็นของบุคคลธรรมดาเช่นว่านั้นไว้กับข้อวินิจฉัย
ของศาลเพราะเป็นไปได้ว่า ความรู้สึกของบุคคลในภาวะสิ่งแวดล้อม
สภาพสังคม และในฐานะที่จำกัดสถานะหนึ่ง อาจมีความเข้าใจและ
ความเห็นแตกต่างไปจากภาวะของบุคคลในสถานะอื่นที่แตกต่างกันได้
การรับฟังความเห็นของบุคคลธรรมดาจึงเป็นเพียงการรับฟังเพียง
ส่วนหนึ่งเพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีอื่น ๆ
ในการวินิจฉัยคดีของศาลเท่านั้น
ในคดีที่บันทึกนี้ ปัญหาเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดภายนอก
(actus reus) ที่ว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาท
ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทหรือไม่ โจทก์จำเลย
ต่างนำสืบพยานหลักฐานด้วยความเห็นของพยานบุคคล โดยโจทก์สืบว่า
คำที่จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวังมีความหมายถึง ที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระมหากษัตริย์รวมทั้ง
เป็นที่ประสูติและที่สวรรคตด้วย และยังหมายถึงพระราชินี และ
องค์รัชทายาท เมื่อประชาชนได้ยินคำพูดถึง พระบรมมหาราชวัง ก็จะนึก
ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ฯลฯ ส่วน
จำเลยสืบว่า พระบรมมหาราชวัง คือศูนย์กลางของการปกครองและที่ประทับ
ของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไปเข้าใจว่า หมายความถึง บริเวณพระราชวัง
ซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้วและเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าไปประกอบ
พระราชพิธีสำคัญ ๆ ความจริงแล้ว มิใช่เป็นที่ประทับ ที่ประสูติของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ มีข้อสังเกตว่า คำว่า
"พระบรมมหาราชวัง" ในคดีนี้ น่าจะไม่ใช่ถ้อยคำที่มีความหมายสามัญ
หากแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายเป็นพิเศษพยานความเห็นย่อมมีความสำคัญ
ในการรับฟังเพื่ออธิบายถึงความหมายของถ้อยคำนี้ (โอสถ โกศิน,
อ้างแล้ว หน้า 192) การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยหยิบยกคำเบิกความ
ของนายภาวาส บุนนาค พยานโจทก์ซึ่ง "...เป็นถึงรองราชเลขาธิการ
ย่อมจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับราชประเพณีในราชสำนักดี..." เสมือน
หนึ่งเป็นพยานผู้ชำนาญการพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 243 (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1610/2498 2498 ฎ. 1515)
มาสนับสนุน ซึ่งศาลฎีกาเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งนายภาวาส และ
บุคคลอื่นต่างเบิกความให้ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม และเป็น
ความเห็นประกอบกับข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาท ความเห็น
ของพยานโจทก์ย่อมรับฟังได้ และมีน้ำหนักให้ศาลฎีกาสรุปความเห็น
ของพยานโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่ว่า "...พระบรมมหาราชวัง
เป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประทับ
ของพระองค์และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและ
พระราชธิดา พระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์
เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป...คนภายนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวัง
มิได้..." เมื่อจำเลยกล่าวว่าจำเลยจะเลือกเกิดใจกลาง
พระบรมมหาราชวังเป็นพระองค์เจ้าเพื่อมีความสุขสบาย ศาลฎีกา
จึงเห็นว่าเป็นการกล่าวเปรียบเทียบกับผู้ทรงเป็นเจ้าของและ
รัชทายาท เพราะไม่มีบุคคลอื่นใดที่จะประสูติหรือประทับใน
พระบรมมหาราชวังได้ จำเลยจึงกล่าวโดยมุ่งหมายถึงองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท
ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาท ฯลฯ หรือไม่นั้น
เจตนาเป็นองค์ประกอบความผิดในส่วนจิตใจ (mens rea) การที่จะ
วินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 นั้น
เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจของจำเลย โดยเฉพาะ
ในกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้าพฤติการณ์แห่งคดีมองเห็นเจตนา
ประสงค์ต่อผลของจำเลย ก็คงไม่มีปัญหามากนัก แต่ถ้าพฤติการณ์แห่งคดี
เป็นเรื่องเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ก็คงจะต้องพิจารณาจากการกระทำ
และพฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยตามหลักที่ยึดถือกันมาแต่เดิมว่า
"กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" (acta exteriora indicant interiora
secreta) เจตนาในคดีหมิ่นประมาทนี้คงมีเพียงเจตนาในการกระทำคือใส่
ความ มิใช่เจตนาพิเศษเพื่อให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ผู้กล่าวจะเถียงว่าตนไม่เล็งเห็นผลที่คนทั่วไปเขาเล็งเห็นหาได้ไม่
(จิตติ ติงศภัทิย์, อ้างแล้ว หัวข้อที่ 1155 หน้า 2199) "...เหตุนี้
ถ้ามีผู้แสดงได้ว่าคำกล่าวนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงตนหรือ
หมายความถึงผู้ใด ผู้กล่าวจะเถียงว่าตนไม่เจตนากล่าว
พาดพิงใส่ความผู้นั้นหาได้ไม่ ตามหลักเรื่องเจตนาโดยเล็งเห็น
ผลนั่นเอง..." (จิตติ ติงศภัทิย์, อ้างแล้ว หน้า 2201)
ดังนั้นที่ศาลฎีกากล่าวว่า "...จำเลยจะมีเจตนาหมิ่นประมาท
หรือดูหมิ่นหรือไม่ มิใช่ถือตามความเข้าใจของจำเลยซึ่งเป็น
ผู้กล่าวเอง..." ก็ดี และ "...การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร
แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยากที่จะรับฟัง..."
ก็ดี เป็นการวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนา
หมิ่นประมาทแล้วอันเป็นข้อวินิจฉัยอันหนึ่งที่ล้วงไปกล่าวถึง
พฤติการณ์ข้อหนึ่งในพฤติการณ์อื่น ๆ ทั้งหมดแห่งคดี เป็นส่วนหนึ่ง
ของคำวินิจฉัยของศาลฎีกา และหาได้ผูกมัดอยู่เฉพาะกับความเห็น
ของพยานโจทก์ที่เป็นบุคคลธรรมดาแต่ลำพังไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มิได้หมายความว่า แม้จำเลยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด

บัณฑิต รชตะนันทน์, สุชาติ สุขสุมิตร

ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2550

ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2550 มีคดีขี้นสู่ศาลฎีกา 4 คดีครับ ผมพยายามโพสต์ ฎีกาเต็มแล้วแต่ไม่ขึ้นในเวพ ไม่รู้เพราะอะไร
หากอยากได้จริงขออีเมล์ด้วยครับจะส่งให้

ตั้งแต่ปี 2500 ถังปี 2550

ตั้งแต่ปี 2500 ถังปี 2550 มีคดีขึ้นศาลฎีกา 4 เรื่องครับ พยายามโพสต์แล้วแต่ไม่ขึ้นครับ ไม่รู้เพราะอะไร

หากอยากได้ไว้ศึกษาขออีเมลหน่อยครับจะส่งให้เป็นฉบับเต็มเลยครับ

ทุกคดีที่จำเลยกระทำความผิด

ทุกคดีที่จำเลยกระทำความผิด มาตรา 112 เมื่อใดที่จำเลยขอพระราชทานอภัยโทษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพราะราชอภัยโทษแก่จำเลยทุกคดีเลยครับ

ฮ่วย

ฮ่วย คุณดาแถลงการณ์โดยเกี่ยวกับแอมนาสตี้ที่เห็นนักข่าวและผู้สนใจถูกเชิญออกจากจากห้องพิจารณาคดี ประเด็นของแอมนาสตี้-รอยเตอร์และคุณดาคือ ทำไมต้อง ลับ โดยไม่ให้สาธารณะชนเช่นนักข่าวรู้ ข้อหานี้ัมักเป็นข่าวใหญ่ แต่ทำไมเวลาพิจารณาคดีต้องลับๆล่อๆยังกะนางอายกลัวอีแค่คำพูดที่จะพูดกันในศาลโดยมีศาลควบคุม จะบอกว่านี่เป็นเรื่องของศาลไทยคนอื่นไม่เกี่ยว งั้นเอาแบบเก่าโบราณไหมล่ะทรมานบีบกระดูกให้สารภาพ แล้วก็แถลงข่าวว่านี่เป็นเรื่องของศาลไทยตามระบบของไทย ก็คงตอบว่าไม่เอา ก็คงอายเป็นนางอายแบบนี้แหละ ดังนั้นเอาให้แน่ จะเอามาตรฐานยุติธรรมแบบสากลหรือจะเอาแบบไทยๆ ถ้าจะเอาแบบไทยๆก็อย่าทะลึ่งอ้างว่ามาตรฐานยุติธรรมสากล ก็ปล่อยให้ต่างชาติหยามเหยียดเหมือนที่เขาหยามเหยียดระบบแบบทรมานให้สารภาพที่พากันเลิกไปหมดแล้วนั่นแหละ

อยากบอกว่า

อยากบอกว่า ผมติดตามคดีเจ๊ดาอยู่ ผมข้องใจมากที่เจ๊ดาไม่ได้รัยการประกันตัว ขณะนี้ผมคงปล่อยให้เจ๊ดาต่อสู้ไป จะไม่ไปเยี่ยม แต่ถ้าถึงบทสรุปเมื่อไหร่ ผมถึงจะไปเยี่ยม ผมไม่สงสารเจ๊ดา แต่ผมนับถือความกล้าท้าทายผู้ปกครอง โดยไม่เกรงอาญาแผ่นดิน

ท่านบอก...

ท่านบอก... "ผมเป็นกลาง"
ราษฎรบอก.."จริงครับ..กลางหว่างขา.i.อมาตย์ครับ"
ฮา.....

ข้าพเจ้าไม่อาจยอมรับการพิจารณ

ข้าพเจ้าไม่อาจยอมรับการพิจารณาคดีโดยการลับเช่นนี้ได้ และขอประกาศว่าไม่ว่าผลจะเป็นประการใดข้าพเจ้าไม่ยอมรับ ไม่เชื่อถือ ไม่ให้ความเคารพ และจะต่อสู้จนถึงที่สุด" เปาชุงเทียน

คนที่เห็นคนอื่นมีความทุกข์หรื

คนที่เห็นคนอื่นมีความทุกข์หรือได้รับความเดือดร้อนและอยุติธรรม แล้วยังมีความสุขอยู่ได้เขาไม่เรียกว่าคนดีที่แท้จริง แต่เรียกว่าคนที่เห็นแก่ตัวต่างหาก ก็ขนาดคนในชาติเดียวกันยังไม่สนใจกันแล้ว คนไทยจะไปทำเป็นพูดและสนใจเรื่องเผด็จการในพม่าทำไม ส่วนที่ว่าคนเป็นล้านๆมีความสุขไม่เดือดร้อนน่ะ คิดเอาเองหรือเปล่าหรือว่าคน(มี)เป็นล้านๆที่เอาเปรียบคนอื่นแล้วมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่น ส่วนเรื่องมีไม่กี่คนที่ยังสรรเสริญน่ะ จะสรุปแค่จากคนที่มาcommentไม่ได้หรอก เพราะอีกหลายๆคนเขากลัวคดีหมิ่น จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เขาใจไหมจ๊ะหนูแดงจ๋า อิอิ

คุณแช่มขา

คุณแช่มขา คนที่พล่ามไม่เข้าเรื่องในเว็บนี้ ก็มีแต่คุณแช่มเท่านั้นแหละ รู้ตัวบ้างหรือเปล่า

ข้อคิดเห็นบางประการในประเด็น

ข้อคิดเห็นบางประการในประเด็น ศาลยกคำร้อง กรณีทนายดา ตอร์ปิโด ขอให้ศาล รธน. ตีความการพิจารณาคดีลับขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทนายขอเลื่อนสืบพยานจำเลย

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24851

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หมวด 1 บททั่วไป
มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ส่วนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
มาตรา 40 บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(1) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(2) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(3) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม…

หมวด 10 ศาล
ส่วนที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา 211 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ภาค 3 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น
ลักษณะ 2 การพิจารณา
มาตรา 177 ศาลมีอำนาจสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ เมื่อเห็นสมควรโดยพลการหรือโดยคำร้องขอของคู่ความฝ่ายใด แต่ต้องเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศมิให้ล่วงรู้ถึงประชาชน

คดีนี้ ฝ่ายจำเลยระบุว่า “การที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้น เป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 (2) ซึ่งระบุว่า สิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้”

ศาลพิจารณาแล้วยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า “การพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน”

ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องการควบคุมความชอบโดยรัฐธรรมนูญ (CONTROLE DE CONSTITUTIONNALITE) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีเจตนารมณ์ที่บัญญัติมาตรา 211 ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้แก่องค์กรตุลาการ (ศาลทั่วไป ซึ่งมิใช่ศาลรัฐธรรมนูญ) และคู่ความในคดี มีอำนาจหน้าที่และมีสิทธิที่จะควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแล้ว และเป็นกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับต่อคดีในอำนาจศาลนั้นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (INCONSTITUTIONNALITE)

การเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอคดีรัฐธรรมนูญ (CONTENTIEUX CONSTITUTIONNEL) ในลักษณะเช่นนี้ เป็นการควบคุมภายหลังที่กฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว (CONTROLE A POSTERIORI) รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่และสิทธิแก่ผู้มีอำนาจ (AUTORITES) คือ
1. โดยศาล (JURIDICTIONS) ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
2. โดยคู่ความ (PARTIE) ซึ่งอาศัยการโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเปิดกว้างยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพและสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน (DROITS ET LIBERTES FONDAMENTAUX) ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ อำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในทางองค์กรตุลาการ เป็นอำนาจเฉพาะแต่เพียงศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ศาลทั่วไป หามีอำนาจหน้าที่ (COMPETENCE) ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ เพราะอำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญบัญญัติมอบหมายให้แก่องค์กรเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 216 วรรคห้า จึงบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ และมาตรา 211 วรรคแรก บัญญัติโดยกำหนดให้ศาลที่ได้รับความเห็นของคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งนั้น ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปตามทางการ เพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย และเพื่อป้องกันการประวิงคดีหรือทำให้คดีล่าช้าออกไป มาตรา 211 วรรคสอง จึงบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะให้ความเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งนั้นเป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีอำนาจที่จะรับหรือไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา หาใช่อำนาจของศาลทั่วไปไม่ ศาลทั่วไปรวมทั้งศาลที่เป็นเจ้าของคดีที่คู่ความได้โต้แย้งคัดค้านในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะไม่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ และหากศาลทั่วไปกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 211 นี้ ย่อมถือได้ว่า ศาลนั้นมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 197 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติให้ศาลต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ และถือว่าการกระทำของศาลนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่งมีผลให้บุคคลหรือองค์กรที่มีอำนาจทั้งหลายสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อศาลนั้นที่เป็นผู้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญโดยอาศัยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หลักการนี้เป็นไปตามหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่ปกครองโดยกฎหมาย โดยไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นองค์กรที่ต้องใช้อำนาจและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นเองก็ตาม

ข้อสังเกต ศาลทั่วไปจะอ้างว่ามีอำนาจตุลาการในการตีความกฎหมายเพื่อขยายอำนาจของตนไปตีความหรือวินิจฉัยในเรื่องการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 211 นี้ ก็มิอาจกระทำได้ โดยเหตุผลดังนี้
1. อำนาจในทางตุลาการที่เกี่ยวกับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจที่ข้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเป็นอำนาจควบคุมบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด (TEXTES DES LOIS) มิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบรรทัดฐานอันสูงสุดของรัฐ เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และรัฐธรรมนูญกำหนดมอบหมายอำนาจหน้าที่นี้ไว้แก่องค์กรเฉพาะ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ
2. หากยอมให้ศาลในคดีทั่วไปใช้อำนาจตุลาการของตนเอง โดยเฉพาะในมาตรา 211 ที่ศาลในคดีทั่วไปได้ใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญของตนตีความในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือออกคำสั่งใดที่เป็นการขัดขวางต่อคดีที่คู่ความของศาลนั้นได้โต้แย้งคัดค้านในเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลในคดีทั่วไปนั้นจะใช้บังคับแก่คดีของคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งคัดค้านนั้น อันเป็นผลให้คำโต้แย้งคัดค้านดังกล่าวไม่อาจเข้าสู่กระบวนการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญได้ บทบัญญัติแห่งมาตรา 211 ในส่วนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้สิทธิแก่คู่ความก็ย่อมไม่มีผลแต่ประการใด บทบัญญัติในส่วนนี้ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ย่อมถูกปิดกั้นและทำลายลงโดยศาลในคดีทั่วไปได้ กลายเป็นว่า ศาลในคดีทั่วไปนั้นเองเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเสียเอง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 ได้บัญญัติไว้ คือ อำนาจรัฐสภา หรืออำนาจนิติบัญญัติ (POUVOIR LEGISLATIF) อำนาจคณะรัฐมนตรี หรืออำนาจบริหาร (POUVOIR EXECUTIF) และอำนาจศาล หรืออำนาจตุลาการ (POUVOIR JUDICIAIRE)

โดยความเคารพอย่างสูงต่อศาลอาญาในคดีนี้ คำวินิจฉัยที่ยกคำร้องของฝ่ายจำเลยที่ว่า “การพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน” เป็นการวินิจฉัยไม่ตรงประเด็นที่จำเลยร้องขอ ซึ่งกรณีคำร้องขอนี้เป็นเรื่องการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หาใช่เรื่องการจัดหาทนายความ ความสามารถในการต่อสู้คดี หรือนำสืบพยานหลักฐานใดไม่

นอกจากนี้ ประเด็นคำร้องในเรื่องนี้ของฝ่ายจำเลย เป็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่มีต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีของตน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัย ศาลอาญาหามีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยต่อประเด็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ไม่ และศาลอาญาจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด หรือบรรทัดฐานสูงสุด (มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) หาได้ไม่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ศาลเป็นองค์กรตุลาการที่แบ่งแยกอำนาจระหว่างองค์กรตุลาการด้วยกันโดยชัดเจนแล้ว เช่น อำนาจในทางตุลาการของคดีทั่วไป เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม อำนาจในทางตุลาการของการควบคุมการกระทำทางปกครอง เป็นอำนาจของศาลปกครอง อำนาจในทางตุลาการของการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจขององค์กรตุลาการทุกองค์กรต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญและต้องชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างองค์กรตุลาการด้วยเช่นกัน

ในกรณีนี้ การที่ทนายความฝ่ายจำเลยขอเลื่อนสืบพยานจำเลยออกไปก่อนนั้น ทนายความทำถูกต้องแล้วในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้แก่จำเลย นอกจากนี้ทนายความอาจดำเนินการโดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลอาญา ซึ่งควรแสดงให้ปรากฏชัดเจนต่อศาลสูง ในประเด็นดังต่อไปนี้

1. มาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในกรณีสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผยตามมาตรา 40 (2) (โดยอาศัย มาตรา 211 ประกอบมาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) โดยต้องแสดงการโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลตามนัยแห่งมาตรา 211

2. แสดงให้ปรากฏแก่ศาลสูงในเรื่องนี้เป็นเรื่องอำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคำโต้แย้งของคู่ความฝ่ายจำเลยที่เห็นว่า บทบัญญัติของมาตรา 177 แห่งประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 มิได้บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลอื่น แต่โดยทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตรา 211 นี้ บัญญัติให้ศาลเองต้องส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

3. แสดงหรืออ้างอิงให้ปรากฏในเรื่องการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ (มาตรา 197) โดยศาลไม่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ เพราะมาตรา 211 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งในการนี้ศาลต้องพิจารณาพิพากษาคดีความโดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คำสั่งของศาลอาญาไม่ถูกต้องตามประเด็นคำร้องของฝ่ายจำเลย และการปิดกั้นสิทธิของคู่ความตามมาตรา 211 เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งเป็นการขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย มาตรา 3 และหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างองค์กรตุลาการ

4. แสดงให้ประจักษ์ในเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ทั้งหมดนี้ หรืออาจเพิ่มเติมบางประเด็น แล้วแต่ดุลพินิจของทนายความฝ่ายจำเลย

สิทธิและเสรีภาพเป็นของประชาชน ได้รับการบัญญัติรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ทุกคนและทุกองค์กรของรัฐจึงต้องให้ความเคารพ และสร้างหลักประกันแก่ประชาคมโดยส่วนรวม การฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญ เป็นการทำลายบรรทัดฐานสูงสุด (NORME SUPERIERE) แห่งรัฐ อันถือเป็นการทำลายทุกบรรทัดฐานภายในประเทศ เป็นการไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่เป็นเจตจำนงร่วม (VOLONTE GENERALE) ของประชาชน รวมทั้งทำลายสิทธิและเสรีภาพของปวงชน

เรื่องคดีดานี้

เรื่องคดีดานี้ คุณtanom.ให้ความเห็นไว้เป็นประโยชน์มากครับ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์ทนายจำเลยที่จะยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ทนายทำเรื่องยื่นไปเลยครับ ระหว่างนี้ก็ขอเลื่อนสืบพยานไปเรื่อยๆ

ผลจากการแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรของดา และการสู้คดีรูปแบบนี้ก็คือ ดาจะได้อยู่ในคุกในช่วงต่อสู้คดี ยาวนานกว่าการยอมให้จับโดยไม่หนีหมาย และสารภาพตามข้อกล่าวหา..ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติโดยทั่วไปของผู้ที่เคยโดนข้อหานี้ ถ้าดาชอบก็ใช้วิธีนี้ต่อไปเถิดครับ คนไม่ชอบดาเขาก็ชอบครับที่เห็นดาอยู่ในคุกไปก่อนนานๆๆๆๆๆๆ เผลอๆคำแถลงการณ์ของดาอาจโดนคดีหมิ่นศาลเพิ่มไปอีกข้อหาด้วย ถ้าดายังออกมาย้ำอีกสักครั้งหลังศาลชี้แจงแล้ว ลองดูสิครับ.....

ขอถามท่านผู้ใช้นามแฝงว่า

ขอถามท่านผู้ใช้นามแฝงว่า บางกอก ในประโยคที่ท่านกล่าวว่า “ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์ทนายจำเลยที่จะยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง”

ขอถามท่านเพื่อเป็นความรู้ในทางนิติศาสตร์ว่า ทนายจำเลยในคดีนี้จะไปยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ได้อย่างไร โดยวิธีใด อาศัยบทบัญญัติหรือกฎหมายมาตราใด และหลักเกณฑ์ใด (อ้างอิงบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องนี้มาด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง)

ขอได้โปรดตอบในทางกฎหมาย การถามในประเด็นนี้ มีเจตนาในการถามเพียงเพื่อเหตุและผลทางวิชาการ ต้องการผู้ที่รู้ในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เพื่อแสดงข้อคิดเห็นในทางกฎหมาย อันจะเป็นประโยชน์ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

รัฐธรรมนูญ มาตรา 264

รัฐธรรมนูญ มาตรา 264

ในการที่ ศาล จะใช้ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย บังคับแก่คดีใด ถ้า ศาล เห็นเอง หรือ คู่ความ โต้แย้ง ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย นั้น ต้องด้วย บทบัญญัติ มาตรา 6 และ ยังไม่มี คำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับ บทบัญญัตินั้น ให้ ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดี ไว้ชั่วคราว และ ส่งความเห็นเช่นว่านั้น ตามทางการ เพื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ จะได้พิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า คำโต้แย้ง ของ คู่ความ ตาม วรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระ อันควรได้รับ การวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่รับเรื่อง ดังกล่าว ไว้พิจารณา ก็ได้
คำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ใช้ได้ ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือน ถึง คำพิพากษาของ ศาล อันถึงที่สุดแล้ว

ทนายของดานั้นแกก็ไม่ธรรมดานะครับ ทนายเขาก็รู้ว่าเขาจะต้องทำอย่างไรต่อไป และหากไม่ผ่านศาล จะไปร้องผ่านผู้ตรวจการรัฐสภาก็น่าจะทำได้ ไม่งั้นทนายแกจะเลื่อนสอบพยานเอาเวลาไปทำอะไรไม่ทราบครับ....

ผมเองไม่ใช่นักกฏหมายทนายความ แต่มีอาชีพที่ต้องจ้างพวกนี้ใช้ไว้ให้คำปรึกษาหรือดำเนินการตามกฎหมาย รู้กฎหมายแค่นี้ก็พอแล้วครับ
ถ้าทนายทำอะไรต่อไปไม่ได้ ก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าจะคัดค้านศาลทำไมตั้งแต่ต้น ไม่รู้จริงๆหรือว่า มันจะทำให้เวลาในคุกของจำเลยมันนานแสนนานออกไป

คุณดา เมื่อเขาใช้วิธีพิจารณาแ

คุณดา

เมื่อเขาใช้วิธีพิจารณาแบบผิดหลักแห่งความยุติธรรม

แบบลับหลัง ไม่เปิดเผย

ก็ไม่ต้องให้ปากคำเป็นหลักฐาน

ถึงอย่างไรก็ผิด

ถ้าไม่ให้ปากคำเลย

ยังมีทางหาความยุติธรรม

จากพระเจ้า

ขอขอบพระคุณท่าน บางกอก

ขอขอบพระคุณท่าน บางกอก ที่ได้โปรดตอบคำถามนี้ แต่คำตอบนี้ไม่ตรงประเด็นที่ได้ถามท่านไว้ คือ ประโยคที่ท่านกล่าวว่า “ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์ทนายจำเลยที่จะยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง” (เน้นตรงคำว่าด้วยตนเองอีกครั้ง)

คำถามคือว่า ทนายจำเลยในคดีนี้จะไปยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ได้อย่างไร โดยวิธีใด อาศัยบทบัญญัติหรือกฎหมายมาตราใด และหลักเกณฑ์ใด (อ้างอิงบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องนี้มาด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง)

ทำไมท่านถึงกล่าวอ้างอิง รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเลย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นี้ เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งมีถ้อยคำเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 และเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ทนายความฝ่ายจำเลยได้ดำเนินการใช้สิทธิของคู่ความในคดียื่นคำร้องต่อศาลอาญาไปแล้ว และถูกยกคำร้องไปแล้วเช่นกัน ทั้งมาตรานี้ หาได้ให้สิทธิแก่ทนายจำเลยที่จะยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองได้ แต่ทนายความฝ่ายจำเลยต้องแสดงการโต้แย้งคัดค้านในคดีของศาลนั้น ต่อศาลนั้น ภายใต้เงื่อนไขแห่งมาตรา 211 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 นี้ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย” รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจนให้ศาลในคดีนั้นต้องดำเนินการ มิได้ให้อำนาจอี่นใดแก่ศาลนอกเหนือไปจากนี้

และที่ท่านกล่าวว่า หากไม่ผ่านศาล จะไปร้องผ่านผู้ตรวจการรัฐสภาก็น่าจะทำได้ เข้าใจว่าท่านคงหมายถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 245 (1) ซึ่งบัญญัติว่า

“ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้
(1) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ...”

ข้อสังเกต มาตรา 245 (1) นี้ เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีกรอบกำหนดไว้ว่า ต้องกระทำตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าหากจะทำอย่างที่ท่านว่ามา ก็มิใช่เรื่องที่ทนายความจำเลยมีสิทธิไปยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองได้ นัยแห่งกฎหมายนี้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ แต่มีข้อจำกัดคือต้องกระทำภายในกรอบแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ร้องผ่านผู้ตรวจการรัฐสภาก็น่าจะทำได้” การที่ให้ทนายความฝ่ายจำเลยไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน คำกล่าวเช่นนี้ใช่คำตอบที่ได้ถามท่านไว้ในประเด็นว่า “ทนายจำเลยในคดีนี้จะไปยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ได้อย่างไร” หรือไม่

ท่านเข้าใจหรือไม่ว่า การยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง มันแตกต่างจากการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นเรื่องทนายจำเลยยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองหรือ

ในประเด็นนี้ ท่านก็ยังคงตอบไม่ตรงกับคำถามที่ได้ถามไว้อีกว่า ทนายจำเลยในคดีนี้จะไปยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง (เน้นตรงคำว่า “ด้วยตนเอง” อีกครั้ง) ได้อย่างไร โดยวิธีใด อาศัยบทบัญญัติหรือกฎหมายมาตราใด และหลักเกณฑ์ใด

อย่างที่ผมบอกไว้แหละครับ

อย่างที่ผมบอกไว้แหละครับ ทนายของดาไม่ธรรมดาจริงๆ แต่นักกฏหมายที่ตีความตามตัวหนังสืออย่างคุณนี่ออกจะธรรมดาไปหน่อยครับ ผมเองในฐานะผู้ใช้และจ้างนักกฎหมายทำงานให้ ไม่ได้สนใจว่า เขาจะไปยื่นเรื่องด้วยตนเองหรือกฎหมายให้อำนาจเขาทำด้วยตนเองหรือไม่หรอกครับ ผมสนใจแค่ผลที่ได้รับมันสมเจตนารมณ์ของผม โดยไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย กรณีคดีดานี้ ถ้าทนายเขาสามารถทำให้ศาลอาญาต้องส่งเรื่องการตีความการดำเนินคดีลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ และเป็นเจตนารมณ์ของผมที่จะซื้อเวลาเช่นนั้น ผมก็ว่าแกมีฝีมือแล้วครับ จะทำด้วยตนเองหรืออาศัยข้อกฎหมายไม่ใช่ประเด็นที่ผมสนใจ ผมสนใจแต่ผลงาน

กรณีนี้ถ้าผมใช้นักกฏหมายสองคนให้คำปรึกษาแล้วคนหนึ่งมาบอกผมว่า พี่ครับผมทำอย่างที่พี่บอกให้ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองไมได้อย่างที่พี่บอก ส่วนอีกคนมาบอกผมว่า พี่นั่งดูเฉยๆเถิดเดี๋ยวศาลเขาต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเองถ้าทำอย่างนี้...เดาออกไหมครับว่าผมจะสนใจความเห็นไหนมากกว่ากัน

นักกฏหมายที่ชอบตีความกฎหมายตามตัวอักษรนั้น หากเป็นประเภทนักว่าความทนายขึ้นศาลก็มักถูกศาลท่านสอนมวย ให้เห็นถึงการตีความตามเจตนารมณ์ของกฏหมายกันมาบ้างแล้ว

แต่นักกฎหมายประเภทที่ปรึกษาไม่ว่าความ กับพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่แหละครับที่มักจะชอบต่อความยาวสาวความยืดกับข้อความคำพูดและข้อกฎหมายตามตัวอักษร ผมใช้ทนายนักกฏหมายมามากพอสมควรพอสังเกตุข้อนี้ออกอยู่

กลับมากรณีของดา ประเด็นหลักมันอยู่ที่คดีหมิ่นฯของแก กับแถลงการณ์ของแกซึ่งในทัศนะผม ผมว่าแกดิสเครดิตตัวแกเองในคดีนี้ไปอย่างมากด้วยแถลงการณ์นี้ ทนายจะเก่งอย่างไรก็รอดยาก จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่มันเป็นเรื่องอนาคต

นักกฏหมายอย่างคุณLa justic นั้นเขียนให้ความเห็นยกข้อกฏหมายมาอ้างมากมายมาแต่ต้น แต่ดันลืมมาตรา๒๖๔ ในข้อความสำคัญว่าศาลต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทนายของดาด้วยว่าเขายกหัวข้อใดมาใช้บ้างการให้ศาลอาญาตีความข้างต้น ผมไม่ใช่นักกฏหมายแต่พอจับประเด็นนี้ออกครับ ถึงได้วิจารณ์ว่ายังธรรมดาๆอยู่ ส่วนทนายของดานั้นไม่ธรรมดาจริงๆและไม่รู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ในใจ.....

Khun

Khun tanom

ที่คุณอ้างว่า*ศาลไทยเป็นสถาบันที่มีรากฐานมาเป็นร้อยปี มีความโปร่งใสแน่นอน คำให้การ ของพยาน เอกสารต่างๆ ในสำนวนคู่ความก็ขอถ่ายมาดูได้ครับ

เหตุผลที่อ้างยังอ่อนมาก คลุมเคลือ ไม่ตรงประเด็น

การพิจารณาลับ สามารถนำสำนวนในคดีมาเผยแพร่แก่สาธารณะได้ด้วยหรือครับ? แม้แต่ผู้ต้องหายังให้สัมภาษณ์นักข่าวโดยไม่มีคำอนุญาตจากศาลไม่ได้เลย รบกวนผู้รู้ช่วยเฉลยด้วย

ถ้าหากสำนวนไม่อาจเปิดเผยค่อสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญกฏหมาย นักวิชาการกฏหมายย่อมไม่อาจให้ความเห็นต่ดการพิจารณาคดีได้ ดังนั้นความเที่ยงธรรมทั้งหมดที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้รับ ย่อมขึ้นอยู่กับดุลย์พินิจของศาลแต่ผู้เดียว ผมเข้าใจดีเรื่องข้อจำกัดของการพิจารณาคดีที่อ่อนไหวอย่างคดีหมิ่นฯแบบนี้ แต่ก็เข้าใจด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมของไทย ก็ยังขาดความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ ขาดการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ เป็นปัญหาใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ

การกล่าวอ้างความน่าเชื่อของตัวบุคคล ลอยๆ ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้ ในสังคมประชาธิปไตยครับ ไม่มีอำนาจสัมบูรณ์ในระบอบประชาธิปไตย ทุกอำนาจต้องตรวจสอบได้ เรื่องนี้เป็นหลักพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นปชต.แบบตะวันตก หรือปชต.แบบไทยๆ ผิดจากหลักการนี้ ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

เคยเห็นการชกมวยชิงแชมป์

เคยเห็นการชกมวยชิงแชมป์ ที่ไหน ที่ชกในห้องลับไม๊?

พอชกเสร็จ กรรมการก็ตัดสินเลย ว่าใครชนะ

เห็นแล้วแสนจะทุเรศ วิธีการแบบนี้

แบบนี้ ไม่ต้องชก ชกไปก็ไม่เกิดประโยชน์

เพราะทุกอย่างตัดสินโดยกรรมการอุบาทว์

ขออ้างอิงคำพูดของท่านอีกครั้ง

ขออ้างอิงคำพูดของท่านอีกครั้ง

“อย่างที่ผมบอกไว้แหละครับ ทนายของดาไม่ธรรมดาจริงๆ แต่นักกฏหมายที่ตีความตามตัวหนังสืออย่างคุณนี่ออกจะธรรมดาไปหน่อยครับ”

“นักกฏหมายอย่างคุณLa justic นั้นเขียนให้ความเห็นยกข้อกฏหมายมาอ้างมากมายมาแต่ต้น แต่ดันลืมมาตรา๒๖๔ ในข้อความสำคัญว่าศาลต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทนายของดาด้วยว่าเขายกหัวข้อใดมาใช้บ้างการให้ศาลอาญาตีความข้างต้น ผมไม่ใช่นักกฏหมายแต่พอจับประเด็นนี้ออกครับ ถึงได้วิจารณ์ว่ายังธรรมดาๆอยู่ ส่วนทนายของดานั้นไม่ธรรมดาจริงๆและไม่รู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ในใจ.....”

ท่านเข้าใจอย่างที่ว่ามานี้จริง ๆ หรือ ขอได้โปรดกลับไปอ่านข้อความทั้งหมดอีกครั้ง

ท่านได้ติดตามและอ่านข้อความก่อนหน้านี้มาหรือไม่ว่า เขาพูดกันถึงในประเด็นเรื่องมาตรา 211 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หาใช่มาตรา 264 ที่ท่านอ้างมานี้ไม่ (อ้างอิงบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขอได้โปรดอ้างอิงให้ถูกต้องด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง) ท่านทราบหรือไม่ว่า ศาลอาญาได้ยกคำร้องเรื่องนี้ไปแล้ว และมันมิได้มีเหตุการณ์อย่างที่ท่านได้กล่าวอ้างมานี้เลย ท่านน่าจะใจเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี ท่านถึงได้กล่าวอ้างว่า “ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์ทนายจำเลยที่จะยื่นขอตีความจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง” ข้อความที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนี้มันสอดคล้องกันหรือไม่ รับฟังได้หรือไม่

ขอได้โปรดกรุณาใช้วิจารณญานในการแสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นและคำตอบของท่านมีค่ายิ่ง มันปรากฏอยู่ในที่สาธารณะ คนทั่วไปสามารถเข้ามาอ่าน และบุคคลทั่วไปนี้เขาย่อมมองเห็นความคิดเห็นของท่านและ La justice ได้เป็นอย่างดีว่า เหตุผลของบุคคลใดเป็นเช่นไร

การแสดงข้อความคิดของท่านย่อมสะท้อนความคิดของท่านเองที่มีต่อบุคคลอื่น ต่อจำเลยในคดีนี้ และต่อหลักการในเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอได้โปรดอย่ากล่าวหาและว่ากล่าวผู้อื่นแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากเหตุผล ควรใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง อย่าให้อารมณ์ของท่านครอบงำตนเอง การตอบประเด็นปัญหาใด ควรอยู่ในประเด็น ขอได้โปรดอย่าออกนอกกรอบ

ย้ำอีกครั้งว่า ท่านยังไม่ตอบประเด็นที่ได้ถามไป

อยากถามซักนิดถ้าเกิดกรณีที่น้

อยากถามซักนิดถ้าเกิดกรณีที่น้องสาวของคุณถูกจำเลยข่มขืนแล้วการพิจารณาคดีต้องทำโดยเปิดเผย ต่อหน้าคนที่อยู่ในห้องพิจารณาเป็นร้อยๆคน ทนายจำเลยถามน้องสาวคุณที่เป็นผู้เสียหายและเบิกความเป็นพยาน จำเลยข่มยืนพยานท่าไหน
พยานยืนอยู่ในทายืนใช่ใหม พยานอยู่ในท่านอนใช่ใหม ตอนแรกพยานอยู่ข้างล่างใช่ใหม ต่อมาพยานพลิกขั้นมาคร่อมข้างบนใช่ใหม ก่อนที่พยานจะขึ้นข้างบนพยานถูจำเลยทับอยู๋ประมาณ 5-10 นาทีใช่ใหม
**คำถามทั้งหลายนี้ รวมทำคำถามอื่นที่ทนายจะถาม
**ถ้าไม่ให้พิจารณาคดีเป็นการลับ คุณจะให้น้องสาวคุณต้องตกอยู่ในการพิจารณาคดีที่เปิดเผยหรือ

ฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521,เจตนา,เหตุบรรเทาโทษ,
ความผิดต่อพระมหากษัตริย์,พยานหลักฐาน,ความเห็นของพยาน

2354/2531
พยานบุคคลที่เบิกความให้ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม ย่อม
รับฟังความเห็นนั้นประกอบกับข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาทได้
พระบรมมหาราชวังเป็นของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อ
เป็นที่ประทับของพระองค์และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรส
และพระราชธิดาพระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันติวงศ์เป็น
พระมหากษัตริย์ต่อไปในเมื่อแผ่นดินว่างกษัตริย์ลง คนภายนอกจะมา
เกิดในพระบรมมหาราชวังมิได้ดังนั้น ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อประชาชน
ว่าถ้าจำเลยเกิดได้ จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวัง ออกมา
เป็นพระองค์เจ้าวีระ แม้จำเลยจะมิได้ระบุชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยชัดแจ้ง
แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบก็แปลเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยกล่าว
โดยมุ่งหมายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร
องค์รัชทายาท
ข้อความที่จำเลยกล่าว จะเป็นการใส่ความในประการที่น่าจะทำ
ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่นั้น จะต้อง
พิจารณาถึงฐานะที่ทรงดำรงอยู่ และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทย
อันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ประกอบด้วย ซึ่งปรากฏตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา อย่างแจ้งชัดว่า
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงดำรงอยู่ในฐานะพระประมุข
ของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิและ
เสรีภาพให้เป็นปฎิปักษ์ในทางหนึ่งทางใดมิได้ทั้งรัฐ และประชาชนต่าง
มีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศตลอดไป
แม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหา
กษัตริย์ ก็ให้ความเคารพสักการะและยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้าฯ ตลอดมา
ตั้งแต่โบราณกาล การที่จะกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกินเปรียบเทียบเปรียบ
เปรย หรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทนั้นหามีบุคคลใด
กล้าบังอาจไม่
จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการและเลขาธิการพรรคการเมือง ได้
กล่าวต่อประชาชนเพื่อช่วยหาเสียงให้แก่สมาชิกพรรคการเมืองของตน
มีความว่าถ้าเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมา
เป็นพระองค์เจ้าวีระไม่ต้องมายืนตากแดดพูดให้ประชาชนฟัง ถึงเวลา
เที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีบ่ายสามโมง พอตกเย็นก็
เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจเป็นการกล่าวเปรียบเทียบว่าพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท ทรงมีความ
เป็นอยู่สุขสบายไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใดๆ ต่างกับจำเลยที่เป็น
ลูกชาวนา ต้องทำงานหนัก ซึ่งข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง
จึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ฯลฯ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แม้การกระทำ
ดังกล่าวของจำเลยจะไม่เกิดผลเพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวนั้นก็ตาม ก็
เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จำเลยจะมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ จะถือตามความ
เข้าใจของจำเลยซึ่งเป็นผู้กล่าวเองมิได้ ต้องพิจารณาจากข้อความที่จำเลย
กล่าวทั้งหมดการที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มี
เจตนาตามที่กล่าวย่อมยากที่จะรับฟัง
การที่จำเลยเป็นผู้มีคุณความดีมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วยังได้
ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ต่อพระบรมสาทิสลักษณ์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้มีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ
เป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น อันเป็น
เหตุบรรเทาโทษมีเหตุสมควรปรานีลดโทษให้จำเลย

**ประเด็นที่ถกเถียงกันในเรื่อ

**ประเด็นที่ถกเถียงกันในเรื่องนี้คือเรื่องการพิจารณาเป็นการลับ การพิจารณาโดยเปิดเผย
และเกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรม *และพยายามจะดึงศาลเข้าสู่การเมืองของบุคคลบางกลุ่ม

กระผมขอนำมาเปรียบเทียบให้ชัดถึงความเหมือนและความแตกต่างกันเรียงตามหัวข้อที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

1-การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย
**การเปิดเผย-โจทก์ ทนายโจทก์ จำเลย ทนายจำเลย บุคคลทั่วไป ประชาชน นักข่าว สามารถ เข้าห้องพิจารณาได้
**การพิจารณาลับ โจทก์ ทนายโจทก์ จำเลย ทนายจำเลย พยาน ล่าม เจ้าหน้าที่ศาล บุคคลตาม ปว.อาญา ม.178 เท่านั้นที่เข้าไปฟังการพิจามรณาคดีได้ ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง นักข่าว เข้าห้องไม่ได้
คดีที่ศาลให้พิจาณาเป็นการลับ มีได้เฉพาะคดีที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือคดีเกี่ยวด้วยความมั่นคงเท่านั้น เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสังคมส่วนร่วม ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง นักข่าว จึงห้ามเข้าห้องพิจารณา
ส่วนสิทธิของคู่ความมีอยู่อย่างใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อในที่ศาลตัดสินคดีแล้วคำพิพากษาของศาลก็นำมาเปิดเผยได้

แม้ศาลจะสั่งให้คดีพิจารณาเป็นการลับ แต่สิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 40(2) ดังต่อไปนี้ก็มีอยู่ครบทุกอย่างคือ
ก. การได้รับทราบข้อเท็จจริง และตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ
ข. การได้รับทราบข้อเท็จจริง และตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ
ค. การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน
ง. การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ
จ. และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง

**คดีนี้คุณดา ถูกขังโดยไม่ได่ประกันตัว การทำให้คดีช้าไปเท่าใดก็ไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณดา หากภายหลังศาลตัดสินว่าคุณดาไม่ผิด ก็ทำให้คุณดาติดคุกนานโดยใช่เหตุ แต่ก็ไม่ฟรีนะครับเพราะว่าจะให้ค่าติดคุกวัน 200 บาท แต่ท่านทนายก็ควรจะบอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คุณดาทราบนะครับ
**นักข่าวและบคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี -ไม่เข้าไปให้กำลังใจในห้องพิจารณา ไม่ทำให้รูปคดีเสียหรอกครับ พยานหลักฐานมีอยู่อย่างไรนำสืบให้ครบเต็มตามประเด็น
**ขอร้องเถอะท่านทนายทั้งหลาย หากว่าความแล้วคดีแพ้ก็ดี ชนะก็ดี อยู่ที่พยานหลักฐานในสำนวนของท่าน
อย่าพยายามสื่อในความหมายที่จะบอกว่าศาลไม่ยุติธรรมเลยครับ
** หากศาลตัดสินแล้วไม่พอใจก็อุทธรณ์ ฎีกา ต่อไป ครับ

กระบวนการยุติธรรม 2 แบบ 2

กระบวนการยุติธรรม 2 แบบ 2 โลกที่มีพัฒนาการแตกต่างกัน

1.ระบบกล่าวหา คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือมหาชน (ทนายรัฐ หรือ อัยการแผ่นดิน) หรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้รวบรวมสำนวนส่งให้ทนายเอกชนหรือทนายรัฐเรียบเรียงเป็นคำฟ้อง และ "จำเลย" หรือ "ผู้ถูกกล่าวหา มีนหน้าที่ "หักล้าง" คำฟ้อง หรือ ข้อหล่าวหา ทั้งหมด นั่นหมายความว่า กระบวนการนี้เป็นกระบวนการ "คุณคือผู้ผิด จนกว่า จะพิสูจน์ได้ว่าคุณบริสุทธิ์"

2.ระบบสืบสวน คือ ฝ่ายโจทย์มีหน้าที่สืบสวนหาพยานหลักฐาน ที่แน่นหนาที่สุด เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด นำขึ้นฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม บนพื้นฐาน "คนทุกคนคือผู้บริสุทธิ์ จนกว่าเราจะพิสูจน์" ได้ว่าคุณผิด

และในหลายประเทศยังใช้คณะบุคคลเพื่อพิจารณาตัดสิน เรียกว่า "คณะลูกขุน" ผู้พิพากษามีหน้าที่อ่านคำตัดสิน และพิจารณาลงโทษ ตาม"ตัวบท" และ "ข้อเท็จจริงที่ฟังได้"

นั่นคือ ชีวิต หรือ อนาคต ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ถูกชี้ชะตาโดยใครคนใดคนหนึ่ง

ส่วนคำว่า "โปร่งใส" มีความหมายโดยตัวเองอยู่แล้ว

ประชาะธิปไตยจงเจริญ ประชาชนจงเจริญ

ด้วยภราดรภาพ

ขอเป็นกำลังใจให้

ขอเป็นกำลังใจให้ กับผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของมวลมนุษยชาติ กฎหมายที่ดีย่อมบังคับใช้โดยสุจริตและเที่ยง
ธรรม ที่ใดมีอคติที่นั่น ย่ิอมไม่เป็นธรรม

ขอชื่นชมคุณ tanom

ขอชื่นชมคุณ tanom ที่แสดงความเห็นแบบนี้ดูแล้วเห็นว่ามีสติปัญญาดีครับ ชอบด้วยเหตุผลสำหรับความเห็นแบบนี้ แต่ควายก็เยอะนะคุณในเวปนี้ ประเภทพูดไม่รู้เรืองซะด้วย ไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ผมเปลี่ยนนามแฝงมาหลายชื่อแล้ว สุดท้ายมาใช้ชื่อนี้ดีกว่า ประชดแม่งซะเลย ไม่ว่ากันนะอย่าซีเรียส ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอยู่แล้ว ย่อมต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแหละ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยนะกับกฎหมายลักษณะนี้ ควรมีการแก้ไขให้เหมาะสม มิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการให้ร้ายป้ายสีกัน ผมเห็นว่าไม่เข้าท่าจริงๆ

สงสัยคุณจะเข้าใจอะไรผิดไปแล้ว

สงสัยคุณจะเข้าใจอะไรผิดไปแล้วล่ะค่ะ ดิฉันคนนอกรู้กฎหมายงู ๆ ปลา ๆ แต่ขอขัดจังหวะสักนิดหน่อยนะคะ เท่าที่เสียเวลานั่งอ่านดูทั้งหมดก็พบอว่า เรื่องที่เค้าพูดคุยกันเนี๊ยะ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลต้องกระทำเมื่อมีกรณีตามมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น และเป็นเรื่องที่มันเกี่ยวกับ ป.วิ.อ. มาตรา 177 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่มาตรา 178 ของ ป.วิ.อ. ที่คุณยกอ้างมา คนละเรื่องกันเลยค่ะ และไม่ใช่เรื่องการที่คุณกำลังพยายามอธิบายมานี้ แต่มันเป็นเรื่องลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย ระหว่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ กับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คุณรู้จักเรื่องลำดับศักดิ์ในทางกฎหมายหรือเปล่าคะ เขาพูดคุยกันทางวิชาการ เป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาอ้างว่า พวกเขากล่าวหาว่าศาลไม่ยุติธรรมหรือดึงศาลลงมาแต่อย่างใดเลย อย่าเที่ยวว่าคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาลว่า เค้าพยายามสื่อในความหมายที่จะบอกว่าศาลไม่ยุติธรรมเลยค่ะ การพยายามจะมาอธิบายอะไร ควรเป็นเรื่องที่เขาพูดคุยกันด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้คุณดานักสู้เพื่อประชาธิปไตยเสมอค่ะ ขอบคุณนะคะ

แหมคุณก็... มาถามกันแบบนี้

แหมคุณก็... มาถามกันแบบนี้ งั้นขอถามคุณบ้างนะว่า หากเป็นบิดาของคุณถูกกล่าวหาว่ากระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาของตน แล้วศาลสั่งพิจารณาลับ คุณจะยอมให้เขาซักพยานกันแบบลับ ๆ โดยคุณ มารดาคุณ บรรดาญาติ ๆ ของคุณ และคุณอื่น ๆ ที่เขาเชื่อว่าบิดาของคุณไม่ได้กระทำความผิดนี้ อาจต้องนั่งทำตาปริ ๆ จิตนาการไปว่า บิดาของคุณต้องนั่งขย่ม ขยี้ ขึ้นคร่อม ขี่ขบ กดทับผู้หญิงคนนั้นกี่ที ๆ ทำซ้ำมีเบิ้ลหรือเปล่า มีเขย่า ขยำ ขยุ้ม หรือไม่ อย่างนี้มันใช่ลักษณะอาการของบิดาคุณหรือเปล่า คุณจะรู้ได้ไหม จะรู้ได้อย่างไร มีหลักประกันอะไรแก่สาธารณชนที่จะรับรู้ได้ว่า บิดาของคุณถูกใส่ร้าย ใส่ความหรือไม่ รู้อีกทีก็บิดาคุณอาจถูกศาลลงโทษไปแล้ว ถ้าคุณยอมให้พิจารณาคดีเป็นการลับ คุณจะยอมให้บิดาของคุณต้องตกอยู่ในสภาพการพิจารณาคดีที่ไม่เปิดเผย โดยที่มีสาธารณชนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวคุณด้วยที่ไม่เชื่อว่าบิดาของคุณกระทำความผิดในเรื่องนี้ ตรรกะเทียบเคียงเข้าตัวกันแบบนี้ จะยกขึ้นมาทำไม

FFFFF FFFFF FFFFF -----------

FFFFF
FFFFF
FFFFF
------------

ปู๊โธ่ ! เฮียลับๆล่อๆ(anonymous)........
ถ้าเฮียจะประกาศหาแม่บุญธรรมละก็...เฮียมาผิดเว็บแล้ว !
โน่น ! มันต้องเว็บแม่และเด็กโน่น........

คนอาไร้!.....กำพร้าแม่แล้วยังเซอร์อีกต่างหาก.....
แล้วเจ๊ดาน่ะ ไม่ต้องไปรบกวนแกหรอก แกไม่อยากเป็นแม่คนเซอร์ๆอย่างเฮียหร็อก-เชื่อผมเฮอะ....คอนเฟิร์ม !
นี่หวังดีนะเนี่ยถึงได้บอก.........

รักนะเด็กโง่
:)
FFFFF
FFFFF
FFFFF

ผมว่าอย่างคุณด๊านะ

ผมว่าอย่างคุณด๊านะ ศาลเขาตัดสินอย่างนั้นนะถูกแสนถูกเลยนะครับ เคยฟังสิ่งที่แกพูดแล้ว ไม่รู้ว่าทางฝ่ายผู้จัดเขาให้ขึ้นปราศัยได้อย่างไร ไม่ได้ประเทืองปัญญาเลย เข้าแก๊งค์ไหนหัวหน้าตายหมด

Anonymous ลูกรัก

Anonymous ลูกรัก กลับมาบ้านเร็ว ๆ ลู๊ก พ่อหาแม่ใหม่ให้ลูกได้แล้วจ้าลูกรัก เนี่ยะน่าตีก้นจังเลยลูกรัก พ่อสอนเท่าไหร่ทำไมไม่รู้จักจำว่า เราต้องเป็นคนดี ต้องคอยช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก อย่าไปข่มเหงรังแกคนที่เขาเดือดร้อนนะลูกรัก เมื่อเราเห็นคนอื่นต้องทนทุกข์ทรมาน เรายิ่งต้องให้การช่วยเหลือเขา ไม่ใช่ไปเยอะเย้ย ถากถางเขานะลูกรัก
โถลูกรัก ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลย รักนะลูก รักลูกเสมอ

Anonymous ลูกรัก

Anonymous ลูกรัก กลับมาบ้านเร็ว ๆ ลู๊ก พ่อหาแม่ใหม่ให้ลูกได้แล้วจ้าลูกรัก เนี่ยะน่าตีก้นจังเลยลูกรัก พ่อสอนเท่าไหร่ทำไมไม่รู้จักจำว่า เราต้องเป็นคนดี ต้องคอยช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก
อย่าไปข่มเหงรังแกคนที่เขาเดือดร้อนนะลูกรัก เมื่อเราเห็นคนอื่นต้องทนทุกข์ทรมาน เรายิ่งต้องให้การช่วยเหลือเขา ไม่ใช่ไปเยอะเย้ย ถากถางเขานะลูกรัก

โถลูกรัก ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลย รักนะลูก รักลูกเสมอ

สู้ สู้สู้

สู้ สู้สู้ เราสู้อยู่กับประเพณีขี้ขลาด อย่ายอมพ่าย ไม่ถึงตาย สักวันเราได้หัวเราะ มันกลัวเรา เรากำลังสั่นมัน มันกำลังจะถึงซึ่งทางตัน แล้วมันจะได้รับรู้ว่า เทวดาตกสวรรค์นั้นมีจริง

555 กรูมาอีกแล้ว ความคิดคุณ

555 กรูมาอีกแล้ว ความคิดคุณ tanom น่าจะคุณ ถนอมนะ ผมตกอังกิด ซะด้วยแปลไม่ค่อยออก แต่แสดงความคิดเห็นแบบชาวบ้านดี เข้าใจง่าย ผมไม่มีความรู้ด้านกฏหมาย แต่เคยใช้บริการอยู่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสำนวนครับ ว่าจะหลุดไม่หลุด

แต่พิจรณา แบบลับนี่ ยังไม่เคย อย่าว่าแต่ติดเป็นปีเลยครับ แค่อยู่คุกได้ถุนศาล ก็ขี้หดตดหายแล้ว แค่รอประกันตัว ไม่กี่ชั่วโมงเอง จับเราใส่กุญแจมือ บางคนก็มีตรวน อยากถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกจัง

จริงๆแล้ว น่าจะให้มีการประกันตัว หากจำเลยไม่คิดหลบหนี ขนาดฆ่าคนตาย เขายังให้ประกันตัวเลย ดา เขาไม่ได้ฆ่าใครสักหน่อย ถึงแม้จะเป็นคดีพิเศษก็ตาม มันค่อนข้างจะสองมาตรฐานอยู่เหมือนกัน

ผมว่าเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นไปได้ หากไม่โดนสกัดดาวรุ่ง โดยสมุนอำมาตย์ซะก่อน เพราะเรื่องนี้มันเป็นการเชือดไก่ด้วย

มีวาระแอบแฝงพอสมควร สงสารนะแต่ช่วยอะไรไม่ได้ " น้องดา " ก็สู้ต่อไปละกัน ถึงวันนั้น ประชาชนจะเป็นใหญ่ ได้ร่มราชบัลลังค์ ( อำมาตย์ชั่ว จะถูกกำจัด )

สดุดี

สดุดี

ผมอ่านแล้วซึ้ศาลไทยมีรากฐานมา

ผมอ่านแล้วซึ้ศาลไทยมีรากฐานมาเป็นร้อยปีมีความโปร่งใสแน่นอน แล้วศาลที่ตัดสินว่าคนซื่อไม่ผิดแต่คนเซ็นยินยอมในฐานะคู่สมรสผิดละมันเป็นอย่างไร ผมรู้สึกงง ๆ เหมือนกัน

โทษทีจ๊อด....เรางง

โทษทีจ๊อด....เรางง เราตามไม่ทัน
....................

พี่ดามันผิดตรงไหน?

ตรงพูดความจริง?
หรือว่าพูดความเท็จ?

หรือตรงที่
ไม่ได้พูด แต่ถูกหาว่าพูด?

หรือว่าความจริงก็ห้ามพูด?

ตกลงจะพิสูจน์ความจริงในเรื่องที่พูด

หรือจะพิสูจน์ว่าไม่ได้พูด

หรือจะพิสูจน์ว่า "พูดถูกแล้ว แต่บังเอิญพูดดังไปหน่อย"

หรือว่าจะพิสูจน์ว่า กูใหญ่กว่ามึง

...........
คิดทางบวก

อยากให้พี่ดา ทำบันทึกลับ เรื่อง การพิจารณาลับ ออกเผยแพร่ลับๆ เป็นตอนๆ ไป คนก็จะได้อ่านแบบลับๆ

๑.

๑. รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันบ่งชัดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุดทีคนไทยต้องเคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ความผิดจากการล่วงละเมิดมีโทษอย่างใดเป็นดังแจ้งแล้ว
๒. ถามว่ารธน. ฉบับนี้ประชาธิปไตยไหม ฟันธงได้เลยว่า ๑๐๐% เพราะในที่ประชุมสภาทั้ง๒ เสียงส่วนใหญ่ ยอมรับ เสียงส่วนน้อย(ย่อมมีบ้าง-อาจไม่ออกเสียง) เมื่อแพ้เสียงส่วนใหญ่ ตรงไหนที่มิใช่ ประชาธิปไตย ?
๓. คัมภีร์คริสต์โบราณ ผู้เผยแผ่ศาสนาเชื่อว่า โลกแบน โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล พระอาทิตย์เป็นบริวารโลก คนก็เชื่อกันมาแล้ว จนกาลิเลโอ-โคเปอร์นิคัส ค้นพบว่าโลกกลม และดวงอาทิตย์ เป็นศูนย์กลางจักรวาล กว่าผู้นำศาสนาจะยอมรับ ต้องใช้เวลานานทีเดียว
๔. บัญญัติใน รธน. ก็เช่นกัน บางอย่างเป็นเรื่องความเชื่อแต่โบราณ ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ แต่คนส่วนน้อยกว่าไม่ยอมรับ แม้จะเป็นเหตุเป็นผล พิสูจน์ทราบได้ก็ตาม แต่จะนานแสนนานเท่าใดความจริงย่อมเป็นความจริง ซึ่งตรงหลัก"ไตรลักษณ์" ในพุทธศาสนา ที่ว่า อัตตา(ความเป็นตัวตน)ไม่มีอยู่จริง ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็น อนัตตา(ความไม่ใช่ตัวตน)ทั้งสิ้น แต่เพราะมิจฉาทิฎฐิ(ความเห็นผิด) ปิดบังเขาอยู่ ตราบเมื่อสัมมาทิฎฐิเกิดเมื่อใด เขาย่อมรู้ว่า ทุกสิ่งล้วน อยู่ในกฎธรรมชาติ ในรูป อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกขัง(ทนสภาพเดิมไม่ได้) และอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตนที่จะบังคับได้) ซึ่งผู้ศึกษาในพุทธศาสนาเท่านั้น ที่จะพบความจริงเช่นนี้ได้ แม้จะอยู่ในโลกแห่งมิจฉาทิฎฐิของคนส่วนใหญ่ ของโลกใบนี้ ก็จะมีชีวิตอย่างสบายตามสมควร ด้วยความเพียร ความอดทน และการได้กัลยาณมิตรที่ดี เท่านั้น
๕. คุณดา ฯก็อยู่ในกฎนี้เช่นกัน แม้จะอุปมาอุปมัยอย่างไร เมื่อกฎหมายอยู่ในมือฝ่ายมีอำนาจ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทั้งๆที่เบื้องบน ไม่มีส่วนรับรู้ด้วยเลย เป็นปัญหาทางการเมือง ที่ทหารอ้างเป็นทฤษฎี การปฏิวัติ ทั้ง๑๗ ครั้ง และมีต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าไตรลักษณ์ จะปรากฎ มี ๓ ประเด็นหลักๆทางการเมือง ที่คณะปฏิวัติ ปฏิรูป รัฐประหาร อ้างอิงประจำ คือ การดูหมิ่นเบื้องสูง๑ การทุจริตคอรัปชั่น๑ และการแทรกแซงของนักการเมืองในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง๑
๖. อธิปไตยในพุทธศาสนา ๓ รูปแบบ ที่ผู้มีปัญญาควรเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยไม่ชักช้า
๖.๑ อัตตาธิปไตย เป็นการบริหารการปกครอง สมัยพระราชามีอำนาจสูงสุด ที่จะให้คุณให้โทษ กับผู้ใต้ปกครองได้ เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ เช่นกษัตริย์อินเดียสมัยพราหมณ์ มีบทบาทในการบัญญัติความดีความชั่ว ที่ผู้ใต้ปกครองต้องยอมรับ มีการแบ่งชั้นวรรณะ ๔ ระดับอย่างชัดเจน ไตรลักษณ์ ปรากฎเมื่ออังกฤษซึ่งมี"อัตตาธิปไตย" อีกรูปแบบหนึ่งเข้ายึดครองด้วยศาสตราวุธ และศาสนาที่เข้มแข็งกว่า แม้ดูเหมือนจะให้เสรีภาพแก่อินเดีย แต่ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุนิยม อังกฤษ สามารถกวาดต้อนความคิดคน ๓ ระดับต้นๆ(กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์)ไปเป็นพรรคพวก อย่างเต็มรูปแบบ เหลือแต่ชนระดับ๔ ซึ่งดำรงเอกลักษณ์อินเดีย สมบูรณ์แบบ
๖.๒ โลกาธิปไตย เป็นการบริหารการปกครองโดยความคิดของคนส่วนใหญ่(ประชาธิปไตย) ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่"ไม่ได้ดวงตาเห็นธรรม" จะมีความปรารถนาหลักๆ คือ รักตัวกลัวตาย(อยากมีอายุยืน)๑ และความสุขสบาย๑ ซึ่งรูปแบบที่ชัดเจนคือ ทุนนิยม บริโภคนิยม เสรีนิยม หรือ"เงินคือพระเจ้า"
๖.๓ ธรรมาธิปไตย เป็นการบริหารการปกครองโดยผู้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาโดยฝึกจิตวิญญาณ ถึงระดับ "อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น" ถ้าเป็นผู้ครองเรือนจะเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง สามารถใช้สติปัญญาบริหารบ้านเมืองอย่างเป็น"ปกติสุข" ถ้าเป็นนักบวช ย่อมเข้าถึงพระอรหันต์ พร้อมที่รักษาพระศาสนาให้ยั่งยืนตราบนิรันดร์ เป็นประโยชน์ต่อโลก ไม่มีประมาณ
๗. อธิปไตยทั้ง ๓ รูปแบบ มีรูปแบบเดียว ที่จะนำพาบ้านเมือง สู่ ปกติสุขด้วยศีล สงบสุขด้วยสมาธิ และบรมสุขด้วยปัญญา นั่นคือรูปแบบ"ธรรมาธิปไตย" ส่วนอีก ๒ รูปแบบ ทั้งอัตตาธิปไตย และโลกาธิปไตย ยังอยู่ในวัฎฎสงสาร หรือสังสารวัฎฎ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดแห่งกิเลสน้อยใหญ่ ทั้งปวง ธรรมดา ธรรมชาติ ปกติของมันเป็นเช่นนั้น เพราะสุขผูกติดกับวัตถุธรรมภายนอก ที่ปุถุชน จะต้องแข่งขันให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีกว่าคนอื่นๆ เมื่อมีโอกาส และไม่มีคำว่า"พอ"

โธ่ดาหมิ่นสถาบันชาวบ้านรู้ทั่

โธ่ดาหมิ่นสถาบันชาวบ้านรู้ทั่วแล้วยังไม่ยอมรับผิดสมัยก่อนเขาตัดหัว 7 ชั่วโคตแล้วยังดีที่ปัจจุบันระบบกฏหมายไทยโทษไม่แรงไม่งั้นจะได้ไปช่วยแห่หัวคนหายแล้ว
พูดกับกระบือแดงยังไงก็เป็นกระบือเพราะเป็นประเภทเหง้าบัวอยู่ในตมเป็นพวกน้องเพ็นน้องดาตอร์ปิดาพี่ใจอ้่ายไข่นุ้ยที่เคยเจอคดีหมิ่นสถาบันเขาขออภัยโทษให้มันยังไม่ก้มห้วคารวะคุณท่านเลยพวกพ่ออ้ายแดงรักสถาบันยังไงกระบือบ้านข้าก็ไม่เห็นหรอกว่ามันจะจงรักภักดีไม่อย่างนั้นมันจะเผากทม. ขณะที่นายใหญ่ช้อปปิ้งดูไบกับเมียที่อย่าแล้วยิ้มย่องผ่องใสให้สัมภาษณ์ว่าข้าพเจ้าไม่เกี่ยวพวกอ้ายแดงทำกันเองและล้มการประชุมนานาชาติจะจับผู้นำต่างชาติ 10 กว่าประเทศเป็นตัวประกันทำไมทำให้ผู้นำต่างชาติด่าไทยเช็ดและยังตั้งใจฆ่านายกกะจะเอาให้ตายดีที่มีรถกันกระสุน
พวกนี้มันยังออกหน้าออกตาได้ทั้งที่มันควรจะถูกประหารถ้าเป็นต่างชาติก็ถูกแขวนคอไปหมดแล้ว อย่าบอกว่าพวกนี้รักชาติมันจงรักภักดีกับอ้ายเหลี่ยมมากกว่าสถาบันรับตังส์มาเคลื่อนไหวพวกนี้จะมีอะไรดีนอกจากหนักแผ่นดินเท่านั้น

สมควรล่ะครับ พูดไม่คิดเอง

สมควรล่ะครับ พูดไม่คิดเอง หมิ่นในหลวงเองนิ ลืมบอกวีระ แกนนำก็เคยโดนจับฐานหมิ่นในหลวงเหมือนกันน่ะ แต่พี่แก
ถวายฏีกาขออภัยโทษ เห้อทำไมถึงได้หมิ่นในหลวงกันจัง ติดคุกให้หมดอ่ะดีแล้ว

หรือว่าแผ่นดินนี้บ่แม่นของพวก

หรือว่าแผ่นดินนี้บ่แม่นของพวกเฮา แล้วมันเป็นของไผ เป็นของอำมาตย์สามานหรือ จะให้เฮาเป็นทาสอีกกี่ชั่วโครตและถูกกระทำเยี่ยงทาสนานเท่าได๋ นี่ก็ถูกสูบเลือดทุกทางอยู่แล้วยังจะมากักขังอิสระภาพอีก เหลือทนจริงๆ เฮารอวันล่มสลายของเจ้า จะรอ จะรอวันนั้นแม้ว่าจะถูกกระทำยำยีแค่ไหน สีทนได้ ให้กำลังใจนะดา วิญญาณเหล็ก

โกหก

โกหก เห็นหลายคนยังอยู่ในคุกอยู่แล้ว ลดโทษจำคุกแค่นั้นเองไม่ได้อภัยปล่อยตัวเขา ทีต่างชาติปล่อย

เยอะอยู่

เยอะอยู่ หลายคนน่าสงสารเห็นใจมาก เปิดไปแล้วเจอ หาอีกทีไม่เจอแล้ว ไม่รู้อยู่เวปไหน ว่าจะprint ไปให้เพื่อนอ่าน
เดี๋ยวจะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก เดี๋ยวจะส่งตังส์ไปให้ลูกเขา เห็นพ่อยังอยู่ในคุกเลย อีกนานด้วย ทั้งที่เรื่องถูกหมิ่น ดูแล้วก็ไม่น่าถือสากันก็ได้ อันนี้พูดถึงชาวบ้านปกติ ชาวพุทธที่มีเมตตานะ

คนเป็นสัตว์เลือดอุ่นชนิดหนึ่ง

คนเป็นสัตว์เลือดอุ่นชนิดหนึ่ง
แต่มนุษย์คือคนที่พัฒนาประเสริฐแล้ว
คุณพเยาว์ คุณเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่คลานสี่เท้า