วัฒนธรรม อุดมการณ์ และความไม่เข้าใจกัน

มีเรื่องเล่าแนวตลกทางชนชั้นและชาติพันธุ์ที่ขำไม่ค่อยออก และน่าพิจารณาอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง เรื่องมีว่า มีคุณลุงคนหนึ่งไม่ค่อยสบายเลยไปหาหมอ หมอก็ตรวจอาการแล้วก็พอจะเข้าใจได้ทั้งจากสรีระที่ปรากฎของคุณลุงและจากการตรวจตามหลักวิชาแพทย์ ว่าอาการแบบนี้คืออาการที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ หมอจึงแนะนำคุณลุงว่า “ลุงต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่นะครับ แล้วลุงจะแข็งแรงขึ้นเอง”

คุณลุงหายไป 2 วัน แล้วกลับมาหาคุณหมอใหม่พร้อมกับคำพูดแบบยอมจำนนว่า “หมอครับ ลุงกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ไม่ไหวหรอก วันนึงคนเรากินข้าวแค่ 3 มื้อ ตอนเช้าลุงไปกินที่บ้านหมู่ 1 ตอนกลางวันกินที่บ้านหมู่
2 ตอนเย็นกินที่บ้านหมู่ 3 แล้วที่หมู่ 4 หมู่ 5 ลุงจะไปกินตอนไหน แล้วมันก็ไกลจากหมู่ 2 ที่ลุงอาศัยอยู่ด้วย”
 
อย่างนี้เราจะเข้าใจว่ายังไง ภาษาที่หมอพูด ไม่ได้แตกต่างจากภาษาที่ลุงพูดและเคยฟังมาทั้งชีวิต แต่ความหมายที่หมอพูดถึง มันแตกต่างจากความหมายที่ลุงรับรู้โดยสิ้นเชิง
 
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรทำให้เราเข้าใจไม่เหมือนกัน จนถึงอาจไม่เข้าใจกัน ทั้งๆ ที่พูดบนพื้นฐานของเรื่องราวเดียวกัน ในภาษาเดียวกัน
 
ภาษาเป็นตัวกลางการสื่อสาร แต่วัฒนธรรมเป็นตัวกำกับความคิดและอุดมการณ์ของบุคคล แต่หากพูดตามแนวภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง การคิด-เราคิดบนพื้นฐานของภาษา นั่นหมายความว่า ภาษาก็ยังทำหน้าที่กำกับอุดมการณ์ความคิดไปด้วยในคราวเดียวกัน มันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ตัวกลางอย่างเดียวเท่านั้น
 
ภาษาที่หมอใช้ กับภาษาที่ลุงใช้เป็นภาษาเดียวกัน แต่วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมของหมอกับของลุง ไม่ใช่วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมเดียวกัน เมื่อภาษาที่หมอใช้เป็นภาษาที่มีกรอบคิดของความหมายภายใต้วิถีชีวิตแบบเมืองที่ไม่
ผูกพันอยู่กับ “หมู่” ที่เป็นหมู่บ้าน และคุณลุงก็ใช้ภาษาที่มีกรอบคิดทางวัฒนธรรมของความหมายภายใต้ชีวิตแบบบ้าน ๆ ที่ไม่สัมพันธ์อยู่กับหมวดหมู่ของอาหาร ภาษาเดียวกัน แต่กรอบคิดของความหมายทางวัฒนธรรม
ที่ต่างกัน จึงไม่ทำให้เข้าใจกัน และมีอาการขำเกิดขึ้น หากแต่หลายปรากฎการณ์ความไม่เข้าใจกันไม่ก่อให้เกิดอาการขำ แต่นำไปสู่ความรุนแรง!!
 
ความแตกต่างทางความคิดเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป และนักวิชาการหลายท่านก็มองเห็นประโยชน์ของความแตกต่างทางความคิดและเสนอว่า มันอาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวต้องยืนอยู่บนฐานคติปลายทางร่วมกันบางชุด และในบริบททางสังคมบางแบบที่ยืนอยู่บนฐานของข้อมูลและการตัดสินใจอย่างรอบด้าน และไม่อคติ
 
เมื่อความแตกต่างทางความคิดเคลื่อนย้ายยกระดับมาเป็นความแตกต่างทางอุดมการณ์ ความแตกต่างเหล่านั้นก็ยากที่จะประสานหรือพูดคุย เพราะถึงแม้จะคุยอยู่บนเรื่องเดียวกัน การกระทำแบบเดียวกัน ความ
รุนแรงใกล้เคียงกัน เรียกร้องแสดงตนด้วยวิธีการเดียวกันก็ตาม ก็ไม่มีทางที่จะเห็นหรือเข้าใจตรงกันได้ เพราะในระดับอุดมการณ์มันไม่อนุญาตให้มีการประนีประนอมยอมความกับความเป็นอื่น ซ้ำร้ายมันกลับบังคับให้
พวกเขาคิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้น “ถูกต้อง”
 
เราใช้ภาษาเป็นตัวแทน “ความจริง” ของโลกภายนอก แต่ถ้าโลกภายนอกที่เราเข้าใจมันเป็นคนละเรื่องกัน ภาษาเดียวกันที่เราใช้ก็ไม่อาจแทนความจริงให้เข้าใจกันได้ เช่น “หมู่” ของคุณหมอกับของคุณลุง
 
การอยู่ในโลกแห่ง “สี” ที่แตกต่างกันถือเป็นการรับรู้ความจริงของโลกที่เป็นโลก(ทัศน์)ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อเสพกันเอง ทั้งการผูกเรื่อง สร้างเรื่อง การตีความพฤติกรรมความรุนแรงในเชิงบวก (ช่วยชาติประชาธิปไตย) การกระทำและการอธิบายของพวกเขาจึงไม่สามารถทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ เพราะความจริงที่คนทั่วไปรับรู้ เป็นความจริงคนละเรื่องอันเกิดจากโลกทัศน์คนละชุดกัน คนทั่วไปเข้าใจโลกความจริงตามที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ โดยไม่ได้ปรุงแต่งเพื่อการส่งผ่านให้สาวกรับรู้ในลักษณะหวังผลแบบที่คนขั้วต่างๆ ปฏิบัติกันอยู่ คนทั่วไปมองภาพบุคคลว่ามีอยู่ 2 ด้านทั้งด้านบวกและด้านลบ และแบ่งแยกพฤติกรรมพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป แต่คนที่อยู่ในอำนาจแห่ง “สี” ที่ต่างกันต่างแย่งกันให้ภาพบุคคลบางคนเพียงด้านเดียว คือบวกอย่างเดียวหรือลบอย่างเดียว ซึ่งมัน “เหนือจริง”
 
การนำเสนอความคิดที่เป็น “ตัวแทนความจริง” อย่างเหมาะสมจึงหาได้ยากยิ่งในภาวการณ์ขณะนี้
 
ความแตกต่างทางความคิดของบุคคล กลุ่มคน ที่เป็นอยู่จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ เพียงแค่การได้รับข้อมูล การวิเคราะห์จากประสบการณ์ หรือความเชื่อที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่มันยังห้อมล้อมไปด้วยสำนึกทางชนชั้น อคติทางชาติพันธุ์ การกำหนดความเป็นกลุ่ม/พวก และผลประโยชน์ เมื่อความแตกต่างทางความคิดทำงานโดยมีปัจจัยประกอบร่วมหลายอย่าง ผลของการตัดสินใจเชื่อ ยอมรับหรือปฏิเสธ จึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่บริสุทธิ์ และมีอคติที่แวดล้อมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
 
เราจึงพบว่า การตัดสินใจแบ่งข้างแยกขั้วที่เกิดขึ้น ไม่สามารถประนีประนอมกันได้ เพราะไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ต้องนำมาแสดงต่อกัน แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานของอุดมการณ์ความเป็นพวกซึ่งมันอุดมไปด้วยอคติของการไม่ยอมรับความถูกผิด สิ่งที่พบได้บ่อยคือ เมื่อกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามของอุดมการณ์เสนอสิ่งใดมา มักจะไม่เป็นที่ยอมรับและมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงจากอีกกลุ่มหนึ่ง แต่หากข้อมูลชุดเดียวกันการกระทำอย่างเดียวกันแต่เปลี่ยนมาเสนอจากฝ่ายเดียวกัน กลับได้รับการยอมรับอย่างเปิดเผย ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างดาษดื่นทั้งท้องถนน และรัฐสภา
 
เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมืดบอดของความคิดอันเกิดขึ้นจากการครอบงำของอุดมการณ์ และการสร้างจิตสำนึกที่ผิดพลาดเข้าครอบครองความเป็นกลุ่มจนไม่สามารถเปิดโอกาสให้มีการแตกแถวทางความคิด อันจะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ หรือสมานฉันท์ได้
 
การสร้างกรงขังทางความคิดให้กับกลุ่มอาจทำให้สมาชิกมีความรู้สึกถึงความเป็นพวกและมีพื้นที่ที่มั่นคงก็จริง แต่มันก็ทำให้เราต้องแลกกับความ “แตกแยก และ ไม่เข้าใจกัน” เราจะพัฒนาสังคมของเราไปในทิศทางนั้นหรือ?

 

A good and smooth article. It

A good and smooth article.

It is so nice to start my morning with the author, may love be with you and with us.

Thanks.

BMW, ......LOVE.. HATE OR

BMW,

......LOVE.. HATE OR LANGUAGE?

It is a powerful mind one must learn how to take control..oneself.

มิใช่ไม่มีอุดมการณ์ที่แตกต่าง

มิใช่ไม่มีอุดมการณ์ที่แตกต่าง
ให้เปรียบเทียบเพื่อเลือกข้างเลือกทางได้
อุดมการณ์ศักดินา+อำมาตยาธิปไตย
หมดสมัยที่เราจะก้าวตาม

หนึ่งประเทศสองรัฐสองสังคม
ไม่เหมาะสมควรเราต้องก้าวข้าม
สู่หนึ่งรัฐหนึ่งสังคมอุดมงาม
ตามนิยาม "ก้าวหน้า" ประชาธิปไตย

เงียบสงบ พรุ่งนี้เราก็จะมีข่า

เงียบสงบ

พรุ่งนี้เราก็จะมีข่าวหมาอัจฉริยะ มาถกกัน

แล้วก็ข่าวสีแดงให้อภัย....ทุกฝ่าย

แล้วก็แยกย้ายหลุมใครหลุมมัน

แล้วพวกเราก็...น้ำลายบูด

อิ อิ

สวัสดีค่ะอ.ธันวา ได้อ่านบทควา

สวัสดีค่ะอ.ธันวา

ได้อ่านบทความนี้แล้ว อยากเข้าไปฟังในชั้นเรียนด้วยจัง เป็นบทความที่ดีมากค่ะ
อันที่จริงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการยุติความขัดแย้งคือ การยอมรับความต่างของกันและกันและสร้างความต่างให้เป็นพลังที่สร้างสรรค์ แต่เรื่องนี้สังคมไทยยังขาดอีกมาก อาจจะร่วมถึงทั้งโลกก้ได้ เราอาจจะต้องไปเริ่มลงหลักสูตรการยอมรับความแตกต่างตั้งแต่อนุบาล จึงจะช่วยให้สังคมไทยรอดพ้นจากยุติมืดนี้ได้

แลกเปลี่ยนแค่นี้ก่อนนะคะอาจารย์ ถ้าได้มีโอกาสจะเข้าไปเยี่ยมเยียน

โบว์ 42!

ผมว่าบ้านเมืองมีปัญหาวุ่นวายม

ผมว่าบ้านเมืองมีปัญหาวุ่นวายมาจากสัดส่วนโครงส้รางการแบ่งปันผลประโยชน์แห่งชาติไม่ตรงตามโครงสร้างที่แท้จริง คิดดูนะครับ ชนชั้นสูง ศักดินา ข้าราชการบำนาญ เป็นกลุ่มที่1 นายทุน นักธุรกิจ กลุ่มที่2 ข้าราชการ ครู กลุ่มที่3 ประชาชน ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา กลุ่มที่ 4 แต่การจัดสรรไม่มีผู้แทนตามสัดส่วน เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนในรัฐสภา ความไม่สำเร็จเนื่องจากให้ผู้แทนที่มาจากพรรคนายทุน พรรคศักดินา เมื่อเข้าไปเป็นตัวแทนไม่ได้ทำหน้าที่ให้ชนชั้นที่ไม่มีที่นั่งในสภา เพราะในสภามีแต่ที่นั่งของพรรคศักดินา และพรรคนายทุน ต่างก็ทำประโยชน์ให้ต้นสังกัด หมากินข้าวบ้านไหนก็เห่าให้แต่บ้านนั้นก็แค่นั้นจริงๆ ปัญหาของประเทศอยู่ที่โครงสร้างไม่ถูกต้อง คนสองกลุ่มยังต้องการเป็นพี่ที่ใจดี อยากทำโน้นทำนี้ให้พวกที่ไม่มีสัดส่วนในรัฐสภา ไม่ได้ก็หาทางคว่ำฝ่ายบริหารทำให้คนสองกลุ่มทะเลาะกันล้นออกมานอกสภา การจัดสรรผลผลิตแห่งชาติให้ลงตัวได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นความสงบสุขจึงจะเกิด ปัญหาของชาติมาจากนักการเมือง ปัญหาของนักการเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัวเรื่องอุดมการณ์ ประชาธิปไตยแค่กุศโลบายหลอกให้คนออกมาเป็นพวก และคนที่ถูกหลอกออกมาเป็นพวกนั่นแหละคือพวกถูกนักการเมืองทำนาบนหลังคน ดูวิธีการประกันพืชผลก็รู้เช่นเห็นชาติแล้ว