เลิกจ้างไทรอัมพ์ 1,959 คน “แรงงานไม่ Sensitive... ไม่เข้าใจความเป็นนายจ้างจริงหรือ?”

ความเดิมเมื่อปีที่แล้วที่คนงานบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กว่า 3,000 คน (ซึ่งทำการผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำให้แก่บรรษัทข้ามชาติจากประเทศเยอรมนี ยี่ห้อไทรอัมพ์ (Triumph), วาเลนเซีย (Valinsere), สล็อกกี้ (Sloggi), อาโม (AMO) และออม (HOM) เป็นต้น) ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งประเทศไทยของตนเอง ด้วยการเรียกร้องให้รับประธานสหภาพแรงงานของตนเองกลับเข้าทำงาน เนื่องจากถูกนายจ้างฉวยโอกาสเอากระแสทางการเมืองมาเป็นเหตุในการเลิกจ้าง พร้อมทั้งเรียกร้องให้เอาผู้บริหารที่ไม่มีแรงงานสัมพันธ์ที่ดีและมีพฤติกรรมที่ต้องการทำลายสหภาพแรงงานออกไป [1] โดยมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำลายสหภาพแรงงาน การเคลื่อนไหวครั้งนั้นเป็นการผละงานออกมาชุมนุมหน้าโรงงานและเคลื่อนไหวถึง 46 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 12 กันยายน 2551

มาถึงวันนี้ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏอีกครั้ง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์การดำรงอยู่ของกระบวนการทำลายสหภาพแรงงานดังกล่าว จากการที่นายจ้างได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานของบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1,959 คน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่ศูนย์ประชุม BITEC บางนา

จากจดหมายบอกเลิกจ้าง (TH-Int-005a v.3) ที่ส่งให้พนักงานแต่ละคนเปิดลุ้นดูในวันดังกล่าวนั้น ทำให้เห็นเหตุผลของการเลิกจ้างคนงานจำนวนมากครั้งนี้ว่า “ต้องการปรับปรุงโครงสร้างกิจการและลดกำลังการเย็บที่โรงงานบางพลีประมาณ 50 % ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างกิจการทั่วโลก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ตลอดจนความต้องการโดยรวมของผู้บริโภคและคำสั่งซื้อสินค้าที่ลดลง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ไทรอัมพ์จะต้องดำเนินการเพื่อให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุนแรงนี้” นี่เป็นเหตุผลของการเลิกจ้างแรงงานไทรอัมพ์ครั้งใหญ่ทั้งที่บางพลีและฟิลิปปินส์ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งในภูมิภาค มีแรงงานราคาถูก

หลังการเลิกจ้างดังกล่าวนางอัมพร นิติสิริ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (โปรดฟังอีกครั้งว่า “คุ้มครองแรงงาน”) ก็ออกมากล่าวว่า “นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อพัฒนาองค์กร หรือรักษาสภาพการจ้างของบริษัทไว้” [2] ขณะที่ในวันต่อมา (30 มิ.ย.52) นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยได้ออกมาพูดถึงการเลิกจ้างแม้จะไม่เกี่ยวกับกรณีไทรอัมพ์โดยตรง แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจคือทางรองประธานกรรมการหอการค้าได้กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ประกอบการไทยว่า “ทางหอการค้าไทยมีความเป็นห่วงปัญหาการปลดคนงานในขณะนี้ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตหากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น การฝึกแรงงานใหม่เป็นเรื่องยากและใช้เวลา ดังนั้นรัฐบาล จึงต้องให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการปลดคนงานหรือหากจำเป็น ก็ควรจะปลดให้น้อยที่สุด โดยขณะนี้คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเริ่มกลับมามากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง” [3]

แม้คำกล่าวของทั้ง 2 ท่านจะมองแรงงานเป็นแค่เพียงกำลังแรงงานในองค์กรหรือระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมองข้ามความเป็นมนุษย์เหมือนกันก็ตาม แต่คำกล่าวของฝ่ายหลังดูจะมีท่าทีห่วงใยลูกจ้างหรือ “คุ้มครองแรงงาน” และเล็งเห็นถึงปัญหาภาพรวมของสังคมมากกว่าฝ่ายแรกที่มีจุดยืน “คุ้มครองนายจ้างมากกว่า” และมองเฉพาะจุดของปัญหาซึ่งไม่น่าจะเป็นความเห็นของกรมที่มีหน้าที่ดูแลแรงงานในภาพรวมของประเทศ

ดังนั้นกรณีการเลิกจ้างนี้จึงมีจุดสังเกตที่น่าสนใจ คือ แสดงถึงความไม่มั่นคงในชีวิตของชนชั้นแรงงาน ซึ่งทำให้แรงงานต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสหภาพแรงงานและความมั่นคงในชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ ที่ว่า เกิดจากความไม่เข้าใจกัน อาจจะเรียกในทำนองว่าแรงงานไม่ Sensitive... ไม่เข้าใจความเดือดร้อนของนายจ้าง (อย่างเพลงดาวมหาลัย) ดังนั้นผู้เขียนจึงขอยกกรณีศึกษาไทรอัมพ์เพื่อแสดงถึงความไม่มั่นคงในชีวิตของแรงงาน แม้คุณจะอยู่ในบริษัทที่คิดว่ามั่นคง เพื่อพิสูจน์ว่านายจ้างหรือนายทุนมองวิกฤติเป็นโอกาสเสมอ ภายใต้สโลแกน “ต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุด” ดังนั้น

ไม่มีสัจจะภายใต้ สโลแกน “ต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุด”

เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้วที่ไทรอัมพ์จัดงาน “Triumph Swimwear 2009 Collection “Rhythm of The City” [4] โดยมี เก๋ ชลลดา – ทาทา ยัง ประชันความเซ็กซี่ในชุดว่ายน้ำครั้งแรก และในงานดังกล่าวมีการเปิดประมูลชุดว่ายน้ำประดับคริสตัลสุดหรู ยอดพุ่งถึง 100,000 บาท โดย จักร เฉลิมชัย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า “เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า ไทรอัมพ์เป็นแบรนด์ชุดว่ายน้ำอันดับหนึ่งของไทย..” และในงานดังกล่าวยังเป็นการเปิดตัวคอลเลคชั่นชุดว่ายน้ำจำนวนมาก ในขณะที่การเลิกจ้าง 1,959 คนในครั้งนี้ ส่วนที่ถูกเลิกจ้าง 100 % เป็นส่วนที่ผลิตชุดว่ายน้ำและในส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่มีสมาชิกสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งที่สุด [5] ตามที่ทางสหภาพยืนยัน

นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางบริษัทยังยืนยันอีกครั้งโดย จักร เฉลิมชัย กล่าวว่า “บริษัทแม่ในประเทศเยอรมนีมองปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ เพราะบริษัทแม่มีเงินลงทุนสูง และคาดว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะ มีระยะเพียง 1-2 ปี ในขณะที่ การลงทุนของบริษัทเป็นการลงทุนระยะยาว 3-5 ปี ดังนั้น ในปีนี้วางแผนขยายสาขาทั้งหมด 25 สาขา ใช้เงินลงทุนประมาณ 45 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าเมื่อปัญหาภายในเรื่องการหยุดงานของพนักงานจบลงแล้ว จะทำให้ยอดขายของบริษัทปีนี้จะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% จากปกติที่บริษัทจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8-12% นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ทุกๆ 3 เดือน ร่วมกับการจัดโปรโมชันลดราคา การจัดอีเวนต์ การจัดแฟชั่นโชว์ขนาดเล็ก ณ จุดขายต่างๆ ด้วยงบส่งเสริมตลาด 50 ล้านบาท จากงบรวมของบริษัท 70 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา” [6]

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ประสบภาวะวิกฤตทางการเงินเพราะ “บริษัทแม่มีเงินลงทุนสูง” และจากเอกสารจดหมายเลิกจ้างที่กล่าวมาข้างต้นก็ไม่ได้กล่าวถึงการประสบภาวะทางการเงิน เพียงแต่อ้าง “ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก” ในขณะที่อีกทางหนึ่งบริษัทกลับมองว่า “ยอดขายของบริษัทปีนี้จะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% จากปกติที่บริษัทจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8-12%” จึงเป็นการยืนยันและแสดงถึงความไร้ซึ่งชอบธรรมจากความไม่มีสัจจะภายใต้ สโลแกน “ต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุด” เพราะนายทุนจะมองเห็นโอกาสในวิกฤติเสมอ ดังคำที่ทางบริษัทนี้กล่าวไว้จริงๆ ที่ว่า “บริษัทแม่ในประเทศเยอรมนีมองปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้เป็นโอกาส...”

รัฐเป็นกลางจริงหรือ

แม้ว่า ชนชั้นนายทุนทั่วโลกจะพยายามสร้างให้รู้สึกว่า รัฐในสังคมเสรีประชาธิปไตยมีความเป็นกลาง เป็นพียงผู้ดูแลกติกา ไม่สังกัดชนชั้นใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกรณีไทรอัมพ์ฯ และกรณีอื่นๆ ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ารัฐไม่มีความเป็นกลาง แม้กระทั้งเจ้ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน กระทรวงที่แรงงานเรียกร้องมายังมีท่าทีที่คุ้มครองนายจ้างมากกว่า

นอกจากนี้กรณีบริษัทไทรอัมพ์นั้นยังได้รับการสนับสนุนในการย้ายฐานการผลิตไปในที่ๆ มีแรงงานราคาถูกและไม่มีสหภาพแรงงานจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตามรายงานข่าวระบุว่า เป็นผู้ผลิตชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ ที่มีกำลังผลิตเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ภายใต้ แบรนด์ “ไทรอัมพ์” และเป็นผู้ผลิตใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเพื่อขยายการลงทุนผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปในประเทศไทยเพิ่มเติม เช่น ชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ ผ้าพันคอ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิตปีละ 2,000,000 ชิ้น เงินลงทุนทั้งสิ้น 75.5 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ [7] ทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตด้วยการซื้อที่ดินและสร้างโรงงานที่ได้มาตรฐานรองรับการผลิตได้เต็มที่ได้ถึง 2,000 คน ในปีที่ผ่านมา โดยในปัจจุปันก็มีคนงานถึง 1,000 กว่าคน [8]

ทั้งๆ ที่เมื่อพิจารณาจากนโยบายของ BOI แล้วจะพบว่าไม่มีนโยบายส่งเสริมธุรกิจดังกล่าว โดยนโยบายของ BOI [9] ประกอบด้วย

1. นโยบายส่งเสริม สนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตรไทย โดย BOI เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษเพื่อส่งเสริม สนับสนุนและเสริมสร้างพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรไทยอย่างครบวงจร

2. นโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยใช้ STI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ BOI ปรับนโยบายส่งสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Skill Technology & Innovation-STI) โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีแก่โครงการที่มีการพัฒนาด้าน STI

3. แนวทางการส่งเสริมกิจการซอฟต์แวร์ เพื่อปรับประเภทกิจการซอฟต์แวร์ใหม่โดยเน้นการให้การส่งเสริมเป็นกลุ่มธุรกิจ แทนที่จะเป็นลักษณะการทำงาน (Activity Group) เพื่อดึงดูดกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ของประเทศในอนาคต เพิ่มสิทธิประโยชน์และยกเลิกเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ

4. สุดท้ายนโยบายส่งเสริม สนับสนุน SMEs ไทย โดย BOI ปรับบทบาทการส่งเสริมการลงทุนแก่ SMEs ไทย ตามยุทธศาสตร์การพัฒนา SMEs ของรัฐบาล เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีและลดเงื่อนไขให้เอื้อแก่กิจการเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ยืนยันถึงความไม่เป็นกลางของรัฐในเชิงพฤติกรรมผ่านตัวแสดงจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจและในเชิงโครงสร้างและนโยบาย ที่ส่งเสริมให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งแรงงานราคาถูก ไม่มีสหภาพแรงงาน (สวรรค์ของนักลงทุน) ขณะเดียวกันก็หยิบยื่นโอกาสในการเลิกจ้างแรงงานอายุมาก แรงงานที่ต่อสู้เพื่อได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น ทำลายสหภาพแรงงาน ทั้งๆ ที่เงินสนับสนุนนั้นมาจากภาษีของประชาชนโดยที่นายทุนที่ได้รับการส่งเสริมก็มักจะได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี [10] ด้วยซ้ำไป ตามนโยบายสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรของ BOI

อีกทั้งการเลิกจ้างถึงเกือบ 2 พันคนกรณีไทรอัมพ์และที่อื่นๆ ที่ยังมีในขณะนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของรัฐบาลไทยที่นำโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มักจะชูภาพของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจรุ่นใหม่ พร้อมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ของพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลดังกล่าวยังแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนระยะ 1 ปี ในเรื่องของการรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ได้เสนอให้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม โดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน [11] แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่สำคัญถึงความไร้น้ำยาและความไม่เป็นกลางอย่างถึงที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ในรอบครึ่งปีที่มาบริหารประเทศ

มาตรฐานสากลเพียงเสือกระดาษหรือตรายาง

จากกรณีศึกษาไทรอัมพ์ฯ ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสมาชิก ขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1961 ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วรวม 30 ประเทศ องค์กรดังกล่าวมีหลักปฏิบัติที่เรียกว่า OECD Guidelines for MNEs เพื่อให้ธุรกิจข้ามชาติของประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของ OECD ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การจ้างงาน และยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันก็มีนโยบายรักษาเสถียรภาพทางการเงินของโลก เพื่อให้เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก จึงมีการกำหนดพฤติกรรมอันพึงประสงค์ 8 ประการ ที่ธุรกิจข้ามชาติควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ [12] ซึ่ง 2 ใน 8 ข้อนั้นคือ

การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure): ธุรกิจควรเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ อาทิ โครงสร้างองค์กร สถานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและสังคมบริเวณโดยรอบองค์กร

การจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ (Employment and Industrial Relations): ธุรกิจควรเคารพสิทธิของลูกจ้าง ปฏิบัติต่อลูกจ้างด้วยความเท่าเทียมกัน ให้ข้อมูลผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจแก่ลูกจ้างและผู้แทน รวมทั้งดูแลสุขภาพ และให้โอกาสแก่ลูกจ้างในการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนียังถูกควบคุมด้วยวิธีการร่วมมือกัน นั่นหมายความว่า ยุทธศาสตร์ของสถานประกอบการไม่ได้ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเพียงด้านเดียว แต่ว่าจากผลประโยชน์จำนวนหนึ่งของตัวแทนผลประโยชน์ทางภาคประชาสังคม สถานประกอบการจะถูกควบคุมโดยคณะกรรมการบริหาร ที่นอกจากตัวแทนจากธนาคารแล้ว ยังมีตัวแทนจากฝ่ายผู้ประกอบการ ผู้แทนจากฝ่ายลูกจ้างและตัวละครจากภาครัฐที่มีบทบาทรวมอยู่ด้วย [13] แต่การปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายระยะยาวของไทรอัมพ์ก็ได้รับการยืนยันจากสหภาพแรงงานแล้วว่าไม่มีการปรึกษาหารือด้วยวิธีการร่วมมือกันและการเปิดเผยข้อมูลใดๆ จากทางบริษัท

เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเสือกระดาษหรือตรายางของมาตรฐานสากลที่ไม่มีผลบังคับใช้จริง นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตที่ทางสหภาพตั้งไว้คือทำไมเป็นแผนการปรับโครงสร้างทั่วโลก ขณะที่ในไทยมีแต่ที่โรงงานในบางพลี ทำไมโรงงานไทรอัมพ์ที่นครสวรรค์กลับมีการเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น โดยการสนับสนุนจาก BOI และทำไมต้องเป็นที่ฟิลิปปินส์กับไทยที่มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง และคนที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นคนงานที่เข้าร่วมต่อสู้กรณี น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานฯ ที่โดนเลิกจ้างไปครั้งที่แล้ว [14]

รวมถึงทำไมบอกเลิกจ้าง 50 % แต่จากหนังสือคัดค้านการเลิกจ้างกลับระบุให้เห็นว่า คนงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ เป็นอนุกรรมการและกรรมการสหภาพแรงงานฯ ถึง 13 คนจากกรรมการสหภาพแรงงานทั้งหมด 19 คน ในการเลิกจ้างครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับส่วนของกรรมการสหภาพที่ถูกเลิกจ้างในสัดส่วนเกือบ 70 %

รวมถึงเมื่อพิจารณาจากแถลงการณ์ในการชุมนุมประท้วงและเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์เมื่อปีที่แล้วจะพบข้อน่าสนใจเกี่ยวกับช่วงยื่นข้อเรียกร้องขอปรับสภาพการจ้างของทางสหภาพก่อนที่จะมีการชุมนุมคัดค้านการเลิกจ้างประธานสหภาพ คือ “ช่วงระหว่างการยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพฯ เพื่อขอปรับสภาพการจ้างครั้งที่ผ่านมา ทางฝ่ายผู้บริหารฯ ได้เสนอให้ปรับค่าจ้างตามความต้องการของบริษัทฯ และให้พนักงานรวมทั้งผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพฯ ลงมติรับข้อเสนอของทางบริษัทฯ เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องของทางสหภาพฯ ตกไป โดยมีการขู่ว่าหากไม่รับข้อเสนอตามที่ทางบริษัทฯ เสนอ ทางบริษัทแม่ที่เยอรมนีอาจจะปิดบริษัทที่เมืองไทยแล้วจ้างทำการผลิตแบบเหมาช่วง (Sub-contract) แทน แต่ทางสหภาพฯ ไม่ยินยอมให้กระทำการดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าเป็นกลวิธีของผู้บริหารที่พยายามจะลดบทบาทและความสำคัญของสหภาพแรงงาน ด้วยการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในอนาคตว่าต่อไปบริษัทจะเป็นผู้เสนอการปรับสภาพการจ้างงานเองแล้วให้พนักงานลงมติรับรอง แทนที่ข้อเรียกร้องนั้นจะมาจากความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง” แสดงให้เห็นว่าทางบริษัทมีแผนที่จะเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน พร้อมทั้งลดทอนบทบาทและอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงานมาก่อนหน้านี้แล้วด้วยซ้ำไป

ดังนั้นหากบริษัทมีความจำเป็นในการปรับโครงสร้างจริงก็ควรปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้กับพนักงาน เพื่อการปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างประสิทธิผลตามที่บริษัทกล่าวอ้างโดยวิธีการที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลายสหภาพแรงงานด้วยการเลิกจ้างคนงาน 1,959 คน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บริษัทก็ไม่ได้มีมาตราการอื่นที่จะสร้างประสิทธิภาพด้วยการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนแต่อย่างใด [15] ตัวอย่างของการปรับปรุงโครงสร้างที่สร้างสรรค์ เช่น โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของรัฐบาลไทยที่เคยทำมาเพื่อปฏิรูประบบราชาการ โดยปรับขนาดกำลังคนให้เหมาะสมสอดคล้องกับการพัฒนาระบบราชการ ภายใต้หลักความสมัครใจและความประสงค์ร่วมกันของข้าราชการและราชการ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของข้าราชการและประโยชน์ของทางราชการ

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำกันในประเทศกำลังพัฒนา แต่หากทางฝ่ายนายจ้างที่ได้รับการส่งเสริมโดยรัฐไม่ยอมเลือกทางแก้ปัญหาในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ก็คงหนีไม่พ้นเจตนาตามที่สหภาพกังวลว่าจะเป็นการล้มสหภาพแรงงาน พร้อมทั้งย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งที่มีแรงงานราคาถูกและเปลี่ยนรูปแบบการผลิตแบบเหมาช่วง (Sub-contract) แทน เป็นแน่

สรุป

จากกรณีการเลิกจ้างของไทรอัมพ์นี้แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในชีวิตของแรงงานทุกๆ คนในระบบทุนนิยมเสรี แม้คุณจะอยู่ในบริษัทที่มั่นคงใหญ่โตแค่ไหน เพราะความมั่นคงของต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุดของนายทุนนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ผมเคยมีโอกาสคุยกับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างดังกล่าวหลายคนก็ไม่เคยคิดว่าจะถูกเลิกจ้าง (จึงมีแนวโน้มซื้อของเงินผ่อนและเป็นหนี้ มีเครดิตว่างั้น) นอกจากนี้กรณีของไทรอัมพ์ยังเสดงให้เห็นว่า รัฐในความเป็นจริงแล้วไม่มีความเป็นกลาง มาตรฐานสากลอันสวยหรูเป็นเพียงเสือกระดาษหรือตรายางเท่านั้น ไม่มีสัจจะและความสร้างสรรค์ที่แท้จริงภายใต้ สโลแกน “ต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุด” นายทุนมักมองวิกฤติเป็นโอกาสในการเพิ่มอัตราการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินเสมอ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของแรงงานจึงไม่ใช้เพราะ “แรงงานไม่ Sensitive...ไม่เข้าใจความเป็นนายจ้าง” แต่เป็นเพราะเขา Sensitive และเข้าใจความเป็นนายจ้าง สังคมไทยต่างหากที่ไม่ Sensitive และไม่เข้าใจความเป็นแรงงาน กลับถูกรัฐใช้กระแสหมีแพนด้ากลบเกลื่อนความผิดพลาดของรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งระบบที่กระทบกับคนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจำนวนมากขณะนี้เท่านั้น

เอกสารอ้างอิง

[1] สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ . 2551. แถลงการณ์กรณีการชุมนุมต่อต้านการล้มสหภาพไทรอัมพ์
[2] กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ . ไทรอัมพ์ปลดพนง. 1.9 พันคน ชดเชยตามกม. วันที่ 29 มิถุนายน 2552
[3] กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. หอการค้าวอนรัฐดูแลสภาพคล่องชี้อออเดอร์หาย20% วันที่ 30 มิถุนายน 2552 http://www.bangkokbiznews.com
[4] ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต . เก๋ ชลลดา – ทาทา ยัง ประชันความเซ็กซี่ในชุดว่ายน้ำครั้งแรก!! เปิดประมูลชุดว่ายน้ำประดับคริสตัลสุดหรู วันที่ 11 มีนาคม 2552 ที่มา http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=2A66B2A83413D38DDF2381A68F069390&query=IlRyaXVtcGggU3dpbXdlYXIgMjAwOSI=
[5] ประชาไท. 2552. ไทรอัมพ์เลิกจ้าง พนง. 1,930 คน คนงานจี้ชี้แจงขาดทุนจริงหรือไม่ 2009-06-29 ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24894
[6] โพสต์ทูเดย์ . ไทรอัมพ์เร่งผุดสาขากลางเมือง วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 ที่มาhttp://www.posttoday.com/business.php?id=38726
[7] หนังสือพิมพ์แนวหน้า. บอร์ดบีโอไออนุมัติ ไทรอัมพ์ทุ่ม75ล้าน ขยายฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป
ฉบับวัน อังคารที่ 8 กรกฎาคม 2008
[8] สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ . 2552. หนังสือคัดค้านการเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และคนงานบริษัทบอดี้แฟชั่น(ประเทศไทย)จำกัด. 3 กรกฎาคม 2552
[9] คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. นโยบายของบีโอไอ ที่มา http://www.boi.go.th/thai/about/boi_policies.asp
[10] คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ที่มา http://www.boi.go.th/thai/about/basic_incentive.asp
[11] มติชนออนไลน์. นโยบายรัฐบาล"อภิสิทธิ์ " ว่าด้วยมาตรการเร่งด่วน 1 ปี. วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1230614749
[12] Connection Co.,Ltd. OECD Guidelines for Multinational Enterprises ที่มา http://www.connections.co.th/marketing/page_bx.php?cno=86&cid=18
[13] โทมัส ไมเออร์. อนาคตสังคมประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ :มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท, หน้า 320-321
[14] กรมประชาสัมพันธ์ . คนงานไทรอัมพ์ไม่เชื่อเลิกจ้าง1.9พันคนเพราะขาดทุน http://www.atnnonline.com/atnnonline/index.php/economics/709-19.html
[15] อ้างแล้ว, สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ . 2552

 

บทความพยามชี้ให้เห็นว่า

บทความพยามชี้ให้เห็นว่า สหภาพไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีดังกล่าว ต้องมาดูนิยามของคำว่า 'ความถูกต้องและชอบธรรมในการเลิกจ้างพนักงาน' เสียก่อน ว่ามีความหมายอย่างไร หลังจากนั้นจึงค่อยวิจารณ์

แต่บทความนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการนิยามความหมายดังกล่าวได้ไม่ชัดเจน.. ดังนั้นจึงอ่านแล้ว จึงพบว่า ท่านนำเสนอในมุมมองและความรู้สึกนึกคิดของลูกจ้างมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น... ระบุว่า อธิบดีกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลำเอียงให้ทางนายจ้าง ตรงนี้ ท่านเอาความรู้สึกอะไรมาตัดสินว่าไม่ถูกต้อง?

สำคัญที่สุดคือ หากจะบัญญัติความถูกต้องและชอบธรรม ต้องเอาที่เหมาะกับประเทศไทยด้วย อย่าไปลอก OECD มาทั้งดุ้น เพราะ กฎระเบียบเดียวจะเที่ยวบังคับใช้ทั่วโลกไม่ได้ เพราะไม่เหมาะสมกับทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกฎหมาย ฯลฯ ในแต่ละประเทศ

ดังนั้น เท่าที่อ่านก็พอรู้ได้ตื้นๆเหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ทั่วไป หรือรายงานแถลงการณ์ของสหภาพเท่านั้น

ประชาธิปไตยภายใต้

ประชาธิปไตยภายใต้ "อำนาจทุน"
ทั้งอุดหนุนนักการเมืองเขื่องอำนาจ
ทั้งประกันความก้าวหน้าประชารัฐ
แต่ไร้สัจจะใดภายใต้ทุน

เพื่อกำไรจึงกำจัดคนงานออก
ใครจนตรอกอย่างไรไม่เกื้อหนุน
รัฐปกป้องบริษัทจากขาดทุน
พนักงานต้องรู้คุณที่ให้งาน

เป็นบทความที่ดี

เป็นบทความที่ดี และยิ่งดีใหญ่เมื่อคนเขียนเขียนจากมุมมองของแรงงาน มากกว่าจะเขียนจากมุมมองของนายจ้าง ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นแล้วในสังคมไทย ขอให้ไทรอัมพ์สู้ต่อไป

ขอบคุณสำหรับ Comment

ขอบคุณสำหรับ Comment ครับ

ผมขออนุญาติ Defense หน่อยนะครับ

"อธิบดีกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลำเอียงให้ทางนายจ้าง" อันนี้เป็นมุมมองในเชิงเปรียบเทียบกับรองประธานกรรมการหอการค้าไทยครับ

"หากจะบัญญัติความถูกต้องและชอบธรรม ต้องเอาที่เหมาะกับประเทศไทยด้วย อย่าไปลอก OECD มาทั้งดุ้น " อันนี้ผมไม่ได้ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะครับ แต่หลักปฏิบัติที่เรียกว่า OECD Guidelines for MNEs มันมีไว้เพื่อให้ธุรกิจข้ามชาติของประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของ OECD เองครับ ซึ่งประเทศเยอรมันที่ บ.นี้สังกัดอยูก็เป็นสมาชิกอันดัต้นๆข้อง OECD ครับ ไม่ใช่ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศไทย แต่เข้าละเมิดหลักปฏิบัติดังกล่าว ในขณะที่ใช่ชื่อ บ.ของตัวเองว่า International

สมุติหาก บ.นี้ไปลงทุนในพม่า(ซึ่งเคยมาแล้ว) ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามลักสากลเลย เพียงแต่ปฏิบัติตามหลักของท้องถิ่น อันนี้ถือว่าชอบธรรมแล้วหรือ ในขณะที่ขายของทั่วโลก

ผมว่าวยคำว่ International ของ บ.นี้ ที่ไม่ใช่ขายเฉพาะประเทศที่ผลิตแต่ขายทั่วโลก(สากล) ดังนั้นหลักปฏิบัติท้องถิ่นไม่เพียงพอในการพิสูจน์"ความถูกต้องและชอบธรรมในการเลิกจ้างพนักงาน'

แต่ก็นั่นหละหากดูในท้องถิ่น(ประเทศไทย)ผมพึ่งเห็นข้อมูลที่น่าสนใจ(ซึ่งไม่ได้อยู่ในบทความ)จากข่าว นี้ครับ

นางสาวบุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อนายปฐม เพชรมณี หัวหน้าสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเรียกร้องให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เร่งเข้ามาดูแลเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เรื่องการเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงสภาพการจ้างมีผลบังคับใช้ รวมถึงกรณีที่บริษัทได้รับมาตรฐานแรงงานไทย แต่กลับไม่เคารพสิทธิสหภาพแรงงาน
ตามนี้ http://www.prachatai.com/journal/2009/07/25015 ใช้มาตรฐานแรงงานไทย และเคารพกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ปี 18

"การเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงสภาพการจ้างมีผลบังคับใช้ ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ปี 18 "
มันยิ่งเพิ่มน้ำหนักความไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมในการเลิกจ้างพนักงานครั้งนี้ครับ

เพราะ หากบอกในขณะข้อตกลงมีผลบังคับใช้ แม้ผลการเลิกจ้างจะเกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงสิ้นอายุแล้วก็ตาม ก็ยังถือว่า เป็นการเลิกจ้างขณะข้อตกลงมีผลใช้บังคับอยู่ดี ผิดกฎหมาย (ชัวร์) เพราะการบอกเลิกสัญญาจ้างถือเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่มีผลตามปรารถนาของผู้บอกเลิกสัญญา ขอเพียงแต่อีกฝ่ายหนึ่งรับทราบการแสดงเจตนาเท่านั้น

ช่วงหลังไม่เกี่ยวกับการ Defense บทความครับ เพี่ยงแต่ขออนุญาติเสริม

ขอ Defense เฉพาะ หลักปฏิบัติเท่านั้นครับ

ขอบคุณสำหรับ Comment ครับ

....'สิทธิ' ได้มาจากการต่อสู้

....'สิทธิ' ได้มาจากการต่อสู้ สิทธิตามมาตรฐานแรงงานสากล รวมถึง OECD Guidelines for MNEs เป็นสัญญาประชาคม ถ้าคุณต้องการให้สิทธิของคุณตามมาตรฐานแรงงานสากลได้รับการเคารพ และได้รับการปฏิบัติ คุณจะต้องเชื่อมั่นว่าคุณมีสิทธินี้จริงและต่อสู้เพื่อยืนยันและปกป้องมัน

ถ้าคุณเชื่อเรื่องเสรีภาพการรวมกล่มและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม และเชื่อว่าสหภาพแรงงานคือองค์กรที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนงานทุกคน โดยการท้าทายการแสวงประโยชน์ของนายทุน โดยการต่อสู้เพื่อขจัดการกดขี่ขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบและการเลือกปฏิบัติต่อคนงาน เช่น การที่นายทุนใช้ระบบการจ้างงานแบบซิกแซกหรือการจ้างงานเหมาช่วง เหมาค่าแรง

คุณจะรวบรวมคนงานทุกส่วนที่กำลังต่อสู้ โดยไม่แบ่งแยก แต่ด้วยความเป็นนำหนึ่งใจเดียวกัน ขับเคลื่อนการต่อสู้ไปด้วยกัน เพื่อปกป้องสิทธิของคุณและสิทธิของเขาด้วย

เมื่อคุณมีความเชื่อเช่นนั้นด้วยหัวใจที่แท้จริง ด้วยความรัก และเชื่อมั่นใน 'สิทธิ' คุณจะรักการต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิของคุณและของคนงานคนอื่นที่ทุกข์ยากเช่นเดียวกันกับคุณ เมื่อนั้น คุณคือนักสหภาพแรงงานที่แท้จริง และคุณนั่นแหละจะเป็นผู้ที่ทำให้ OECD Guidelines ได้รับการปฏิบัติ และสิทธิแรงงานได้รับการเคารพ

ไร้สาระ.... กรรมกรทั่วโลกมันร

ไร้สาระ....

กรรมกรทั่วโลกมันรวมตัวกันอยู่แล้ว

รวมตัวกันรับจ้าง

พม่า มอญ ไทย ลงเรือหาปลาลำเดียวกัน รวมตัวเพื่อรับใช้งานของนายจ้าง เพื่อนายจ้างจะได้แบ่งผลผลิตให้

คือร่วมกันหาและแบ่งกันเองไม่เป้น ต้องให้นายจ้างแบ่งให้

ตอนผลิตแบ่งหน้าที่กันผลิต

ตอนแบ่งเงิน แบ่งไม่เป็น มันจะตีกันเอง ต้องให้นายจ้างเป็นคนแบ่ง

ให้นายจ้างตัดสินใจว่าใครบ้างจะได้ทำงาน ใครควรออกไปเต๊ะฝุ่น

.............

ถามจริงๆ เถอะ พวกกรรมกรนี่ รู้จักรวมตัวภายในกรรมกรไทยเพื่อสู้ทางการเมืองเป็นไหม

ไม่ต้องมีสหภาพก็รวมกันได้

ไม่ใช่รวมตัวไปทอดผ้าป่า กินเหล้าเมาบนรถ รวมตัวแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง

..........

เลิกสามัคคีกันทั้งโลกได้แล้ว
เอาแค่กรรมกรด้วยกันเองในไทยนี่แหละ พอแล้ว

เอาเฉพาะคนตกงานนี่ก็ได้ รวมตัวกันถวายฎีการ้องทุกแบบคนเสื้อแดงเขาทำกันนั่นแหละ

ถวายฎีกาอภัยโทษให้ทักษิิณก่อนก็ได้

แต่ถ้าถวายฎีกาอภัยโทษที่ถูกไล่ออกจากงานก่อนก็ดี

พวกนี้ พูดไทยคำ

พวกนี้ พูดไทยคำ ปนอังกฤษคำ

นี่แหละคือพวกที่เชื่อคำขวัญ
"กรรมกรทั่วโลกจงรวมกันเข้า"

มันรวมกันดีอยู่แล้ว คนไทยไปรับจ้างทั่วโลก
ไปรวมกับกรรมกรฟิลิปปินส์ ไต้หวัด อเมริกา ตะวันออกกลาง

นี่คือสากลนิยมกรรมกร

มันจึงทุกยาก พูดกันเองไม่รู้เรื่องแล้ว

ไทยคำอังกฤษคำ.....การต่อสู้จึงเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที

....
เอาแค่ให้กรรมกรแตกสามัคคีกันก็ยาก

มันเอาแต่สามัคคีกัน สามาฉันแรงงานกัน ก็เลยเข้ารกเข้าพง

แทนที่จะทะเลาะกันมากๆ จะได้ฉลาด และมีพลังในการต่อสู้

พวกนี้ไม่เพียงแต่สามัคคีกันเองในหมู่กรรมกรไทย กรรมทั่วโลกเท่านั้น
มันยังสามัคคีอำมาตย์ โจมตีนายจ้าง โดยไม่รู้ว่านายจ้างต้องหาเงินส่งอำมาตย์

ถุยยยยยยยยยยยยยย

เอ๊ะอะอะไร ก็เอาแต่สิทธิโน่น

เอ๊ะอะอะไร ก็เอาแต่สิทธิโน่น สิทธินี่

ทุกวันนี้มันยังไม่รู้จักสิทธิพื้นฐานเลยหรือ

สิทธิการรัษา สิทธิในการเรียกร้อง สิทธิคนเหมาค่าแรง สิทธิความปลอดภัย

นี่มันเป็นสิทธิขั้นปลายแล้ว

ขั้นต้นพวกคุณมีหรือยัง

.....
ขั้นต้นคือ พวกคุณต้องเป็นชนชั้นปกครองเอง

อ้าวๆ ๆ งง งง งง

คุณไม่มีสิทธิทางการปกครองเลยแม้แต่น้อย คุณยังบังอาจจะเอาสิทธิอื่นๆ

ชนชั้นนายทุนไทยยังไม่สามารถเป็นชนชั้นปกครองได้เลย
ชนชั้นนายทุนไทยเป็นเพียงผู้อาศัยอำนาจชนฃชั้นอำมาตย์ในการตั้งโรงงานก็อยู่ภายใต้กฎหมายของชนชั้นอำมาตย์

ชนชั้นนายทุนได้สิทธิเพียงเล็กน้อยที่จะทำกำไรสูงเกือบสุด

ไม่ต้องเสียเวลาถามว่า

ไม่ต้องเสียเวลาถามว่า นายทุนมีสิทธิเลิกจ้างคุณหรือไม่

คุณก็ไม่น่าจะเสียเวลาไปค้นคว้าปรัชญา จนคุยกันไม่รู้เรื่อง

ไม่ต้องอภิปรายแล้ว

.............

นายทุนไม่เพียงแต่มีสิทธิเลิกจ้างคุณเท่านั้น

ชีวิตคุณเขาก็มีสิทธิ

เขาโทรขู่เอาชีวิตก็ได้

และที่เขายิงทิ้งจริงๆ ก็มาก

คุณพูดเลื่อนลอยไปครับ

คุณพูดเลื่อนลอยไปครับ ยังไงขอแนวทางที่ชัดเจนมากกว่า "ถวายฎีกาอภัยโทษให้ทักษิิณก่อนก็ได้"

ถ้าคุณตั้งคำถามว่า "รู้จักรวมตัวภายในกรรมกรไทยเพื่อสู้ทางการเมืองเป็นไหม"

ผมสงสัยว่าแล้ว มันสัมพันธ์อะไรกับ "ถวายฎีกาอภัยโทษให้ทักษิิณก่อนก็ได้"

ขอคำอธิบายถึงควมสัมพันธ์ดังกล่าว

ชนชั้นอำมาตย์กับชนชั้นนายทุนไ

ชนชั้นอำมาตย์กับชนชั้นนายทุนไทย มันต่างกันอย่างไง ขอคำอธิบายเพ่มเติมจาก "การตั้งโรงงานก็อยู่ภายใต้กฎหมายของชนชั้นอำมาตย์ ชนชั้นนายทุนได้สิทธิเพียงเล็กน้อยที่จะทำกำไรสูงเกือบสุด" ขอบคุณครับ

ขออภัยที่ไม่มีเวลาแจกแจงรายละ

ขออภัยที่ไม่มีเวลาแจกแจงรายละเอียด

ขอเสนอหัวข้อเท่านั้น

1.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยคิด พูด และทำ เรื่องขอนายกพระราชทาน
นี่ก็คือฎีการ้องทุกข์ขอนายกพระราชทาน นายอภิสิทธิ์ ซึ่งอยู่ดีกินดีและร่ำรวย ยังต้องพึ่งพระองค์ท่าน

กรรมกรซึ่งยากจนกว่า เดือดร้อนกว่า มีกองกำลังทางการเมืองน้อยกว่า ทำไมไม่ถวายฎีกาบ้าง

ร้องขอกระทรวงแรงงาน และร้องต่อนายอภิสิทธิ์ มันจะได้อะไร อภิสิทธิ์ยังต้องร้องฎีกาเลย ร้องต่อคนปลายแถวมันได้อะไร

2.การช่วยถวายฎีกาเรื่องทักษิณ เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่กรรมกรจะได้รู้จักทำแนวร่วมกับชนชั้นอื่น อาชีพอื่นบ้าง ไม่ดักดาน
อภิสิทธิ์ยังอาศัยเนวินซึ่งเคยเป็นศัตรูกับ ปชป.มาก่อน เขาไม่ดักดาน เขาจัดลำดับเป็นว่าควรต่อสู้กับอะไรก่อนหลัง

แต่กรรมกรเห็นชนชั้นอื่น อาชีพอื่นเป็นศัตรูทั้งหมด...ไม่พลิกแพลง ไม่ดูว่าสถานการณืใดคอยสามัคคีใครโจมตีใคร

3.นายทุนขูดรีดกรรมกรดดยมิได้ศึกษาเรื่องปรัชญาและกำหมายเลย

เขาเอาจุดหมายเป็นตัวตั้ง

เอากฎหมายรับใช้ กำหมายไม่เปิดช่องก็หาทางแก้ไขจนสำเร็จ

แต่กรรมกร ไม่รู้กระทั่งว่าตนเองถูกขูดรีดกดขี่ ไม่รู้ว่าจะเอาผลผลิตแรงงานของตนคืนมาได้อย่างไร

จึงเสียเวลามาศึกษาปรัชญาและนิยามกำหมายบ้าๆ บอๆ แทนที่จะถามท้องตนเองว่าหิวไหม ลูกๆ อิ่มไหม? เท่านั้นก็พอที่จะต่อสู้ทางการเมืองได้แล้ว

ในอดีต 2389 บริษ้ท

ในอดีต 2389

บริษ้ท บอเนียวเหนือเข้ามาสัมปทานป่าไม้ ค้าขาย และขุดแร่ธาติต่างๆไป

เขาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และการตัดสินใจของใคร?

ปัจจุบัน กฎหมายรับใช้สิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจของอำมาตย์มีมากมายหลายฉบับบ

เช่น กฎหมายรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการไม่เสียภาษีให้กับพวกอำมาตย์

กฎหมายห้ามเปิดเผยผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทย ก็เป้นกำหมายที่อำมาตย์ซ่อนทรัพย์ไว้มิให้ใครตรวจสอบ

คุณไปถามดูเลยว่า นายทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสร่างโรงงานในไทย

เขาไปล๊อบบี้ใคร

เข้าหาใคร

สิงคโปร์ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น ก่อนจะไปยื่นเรื่องขออนุญาติรัฐบาล เขาต้องไปขออนุญาติอำมาตย์ก่อน
ไปถามโลตัดดู ไปถามไทม์อั้มดู ฯลฯ

ไทม์อั้มไลคุณ่จิตราออกเพราะเกรงกลัวอำนาจและอิทธิพลของใคร

สิทธิของบรืษัทที่มาจากทุนอำมาตย์ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องถูกเอ็นจีโอด่า ไม่ต้องมีประมูลแข่งขัน

กำไรเหนาะๆ

สรุป ทุนอำมาตย์ =

สรุป
ทุนอำมาตย์ = ทุนอภิสิทธิ์ชน
นายทุน = ผู้กดขี่จากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงาน

ซึ่งในแง่ความสัมพันธ์ในการผลิต ไม่ต่างกัน
แต่ในแง่ของการแข่งขันของทุน แต่กต่าง

ยิ่งมี ทุนอภิสิทธิ์ชน มาก ยิ่งขัดขวางการพัฒนาเพราะกลไกตลาดไม่สามารถสะท้อนความสามารถของทุนได้อย่างเต็มที่

รึปล่าว แต่เราต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าจะมีออฟชั่นหรือไม่นายทุนก็คือผู้กดขี่จากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงาน

มันมีประสบการณ์ในหลายประเทศที

มันมีประสบการณ์ในหลายประเทศที่การทำแนวร่วมกับชนชั้นอื่นของกรรมกร แต่พอหลังจากได้รับชัยชนะแล้วกรรมกรกลับถูกเก็บ เพราะแนวร่วมนั้นกลัวการขยายตัวไปสู่การปฏิวัติทางชาชั้น

อีกประเด็นที่คุณนำเสนอ

ทำให้ผมนึกถึงตอนเด็กที่บนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ พอไม่ได้ในสิ่งที่หวัง แนวโน้มที่สิ่งศักดิสิทธิจะช่วยก็มีความเป็นไปได้สูง เมื่อไม่ได้ตามเจตนาที่หวัง อารมณ์ประมาณว่า "ไม่เห็นจะศักดิ์สิทธิเลย" ผมหมายถึงเจ้าแม่ตะเคียนนะ

เรื่องนี้เป็นความล้มเหลวของBO

เรื่องนี้เป็นความล้มเหลวของBOI

แทนที่BOIจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาในzoneที่ส่งเสริมการลงทุนใหม่ กลับกลายเป็นเจ้าเดิมที่"ย้าย"โรงงานตัวเอง ไปเสวยprivilegeที่โซนใหม่เช่น การได้รับยกเว้นภาษีสารพัด ฯลฯ ส่วนคนที่รับกรรมคือแรงงานในโรงงานเดิม

BOIควรทบทวนเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ควรกำหนดเงื่อนไขที่รัดกุมกว่านี้ เช่นถ้าเป็นผู้ลงทุนรายเดิม ควรจำกัดเฉพาะการลงทุนใหม่ โดยไม่รวมถึงการ"ย้าย"การลงทุนเท่านั้น

และควรส่งเสริมการลงทุนที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศมากกว่าการลงทุนที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงแค่การลงทุนฉาบฉวย เมื่อใดที่มีแหล่งแรงงานราคาถูกกว่าก็จะแห่กันไปที่อื่น อย่างกรณีSeagate

นอกจากนี้ควรพิจารณาการลงทุนที่มี่นโยบายtechnology transferมากกว่าพวกที่หวงวิชา ไม่ถ่ายทอดอะไรไว้เลย นอกจากมาตักตวงแรงงานราคาถูก

BOI ควรเลิกสำเร็จความใคร่ของตนเพียงแค่ตัวเลขจำนวนเม็ดเงินลงทุนฉาบฉวยจอมปลอม ที่ไม่ยั่งยืน แต่ควรเพ่งความสนใจไปที่การลงทุน ที่ถ่ายทอดtechnology และการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในประเทศมากกว่า

ในยุคสมัย พศ.2552

ในยุคสมัย พศ.2552 สำหรับประเทศไทย

เราคงไม่กวาดนายทุนทุกคนลงถังขยะประวัตืศาสตร์

เราคงไม่ใช่การปฏิวัติสังคมนิยม

นายทุนมีหลายประเภท มีหลายขนาด

เช่น

นายทุนน้ิอย นายทุนชาติ นายทุนต่างชาติ นายทุนข้ามชาติ ทุนจักรวรรดินิยม
คุณสมบัติไม่เหมือนกันเลย วิธีหากินก็ต่างกัน ความโหดร้ายก็ต่างกัน ฐานะทางการเมืองก็ต่างกัน
อิทธิพลก็ต่างกัน

มองแบบมักง่ายก็ซ้ายจัดแล้วไม่สำเร็จ

ขณะเดียวกัน ยังต้องมองว่า ทุนมีเกิด มีแก่ และมีดับ..ขณะที่มันกำลังเกิดใหม่ กำลังโต กำลังพัฒนา
คุณจะฆ่ามันเลยหรือ

คุณคงรู้ดีกว่าข้าพเจ้า เรื่องทุนเสรี ทุนผูกขาด ทุนใหญ่ ทุนเอสเอ็มอี มันต่างกันมาก

คุณคงรู้จัก ทุนการค้า ทุนการผลิต ทุนการเงิน ทุนเก็งกำไร

ใครเป็นทุนที่เรียกว่า ทุนกาฝาก และเป็นทุนที่เป็นภัยร้ายต่อกรรมกรมากที่สุด

แน่นอนว่า ทุกๆ ทุน แดกแรงงานกรรมกรทั้งนั้น....แต่อย่าลืมว่า มันทั้งร่วมกันกินแรง และขัดแย้งกันเองด้วย

มีวุฒิภาวะบ้าง พวกกรรมกรคับแคบ

ขอยกตัวอย่างบทเรียนจากกรณีสิง

ขอยกตัวอย่างบทเรียนจากกรณีสิงคโปร์

ชนชั้นนายทุน ไม่ว่าจะดูก้าวหน้าอย่างไร ก็ไว้ใจไม่ได้ ชนชั้นนี้พร้อมที่จะทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครองที่เป็น "กลุ่มอำนาจเก่า" ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นปกครองจากประเทศอาณานิคม หรือ ชนชั้นปกครองพื้นเมืองเดิม เพื่อกดขี่ขูดรีดและปราบปรามชนชั้นล่างเสมอ – ชนชั้นปกครองต่างกลุ่มต่างก๊กกันสามัคคีกัน หรือ "ฮั้ว" กันภายในชนชั้นเดียวกันได้ง่ายกว่าที่ชนชั้นนายทุนจะสามัคคีกับชนชั้นล่างแบบระหว่าง/ข้ามชนชั้น -- สุดท้ายแล้ว ขบวนการภาคประชาชนทั้งหมดจะถูกปราบเสมอ เมื่อฝ่ายชนชั้นปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ

ที่มา : สรุปจากบทแรก (Historical Origins) ของ Christopher Tremewan, The Political Economy of Social Control in Singapore (London: Macmillan Press, 1996), pp. 6-29.(สรุปโดย เก่งกิจ)

ขอนุญาติเอาบทเรียนจากกรณีสิงค

ขอนุญาติเอาบทเรียนจากกรณีสิงคโปร์ ที่สรุปโดย คุณเก่งกิจ มาแปะ

ชนชั้นนายทุน ไม่ว่าจะดูก้าวหน้าอย่างไร ก็ไว้ใจไม่ได้ ชนชั้นนี้พร้อมที่จะทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครองที่เป็น "กลุ่มอำนาจเก่า" ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นปกครองจากประเทศอาณานิคม หรือ ชนชั้นปกครองพื้นเมืองเดิม เพื่อกดขี่ขูดรีดและปราบปรามชนชั้นล่างเสมอ – ชนชั้นปกครองต่างกลุ่มต่างก๊กกันสามัคคีกัน หรือ "ฮั้ว" กันภายในชนชั้นเดียวกันได้ง่ายกว่าที่ชนชั้นนายทุนจะสามัคคีกับชนชั้นล่างแบบระหว่าง/ข้ามชนชั้น -- สุดท้ายแล้ว ขบวนการภาคประชาชนทั้งหมดจะถูกปราบเสมอ เมื่อฝ่ายชนชั้นปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ

สรุปจากบทแรก (Historical Origins) ของ Christopher Tremewan, The Political Economy of Social Control in Singapore (London: Macmillan Press, 1996), pp. 6-29.

พูดในเชิงยุทธสาสตร์

พูดในเชิงยุทธสาสตร์ ก้เป้นเช่นนั้น

แต่ในทางยุทธวิธี ไม่ใช่

....
มุนุษย์ทุกคนต้องตายหรือพูดว่าสุดท้ายก็ตายทุกคน

แต่ตายไม่พร้อมกัน

เห็นด้วยกับ doctor J แถม

เห็นด้วยกับ doctor J แถม ฺBOI ยังออกมาย้ำว่าจุดยืน ส่งเสริมลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ตามนี้http://www.boi.go.th/thai/download/hot_topic/290/ข่าวบอดี้...pdf

แต่ขณะที่ส่งเสริแล้วไม่วิเคราะห์หรือประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่เสียไป นอกจากภาษีที่จะได้แล้ว กรณีนี้ยังทำให้คนตกงานถึง 1,959 คน ประเมินทางเศรษฐกิจแล้วยังไกไม่คุ้มค่า

BOI ถ้าจะให้ดีต้องรีบออกมารับผิดชอบกับความผิดพลาดครั้งนี้ คุณบอกเองว่า "ส่งเสริมลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน " กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า คุณยืนผิดจุดยืน ผู้เสียหายคือประชาชน

แต่ถ้าไม่รีบมารับผิดชอบ เราก็ไม่อาจที่จะไม่สงสัยได้ BOI ไม่โปร่งใส

แต่ถ้ายังยืนยันว่าถูกต้องตามเงื่อนไขการส่งเสริมในกรณีดังกล่าว ก็ต้อกลับไปตรวจสอบเงือนไขและคนที่ออกเงื่อนไขนั้น ว่ามันตรงกับจุดยืนหรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ต้องรับผิดชออีกเช่นกัน

BOI ไม่รอดแน่กรณีนี้ ถึงว่าทำไมประเทศไทยคนยังจนอยู่ ในขณะนายทุนมาเสวยสุขสบายภาษีก็ไม่ต้องจ่าย แถมมีรัฐคอยอุ้มอีก

พวกคุณมีความรู้สูง

พวกคุณมีความรู้สูง แต่ไม่มองตามหลักความเป็นจริง
ตามหลักต้นทุนต่ำสุด กำไรสูงสุด ผมเรียนวิศวอุตสหการ มองเห็นว่าเป็นนโยบายปกตินะครับ
หาก order ลด วิธีทำให้ต้นทุนลดลงคือปลดออก โดยจ่ายค่าชดเชยการจ้างงานตามกฎหมายกำหนดก็ไม่ถือว่าผิด
สาเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะ ประเทศไทยแรงงานราคาถูก ดังนั้นบริษัทต่างชาติจึงไม่ค่อยนำเทคโนโลยีมาเข้าประเทศไทย ส่วนมากเป็น การใช้กำลังคนงานทั้งนั้น (ประเทศจีนหากคุณจะเข้ามาลงทุนต้องทิ้งเทคโนโลยีไว้ ประเทศไทยไม่ได้กำหนดข้อนี้ จึงเสียเปรียบต่างชาติอย่างมากมาย) ตามหลักการวางแผนกระบวนการผลิตของโรงงาน ใช้ MRP ในการวางแผนการผลิตจาก order ถ้า order มากก็จ้างคนงานมาทำหากคิดว่าทำไม่ทันตามกำหนดส่งมอบ
แต่การจ้างงาน ปลดออกล้วนเป็นต้นทุนทั้งนั้น บริษัทนี้ เลิกจ้าง กว่า 2 พันคน แล้วถ้าจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานก็ไม่ถือว่าผิด
สหภาพแรงงานเข้มแข็ง แต่ต้องประท้วงนโยบายบริษัทด้วยเหตุด้วยผล และไม่ควรหยุดงานประท้วง เพราะก็รู้ๆกันดีว่าพนักงานบริษัทไม่มั่นคงอยู่แล้ว ไม่เหมือนสหภาพการรถไฟ และสหภาพรัฐวิสาหกิจ หากจะเอาออกต้องตั้งกรรมการสอบอีกเป็น 10 ขั้นตอน สหภาพรัฐวิสาหกิจจึงอยู่รอด โดยแนวร่วมไม่ถูกไล่ออก พนักงานบริษัทเอ๋ย อย่าไปเอาอย่างสหภาพรัฐวิสาหกิจเลย ควรตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎบริษัท ตามกฎหมายแห่งประเทศไทย อย่าไปเอาอย่างพันธมิตรเลย ใครๆก็รู้ว่าไม่ดี แม้แต่ตัวมันเองยังบอกว่า อริยะขัดขืน คือ กระทำการใดๆโดยยอมรับว่าการกระทำนั้นทำผิด แต่ก็ยังมีข้ออ้างว่า ทำเพื่อชาติ

เป็นพนักงานชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง

เป็นพนักงานชั้นผู้น้อยคนหนึ่งที่ถูกปลดออกจากไทร์อั้มพ์เช่นกันค่ะ จากประสบการณ์ทำงานโรงงานหลายที่ ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า บ.ไทร์อั้มพ์ดีที่สุดเป็นธรรมกับแรงงานที่สุดแล้ว ค่าแรงช่างเย็บปัจจุบัน 355บาทไม่รวมค่าเหมาและโอทีเบี้ยขยันและค่าครองชีพ โบนัสปีละ 2 ครั้งครั้งละ 1 เดือน+4000 งบท่องเที่ยวประจำปี งบทำฟันปีละ3000 มีช่างเย็บที่ไหนเย็บผ้าได้เงินเดือนละ สองหมื่นกว่าบาท เข้าใจว่าที่ได้ค่าแรงมากขนาดนี้เพราะมีสหภาพที่เข้มแข็ง เรียกร้องอะไรก็ได้ทุกอย่าง แต่เรียกร้องมากเกินไปมันไม่ดีในสภาวะเศรฐกิจเช่นนี้ การปรับค่าแรงที่สหภาพขอไว้จะมีการปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ปีใหม่ปรับเป็น 400 และกลางปีเป็น 450 พนักงานเย็บที่นี่ไม่พอใจอะไรก็ประท้วงไม่สนใจว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายหรือไม่ ในความรู้สึกของดิฉันสหภาพมีไว้เพื่อปกป้องแรงงาน ปกป้องจากการถูกกดขี่ข่มเหง และการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม มิใช่ทำตัวเป็นเจ้าของโรงงาน นายจ้างที่ไหนจะทนไหว เอะอะอะไรก็ประท้วง ถ้าทำงานที่นี่แล้วบอกว่าถูกกดขี่ข่มเหงที่อื่นก็นรกแล้ว ช่างเย็บที่นี่ส่วนมากมีแต่ผู้อาวุโส อายุงาน 10-20 ปี ขึ้นไป ฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งน๊านๆๆ น่าแปลกน่ะยอมถูกกดขี่ข่มเหงมาตั้งนาน ไม่ไปไหนซะที ทั้งที่โรงงานเย็บผ้ามีตั้งแยะพอมีงานให้ทำก็เล่นแง่พอโดนจ้างออกก็โวยวาย อยากให้ได้ดั่งใจตัวเองทุกอย่างก็รวมตัวเปิดโรงงานซะเองก็สิ้นเรื่อง คนเราถ้ารูจักความพอดีเหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

เป็นพนักงานชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง

เป็นพนักงานชั้นผู้น้อยคนหนึ่งที่ถูกปลดออกจากไทร์อั้มพ์เช่นกันค่ะ จากประสบการณ์ทำงานโรงงานหลายที่ ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า บ.ไทร์อั้มพ์ดีที่สุดเป็นธรรมกับแรงงานที่สุดแล้ว ค่าแรงช่างเย็บปัจจุบัน 355บาทไม่รวมค่าเหมาและโอทีเบี้ยขยันและค่าครองชีพ โบนัสปีละ 2 ครั้งครั้งละ 1 เดือน+4000 งบท่องเที่ยวประจำปี งบทำฟันปีละ3000 มีช่างเย็บที่ไหนเย็บผ้าได้เงินเดือนละ สองหมื่นกว่าบาท เข้าใจว่าที่ได้ค่าแรงมากขนาดนี้เพราะมีสหภาพที่เข้มแข็ง เรียกร้องอะไรก็ได้ทุกอย่าง แต่เรียกร้องมากเกินไปมันไม่ดีในสภาวะเศรฐกิจเช่นนี้ การปรับค่าแรงที่สหภาพขอไว้จะมีการปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ปีใหม่ปรับเป็น 400 และกลางปีเป็น 450 พนักงานเย็บที่นี่ไม่พอใจอะไรก็ประท้วงไม่สนใจว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายหรือไม่ ในความรู้สึกของดิฉันสหภาพมีไว้เพื่อปกป้องแรงงาน ปกป้องจากการถูกกดขี่ข่มเหง และการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม มิใช่ทำตัวเป็นเจ้าของโรงงาน นายจ้างที่ไหนจะทนไหว เอะอะอะไรก็ประท้วง ถ้าทำงานที่นี่แล้วบอกว่าถูกกดขี่ข่มเหงที่อื่นก็นรกแล้ว ช่างเย็บที่นี่ส่วนมากมีแต่ผู้อาวุโส อายุงาน 10-20 ปี ขึ้นไป ฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งน๊านๆๆ น่าแปลกน่ะยอมถูกกดขี่ข่มเหงมาตั้งนาน ไม่ไปไหนซะที ทั้งที่โรงงานเย็บผ้ามีตั้งแยะพอมีงานให้ทำก็เล่นแง่พอโดนจ้างออกก็โวยวาย อยากให้ได้ดั่งใจตัวเองทุกอย่างก็รวมตัวเปิดโรงงานซะเองก็สิ้นเรื่อง คนเราถ้ารูจักความพอดีเหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

ถึงคุณปู 1.ถ้าเช่นนนั้นคุณจะอ

ถึงคุณปู

1.ถ้าเช่นนนั้นคุณจะอธิบายการเลิกที่ฟิลิปปินส์ และที่อื่นว่าอย่างไร
2. คุณบอก "บ.ไทร์อั้มพ์ดีที่สุดเป็นธรรมกับแรงงานที่สุดแล้ว" แล้วทำไม คุฯบกลับบอกว่า "พนักงานเย็บที่นี่ไม่พอใจอะไรก็ประท้วงไม่สนใจว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายหรือไม่" ถ้าเช่นนั้นคุรจะว่าคนที่นั่นไม่มีเหตุผลรึ
3.ถ้าเช่นนั้น ทำไม บ.ถึงยอมให้มีการปรับค่าแรงที่สหภาพขอไว้จะมีการปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ปีใหม่ปรับเป็น 400 และกลางปีเป็น 450 ผมว่า บ.ที่อยู่มานานอย่างไทรอัมพืไม่โง่ดูแนวโน้มผิดตอนเจรจาหรอก
4. การที่คุรบอกว่า "มิใช่ทำตัวเป็นเจ้าของโรงงาน" มันมีประเด็นย่อยอย่างงี้
4.1 มันมีหลักที่เรียกว่าบรรษัทภิบาล หลักการลงทุนของบ.ข้ามชาติของ OECD ฯลฯ ที่เน้นการมีส่วนร่วม
4.2 มันมีหลักบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ปลูกฝังความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมใน บ. เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานแบบถวายชีวิต
4.3 2 หลักแรกเป็นสิ่งที่ถูกผลิตโดยความคิดในระบบทุนนิยมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการขูดรีดมุลค่าส่วนเกินที่แรงงานผลิต แต่เรายังไม่พิจารณาความเป้นเจ้าของทุนที่แท้จริงที่เอาเงินมาจากส่วนเกินที่แรงงานผลิตนั้นไปโดยนายทุน ดังนั้นโดยแท้จริงทุนที่เพิ่มขึ้น(รวมถึงโรงงาน)แรงงานมีส่วนเป็นเจ้าของ(ยังไม่นับรวมทุนที่ซื้อมาแต่แรกที่ก็มีส่วนเป้นของแรงงานที่ผลิตทุนนั้น)

5. คุรรองคิดดูอีกทีว่าสิ่งที่คุณพูดขัดกันหรือไม่ "ช่างเย็บที่นี่ส่วนมากมีแต่ผู้อาวุโส อายุงาน 10-20 ปี ขึ้นไป ฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งน๊านๆๆ น่าแปลกน่ะยอมถูกกดขี่ข่มเหงมาตั้งนาน ไม่ไปไหนซะที ทั้งที่โรงงานเย็บผ้ามีตั้งแยะ" แต่ "พนักงานเย็บที่นี่ไม่พอใจอะไรก็ประท้วง" นั่นหมายความว่าเขาอยู่ได้เพราะสิ่งที่เขาเรียกร้องหรือประท้วง ไม่ใช่หรือ ไม่ได้อยู่ได้เพราะ "บ.ไทร์อั้มพ์ดีที่สุดเป็นธรรมกับแรงงานที่สุดแล้ว "

คุณลอง กลับไปอ่านสิ่งที่คุณเขียนมา มันฟ้องสาเหตุที่แท้จริง คุณดันแรงสรุปเกินไป ภายใต้สมุติฐานที่ว่า "บ.ไทร์อั้มพ์ดีที่สุดเป็นธรรมกับแรงงานที่สุดแล้ว " โดยไม่มองถึงปรากกการณ์ที่คุณยกมาอธิบาย

และถ้าคุณต้องการ สิ่งที่เรียกว่า "ความพอดี" คุณก็จะไม่ได้รับรู้กับสิ่งที่คุณยกมาว่า "ค่าแรงช่างเย็บปัจจุบัน 355บาทไม่รวมค่าเหมาและโอทีเบี้ยขยันและค่าครองชีพ โบนัสปีละ 2 ครั้งครั้งละ 1 เดือน+4000 งบท่องเที่ยวประจำปี งบทำฟันปีละ3000 มีช่างเย็บที่ไหนเย็บผ้าได้เงินเดือนละ สองหมื่นกว่าบาท " อย่างแน่นอน เพราะพิจารราจากสิ่งที่คุณอธิบายมันได้มาจาก "พนักงานเย็บที่นี่ไม่พอใจอะไรก็ประท้วง" นั่นหละครับ

คุณลอกไปคำนวนส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนที่รวมค่าแรงพนักงานเย็บของเขาดู และดูเหมือนว่าจากที่ผมตามข่าวมาโดยตลอด บ.ไทรอัมพืยังไม่บอกว่าตัวเองขาดทุน

ที่ขาดทุนก้คือ บ.ลูก ที่ขายให้ บ.แม่(แบรน)ในราคาถูก จะไม่ให้ บ.ลูกมันไม่ขาดทุนได้ไง เมื่อคุรไม่ได้กำไรก้ไม่ต้องเสียภาษี แถมได้รับการสนับสนุนจาก BOI อีก ในขณะที่ บ.แม่(แบรน) ซื้อถุกขายแพง กำไรมากกมาย (อันนี้ขออนุญาติเพิ่มเติมจากข้อมูลที่คุณปุให้นะครับ)

OK คุณอาจจะบอกกว่าเราต้องพูดในสังคมทุนนิยม เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม ก้ให้กลับไปอ่านข้อ 4.1 กับ 4.2 ให้ดีครับ สิ่งสำคัญเราอาจห้ามไม่ให้มีการเลิกจ้างไม่ได้ในระบบทุนนิยม แต่เราต้องจำไว้ว่าการเลิกจ้างก็ต้องปฏิบัติตามหลักการที่ระบบทุนนิยมผลิตมาเพื่อสร้างความชอบธรรมในตัวของมัน ดังนั้นจึงต้องมีการปรึกษาหารือกับผู้ได้รับผลกระทบก่อนมีนโยบายต่างๆด้วย โดยเฉพาะการเลิกจ้างจำนวนมาก แต่ผมก้ข้องใจที่ บ.นี้ขายของเน้นความสร้างสรรกลับทำงานที่ไม่ส่งเสริมความสร้างสรรค์ การเลิกจ้างโดดสมัครใจ หรืออย่างหลาย บ.ที่ปรับโดยการเพิ่มงานในส่วนอื่น สร้างนวัตกรรมเมือเกิดวิกฤติมากกมาย โดยไม่มีการเลิกจ้างเลยก้มี แต่ บ.กลับไม่ทำ

แล้วเลิกจ้างช่างเย็บที่นี่ส่วนมากมีแต่ผู้อาวุโส อายุงาน 10-20 ปี ขึ้นไป ฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งน๊านๆๆ อย่างที่คุณปูว่านั้น ถึงกว่า 2 พันคน รวที่อื่นอีกไม่ต่ำกว่า 2 พัน อย่างงี้ ผู้บริโภคจะมั่นใจในคุรภาพของสินค้าได้อย่างไร