DSI-นิติวิทย์ฯ ขุดศพคนงานสวนเมตตาธรรม หาพิรุธคลายปมคดีฆาตกรรมพระสุพจน์

ดีเอสไอ-สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขึ้นฝาง รุดขุดกระดูกศพคนงานสวนเมตตาธรรมหลังสอบพยานแวดล้อม พบร่องรอยพิรุธ ซี่โครงหัก มือกำไฟแช็คแน่น ตายผิดธรรมชาติ แต่ตำรวจฝางระบุแค่เมาจมน้ำตาย พร้อมให้ญาตนำไปฝัง โดยไม่มีการชันสูตร เผยการตายคนงานรายนี้ อาจเป็นเบาะแสคลายปมคดีฆ่าพระสุพจน์

 
ตามที่ประชาไท เคยเสนอข่าว กรณีพบศพนายสาม (ไม่ทราบนามสกุล) ชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นคนงานในสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรมเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2549 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภอ.ฝาง ได้สรุปสำนวนว่า เสียชีวิตเนื่องจากเมาสุราแล้วตกน้ำจนกระทั่งจมน้ำเสียชีวิตนั้น ล่าสุด ดีเอสไอจับมือสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขึ้นฝาง ขุดกระดูกศพนายสามมาพิสูจน์หาร่องรอยการเสียชีวิต และพบพิรุธหลายอย่างเช่นซี่โครงหัก มือกำไฟแช็คแน่น ซึ่งถือว่าเป็นตายผิดธรรมชาติ
 
 
 
 
พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ เปิดเผยกับ ประชาไท ว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าว นายสามได้มาช่วยงานภายในสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม ซึ่งได้จัดกิจกรรม"วัดปลอดบุหรี่"ซี่งเป็นโครงการที่ได้งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)โดยมีพระจากหลายจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 30 รูป และฆราวาสประมาณ 70 คน
 
“วันที่ 3 มี.ค.2549 หลังอบรมโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่เดินทางออกไปไม่ถึง 20 นาที มีรายงานแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ.ฝาง ว่าพบศพนายสามนอนคว่ำหน้าอยู่ในสระน้ำภายในสวนเมตตาธรรมเก่า(สวนพระสิงห์ทน) ซึ่งไม่ใช่บริเวณที่คนทั่วไปจะเข้าไปตามปกติ เนื่องจากอยู่ห่างจากบริเวณสวนเมตตาธรรมมาก ต่อมา ทางตำรวจสันนิษฐานว่าเกิดอุบัติเหตุจมน้ำตาย และอนุญาตให้ภรรยานายสามนำศพไปฝัง โดยไม่ได้มีการชันสูตรศพแต่อย่างใด ซึ่งในขณะนั้นอาตมาได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการฆาตกรรม แต่ไม่มีใครปักใจเชื่อ” พระกิตติศักดิ์ กล่าว
 
 
 พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ
ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์
(ภาพจากแฟ้ม นิตยสารสารคดี)
 
พระกิตติศักดิ์ เปิดเผยว่า การเร่งปิดคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ.ฝาง ทำให้เกิดความไม่แน่ใจ เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นกับสำนักปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรมหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่การฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจ สำหรับคดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจ เป็นคดีสะเทือนขวัญและเป็นข่าวครึกโครม เนื่องจากพระสุพจน์ เป็นพระนักกิจกรรมซึ่งทำงานศึกษาและเผยแพร่คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุอย่างต่อเนื่องจริงจังและมีอัธยาศัยเป็นมิตร ถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่18 มิ.ย. 2548 โดยสภาพศพถูกฟันเหวอะหวะไปทั้งตัว และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนของดีเอสไอ
 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28-29 ก.ค.2552 ที่ผ่านมา ทาง เจ้าหน้าที่จากสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่ทำการขุดเอากระดุกศพของนายสาม บริเวณป่าด้านหลังของสำนักสงฆ์สันกู่ ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ออกมาพิสูจน์ หลังจากมีการสอบพยานหลายปาก พบว่า หลังเกิดเหตุการณ์การฆาตกรรมพระสุพจน์ ได้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติ ผิดธรรมชาติหลายกรณีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่พยานแวดล้อม การยิงปืนขู่ เหตุเพลิงไหม้บ้านคนงานซึ่งเป็นพยานคนสำคัญของคดีเนื่องจากเป็นผู้พบศพของพระสุพจน์ หลังจากนั้น มีการจับกุมนางคำโดยตั้งข้อหาวางเพลิง หลังผ่านเหตุการณ์ไปหลายปี รวมทั้งกรณีการพบศพนายสามนอนจมน้ำตายอย่างปริศนารายนี้ด้วย
 
 
 
  
ภาพหลุมฝังศพนายสาม ไม่ทราบนามสกุล
ที่ดีเอสไอและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ให้คนงานขุดเอากระดูกไปตรวจพิสูจน์
 
 
พระกิตติศักดิ์ กล่าวกับ ประชาไท ว่า ทางดีเอสไอเห็นว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างนั้นเป็นเหตุผิดธรรมชาติหลายเรื่องด้วยกัน จึงได้ร่วมกันสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขุดศพของนายสาม ขึ้นมาพิสูจน์ร่องรอยการเสียชีวิตอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่นำร่างของนายสาม ซึ่งเหลือแต่โครงกระดูกขึ้นมาแล้ว พบว่า มือข้างหนึ่งของนายสามยังกำไฟแช็คสีฟ้าไว้อยู่ ซึ่งตรงกับพยานแวดล้อมที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า ขณะที่ยกศพไปฝัง ในมือนายยังกำไฟแช็คไว้แน่น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ผิดธรรมชาติ ต่างจากคนจมน้ำปกติธรรมดา
 
“อีกทั้งเมื่อสอบปากพยานและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่า รองเท้าข้างหนึ่งของนายสาม ตกหล่นอยู่บริเวณด้านหน้าสวนเมตตาธรรมเก่า รวมทั้งเมื่อพิสูจน์กระดูกเบื้องต้น ยังพบว่า โครงกระดูกหัก 1 ซี่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุเบื้องต้นว่า น่าจะหักก่อนเสียชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การตายของนายสามครั้งนี้ ไม่น่าจะเป็นเพราะจมน้ำตาย และทางดีเอสไอคงเชื่อว่า คดีนี้อาจมีเงื่อนงำ ซับซ้อน และอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีการฆาตกรรมพระสุพจน์ เพราะหากดูตามรูปการนี้ ทางฝ่ายคนร้ายอาจไหวตัว และพยายามจะมีการฆ่าปิดปาก รวมทั้งทำร้าย ข่มขู่ผู้ที่อาจจะเปิดเผยข้อเท็จจริงมาอย่างต่อเนื่อง” ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ กล่าวให้เห็นปมขัดแย้ง
 
มีรายงานว่า หลังจากมีข่าวทางดีเอสไอและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุครั้งนี้ ได้มีเสียงการยิงปืนในระยะใกล้รอบๆ สวนเมตตาธรรม เหมือนจะเป็นการข่มขู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปราม ซึ่งปฏิบัติงานให้ความคุ้มครองพยานในสวนเมตตาธรรม สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนสั้น ลักษณะยิงเพื่อข่มขู่มากกว่า
 
อย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอได้รวบรวมเศษชิ้นส่วนกระดูกของนายสามทั้งหมด ส่งไปให้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้นำไปพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อสืบค้นหาสาเหตุเงื่อนงำการตายและอาจเชื่อมโยงไปสู่คดีการฆาตกรรมพระสุพจน์ต่อไป                                                                                                   
 
ทั้งนี้ พ.อ.ปิยวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้กล่าวในเวทีเสวนา  “4 ปีคดีพระสุพจน์: บทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมและสังคมไทย” เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การวางแผนคดีฆาตกรรมดังกล่าว บุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีความรู้ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจึงพบว่ามีความพยายามในการทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุ เช่น มีดที่ใช้ก่อเหตุ บุหรี่ก้นกรอง ในส่วนคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน และเชื่อว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายราย หลังจากลงไปสืบพบผู้ที่คาดว่ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องบางคนได้ถูกตัดตอนไป อย่างไรก็ตามยืนยันว่า หากผลการสืบสวนพบว่า มีหลักฐานที่จะเอาผิดกับผู้ใดที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้ จะดำเนินการทั้งหมดไม่มีการละเว้นอย่างเด็ดขาด
 
 
 
 
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจ
และเงื่อนงำข้อพิพาทสิทธิ์ในที่ดินของสวนป่าเมตตาธรรม
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น