บทบรรณาธิการ Kwekalu : การสู้รบที่ไม่มีความหมาย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

สุดท้ายเหล่าผู้นำและทหาร DKBA ก็จะได้รับเพียง ตำแหน่ง เล็กน้อยและคำปลอบขวัญ แล้วเมื่อถึงตอนนั้นความเป็นกะเหรี่ยงเรา ก็ต้องมองหน้าถามหากันแล้วว่า ความดีงามของกะเหรี่ยงเราได้หายไปไหน เพราะความดีงามของกะเหรี่ยงได้หายไปกับการสู้รบกันเองครั้งที่ผ่านมาหมดแล้วนั่นเอง

ช่วงที่กองกำลัง DKBA โจมตีกองพลน้อยที่ 7 ของKNU หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ที่สูญเสียกำลังมากที่สุดกลับกลายเป็นฝ่ายกะเหรี่ยงด้วยกันเอง
 
ช่วงนี้เองทำให้กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธได้ขนกำลังและรบกับเผ่าเดียวกันอาจจะมากกว่าอำนาจของตนที่ได้รับภายใต้การชี้นำของฝ่ายเผด็จการทหารพม่า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการกระทำของกะเหรี่ยงพุทธที่ต้องทำตามความต้องการของเผด็จการทหารพม่า การที่ต้องทำตามคำสั่งของเผด็จการทหารพม่านั้นผู้ที่มีความสุขและไม่ต้องทำอะไรคือรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า
 
จากการที่ต้องห้ำหั่นกันแบบนี้เป็นจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าดูเลย และไม่มีความหมายใดเลย เนื่องจาก เป็นกลลวง เป็นหลุมพรางของเผด็จการทหารพม่าที่ตลอดเวลาก็ได้พยายามที่จะให้เผ่าพันธุ์กะเหรี่ยงสูญหายอยู่แล้ว เพื่อที่จะไม่มีผู้ต่อต้านอีกต่อไป
 
ช่วงที่กะเหรี่ยงพุทธแยกตัว (ค.ศ. 1994) ออกจาก KNU เป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของศาสนา และอำนาจ พวกเขาจึงเข้าไปร่วมมือกับพม่า ในขณะที่พม่ายื่นข้อเสนอให้กับกะเหรี่ยงพุทธ ที่ว่าในระยะหนึ่งปีนี้จะให้กะเหรี่ยงพุทธเป็นผู้ที่ประจำการอยู่ตามแนวชายแดนที่หมายถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอันมหาศาล แต่จนถึงปัจจุบันเหล่าผู้นำระดับสูงของกะเหรี่ยงพุทธกลับค่อยๆลืมแล้วไม่กล้าทวงขณะเดียวกันกลับกลายร่างแปรเปลี่ยนไป เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ถืออาวุธที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของเผด็จการทหารพม่า
 
คนใน DKBA จำนวนมากต้องเข้าไปเป็นทหารเพราะถูกบังคับ เนื่องจากประชาชนเหล่านั้น อยู่ภายใต้ผู้นำตลอด แต่ผู้นำขาดด้วยวิสัยทัศน์ของความเป็นผู้นำที่ไม่ได้มองอย่างลึกซึ้งว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ทำร้ายเผ่าพันธุ์ของตัวเอง แต่กลับมองเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับเพียงไม่กี่คน แม้จะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อเผ่าเดียวกันก็ตาม
 
DKBA ยอมรับหลักการใหญ่ที่เผด็จการทหารพม่ายื่นให้คือ จะได้เป็นผู้บัญชาการตามแนวชายแดน โดยที่ไม่ได้มองในเรื่องอำนาจของกลุ่มที่วางอาวุธกับกลุ่มไม่ได้วางอาวุธ ภายใต้สถานการณ์และจากประสบการณ์ที่คนรุ่นก่อนได้รับจากพม่า แต่กลับมองเรื่องผลประโยชน์ อำนาจ อิสระและกำลังพลที่จะได้รับการสนับสนุนจากเผด็จการทหารพม่า เป็นหลัก
 
เหล่าผู้นำ DKBA ได้ประชุมกันในเมื่อวันที่ 07- 05 -2009 ในประเด็น ที่จะได้เป็นกลุ่มกองกำลังตามแนวชายแดน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนทหารมากกว่า 6,000 -9,000 นาย ซึ่งเป็นมติหลังจากผู้นำของเผด็จการทหารพม่า กับ ผู้นำกองกำลังDKBA ตกลงกัน และหากเป็นไปตามนั้น (กำลังพล 9,000นาย)DKBAก็จะกลายเป็นกลุ่มที่ถืออาวุธใหญ่ในอนาคตเป็นอันดับ 2 ที่มีกำลังในกองทัพใหญ่ของเผด็จการทหารพม่าที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 25,000 นายเลยที่เดียว
 
DKBA กับเผด็จการทหารพม่า ร่วมกันโจมตีกองพลน้อยที่ 7 KNU ครั้งนี้ผู้บัญชาการเผด็จการทหารพม่ากำชับกับกองทัพของตัวเองว่าพยายามห่างจากจุดที่มีการปะทะให้มากที่สุด และปล่อยให้DKBA กับ KNU ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันรบกันเอง อีกไม่นานDKBA ก็จะสูญหายเพราะจะกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ของเผด็จการทหารพม่าและจะเป็นใหญ่ตามแนวตะเขบชายแดน ในขณะเดียวกัน ก่อนถึงปี 2010 ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศพม่า ดังนั้นจึงต้องกวาดล้างกองกำลัง KNU ออกให้หมดถึงตอนนั้นDKBAก็จะไม่มีผู้ใดต่อต้านอีกต่อไป
 
สุดท้ายเหล่าผู้นำและทหาร DKBA ก็จะได้รับเพียง ตำแหน่ง เล็กน้อยและคำปลอบขวัญ แล้วเมื่อถึงตอนนั้นความเป็นกะเหรี่ยงเรา ก็ต้องมองหน้าถามหากันแล้วว่า ความดีงามของกะเหรี่ยงเราได้หายไปไหน เพราะความดีงามของกะเหรี่ยงได้หายไปกับการสู้รบกันเองครั้งที่ผ่านมาหมดแล้วนั่นเอง
 
จึงเป็นคำถามที่เหล่า DKBA และประชาชนส่วนหนึ่งต้องคิดแล้วว่าเราจะทำตามผู้นำเพียงบางคนกับเผด็จการทหารพม่า ที่คอยชี้นำเพื่อให้เผ่าพันธุ์ของเราสูญหายงั้นหรือ?

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์