ยื่นฟ้องศาลปกครอง มท.1 ละเลยหน้าที่กรณี ‘ด.ช.หม่อง’ อภิสิทธิ์-กษิต ให้ความหวังได้ไปแข่งพับจรวดที่ญี่ปุ่น

 
3 ก.ย.52  - เวลา 11.00 น. สภาทนายความ โดยนายนิติธร ล้ำเหลือ ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีแทนเด็กชายหม่อง ทองดี และคณะได้เดินทางไปที่ศาลปกครอง เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล) ทั้งนี้เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยได้รับผลกระทบอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร มีผลเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดี ทั้งยังกระทำการที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลักสิทธิมนุษยชน ส่งผลกระทบต่อหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรง 
สภาทนายความเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญเร่งด่วน จึงเดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอศาลมีคำสั่งให้ ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวแก่เด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งการอนุญาตก็ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือจะก่อให้เกิดปัญหาต่อความมั่นคงแต่อย่างใด โดยขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้เด็กชายหม่อง ทองดี เดินทางออกนอกประเทศและเดินทางกลับเข้าประเทศได้ เพื่อดำเนินการแข่งขัน ฯ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ การฟ้องร้องดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวันที่ 2 ก.ย. นายดวงฤทธิ์ เกติมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยเด็กชายหม่อง ทองดี อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.4 ได้เดินทางเข้าพบ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายชำนิ บูชาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย เพื่อขออนุญาตให้กระทรวงมหาดไทย ทำหนังสือรับรองให้เด็กชายหม่อง เดินทางออกและกลับเข้าประเทศไทยได้ เพื่อที่จะเดินทางไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเด็กชายหม่องได้รางวัลชนะเลิศการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับชิงแชมป์ประเทศไทยครั้งที่ 5 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ที่เมืองชิบะ ระหว่างวันที่ 18-20 ก.ย. มีกำหนดให้เดินทางในวันที่ 16 ก.ย. โดยต้องดำเนินการขอหนังสือเดินทางของคนต่างด้าว และนำหนังสือเดินทางไปขอวีซา ณ สถานทูตประเทศญี่ปุ่นภายในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. แต่อธิบดีกรมการปกครอง ได้ชี้แจงว่า ตามกฎหมายไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีอำนาจออกหนังสือรับรองดังกล่าวได้ เนื่องจากบิดา และมารดา ของเด็กชายหม่อง เป็นแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่บุคคลที่มีสัญชาติไทย และเด็กชายหม่องมีสถานะเป็นผู้ติดตาม ดังนั้นการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจึงไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
คำฟ้องคดีของสภาทนายความ ระบุว่า เด็กชายหม่อง ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของประเทศไทยในฐานะผู้ติดตามแรงงาน และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ แต่ในปี 2548 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มียุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล (มติคณะรัฐมนตรี 18 ม.ค.48) ซึ่งได้แยกประเภทเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในสถาบันการศึกษาออกมา ได้รับการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0 คือ 0-5001-89000-94-1 เมื่อวันที่ 16 ก.ย.48 โดยอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 15 ม.ค.50 และบัตรดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 14 ม.ค.60
นอกจากนี้สิทธิในเสรีภาพที่จะเดินทาง เป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ 2540 อันจะถูกจำกัดมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งไม่ปรากฎว่ามีกฎหมายใดห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเดินทางออกนอกประเทศเพื่อการสร้างชื่อเสียง และทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย มิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อความมั่นคงของประเทศแม้แต่น้อย และสิทธิในเสรีภาพที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศนี้ ได้มีทางปฏิบัติอันเป็นปกติประเพณีของประเทศไทย อีกทั้ง รมว.ทรวงมหาดไทย ได้เคยอนุญาตให้บุคคลที่มีลักษณะเดียวกันกับผู้ฟ้องคดีเดินทางออกไปนอกประเทศและกลับเข้ามาในประเทศไทยมาก่อนแล้ว ได้แก่ อาจารย์อายุ นามเทพ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนดนตรีคลาสิคที่มหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ได้เดินทางออกไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติหลายครั้ง เพื่อไปแสดงดนตรีรวมถึงแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งสิทธิในเสรีภาพดังกล่าวนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะต้องรับรองและให้ความคุ้มครองแก่บุคคลทุกคนโดยเสมอภาค และเลือกปฏิบัติมิได้ การดำเนินการไปในทางจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าว เป็นสิ่งที่ไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่โดยผลของกฎหมาย และหากกฎหมายมีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพก็จะต้องดำเนินการโดยละเอียด รอบคอบ อย่างเคร่งครัด ทั้งต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบชี้แจงได้ โดยกำหนดระยะเวลาให้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ สิทธิในเสรีภาพที่จะเดินทางนี้ ยังผูกพันประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีที่จะต้องคุ้มครองรับรองแก่บุคคลด้วย ตามกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสที่จะได้เดินทางไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับนั้น ยังหมายถึง โอกาสของการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอย่างเด็กชายหม่อง เพื่อการพัฒนาไปสู่การมีชีวิตที่มีคุณภาพ การมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเสมอภาค อันเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองและผูกพันรัฐภาคีเช่นประเทศไทย ตามข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมืองและอนุสัญญาสิทธิเด็กทั้งฉบับ ทั้งนี้ เวลา 14.00 น. ศาลปกครองรับฟ้องแล้ว หมายเลขคดีดำ 1372 /2552
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น. รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงมหาดไทยถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องนี้ ว่า การโดนโจมตีเป็นเรื่องธรรมดา ไม่รู้สึกกดดันอะไร การทำงานย่อมมีการเห็นต่างกันบ้าง และโดยส่วนตัวก็อยากให้เด็กได้ไป แต่ทางเราได้หาทางช่วยเหลือไปแล้ว โดยศึกษากฎหมายว่ามีช่องทางอย่างไร ทำได้ก็ทำ ส่วนกรณีที่ไม่ได้ตัดสินใจก่อนหน้านี้ เพราะกฎหมายมีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาศึกษา เพราะกระทรวงมหาดไทยมีนักกฎหมายมาก ต้องปรึกษาหารือกัน เมื่อมีทางออกก็ทำได้ เมื่อถามว่ากลัวว่าจะมีการอ้างกรณีนี้มาเรียกร้องอีกหรือไม่ นายชวรัตน์ ตอบว่า คนไม่มีสัญชาติในประเทศไทยมีอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นต้องระวังในการอนุมัติสัญชาติ
ต่อมาเวลา 16.00 น.ที่รัฐสภา ด.ช.หม่อง เดินทางมาพร้อมกับนายดวงฤทธิ์ เกติมา ครูจำชั้นรร.บ้านห้วยทราย และนางเตือนใจ ดีเทศน์ ส.ว.เชียงราย เพื่อพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอช่วยเหลือและคำยันในการได้เอกสารสำหรับเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นโดยด.ช.หม่องถือกระดาษพับเครื่องบินสีเหลืองติดตัวมาด้วย และมีอาการตื่นเต้นเมื่อเข้าภายในอาคารรัฐสภาถึงกับมีอาการงงๆ เนื่องจากได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเข้ารุมล้อมจำนวนมาก
ด.ช.หม่องกล่าวว่า “ต้องขอบคุณทุกๆ คน ผมขอบคุณชาวประเทศไทยที่ให้โอกาสผมไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น ผมจะทำให้เต็มที่” จากนั้น ด.ช.หม่องขึ้นไปรอหน้าห้องรับ รองนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 อาคารรัฐสภา โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ว่า “ผมตื่นเต้นมาก แต่ก็ดีใจ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเถียงอะไรกัน” ซึ่งระหว่างนั้นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยกำลังปะทะคารมกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กรณีคลิปเสียงคล้ายนายกฯ ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะขอชี้แจงในครั้งที่ 3 แล้วออกตัวว่าต้องรีบไปพบเด็กชายหม่องที่มารออยู่ จากนั้นเวลา 16.15 น.นายอภิสิทธิ์ ออกจากห้องประชุมสภามาพบ ด.ช.หม่อง พร้อมกับ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ โดยมีนางเตือนใจ และตัวแทนกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าหารือด้วยภายในห้องรับรองนายกฯ โดยนายอภิสิทธิ์ได้สอบถาม นายกษิต ถึงเอกสารการเดินทางไป และเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นของ ด.ช.หม่อง โดยนายกษิต ยืนยันว่า ในคืนนี้วันนี้ ทุกอย่างน่าจะเสร็จเรียบร้อย ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ เพียงแต่รอเอกสารต่างๆ จากกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น คิดว่าไม่น่ามีปัญหา แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเอกสารการเดินทางไปและกลับเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของ ด.ช.หม่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ชวน ด.ช.หม่อง คุยอย่างเป็นกันเอง โดยสอบถามถึงผลการเรียน ภูมิลำเนาเกิด ทั้งนี้ ครูประจำชั้นยืนยันว่า ด.ช.หม่อง เกิดในประเทศไทยและเรียนในประเทศไทย จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในเรื่องการให้สัญชาติของชาวต่างด้าวนั้น ได้มีการคุยกันในที่ประชุมสภาความมั่คงแห่งชาติ (สมช.)ยอมรับว่าที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี มีคนไร้สัญชาติมาก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญ กำลังจะพิจารณาอยู่ รวมถึงการให้หลักประกันด้านสุขภาพด้วย โดยกำลังหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ในกรณีของแรงงานต่างด้าวนั้น ความจริงจะต้องถูกส่งตัวกลับเมื่อถึงเวลา แต่ขณะนี้รัฐบาลพยายามดูแล พร้อมให้ช่วยเหลือ แต่ยืนยันว่าต้องไม่เป็นภาระต่อผู้เสียภาษีชาวไทย ส่วนเรื่องปัญหาหลักประกันสุขภาพการรักษาพยาบาลของคนไร้สัญชาติ รวมทั้งกรณีที่คนเหล่านี้จะได้ทุนไปเรียนต่างประเทศนั้น ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ทำเรื่องมาที่ตนโดยตรง หรือมาที่กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลจะดูแลให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ร้องขอ จะได้ทุกกรณี แต่รัฐบาลให้ความสำคัญ จะทำเรื่องนี้โดยยึดหลักปฏิบัติสากล กรณีของ ด.ช.หม่องถือเป็นกรณีตัวอย่าง ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตัดสินใจพิจารณาโดยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วน ด.ช.หม่อง กล่าวขอบคุณนายกฯ ว่า “ขอขอบคุณนายกฯ ผมรักท่านมากครับ นายกฯ ใจดี” ขณะที่นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ไม่ใช่นายกฯคนเดียวที่ใจดี ผู้ใหญ่ทุกคนก็ใจดี เป็นห่วงเป็นใย ก็ขอให้ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำสิ่งที่ทำอยู่นี้ให้ดี ตั้งใจทำต่อไป” จากนั้น ด.ช.หม่อง มอบเครื่องบินกระดาษให้นายกฯ ขณะที่นายกฯมอบถุงของขวัญให้ ด.ช.หม่องเป็นที่ระลึกภายในมีของเล่น และนม ทั้งนี้ ด.ช.หม่อง กล่าวก่อนขึ้นรถกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ดีใจมาก ทั้งเรื่องที่จะได้ไปแข่งที่ญี่ปุ่นและดีใจที่ได้พบนายกฯ เดี๋ยวจะไปบอกพ่อและแม่ว่า ผมได้ไปญี่ปุ่นแล้ว และในอนาคตถ้าโตขึ้น ผมอยากเป็นนักบิน”
 
ที่มาบางส่วนจากเว็บไซต์ไทยรัฐ

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์