ตำรวจ-นายทุน รุกไล่รื้อ “ชุมชนสันติพัฒนา” แต่ต้องออกจากพื้นที่ เหตุไม่ชัดชุมชนอยู่ในที่ นส.3 ของบริษัทฯ

วานนี้ (3 ก.ย.52) เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บังคับคดีได้นำหมายศาลเข้าไปในพื้นที่ชุมชนสันติพัฒนา หมู่ 6 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฏร์ธานี เพื่อบังคับคดีให้ชาวบ้านในชุมชนสันติพัฒนาออกจากพื้นที่ตามคำสั่งศาลที่ให้มีการคุ้มครองชั่วคราวพื้นที่กรณีพิพาทระหว่างบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) กับกลุ่มชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทางบริษัทฯ ได้ระดมคนงานราว 400 คน พร้อมสุนัขอีกหลายสิบตัว ร่วมขบวนด้วย เพื่อเตรียมการที่จะขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ชุมชนสันติพัฒนาเป็น 1 ในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนทั้งหมด 30 แห่ง ใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ จากการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก่อตั้งชุมชนเมื่อเดือนกันยายน ปี 2550 โดยกลุ่มชาวบ้านที่ประสบปัญหาไม่มีที่ดินและที่ดินไม่พอทำกิน ได้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่สวนปาล์มของบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) และดำเนินการจัดแบ่งเป็นพื้นที่เพื่อทำการเกษตรและตั้งบ้านเรือน ปัจจุบันมีสมาชิก 101 คน

นายสุรพล สงฆ์รักษ์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ตัวแทนสหพันธ์เกษตรภาคใต้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ กล่าวว่า การเจรจากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่บังคับคดี ได้มีการยืนยันว่าชุมชนสันติพัฒนาไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ นส.3 ของบริษัทฯ โดยที่ดิน นส.3 ตามที่บริษัทฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคนละแปลงกับที่ตั้งชุมชน และหมายศาลที่ถูกนำมาติดไว้หน้าชุมชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมานั้นติดผิดที่ ทั้งนี้ชาวบ้านได้เรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่บังคับคดีได้ไปตรวจสอบพื้นที่ตามเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวให้ชัดเจนอีกครั้งก่อนที่จะดำเนินการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่

การเจรจาดำเนินไปราว 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ จึงยินยอมที่จะออกจากพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่บังคับคดีรับที่จะไปตรวจสอบ ความถูกต้องของพื้นที่ ตาม นส.3 ของบริษัทฯ แต่ลูกจ้างคนงานของบริษัทฯ ยังคงรวมตัวกดดันชาวบ้านอยู่บริเวณทางเข้าชุมชน สร้างความหวั่นวิตกให้กับชาวบ้านว่าอาจมีการใช้กำลังมาไล่รื้อทำลายชุมชนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากพื้นที่ไปแล้ว ดังนั้นชาวบ้านจึงได้พยายามร้องขอให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่จนกว่ากลุ่มคนงานของบริษัทฯ ทั้งหมดจะออกไปจากพื้นที่ ขณะที่ทางฝ่ายหน่วยปฏิบัติการพิเศษก็ให้ชาวบ้านลงชื่อในเอกสารเพื่อยืนยันว่าการเข้ามาในพื้นที่วันนี้ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ชาวบ้านไม่ยอมลงชื่อเพราะยังไม่ไว้ใจในความปลอดภัย

นายสุรพลกล่าวต่อมาว่า กว่าที่คนงานของบริษัทฯ จะยอมออกจากชุมชนก็หลังจากที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามพบว่ายังมีกลุ่มคนงานของบริษัทฯ ดังกล่าวราว 60-70 คน ได้ตั้งเต็นท์ที่พักห่างจากบริเวณทางเข้าชุมชนไปประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชาวบ้านมาก นอกจากนี้ทราบว่าคนงานที่เข้ามาในชุมชนนั้น เมื่อออกไปได้แสดงอาการเอะอะโววาย คล้ายคนเมายา หากปล่อยให้เข้ามาในชุมชนได้อาจก่อความวุ่นวายเพราะขาดสติ ดังนั้นตอนนี้ในชุมชนจึงยังคงต้องวางกำลังเวรยามเพื่อเฝ้าระวังต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

ตัวแทนสหพันธ์เกษตรภาคใต้กล่าวด้วยว่า นอกจากกลุ่มของเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนงานของบริษัทฯ แล้วในวันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.สุราษฏร์ธานีได้เดินทางเข้ามาในชุมชนเพื่อเจรจาร่วมหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ดินกับชาวบ้าน โดยทาง เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ได้ชี้แนวเขตพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ไม่มี นส.3 ทับซ้อน ซึ่งอยู่ใกล้ชุมชน เพื่อนำมาจัดการให้คนในชุมชนได้ทำมาหากินประกอบอาชีพ โดยในเบื้องต้นมีที่ที่ดินพื้นที่ 133 ไร่ รองรับคนในชุมชนหากต้องออกจากพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนในปัจจุบัน ทั้งนี้ในวันที่ 11 ก.ย.ที่จะถึงนี้ จะมีการนแผนที่มาให้ชาวบ้านดูอีกครั้ง ซึ่งในส่วนตัวคิดว่าการจัดพื้นที่ให้ชาวบ้านของ ส.ป.ก.ในครั้งนี้ ควรให้มีการยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันปัญหาทับที่ นส.3 อีก

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า การต่อสู้ของคนในชุมชนในเรื่อง ที่ดิน นส.3 ที่บริษัทนำมากล่าวอ้างถึงไม่ใช่ที่ตั้งชุมชนนั้นยังคงอยู่ แต่ในเรื่องที่ทำกินนั้นเนื่องจากทางบริษัทฯ ทำการปลูกสวนปาล์มในเนื้อที่กว่า 40,000 ไร่ และก็มีที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิ์ นส.3 อยู่หลายแปลงในบริเวณใกล้เคียงชุมชน การขยายพื้นที่ทำกินสุ่มสี่สุ่มห้าอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา ดังนั้น พื้นที่ที่ ส.ป.ก.เสนอก็ทำชาวบ้านมีงานทำ มีที่ดินสำหรับทำอยู่ทำกินได้บ้าง ถือว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน เพราะหากต้องอยู่อาศัยและทำกินจริงๆ พื้นที่ 133 ไร่ ตกเฉลี่ยครอบครัวละไร่กว่าๆ อาจไม่เพียงพอ

นอกจากนั้นทาง เจ้าหน้า ส.ป.ก. ยังให้ข้อมูลว่า ขณะนี้พบว่า มีเนื้อที่อีกกว่า 200 ไร่ ที่มีการออก นส.3 ทับที่ ส.ป.ก. ซึ่งอาจต้องมีการดำเนินการเพื่อฟ้องร้องกันต่อไป อีกทั้งในส่วนพื้นที่ นส.3 ของบริษัทอาจต้องมีการตรวจสอบว่ามีกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากได้มาโดยถูกต้องก็อาจสนอรัฐบาลเพื่อขอจัดสรรงบประมาณมาจัดซื้อ เพราะบริษัทฯ เองถือครองที่ดินจำนวนมากนับเป็นหมื่นไร่จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องขาดแคลนที่ดินทำกิน

ในส่วนคดีความ นายสุรพลกล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านต้องคดีโดยการฟ้องร้องจากบริษัท จำนวน 12 ราย เป็นคดีแพ่ง 3 ราย ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินรวมกว่า 5 ล้านบาท และที่โดนคดีทั้งแพ่งและอาญา 9 ราย ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท และในส่วนการฟ้องข้อหาบุกรุกและขับไล่ออกจากพื้นที่นี้ อีก 5 วัน คือในวันที่ 8 ก.ย.นี้ ศาลจะมีการนัดไต่สวนคดีเป็นครั้งแรก

นายสุรพลกล่าวด้วยว่าในวันนี้ (4 ก.ย.52) ที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะมีการจัดประชุมระดมความคิดเห็นในเรื่องโฉนดชุมชน โดยเชิญผู้เข้าร่วมจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อจัดทำเป็นข้อคิดเห็นเสนอต่อรัฐบาล แต่ในส่วนของชุมชนสันติพัฒนาและชุมชนใกล้เคียงใน จ.สุราษฎร์ธานี ไม่สามารถไปเข้าร่วมได้ เนื่องจากต้องเฝ้าระวังสถานการณ์เฉพาะหน้าในพื้นที่ ซึ่งตรงนี้เป็นอุปสรรค์ในการบริหารงานในนามสิทธิชุมชน ชาวบ้านในพื้นที่เสียโอกาสเสนอความเห็นในเวทีสาธารณะ เพื่อเดินหน้าโฉนดชุมชนให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

ไม่ใช่ว่าทำเป็นมองไม่เห็นดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นนี้ใน จ.สุราษฎร์ เมื่อไปพูดคุยกับฝ่ายการเมืองก็เพียงรับปากจะพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในขณะที่คนชุมชนไม่สามารถอยู่อาศัยหรือทำกินอย่างปกติสุขได้ ต้องระดมกำลังกันเพื่อป้องกันชุมชน แทบไม่ได้หลับได้นอน ทั้งอิดโรยและอ้อนล้า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ปัญหาจะจบเสียที

“รัฐบาลมัวแต่โฆษณา แต่คนทำจะตายไม่ตายแหล่ เขาไม่ค่อยสนใจจริงๆ” นายสุรพลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า    
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์