ศาลพิพากษาคดี “ดา ตอร์ปิโด” หมิ่น “สพรั่ง” ปรับ 50,000

16ก.ย.52 เวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีการพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.4767/2551 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากระจายเสียง จากการปราศรัยบนเวทีหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 โจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.รวมไปถึง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.ผู้เสียหาย จึงได้มอบอำนาจให้นายทหารพระธรรมนูญแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เมื่อเดือน มิ.ย.50 เหตุเกิดที่ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยประการที่น่าจะทำให้พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า โจทก์มีทหารชั้นประทวนเบิกความว่า ได้ยินได้ฟังข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัยบนเวที และทางนำสืบยังมีหลักฐานเกี่ยวกับการถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวถึงบุคคลต่างๆ จึงเชื่อว่าจำเลยได้ขึ้นปราศรัยจริง ขณะที่พยานโจทก์ไม่รู้จักกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าให้การตามความเป็นจริงไม่มีเหตุที่จะให้การปรักปรำจำเลย ซึ่งแม้จำเลยจะนำสืบต่อสู้ว่า การขึ้นปราศรัยเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารที่ต้องการให้การรัฐประหารสิ้นสุดไป เนื่องจากจำเลยเชื่อและสนับสนุนในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีการเลือกตั้ง โดยจำเลยไม่มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว และการดำเนินกิจการของจำเลยเป็นไปตามสิทธิรัฐธรรมนูญ แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บุคคลจะมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการชุมนุมแสดงออกความคิดเห็นโดยสันติวิธีและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 และ 69 แต่สิทธิดังกล่าวก็จะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ขณะที่ศาลพิจารณาถ้อยคำทั้งหมดที่จำเลยกล่าวปราศรัยซึ่งพาดพิงบุคคลต่างๆ แล้ว เห็นว่า การปราศรัยของจำเลยกระทำโดยใช้โทรโข่งและเครื่องกระจายเสียง ซึ่งมีผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. แบ่งย่อยเป็นหลายกลุ่มทั้งกลุ่มแกนนำ กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ และกลุ่มผู้ชุมนุม มาร่วมฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้อยคำที่จำเลยกล่าวปราศรัยทำให้บุคคลที่ 3 เข้าใจผิดต่อ คมช.การกระทำของจำเลยจึงเกิดขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมิใช่การติชมด้วยความสุจริตและเป็นธรรมที่จะเป็นข้องดเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา 329 (1) (3) ให้พ้นความผิดได้ ข้อต่อสู้จำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก

พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 328 แต่เนื่องจากจำเลยนำสืบว่าเคยเป็นสื่อมวลชนและจบการศึกษารัฐศาสตร์ เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยที่จะต้องระมัดระวังในการใช้คำพูดพาดพิงถึงบุคคลอื่น เห็นสมควรลงโทษสถานเบา เพื่อให้เป็นการหลาบจำ จึงให้ปรับเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีที่หมิ่นประมาทนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในคดีหมายเลขดำ อ. 3634/2551 นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาสั่งปรับเท่านั้น ไม่มีโทษจำคุกจึงไม่อาจนับโทษต่อได้


ที่มาบางส่วน: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์