เสน่ห์ คุณค่า ป่าสักทอง ณ แก่งเสือเต้น

ณ อุทยานแห่งชาติแม่ยม อ.สอง จ.แพร่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือ "ดงสักงาม" ป่าสักทองธรรมชาติผืนใหญ่กว่า 20,000 ไร่ ที่ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างหนาแน่น มีความอุดมสมบูรณ์ของแมกไม้นานาพรรณ ไม่น่าเชื่อว่าป่าสักทองผืนนี้จะผ่านการสัมปทานมาแล้วถึงสองยุคสองสมัย โดยในช่วงแรกยุคบริษัทฝรั่งอย่างอีสเอเชียติค เข้ามาสัมปทานไม้ประมาณปี 2,480 ส่งไม้ไปยังอังกฤษ ไม้ขนาดใหญ่สองสามคนโอบซึ่งมีอายุหลายร้อยปี จึงถูกส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อทำพระราชวัง เรือยอส์ช ฯลฯ

ยุคสมัยที่สอง บริษัทของคนไทยอย่าง "บริษัทชาติไพบูรณ์" ได้รับสัมปทานประมาณช่วงปี 2,500 และในปี 2,529 พื้นที่กว่า 284,218.75 ไร่ หรือประมาณ 454.75 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกประกาศให้เป็น "อุทยานแห่งชาติแม่ยม" ซึ่งคลอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ แพร่ น่าน ลำปาง และพะเยา ต่อมามีการประกาศปิดป่าและยุติการให้สัมปทานป่าในปี 2,532 เป็นต้นมา ทำให้ป่าสักทองผืนนี้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง

ป่า ไทย ป่าเขตร้อนชื้นของโลกปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ประเทศไทย เคยมีพื้นที่ป่าไม้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์ และยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอีกถึงแม้จะไม่มีการเปิดให้สัมปทานไม้แล้วก็ตาม ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศผิดเพี้ยนไปไม่ตรงตามธรรมชาติ เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง สืบเนื่องมา ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น การลดลงของป่าไม้ในเขตร้อนชื้นตามแนวเส้นสูงสูตร ส่งผลให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงไป ในนามที่ทุกคนทราบกันดีคือ ภาวะโลกร้อน นั่นเอง

 

ป่าสักทอง กับการลดภาวะโลกร้อน

ขณะที่ผู้คนทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่ตามมากับภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก เกิดพาเฮอริเคนในอเมริการุนแรงและถี่ขึ้น เกิดพายุไต้ฝุ่นรุนแรงและถี่ขึ้นในเอเชีย น้ำท่วม ภัยพิบัติเกิดและรุนแรงมากขึ้น เกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของมวลมนุษยชาติ ไม่เพียงเท่านั้น โรคภัยไข้เจ็บที่อุบัติขึ้นมาใหม่ๆ จากภาวะภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ฆ่าชีวิตมวลมนุษย์อย่างน่าวิตก และยังมีแนวโน้มที่อันตรายมากขึ้นทุกวัน ป่าไม้ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนเยียวยาภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

 

ดงสักงาม ป่าสักทอง แก่งเสือเต้น

ดงสักงาม ป่าสักทอง แก่งเสือเต้น ไม่เพียงแต่เป็นป่าสักทองธรรมชาติที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยเท่านั้น ป่าสักทอง แก่งเสือเต้น ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแพร่ สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดิน โอบอุ้มน้ำเมื่อหน้าฝน และปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงผู้คนในฤดูแล้ง ทำให้แม่น้ำยมมีชีวิตที่ยืนยาวมาจนปัจจุบัน อีกทั้งป่าสักทอง กว่า 20,000 ไร่ รวมทั้งป่าเบญจพรรณของอุทยานแห่งชาติแม่ยม 284,218.75 ไร่ ยังได้ทำหน้าที่ในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการเยียวยาภาวะโลกร้อนได้โดยไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่กลับมีคนจ้องที่จะทำลายมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัยในนามการพัฒนาโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ปัจจุบันสภาพป่าสักทอง แก่งเสือเต้น ที่ฟื้นคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ให้กับมวลมนุษย์ ทั้งพันธุ์พืช สมุนไพร ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พืชพรรณไม้นานาชนิด รวมทั้งสัตว์ป่าใหญ่น้อย จากการสำรวจของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ยม พบว่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 37 ชนิด นก 135 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 28 ชนิด ในจำนวนนี้มีสัตว์ที่มีสภาพน่าเป็นห่วง 4 ชนิด คือ หมาจิ้งจอก กระรอกบินเล็กแก้มขาว แมวป่า และนกยูง [2] และยังมีสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ตามสมุดปกแดงของ IUCN [3] คือเลียงผา
 


ภัยคุกคาม ป่าสักทอง แก่งเสือเต้น

การสัมปทานป่าไม้ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ไทย จนเหลือพื้นที่ป่าไม่ถึง 26 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ป่าสักทองธรรมชาติแก่งเสือเต้นก็หลีกไม่พ้นเช่นกัน หากแต่กาลเวลาได้ฟื้นฟูสภาพป่าสักทองให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นป่าสักทองธรรมชาติที่มีสภาพที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งในไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ของประเทศไทย แต่ยังมีโครงการพัฒนาของรัฐในนามโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ สันเขื่อนสูงถึง 69 เมตรจากท้องน้ำ ระดับเก็บกักปกติที่ 258 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ความจุประมาณ 1,175 ล้านลูกบาศก์เมตร [4] ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนี้จะส่งผลกระทบต่อป่าสักทองธรรมชาตินับหมื่นไร่

การคุกคามป่าสักทองยุคหลังเริ่มจาก การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทำการศึกษาความเป็นได้ของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยคาดว่าจะมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำ 48 เม็กกะวัตต์ แต่เมื่อผลสรุปออกมาว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุน ในปี 2528 กฟผ.จึงโอนเขื่อนแก่งเสือเต้นให้กับกรมชลประทาน เพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการชลประทาน
 


การคุกคามป่าสักทอง ในนามการพัฒนา

ยุคหลังช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาเป็นเสือตัวที่ห้า การลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย การพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรเกิดขึ้นอย่างเต็มกำลัง เขื่อนขาดใหญ่ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของการพัฒนาถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกลำน้ำถูกปิดกั้นโดยเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อการชลประทาน หากแต่ผลพวงที่ตามมาคือการเสียพื้นที่ป่า เกิดภาวะน้ำแล้ง น้ำท่วมมากขึ้นทุกปี ขณะที่พลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนไม่ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ของกำลังไฟฟ้าทั้งประเทศ จนต้องร้องเรียกหาพลังงานนิวเคลียร์ การพัฒนาจึงนำพามาทั้งความเจริญ ความสะดวกสบาย และความล่มสลายของป่าไม้ไทย รวมทั้งชุมชนคนในพื้นที่ที่ต้องสังเวยความล่มสลายของครอบครัวและชุมชนเพื่อการพัฒนา ป่าสักทองแก่งเสือเต้น และชุมชนสะเอียบ ก็หลีกหนีไม่พ้นเช่นกัน กรมชลประทานเดินหน้าผลักดันโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ท่ามกลางการคัดค้านของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ ศิลปิน นักพัฒนาเอกชน รวมทั้งเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ในนาม สมัชชาคนจน [5] จนทำให้คณะรัฐมนตรียุคพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ มีมติ ในวันที่ 29 เมษายน 2540 ให้ชะลอโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นไว้ก่อน

 

บทสรุป ต้องยุติการคุกคาม สร้างความยั่งยืนให้กับป่าสักทองธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชน

รัฐธรรมนูญปี 2540 และ ปี 2550 รับรอง สิทธิชุมชน และรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลสะเอียบ ก็มีความเข้มแข็ง เป็นชุมชนตัวอย่างในการกป้อง พิทักษ์ รักษา ป่าสักทองธรรมชาติ ไว้ให้ลูกหลานจนถึงปัจจุบัน ยังจะมีเหตุผลอันใดอีกเล่าที่จะอ้างการพัฒนาเพื่อทำลายป่าสักทองธรรมชาติผืนนี้ไปได้อีก ประกอบกับการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้ข้อสรุปว่า โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นโครงการลงทุนที่ขาดความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ ไม่คุ้มทุน จึงเป็นโครงการที่ไม่สมควรได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน [6]

นอกจากนี้ ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศยุติการให้เงินกู้เพื่อสนับสนุนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนี้อีกด้วย ประกอบกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำการศึกษาการจัดการน้ำลุ่มน้ำยมทั้งระบบ ทำให้เห็นว่ามีทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการลุ่มน้ำยมอีกมากมาย เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม ในลุ่มน้ำยม อาทิ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การทำแก้มลิง การทำทางเบี่ยงน้ำ การขุดลอก คู คลอง แม่น้ำ การจัดทำสะพานระบายน้ำตามแนวถนนที่ปิดกั้นทางน้ำ การวางแผนระบบการเกษตรที่สอดคลองกับน้ำต้นทุน การสร้างสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ

ทางเลือก ทางออก ในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง การจัดการน้ำลุ่มน้ำยม มีการศึกษาไว้หมดแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำมาลงมือปฏิบัติ เพราะการแก้ไขปัญหาแบบนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากเหมือนเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณถึง 12,000 ล้านบาท ซึ่งต้องวางรากฐานป้องกันแผ่นดินไหว เพราะจุดหัวงานสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น เป็นแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว ที่ยังมีพลังอยู่ เก็บป่าสักทองไว้ให้ลูกหลาน และมวนมนุษยชาติเถิด ดีกว่าสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อทำลายป่า ทำลายชุมชน และยังต้องหวาดผวากับภัยร้ายเขื่อนแตกอีกด้วย

 

........................................................................................

อ้างอิง
[1] ผู้ประสานงานโครงการยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำยม อย่างยั่งยืน : http://www.livingriversiam.org ; http://www.livingriversiam.org/thai/kst.htm ; email : thaipoor@gmail.com
[2] อ้างอิงจากเอกสารแนะนำอุทยานแห่งชาติแม่ยม จ.แพร่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
[3]  IUCN สหพันธ์นานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์
[4] อ้างจากเอกสารการศึกษางานทบทวนและสรุปผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น อำเภอสอง จังหวัดแพร่ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโดย บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัทพี แอนด์ซี แมเนจเมนท์ บริษัท แอสดีคอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด มกราคม 2543
[5] อ้างอิงจากเอกสารประกอบการจัดสมัชชาใหญ่ ครบรอบ 10 ปี สมัชชาคนจน , 10 ธันวาคม 2548 องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ก่อตั้ง ปี 2538 ปัจจุบันประกอบด้วย 7 เครือข่าย อาทิ เครือข่ายปัญหาป่าไม้ทับที่ทำกิน, เครือข่ายปัญหาที่ดิน, เครือข่ายผู้เดือดร้อนจากเขื่อนและการจัดการน้ำ, เครือข่ายผู้ป่วยจากแรงงาน, เครือข่าสลัม 4 ภาค, เครือข่ายเกษตรทางเลือก และเครือข่ายประมงพื้นบ้านภาคใต้
[6] อ้างอิงจาก ข้อสรุปและข้อมูลในรายละเอียดบางส่วนจากรายงานการทบทวนวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พฤศจิกายน 2540
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์