สรุปประเด็นข้อคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยแร่

คณะทำงานติดตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแร่ พ.ศ. .... ซึ่งประกอบด้วยศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.) โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW) เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ได้ทำการวิเคราะห์ร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. แร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง
การบัญญัติให้ผู้ถือประทานบัตรได้สิทธิในแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองโดยอัตโนมัติ ตามมาตรา 34 (1) ที่ระบุว่า “ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิในแร่ที่ระบุในประทานบัตรและแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง” อาจทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพยากรแร่อันเป็นสมบัติของประเทศชาติและประชาชนอย่างสะดวกง่ายดายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบหรือความเสียหายด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนเลย ยกตัวอย่างเช่น การทำเหมืองแร่ทองคำหากพบแร่เงิน เหล็กและอื่นๆ ก็ถือเสียว่าแร่นั้นๆ เป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่ทองคำ ทั้งที่ควรจะต้องมีการศึกษาผลกระทบ การขออนุญาต และการเสียค่าภาคหลวงแร่แยกเฉพาะต่างหาก
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาร่วมกับ บทนิยามคำว่า “แร่” ในมาตรา 4 ที่ได้รวมไปถึง หิน ดิน ทรายเพื่ออุตสาหกรรมด้วย โดยที่การประกาศกำหนดประเภทหิน ดิน ทราย เพื่ออุตสาหกรรม จากเดิมที่ต้องประกาศเป็นกฎกระทรวงก็บัญญัติเพียงให้ออกเป็นประกาศกระทรวงที่มีขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาน้อยกว่า จะเห็นว่าทั้งสองมาตรามีเนื้อหาที่สอดรับกันในลักษณะที่จะเอื้อให้เกิดการกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรได้มากขึ้นอีก เช่น ผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำสามารถขนหิน ดิน ทราย ที่เป็นแร่ผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่ทองคำนำไปขายได้ และเท่ากับว่าจะเกิดการระเบิดชั้นหิน ดิน ทราย กันอย่างมโหฬารเพื่อหวังขายหิน ดิน ทราย ด้วย
 ดังนั้นจึงควรบัญญัติให้ต้องมีการขออนุญาตแยกต่างหากอีกชั้นหนึ่งก่อนในส่วนของผลพลอยได้ฯ เพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และจะต้องมีการศึกษาผลกระทบและเสียค่าภาคหลวงแร่เพิ่มด้วย ส่วนการกำหนดประเภทหรือชนิดของหิน ดิน ทราย เพื่ออุตสาหกรรม ก็ควรคงไว้เป็นกฎกระทรวง
 
 
มาตรา 4
“แร่” หมายความว่า ทรัพยากรธรณีที่เป็นอนินทรียวัตถุมีส่วนประกอบทางเคมีกับลักษณะทางฟิสิกส์แน่นอนหรือเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย ไม่ว่าจะต้องถลุง หรือหลอมก่อนใช้หรือไม่และหมายความรวมตลอดถึงถ่านหิน หินน้ำมัน หินอ่อน โลหะ และตะกรันที่ได้จากโลหกรรม น้ำเกลือใต้ดิน หิน ซึ่งประกาศกระทรวงกำหนดเป็นหินประดับหรือหินอุตสาหกรรม และดิน ทราย ซึ่งประกาศกระทรวงกำหนดเป็นดิน ทราย เพื่ออุตสาหกรรม
 
มาตรา 34            ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิดังนี้
             (1) มีสิทธิในแร่ที่ระบุในประทานบัตรและแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง
 
2. การขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่
   หากพิจารณามาตรา 29 และมาตรา 24 ประกอบกับบทนิยามของคำว่า “ทำเหมือง” ตามมาตรา 4 จะเห็นว่าเป็นการบัญญัติให้การขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่เป็น “ข้อยกเว้นการทำเหมือง” เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ กำหนดให้การทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ทุกประเภทต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะการ“ขุดหาแร่รายย่อย” และ “ร่อนแร่” ไม่อยู่ในความหมายของการทำเหมืองแร่ และไม่ต้องมีการขอประทานบัตร เพียงแต่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่เท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาตามบทนิยามของการ “ขุดหาแร่รายย่อย และ “ร่อนแร่” ในมาตรา 4 ที่มีการเพิ่มเติมให้สามารถใช้เครื่องจักรแทนการใช้แรงคนได้ โดยอ้างเหตุผลว่าในสภาพปัจจุบันการขุดหาแร่รายย่อยสามารถกระทำได้กับแร่หลายชนิดมากกว่าเดิม และวิธีการได้มาซึ่งแร่บางชนิดหากต้องให้ขอประทานบัตรอาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนนั้น ในความเป็นจริงหากการขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่อนุญาตให้มีการใช้เครื่องจักรได้นั่นย่อมหมายความว่าบุคคลหรือผู้ประกอบการซึ่งขออนุญาตขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่โดยใช้เครื่องจักรก็คงจะมีเงินทุนสูงพอที่จะประกอบการสำรวจและทำเหมืองแร่ตามปกติของกฎหมายได้ และการใช้เครื่องจักรย่อมหมายถึงผลกระทบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับการทำเหมือง การบัญญัติเช่นนี้จะทำให้เกิดช่องโหว่ของกฎหมายได้ กลายเป็นการส่งเสริมให้มีการขุดหาแร่รายย่อยและร่อนแร่ในพื้นที่ใหญ่ขึ้น (อาจจะเทียบเท่ากับการทำเหมืองแร่ปกติ) และเสมือนเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำเหมืองแร่โดยไม่ต้องขออาชญาบัตรเพื่อการสำรวจแร่และประทานบัตรทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่
 
 
มาตรา 4
“ขุดหาแร่รายย่อย” หมายความว่า การกระทำแก่พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่บกหรือที่น้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ โดยวิธีการใช้แรงคน หรือใช้เครื่องจักร ตามประเภท ชนิด และลักษณะที่กำหนดในประกาศกระทรวง
“ร่อนแร่” หมายความว่า การกระทำแก่พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่บกหรือที่น้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่โดยวิธีการใช้ แรงคน หรือใช้เครื่องจักร ตามประเภท ชนิด และลักษณะที่กำหนดในประกาศกระทรวง
 
มาตรา 24                       นอกจากการได้มาซึ่งแร่ตามมาตรา 29 ห้ามผู้ใดทำเหมืองในที่ใดไม่ว่าที่ซึ่งทำเหมืองนั้นจะเป็นสิทธิของบุคคลใดหรือไม่ เว้นแต่จะได้รับประทานบัตรจากรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา 29                       ผู้ใดประสงค์ให้ได้มาซึ่งแร่ด้วยวิธีการขุดหาแร่รายย่อย การร่อนแร่ หรือวิธีการอื่นใดตามที่กำหนดในประกาศกระทรวง ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่
ให้รัฐมนตรีกำหนดชนิดแร่ ขนาดพื้นที่แหล่งแร่ คุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียน การลงทะเบียน การเพิกถอนทะเบียน การเรียกเก็บ หรือยกเว้นการเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่ และอัตราค่าธรรมเนียมการขุดหาแร่รายย่อย การร่อนแร่ หรือวิธีการอื่นใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในประกาศกระทรวง
 
3. การวางหลักการทั่วไปว่า “แร่เป็นของรัฐ”
            การให้คำนิยามว่า “แร่เป็นของรัฐ” ตามมาตรา 6 จะเป็นพื้นฐานในการตีความกฎหมายฉบับนี้ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งเมื่อกำหนดให้เป็นของรัฐ ก็อาจจะถูกตีความว่าหน่วยงานรัฐ จะบริหารจัดการอย่างไรก็ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์และรายได้เข้าสู่รัฐ นำไปสู่การดำเนินการตัดสินใจอนุมัติอนุญาตโครงการต่างๆไปโดยไม่เห็นความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ละเลยไม่ถามความเห็นและรับฟังชาวบ้านผู้อาจได้รับผลกระทบก่อน เพราะคิดว่าตนคือรัฐ และรัฐเป็นเจ้าของแร่ ทั้งที่จริงแล้วรัฐเป็นเพียงผู้ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนทั้งหมดให้ ทำหน้าที่บริหารจัดการแทนเท่านั้น แต่อย่างไรทรัพยากรของประเทศก็ต้องอยู่บนหลักการว่า เป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน และเมื่อมีกรณีที่ประชาชนอาจได้รับผลกระทบ หรือมีผลต่อสมบัติส่วนรวม รัฐก็ต้องย้อนกลับมาถามความคิดเห็นจากประชาชนก่อน การบัญญัติให้แร่เป็นของปวงชนชาวไทยทุกคนจะทำให้เห็นเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ชัดเจนขึ้นว่าต้องเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด
 
4. ขนาดพื้นที่ที่สามารถขออนุญาตสำรวจและทำเหมือง
            เรื่องขนาดพื้นที่มีกรณีที่ควรได้รับการพิจารณาความเหมาะสม ดังนี้
            - อาชญาบัตรพิเศษ ไม่เกินคำขอละ 10,000 ไร่ (มาตรา 21)
- อาชญาบัตรพิเศษในทะเล ไม่เกินคำขอละ 500,000 ไร่ และขยายอายุอาชญาบัตรจาก 2 ปี เป็น 5 ปี (มาตรา 21)
            - ประทานบัตร ไม่เกินคำขอละ 625 ไร่ (มาตรา 28 วรรคสอง)
            - ประทานบัตรในเขตอาชญาบัตรพิเศษ ไม่เกินคำขอละ 1,250 ไร่ (มาตรา 28 วรรคสาม)
            - ประทานบัตรในทะเล ไม่เกินคำขอละ 50,000 ไร่ (มาตรา 28 วรรค 2)
            - ประทานบัตรทำเหมืองใต้ดิน เขตเหมืองแร่ไม่เกินรายละ 10,000 ไร่ (มาตรา 45)
            นอกจากนี้ ตามมาตรา 28 วรรคสี่ และมาตรา 45 วรรคสอง ในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ยังให้อำนาจรัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีกำหนดเขตเหมืองแร่ให้แก่ผู้ขอประทานบัตรสำหรับทำเหมืองเกินกว่าที่กำหนดในมาตรา 28 วรรคสองหรือวรรคสาม และมาตรา 45 วรรคหนึ่งก็ได้ เท่ากับว่าขนาดพื้นที่ที่กว้างขวางมากเกินสมควรอยู่แล้ว ก็ยังสามารถขยายกว้างออกไปได้อีกอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด
            ข้อกำหนดเรื่องขนาดพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นนี้ ทางคณะทำงานฯไม่แน่ใจด้านข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติของการประกอบกิจการเหมืองแร่ แต่ตั้งข้อสังเกตและเป็นห่วงว่า ขนาดพื้นที่ดังกล่าวนั้น เป็นพื้นที่ที่กว้างขวางมาก อันอาจทำให้การตรวจสอบควบคุมโดยหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการเองทำได้ไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอต่อการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มที่มีเงินลงทุนสูงได้แสวงหาผลประโยชน์อย่างมโหฬารในทรัพยากรที่มีประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของที่แท้จริง
            ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ขยายอายุอาชญาบัตรพิเศษในทะเลเป็น 5 ปี จากที่กำหนดไว้เพียง 2 ปี (อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ในทะเล) ในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 จึงชี้ให้เห็นว่าการอนุญาตพื้นที่สำรวจแร่บริเวณกว้างใหญ่ถึง 500,000 ไร่ ไม่สามารถสำรวจแร่ได้ทันภายใน 2 ปี จึงต้องขยายเป็น 5 ปี แทนที่จะคิดกลับด้านว่าในเมื่อสำรวจแร่บนพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 500,000 ไร่ ไม่ทันภายใน 2 ปี ก็น่าจะลดพื้นที่อนุญาตให้มีการสำรวจแร่ให้เล็กลงเพื่อให้เหมาะสมกับเวลา 2 ปี ตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ขยายระยะเวลาออกไปเพื่อให้ผู้ขออาชญาบัตรพิเศษจับจองพื้นที่กีดกันสิทธิผู้ขอสำรวจแร่รายอื่น
 
5. การให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐมากเกินสมควรและไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งกฎหมาย
            หลายมาตราในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการบัญญัติให้อำนาจแก่รัฐมนตรี รวมถึงเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ สามารถพิจารณาขยายหรือยกเว้นข้อบังคับที่กฎหมายวางไว้เป็นมาตรการในการควบคุมดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่มิให้ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนเกินสมควร อันเป็นการเอื้อประโยชน์กับฝ่ายผู้ประกอบการแต่ฝ่ายเดียว โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ (การดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบและปลอดภัยของประชาชนเป็นประโยชน์แห่งรัฐหรือไม่) และอาจเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตัวอย่างเช่นมาตรา 28 และ 45 ที่ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีกำหนดเขตเหมืองแร่ให้แก่ผู้ขอประทานบัตรสำหรับทำเหมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ กรณีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ซึ่งประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีเช่นนี้ได้เลย
หรือบางกรณีที่กำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบเอาไว้ตามมาตรา 32 และโดยเฉพาะมาตรา 33 ที่เป็นข้อกำหนดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสาธารณสมบัติซึ่งมีไว้เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติได้ กฎหมายก็เปิดช่องให้มีการขออนุญาตไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดได้ โดยอ้างเหตุว่ามีความจำเป็นย่อมเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือประทานบัตรละเว้นหรือจงใจทำเหมืองโดยไร้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพของประชาชน ทั้งที่ไม่น่าจะมีความจำเป็นตามที่อ้างเพราะผู้ประกอบกิจการจะต้องทำการศึกษาวางแผนก่อนเริ่มดำเนินกิจการให้รอบคอบก่อนแล้ว อีกทั้งในการที่เจ้าหน้าที่รัฐจะอนุญาตตามคำขอยกเว้น กฎหมายก็มิได้บัญญัติให้ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติตามเป็นพิเศษด้วยซึ่งแตกต่างจากมาตรา 67 ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ที่บัญญัติให้ต้องกำหนดเงื่อนไขประกอบการออกใบอนุญาตยกเว้น ถือว่าเป็นมาตราที่บัญญัติเนื้อหาความรับผิดชอบของผู้ถือประทานบัตรได้เข้มงวดกว่ามาตรา 33 วรรคสอง ของร่างกฎหมายฉบับนี้
รวมถึงมาตรา 69 ของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ระบุว่า “ในการกระทำของส่วนราชการที่มีภารกิจตามกฎหมายในการดำเนินการเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับบริหารจัดการแร่ การสำรวจ การทดลอง การศึกษา การวิเคราะห์ และการวิจัยเกี่ยวกับแร่มิให้ตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้” ที่มีบทบัญญัติแตกต่างไปจากมาตรา 6 ตรี ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ในการกระทำเพื่อประโยชน์แก่การสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่” ซึ่งมีข้อแตกต่างกันตรงคำว่า ‘การบริหารจัดการแร่’ เนื่องจากนิยามศัพท์ตามมาตรา 4 ของร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า การบริหารจัดการแร่ หมายความว่าการจัดการทรัพยากรแร่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และการประกอบกิจการแร่และการประกอบธุรกิจแร่ ที่รวมความถึง การสำรวจแร่ การทำเหมือง การทำเหมืองใต้ดิน การแต่งแร่ การประกอบโลหกรรม การซื้อแร่ การขายแร่ การขนแร่ การครอบครองแร่ การเก็บแร่ การนำแร่เข้าในราชอาณาจักร และการส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักร จึงเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ได้วางหลักเกณฑ์ ‘การไม่สามารถเอาผิดกับส่วนราชการ’ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ให้เกิดการสำรวจและทำเหมืองแร่ที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือผิดข้อบังคับของกฎหมายจนนำมาซึ่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกับประชาชนได้
 

 
มาตรา 28 วรรคสี่     “ในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดเขตเหมืองแร่ให้แก่ผู้ขอประทานบัตรสำหรับทำเหมืองเกินที่กำหนดในวรรคสองหรือวรรคสามก็ได้”
 
มาตรา 45 วรรคสอง             “ในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดเขตเหมืองแร่ให้แก่ผู้ขอประทานบัตรสำหรับทำเหมืองใต้ดินหรือสำหรับทำเหมืองในทะเลเกินที่กำหนดในวรรคหนึ่งก็ได้”
 
มาตรา 32              “การปลูกสร้างอาคารเกี่ยวกับการทำเหมือง การจัดตั้งสถานที่เพื่อการแต่งแร่หรือการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายจะกระทำนอกเขตเหมืองแร่มิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
 
มาตรา 33              “ผู้ถือประทานบัตรต้องทำเหมืองตามแผนผังโครงการทำเหมืองและต้องปฏิบัติดังนี้
(1) ห้ามทำเหมืองใกล้ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะภายในระยะห้าสิบเมตร
            (2) ห้ามปิดกั้น ทำลาย หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการเสื่อมประโยชน์แก่ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะ
                ( 3) ห้ามทดน้ำ หรือชักน้ำจากทางน้ำสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือนอกเขตเหมืองแร่
            (4) ห้ามปล่อยน้ำขุ่นข้นหรือนำมูลดินทรายหรือมูลแร่อันเกิดจากการทำเหมืองออกนอกเขตเหมืองแร่
นกรณีที่มีเหตุอันสมควรเป็นเหตุให้มิอาจปฏิบัติตามวรรคหนึ่งได้ ให้ผู้ถือประทานบัตร ยื่นคำขออนุญาตการปฏิบัติตามวรรคหนึ่งต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่
 
6. การมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย
 6.1) มาตรา 7 วรรคสอง บัญญัติว่า“ในการบริหารจัดการแร่ตามวรรคหนึ่ง ต้องคำนึงถึง การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน” การบัญญัติเพียงให้คำนึงถึงเพียงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่อาจตีความให้หมายความรวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจมีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตและอาจเกิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้เช่นกัน อีกทั้งจากข้อเท็จจริงในหลายกรณีปรากฏชัดเจนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเองที่มีความเห็นขัดแย้งกับชุมชน และไม่อาจเป็นปากเสียงแทนชุมชนได้ จึงสมควรที่จะต้องบัญญัติให้เป็นการชัดเจนว่าต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ครอบคลุมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น ชุมชนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้เสีย หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมด้วย อันจะเป็นการวางหลักการและเจตนารมณ์ให้กับบทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแร่นี้ด้วย
 
6.2) ในประเด็นเกี่ยวกับการแจ้งหรือเผยแพร่ข้อมูลโครงการให้แก่ประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทราบรายละเอียดของโครงการ เฉพาะในส่วนของเหมืองแร่อื่นที่มิใช่เหมืองแร่ใต้ดิน ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียจะมีโอกาสรับรู้ข้อมูลและโต้แย้งคัดค้านได้เพียงกรณีตามมาตรา 30 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินี้แทบจะมิได้ให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญรับรองเลย และแม้ว่าจะมีมาตรา 30 ที่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งแสดงความคิดเห็นได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าถึงสิทธิ โดยเหตุที่ข้อกำหนดเรื่องการ ปิดประกาศคำขอประทานบัตรนั้น กำหนดไว้เพียงสำนักงานที่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ปฏิบัติงาน ที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ และที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน สถานที่ดังกล่าวนั้นชาวบ้านจะเข้าไปก็ต่อเมื่อต้องไปติดต่อธุระ มิได้เข้าไปเป็นปกติทุกวัน กรณีตามมาตรา 30 จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายขึ้นอย่างไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และหากพิจารณาตามความเหมาะสมด้านการดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ ฝ่ายผู้ประกอบการซึ่งจะเป็นผู้เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากพื้นที่ของชุมชน และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ควรจะเป็นฝ่ายเข้าหาชุมชนและประชาชน กล่าวคือต้องพยายามดำเนินการด้วยวิธีใดๆให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยสะดวก ซึ่งวิธีการนั้นอาจจะกระทำไปพร้อมๆกันได้หลายช่องทาง เช่น การปิดประกาศเพิ่มเติมในระดับหมู่บ้าน การแจ้งผ่านระบบเสียงตามสายของชุมชน วิทยุชุมชน หรือสื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่น เป็นต้น หรือในกรณีที่สามารถทราบตัวผู้อาจได้รับผลกระทบที่ชัดเจน ก็อาจส่งจดหมายแจ้งเป็นรายบุคคล การบัญญัติเพิ่มเติมกระบวนการเหล่านี้จะเป็นการส่งเสริมหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรอ้างว่าเป็นการยุ่งยากและสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะถือเป็นเรื่องที่ต้องเคารพและให้ความสำคัญในสิทธิของประชาชน อีกทั้งโครงการทำเหมืองก็มิใช่กรณีที่จะเกิดขึ้นทุกวัน พื้นที่หนึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว จึงมิได้เป็นเรื่องที่สร้างภาระให้แก่หน่วยงานจนเกินสมควร
สำหรับกรณีการทำเหมืองใต้ดินนั้น มีบทบัญญัติในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้เป็นการเฉพาะตามมาตรา 49 ถึงมาตรา 55 โดยได้กำหนดเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียรวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบไว้อย่างชัดเจน จึงเป็นการสมควรที่นำเอาบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมาบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมให้มีผลบังคับเป็นการทั่วไปแก่การทำเหมือง ทุกประเภทด้วย ไม่เจาะจงเฉพาะแต่การทำเมืองใต้ดินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีบทบัญญัติที่ควรปรับแก้คือมาตรา 53 ที่ให้ผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินจัดให้มีการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร ซึ่งหากจะให้เกิดประโยชน์จริงๆ ก็ควรแก้ไขเป็นต้องจัดให้มีการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียก่อนทุกครั้ง
 

 
มาตรา 30              “เมื่อได้กำหนดเขตเหมืองแร่แล้ว ให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ประกาศการขอประทานบัตรของผู้ยื่นคำขอ โดยปิดประกาศเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ปฏิบัติงาน ที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ และที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขอประทานบัตรแห่งละหนึ่งฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียได้มีโอกาสโต้แย้ง คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ปิดประกาศให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ดำเนินการสำหรับคำขอนั้นต่อไป
 
มาตรา 49              “การออกประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้…
     (2) รัฐมนตรีได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 51 วรรคหนึ่งโดยถูกต้อง…”
 
มาตรา 51              “เมื่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินใดได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้วให้รัฐมนตรีประมวลข้อมูลต่อไปนี้ เข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการกำหนดเงื่อนไข อันจำเป็นในประทานบัตรต่อไป”
 
มาตรา 53                      “เมื่อผู้ใดประสงค์จะขอประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินรายใด เห็นสมควรให้มีการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อพัฒนาโครงการทำเหมืองใต้ดินของตนโดยยื่นคำขอต่ออธิบดีเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการรับไปดำเนินการจัดประชุมปรึกษาตามขั้นตอนที่กำหนดในประกาศกระทรวงโดยค่าใช้จ่ายของผู้ขอ
 
7. การไม่เคารพสิทธิของเจ้าของที่ดิน
            มาตรา 87 บัญญัติถึงกรณีที่จะมีการเข้าไปรังวัดที่ดินและปักหมุดหลักฐานในที่ดินซึ่งผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง กำหนดว่าต้องแจ้งให้ผู้มีสิทธิในที่ดินทราบเสียก่อน
การกระทำเพียงแค่แจ้งให้ทราบโดยที่ไม่มีการกำหนดระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้าด้วย ทั้งยังไม่ต้องรอให้ผู้มีสิทธิในที่ดินอนุญาตหรือให้ความยินยอมก่อน น่าจะเป็นการละเมิดล่วงเกินสิทธิในที่ดินของผู้เป็นเจ้าของจนเกินสมควร ซึ่งมาตรา 87 ยังได้บัญญัติให้อำนาจเพิ่มเติมว่า “ในการรังวัด เมื่อมีความจำเป็นและโดยสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่และคนงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และช่างรังวัดเอกชนมีอำนาจที่จะขุด ตัดต้นไม้ หรือรานกิ่งไม้ หรือกระทำการอย่างอื่นแก่สิ่งที่กีดขวางต่อการรังวัดได้เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการที่จะให้เจ้าของได้รับความเสียหายน้อยที่สุด” ซึ่งแม้จะกำหนดว่าเฉพาะกรณีมีความจำเป็นและต้องทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ก็ยังถือเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิของเจ้าของที่ดินและควรได้รับอนุญาตก่อนเช่นเดิม นอกจากนี้หากได้มีการก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือเจ้าของที่ดินนั้นก็ควรมีสิทธิได้รับค่าชดเชยความเสียหายนั้นด้วย
            และทำไมต้องเป็น ‘ช่างรังวัดเอกชน’ เนื่องจากการรังวัดที่ดินและปักหมุดหลักฐานถือว่าเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งที่รัฐจะต้องเป็นฝ่ายทำหน้าที่นี้ในการชี้แจงสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เช่น การแสดงแผนที่ขอบเขตเหมืองแร่และหลักหมุดว่าทับที่ดินกรรมสิทธิ์ครอบครองของบุคคลหรือหน่วยงานใดหรือไม่ ใบหนังสืออนุญาตให้ปฏิบัติงานในเวลาราชการ หนังสือขออนุญาตเจ้าของที่ดิน เป็นต้น ซึ่งช่างรังวัดเอกชนไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้
 
มาตรา 86                        “...(วรรคสอง) การกำหนดเขตโดยการรังวัดหรือวิธีอื่นใดตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้ยื่นคำขออาชญาบัตรสำรวจแร่ หรืออาชญาบัตรพิเศษ หรือประทานบัตร จัดหาช่างรังวัดเอกชนที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงดำเนินการได้ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง...”
 
มาตรา 87                        “…(วรรคสอง) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ คนงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และช่างรังวัดเอกชนมีอำนาจเข้าไปในที่ดินของผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้ครอบครองในเวลากลางวันได้ แต่จะต้องแจ้งให้ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้ครอบครองทราบเสียก่อน ทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้ยื่นคำขอและให้ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นอำนวยความสะดวกตามควรแก่กรณี
ในกรณีต้องสร้างหมุดหลักฐานการแผนที่ในที่ดินของผู้ใด พนักงานเจ้าหน้าที่และคนงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และช่างรังวัดเอกชนมีอำนาจสร้างหมุดหลักฐานได้ตามความจำเป็น
ในการรังวัด เมื่อมีความจำเป็นและโดยสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่และคนงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และช่างรังวัดเอกชนมีอำนาจที่จะขุด ตัดต้นไม้ หรือรานกิ่งไม้ หรือกระทำการอย่างอื่นแก่สิ่งที่กีดขวางต่อการรังวัดได้เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการที่จะให้เจ้าของได้รับความเสียหายน้อยที่สุด...
 
           
8. การทำเหมืองในระหว่างประทานบัตรสิ้นอายุ
มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ถือประทานบัตรซึ่งสิ้นอายุและกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอต่ออายุ สามารถทำเหมืองต่อไปได้เสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตร จนกว่าจะมีการปฏิเสธไม่ต่ออายุประทานบัตรให้
            บทบัญญัตินี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายผู้ประกอบการที่สามารแสวงหาประโยชน์ต่อไปได้เรื่อยๆ ทั้งที่ตามความเป็นจริงนั้นเป็นช่วงระหว่างที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจในการอนุมัติอนุญาตที่อาจทำงานล่าช้า เพราะไม่มีเงื่อนเวลาบังคับให้รีบทำ ทั้งอาจมีการจงใจล่าช้าเพื่อผลประโยชน์ด้วย ซึ่งตามพ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มีบัญญัติว่า ให้ทำเหมืองต่อไปได้จนกว่าจะมีการปฏิเสธคำขอต่ออายุ แต่ทั้งนี้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ประทานบัตรสิ้นอายุ
 
มาตรา 25 วรรคสอง     “เมื่อผู้ถือประทานบัตรได้ยื่นคำขอต่ออายุตามความใน วรรคหนึ่งแล้ว แม้ประทานบัตรจะสิ้นอายุแล้วก็ให้ผู้นั้นทำเหมืองต่อไปได้เสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตร ทั้งนี้จนกว่าเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ได้มีหนังสือแจ้งการปฏิเสธของรัฐมนตรีไม่ต่ออายุประทานบัตรให้ ในระหว่างเวลานั้นก็ให้ถือว่าสิทธิในการทำเหมืองของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง”
 
 
9. ช่องโหว่เพื่อเลี่ยงบทบัญญัติเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน
            9.1) มาตรา 78 บัญญัติว่า “ในการประกอบกิจการแร่หรือการประกอบธุรกิจแร่ ห้ามผู้ประกอบกิจการแร่หรือผู้ประกอบธุรกิจแร่กระทำหรือละเว้นกระทำการใดอันน่าจะเป็นเหตุให้แร่ที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่มีพิษก่อให้เกิดอันตรายแก่ บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ที่เกินเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ทางราชการกำหนด
 การที่สิ่งใดจะเป็นพิษจนก่อให้เกิดอันตรายนั้น ย่อมมีความหมายชัดเจนในตัวแล้วว่าอย่างไรก็ยังคงเป็นพิษและเป็นอันตราย การบัญญัติเพิ่มเติมว่า “ที่เกินเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ทางราชการกำหนด” จะกลายเป็นการยกเว้นความผิดของผู้ประกอบการและมิได้เป็นไปเพื่อการปกป้องประชาชนและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงไม่ควรบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้
 
            9.2) มาตรา 44 บัญญัติว่า “การทำเหมืองใต้ดินที่ต่อเนื่องจากการทำเหมืองในประทานบัตรตามบทบัญญัติในหมวด 3 ส่วนที่ 2 (การทำเหมืองบนดิน) และการทำเหมืองดังกล่าวเป็นการทำเหมืองในที่ว่างหรือที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองไม่อยู่ในบทบังคับตามหมวดนี้ ”
            หากการทำเหมืองดังกล่าวไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวด 3 ซึ่งว่าด้วย “การขอ การอนุญาต การแก้ไข และการเพิกถอนการอนุญาต การประกอบกิจการแร่และการประกอบธุรกิจแร่” และโดยเฉพาะวิธีการทำเหมืองใต้ดินตามหมวด 3 ส่วนที่ 3 ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้อย่างเข้มงวดแล้วอาจเกิดผลกระทบด้านความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีการทำเหมืองใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าได้
           
9.3)      มาตรา 33 วรรคสี่ บัญญัติว่า “ผู้ถือประทานบัตรอาจร่วมโครงการทำเหมืองเป็นเหมืองเดียวกันได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง” เป็นช่องโหว่ที่จะถูกใช้เพื่อเลี่ยงมาตรา 77 และ 83 ของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่กำหนดให้มีการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองแร่จะใช้วิธีทำการขอประทานบัตรแปลงต่อไปเพื่อขอร่วมโครงการทำเหมืองเป็นเหมืองเดียวกันกับแปลงประทานบัตรเดิมที่หมดอายุแล้ว เพื่อที่จะไม่ต้องดำเนินการและเสียค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองของแปลงประทานบัตรเดิม
 

 
มาตรา 77                       “สำหรับการทำเหมือง ผู้ถือประทานบัตรต้องทำการปรับสภาพและฟื้นฟูพื้นที่ที่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการออกประทานบัตร”
 
มาตรา 83                       “ในกรณีที่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ตรวจสอบการทำเหมืองแล้วเห็นว่าผู้ทำเหมืองรายใด มิได้ทำเหมืองตามแผนฟื้นฟูพื้นที่อันเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการออกประทานบัตร ให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่มีอำนาจสั่งการเพื่อให้ผู้ทำเหมืองรายนั้นกระทำการใดเพื่อให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูที่กำหนดไว้นั้นได้”
 
10. กำหนดพื้นที่ป่าให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม
            ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารุกเข้าไปทำเหมืองในเขตป่าสงวนและอนุรักษ์ทั้งหลายได้ง่ายขึ้นกว่าพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 การบัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) กำหนดพื้นที่ใด(ในเขตป่าสงวนและอนุรักษ์) ให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามนั้นย่อมชี้ได้ชัดถึงเจตนาดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 6 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่มีบทบัญญัติคุ้มครองพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ไว้ชัดเจนว่าการที่จะกำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามนั้นต้องมิใช่ ‘แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม’
            และการบัญญัติคำว่า ‘เป็นอันดับแรกก่อน’ นั้น มีลักษณะเชิงบังคับ ถึงแม้ รมว.ทส. จะไม่ประกาศกำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อทำเหมืองได้ แต่รัฐมนตรีกระทรวงอื่น หน่วยงานราชการและเอกชนที่สนับสนุนการลงทุนทั้งหลาย ย่อมเรียกร้องหรือกดดันเชิงบังคับกับ รมว. ทส. ให้ออกประกาศได้ หรือหาก รมว.ทส. ไม่สนองตอบข้อเรียกร้อง รัฐมนตรีกระทรวงอื่น หน่วยงานราชการและเอกชนที่สนับสนุนการลงทุนย่อมฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลอื่นให้ตีความข้อกฎหมายที่เป็นไปในทางคุณต่อการเห็นความสำคัญเป็นอันดับแรกของการทำเหมืองก่อนการสงวนหวงห้ามได้

พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510
ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแร่ พ.ศ. ....
 มาตรา 6 จัตวา เพื่อประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดพื้นที่ใดที่มิใช่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมที่ได้ทำการสำรวจแล้วปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อออกประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในที่ดินในพื้นที่นั้น แต่ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วย
 มาตรา 72 เพื่อประโยชน์แก่การบริหารจัดการแร่ด้านเศรษฐกิจของประเทศและการได้มาซึ่งทรัพยากรแร่อันมีค่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้ต้องเป็นพื้นที่ดังต่อไปนี้
 (1) มีแหล่งแรอุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
 (2) มิใช่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องห้ามการเข้าทำประโยชน์ใด ๆ โดยเด็ดขาด รวมถึงพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ
11. ความรับผิดและบทลงโทษผู้ประกอบการ
            11.1) มาตรา 36 บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องความรับผิดของผู้รับช่วงการทำเหมืองว่า “ผู้รับช่วงการทำเหมืองตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมาย และให้ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย” แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุถึงความรับผิดของผู้ถือประทานบัตรที่ได้ให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมือง ว่าให้คงมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบด้วย จึงควรเพิ่มเติมในส่วนนี้โดยนำเอาข้อความตามมาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ว่า “ผู้ถือประทานบัตรที่ได้ให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองดังกล่าวในวรรคหนึ่ง คงมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายและให้ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย” มาบัญญัติไว้แทน
 
            11.2) เมื่อผู้ประกอบการรายใดถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว ตามพ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 บัญญัติไว้ในมาตรา 103 วรรคท้าย ว่า “ผู้ใดถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว จะขอรับใบอนุญาต อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถูกเพิกถอนใบอนุญาต” ถือเป็นการลงโทษผู้ประกอบการให้มีความรับผิดชอบและดำเนินการต่างๆให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย แต่ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแร่ มาตรา 67 กลับมิได้นำมาบัญญัติไว้เช่นนั้น จึงเสนอว่าควรนำมาตรา 103 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาบัญญัติไว้ด้วย โดยเฉพาะกรณีใดๆที่การถูกเพิกถอนใบอนุญาตนั้นเกิดจากความผิดของผู้ประกอบการหรือการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
 
11.3) ตามบทบัญญัติมาตรา 99 บัญญัติว่า “ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในเขตที่ได้รับอนุญาตให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบกิจการแร่หรือผู้ประกอบธุรกิจแร่” ซึ่งในความเป็นจริงความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เกิดขึ้นแต่เพียงในเขตเหมืองแร่เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบแก่ระบบนิเวศน์ในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงชุมชนที่อยู่รอบเขตเหมือง กฎหมายจึงควรที่จะบัญญัติข้อสันนิษฐานให้รวมทั้งพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับเหมืองรวมไปด้วย เพื่อประโยชน์แก่ผู้ได้รับผลกระทบที่หากต้องพิสูจน์เองคงจะกระทำได้ยากกว่าฝ่ายผู้ประกอบการ และควรนำหลักการนี้ไปบัญญัติเพิ่มเติมแก่มาตราอื่นๆด้วยที่มีการกำหนดว่าในเขตเหมืองแร่ ก็ให้รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ในระยะที่อาจได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองด้วย
 
11.4) มาตรา 75 บัญญัติว่า “ผู้ประกอบกิจการแร่และผู้ประกอบธุรกิจแร่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการ ที่กำหนดไว้ในการอนุญาต และต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้” โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนก็จะมีโทษตามมาตรา 102 ให้ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท สิ่งที่ต้องพิจารณาคือบทบัญญัติตามมาตรา 75 ประกอบมาตรา 102 ว่าหมายความรวมถึงการฝ่าฝืนมาตรา 78 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนโดยตรง เพราะหากไม่รวมถึงมาตรา 78 ด้วย ก็จะทำให้การฝ่าฝืนมาตรา 78 ไม่มีความผิดและบทกำหนดโทษอยู่ในมาตราใด ๆ แห่งร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย
           
            11.5) มาตรา 79 ประกอบมาตรา 109 เป็นเรื่องกรณีที่ผู้ประกอบการค้นพบโบราณวัตถุ ซากดึกดำบรรพ์ ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ทราบโดยพลัน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท โทษที่บัญญัติไว้นี้ต้องถือว่าเป็นโทษที่เบาเกินไป เมื่อเทียบกับคุณค่าของสิ่งที่ค้นพบที่อาจเป็นมรดกล้ำค่าของชาติ หากกำหนดโทษเพียงนี้ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการเสี่ยงเลือกที่จะฝ่าฝืน เพราะสามารถหาประโยชน์ทางอื่นได้มากกว่า ดังนั้นจึงสมควรเพิ่มโทษ ซึ่งอาจให้มีโทษถึงขั้นจำคุกเลยก็ได้
 
            11.6) หลักการตามมาตรา 83 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “กรณีที่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่สั่งการเพื่อให้ผู้ทำเหมืองกระทำการใดเพื่อให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งแล้วผู้ทำเหมืองไม่ปฏิบัติตามให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่มีอำนาจเข้าไปกระทำการใดแทนผู้ทำเหมืองเพื่อให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูที่กำหนดไว้ได้ และกรณีเช่นนี้ผู้ทำเหมือง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ต้องจ่ายไปทั้งสิ้นพร้อมทั้งเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย” นั้น เป็นหลักการที่จะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาก เพราะจะทำให้เกิดกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อแก้ไขได้เร็ว ความเสียหายก็ย่อมเกิดขึ้นน้อยกว่าการปล่อยไว้นานไป จึงสมควรที่จะนำเอาหลักการดังกล่าวมาบัญญัติบังคับใช้แก่กรณีการเกิดความเสียหายอื่นๆด้วย เช่น กรณีผู้ประกอบกิจการแร่หรือผู้ประกอบธุรกิจแร่กระทำหรือละเว้นกระทำการใดอันน่าจะเป็นเหตุให้แร่ที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่มีพิษก่อให้เกิดอันตรายแก่ บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 78
 
บทสรุป
            โดยสรุปจากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ
(1) เป็นร่างกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการสำรวจและทำเหมืองแร่มากขึ้น
(2) เป็นร่างกฎหมายที่เพิ่มอำนาจการควบคุมของรัฐต่อการจัดการทรัพยากรแร่มากขึ้น
(3) เป็นร่างกฎหมายที่ละเลยต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น
           
(1) การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการสำรวจและทำเหมืองแร่มากขึ้นนั้น ก็คือ
(1.1) การลดขั้นตอนต่าง ๆ และปรับหลักเกณฑ์ต่าง ๆให้สะดวดรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น
-ใช้ประกาศกระทรวงแทนกฎกระทรวง
- ขั้นตอนการ ขน เก็บ นำเข้า-ส่งออกแร่ ไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ปฏิบัติการ
หลักเกณฑ์ วิธีการในกฎกระทรวง
                        - การเพิ่มหรือถอนชนิดของแร่ที่จะทำเหมือง การเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มวิธีการทำเหมือง แผนผังโครงการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการออกประทานบัตร เพียงได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ย่อมกระทำได้ โดยไม่ต้องศึกษาผลกระทบก่อน
- การปลูกสร้างอาคารเกี่ยวกับการทำเหมือง การจัดตั้งสถานที่เพื่อการแต่งแร่หรือการ
เก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายจะกระทำนอกเขตเหมืองแร่มิได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
(1.2) เพิ่มสิทธิในแร่ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการขุดชนิดแร่หลัก
(1.3) สนับสนุนให้เกิดการทำเหมืองมากขึ้น คือ
                        - การขุดหาแร่รายย่อยสามารถใช้เครื่องจักรได้ (ขนาดตามประกาศกระทรวง) ทำให้หลีกเลี่ยงขั้นตอนการขอประทานบัตรและการทำ EIA ได้ โดยการซอยย่อยโครงการ
                        - สามารถการทำเหมืองในเขตป่าได้ หากรัฐมนตรีอนุญาต
 
            (2) การเพิ่มอำนาจการควบคุมของรัฐต่อการจัดการทรัพยากรแร่มากขึ้น ได้แก่
(2.1) มีการนิยาม แร่เป็นของรัฐ
(2.2) การบริหารการจัดการแร่โดยคำนึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่
ไม่ได้พูดถึงการมีส่วนร่วมโดยชุมชนท้องถิ่น
(2.3)รวบอำนาจไว้ที่อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
(2.4)ให้อำนาจเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ท้องที่มีอำนาจยกเว้นข้อห้ามต่าง ๆ เช่น
                        - การปล่อยน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายเกินที่กำหนดลงแหล่งน้ำ
                        - ห้ามทดน้ำ หรือชักน้ำจากทางน้ำสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือนอกเขตเหมืองแร่
                        - ห้ามทำเหมืองใกล้ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะภายในระยะห้าสิบเมตร
                        - ห้ามปิดกั้น ทำลาย หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการเสื่อมประโยชน์แก่ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะ
(2.5) กำหนดให้เจ้าของที่ดินต้องอำนวยความสะดวกในการสำรวจและรังวัดเขตประทาน
บัตร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (จากเดิม 1,000 บาท)
(2.6) กำหนดโทษทำลาย ดัดแปลง เคลื่อนย้าย ถอน หรือทำให้หลุด หลักหมายเขต ปรับ 10,000 บาท
(2.7) เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เหมาะสมสามารถอนุญาตได้ แม้ในเขตป่าก็กำหนดพื้นที่เขตแหล่งแร่ได้ ประมูลประทานบัตรได้ มีอำนาจเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหมืองแร่ได้ตามมติ ครม.
 
(3) การละเลยต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ
            (3.1) การบริหารจัดการแร่เน้นประโยชน์ของรัฐและประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
            (3.2) ไม่มีมาตรการหรือบทลงโทษหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการในกรณีที่ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกับประชาชน
 

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์