ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลา

Forgetting is no mere vis inertiae as the superficial imagine;
it is rather an active and in strictest sense positive faculty of repression
Friedrich Nietzsche , On Genealogy of Morals (p.57)

ความทรงจำลื่นไหล

ถึงจะไม่ชอบงานเขียนของคุณเทพมนตรีเท่าไร ซ้ำยังไม่ได้มีใจฝักใฝ่เผด็จการ แต่ผู้เขียนก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจและตั้งข้อสงสัยกับวิธีการและท่าที่ซึ่งสังคมมีต่อคุณเทพมนตรี นั่นก็คือทำหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ไม่ให้ค่า ไม่ให้ความสนใจ และไม่ลดตัวลงไปเถียงด้วยเสียเฉยๆ หรือไม่อย่างนั้นก็คือโบ้ยไปเสียเลยว่างานเขียนนี้เป็นของลูกสมุนเผด็จการ ได้สตางค์จากทรราชย์ไปหลายอัฐ อยากดัง เขียนให้เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ฯลฯ

แน่นอนว่าความเป็นเผด็จการของผู้นำในช่วงนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนจนยากจะปฏิเสธได้ และชะรอยคุณเทพมนตรีก็คงรู้ความข้อนี้ดี จึงไม่ปรากฎว่ามีส่วนไหนในหนังสือเล่มนี้ที่พยายามชี้ให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยของผู้นำในเวลานั้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหลบไปพูดอีกเรื่องว่าต่อให้เป็นเผด็จการอย่างไร นักศึกษาประชาชนที่ต่อต้านคนกลุ่มนี้ก็มีเบื้องหลังที่อันตราย

ในเชิงตรรกะนั้น ข้อความคิดเรื่องนี้ถือว่าเหลวไหลและนำไปสู่ข้อสรุปที่ไร้ความหมายในทางการเมือง เพราะหากเหตุการณ์การเมืองครั้งสำคัญอย่างสิบสี่ตุลาเป็นแค่การปะทะกันของพลังทุกฝ่ายเจ้าเล่ห์ แสนกล และชั่วร้าย หากผลักตรรกะนี้ต่อไป ข้อสรุปที่จะปรากฎในขั้นสุดท้ายก็คือ ประชาชนทั้งหลายไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

คุณเทพมนตรีไม่เถียงว่าผู้นำในช่วงก่อนสิบสี่ตุลาเป็นเผด็จการหรือไม่ แต่คุณเทพมนตรีทำยิ่งกว่านั้น คือทำให้การรวมตัวของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้เสื่อมความหมาย ไร้ความสำคัญ และไม่อยู่ในฐานะจะสร้างความเป็นไปได้ให้กับการรวมพลังในอนาคตได้อีกเลย

ไม่มีใครฟังคุณเทพมนตรีในตอนนี้ การสำรวจความเห็นของสถาบันอะไรสักแห่งปรากฎว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่างานของคุณเทพมนตรีเชื่อถือไม่ได้ ประชาคมไซเบอร์สเปซหลายแห่งขุดคุ้ยไปถึงภูมิหลังครั้งคุณเทพมนตรีเคลื่อนไหวเรื่องทับหลัง และหลายแห่งก็พูดไปถึงสถานะของคุณเทพมนตรีเมื่อครั้งยังสังกัดมหาวิทยาลัย

ถ้าอนาคตเป็นเรื่องที่บอกได้จากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในปัจจุบัน สถานะของงานเขียนของคุณเทพมนตรีชิ้นนี้ก็ย่อยยับอย่างไม่มีชิ้นดี แต่เราทั้งหลายก็รู้ว่าอนาคตเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าสถานะของงานเขียนชิ้นนี้ในวันข้างหน้าจะต่ำต้อยด้อยค่าเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ปรากฎการณ์ของการถูกหมางเมินและไม่ให้ค่าโดยผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมแห่งนี้ มีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ที่ร่วมต่อสู้อยู่ในถนนราชดำเนินและท้องสนามหลวงในเหตุการณ์นั้นยังไม่ตาย ซ้ำการครบรอบ 30 ปี ก็ทำให้ความทรงจำถูกตอกย้ำมากขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ใครตั้งพรรคการเมืองหนุนตัวเอง ใครรัฐประหารตัวเอง ใครผูกขาดอำนาจ ใครวางอำนาจวาสนา ใครแสดงท่าทีอยากประหัตประหารประชาชน ฯลฯ

นอกจากผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะยังมีชีวิตและถูกตอกย้ำด้วยความทรงจำในวาระพิเศษนี้แล้ว การที่เหตุการณ์สิบสี่ตุลามีสถานภาพเป็น “ชัยชนะ” ก็ยังทำให้ความภาคภูมิใจส่วนบุคคลที่ผู้คนมีต่อความทรงจำสาธารณะในเรื่องนี้สูงยิ่งขึ้นไป    

เวลาที่ผ่านไปสามสิบปี ทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็น “ผู้ใหญ่” ในแทบทุกจุดของสังคมในสมัยนี้ และเมื่อปัจจัยสามข้อนี้บรรจบกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความทรงจำสิบสี่ตุลาในแบบแผนที่ฝ่าย “ประชาชน” มีฐานะครอบงำ

ประเด็นก็คือ ปัจจัยสามข้อนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่จีรังยั่งยืนจนไม่อาจถูกสั่นไหวให้เปลี่ยนแปลงได้ และถ้าปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องที่คลอนแคลนได้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าสิบสี่ตุลาในอนาคตจะถูกจำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะความทรงจำสิบสี่ตุลาก็เหมือนกับความทรงจำในสังคมทุกเรื่อง ที่จะถูกจดจำอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการปะทะประสานระหว่างพลังฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเคลื่อนไหวอยู่ในการสร้างความทรงจำนั้นๆ

ลองนึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ดูก็ได้ หนังสือพิมพ์หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจในความก้าวหน้าและวัฒนาสถาพร ของ “ชาติใหม่” ซึ่งออกไปจากระบอบการปกครองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยความล้าหลังได้เป็นผลสำเร็จ แต่พอเวลาผ่านไปได้ไม่กี่สิบปี งานเขียนซึ่งแทบไม่มีความเป็นวิชาการ ปราศจากการอ้างอิงที่เป็นระบบ ไม่มีการใช้หลักฐานที่ตรวจสอบและเชื่อถือได้ กลับประสบชัยชนะในการสร้างความทรงจำแบบใหม่ และทำให้ผู้คนในยุคหลัง 2500 มองการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ในแง่ติดลบอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง

เมื่อแรกที่งานเขียนของ “นายหนหวย” หรือ “แมงหวี่” วางขายนั้น จำนวนคนอ่านที่ควักกระเป๋าสตางค์ซื้อหนังสือเหล่านี้มีน้อยกว่าผู้ที่เป็นแฟนของศรีบูรพาและกลุ่มนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าคนอื่นๆ อย่างเทียบไม่ได้ แต่เมื่อมาถึง พ.ศ.ปัจจุบัน ความทรงจำ 2475 แบบศรีบูรพาใน “เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475” กลับมีฐานะด้อยกว่าความทรงจำตามแบบฉบับของนายหนหวยและแมงหวี่ อย่างไม่มีทางสู้ได้เลย

พฤษภาคม 2535 ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ดี เพราะผ่านไปแค่สิบเอ็ดปี ก็แทบไม่มีใครจดจำและให้คุณค่าต่อเหตุการณ์นี้ไปแล้ว แม้คณะ ร.ส.ช.จะกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อย แต่มรดกของ ร.ส.ช.ที่ป่าวประกาศว่าการลุกฮือเดือนพฤษภาเป็นผลของความไม่พอใจที่ “ลอง” มีต่อพี่ๆ จ.ป.ร.5 ก็เกือบจะกลายเป็นความทรงจำหลักที่สังคมมีต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภา

คนร่วมชุมนุมเป็นแสนๆ ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทั้งหมดก็ไม่ได้หนีหายไปไหน แต่แทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าเหตุการณ์เดือนพฤษภาเป็นบันไดขั้นแรกๆ ที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถือว่าเป็นของ “ประชาชน” ไม่มีใครจำได้ว่าใครตายบนถนนราชดำเนิน, สะพานผ่านฟ้า, โรงแรมรัตนโกสินทร์, ไม่มีใครจำได้ถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารที่เกิดขึ้นมานานก่อนที่ผู้นำพรรคพลังธรรมจะปรากฎตัวขึ้นมามา

เมื่อเป็นอย่างนี้ ความทรงจำที่สังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ จึงเปลี่ยนได้ ซ้ำเปลี่ยนได้ไม่ยากเสียด้วย ขึ้นอยู่กับพลังฝ่ายต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังความทรงจำแต่ละเรื่องนั่นเองที่จะมีกระบวนการผลิตซ้ำ, ตอกย้ำ, ดัดแปลง, ขยายความ, สร้างนิยามใหม่ ให้ผสมผสานและนวลเนียนไปกับความเข้าใจโลก-ความเข้าใจอดีต ที่สังคมมีต่อความเป็นไปรอบข้างและอดีตในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเห็นว่างานของคุณเทพมนตรีปราศจากหลักฐานที่รอบด้าน วางอยู่บนจุดยืนที่น่าสงสัย และมีประวัติการทำงานที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ดีแน่ที่จะตอบโต้งานแบบนี้ด้วยการเพิกเฉย หรือกระทั่งดูหมิ่นเหยียดหยามว่าเป็นงานของผู้แพ้ที่ไม่มีราคาให้ใส่ใจ

ใครจะไปรู้ว่าเมื่อสิบสี่ตุลาผ่านไป 40-50 ปี ซึ่งถึงตอนนั้น ผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็คงจะมีอายุราว 60-70 สังคมจะจำสิบสี่ตุลาแบบที่จำๆ กันอยู่ในวาระครบรอบ 30 ปี

ไม่ต้องพูดถึง 60 ปี สิบสี่ตุลา ซึ่งถึงตอนนั้น ทั้งผู้ก่อการและผู้ร่วมเดินขบวนก็คงมีอายุเฉียดใกล้หลักร้อยเข้าไปเต็มที่ จะหาเรี่ยวแรงที่ไหนมาผลิตซ้ำความทรงจำ 14 ตุลา ให้เป็นไปอย่างที่ต้องการต่อไปได้

ใครจะไปรู้ว่าในท้ายที่สุด สิบสี่ตุลาอาจมีชะตากรรมเดียวกับ 2475 ซึ่งผู้คนที่ยังคงระลึกความสำคัญของเหตุการณ์นั้น จะจำกัดอยู่แค่ผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและญาติมิตรไม่กี่รายซึ่งจะไปชุมนุมกันที่วัดพระศรีมหาธาตุทุกๆ ปี


ความทรงจำสิบสี่ตุลา

อดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ ความทรงจำคือข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ

ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ

งานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้ คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน

ความทรงจำสิบสี่ตุลาสำคัญกับความเข้าใจตัวตนของสังคม อนาคตของสิบสี่ตุลาจึงเป็นเรื่องที่มีความหมาย และเพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณางานเขียนของคุณเทพมนตรีให้ถ้วนถี่ ไม่ว่าจะมีทัศนะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามที

เท่าที่เผยแพร่เนื้อหาบางส่วนออกมา สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีมีกระบวนการผลิตรวมศูนย์อยู่ที่การลดทอนหลักการ (de-idealization) และลดทอนความเป็นสาธารณะ (de-collectivization) จากนั้นจึงตัดต่อ, สร้างคำอธิบาย และแปรสภาพสิบสี่ตุลา โดยผ่านกรรมวิธีหลักๆ 3 ข้อ

ข้อแรก โดดเดี่ยวสิบสี่ตุลาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม-จิตสำนึก ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก่อนสิบสี่ตุลามาเกือบครึ่งทศวรรษ แล้วลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นแค่เรื่องของการเดินขบวนในวันที่ 13-14 ตุลาคม

ข้อสองคือ ดึงสิบสี่ตุลาออกจากการต่อสู้เรียกร้องอยู่บนหลักการและอุดมคติทางการเมืองเรื่องสิทธิ-ประชาธิปไตย-เสรีภาพ-ความยุติธรรม ลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นแค่ความใจเร็วด่วนได้ของฝ่ายนักศึกษา จากนั้นก็โจมตีว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิหลังที่อันตราย

ข้อสาม กำจัดประชาชนออกไปจากสิบสี่ตุลา ลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นความขัดแย้งและการช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำทางการเมืองฝ่ายต่างๆ ทั้งที่อยู่ในรัฐและต่อต้านรัฐ

สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีเป็นสิบสี่ตุลาที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากหลุมดำที่ไหนก็ไม่รู้ สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงความเกลียดชังและไม่พอใจที่คนกลุ่มต่างๆ ที่ต่อระบอบผูกขาดอำนาจของสองตระกูลใหญ่ในขณะนั้น, สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงการตื่นตัวทางความคิดอ่านและภูมิปัญญาของนักศึกษา-ปัญญาชน-ชนชั้นนำ กลุ่มต่างๆ, สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงการรวมตัวโดยธรรมชาติของประชาชนเพื่อต่อต้านการถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบจากระบบเศรษฐกิจการเมืองของชาติ

หรือสรุปโดยรวมแล้วก็คือไม่มีการพูดถึงการบรรจบกันของเหตุปัจจัยต่างๆ (juxtaposition) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมายาวนานก่อนวันที่ 13-14 ตุลาคม ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ในช่วงครบรอบ 25 ปี สิบสี่ตุลา ในบทความเรื่อง “คิดนอกกรอบ : วิวาทะว่าด้วยบทบาทของขบวนการนักศึกษาไทย” ซึ่งตีพิมพ์อยู่ใน 14 ตุลา : ประชาภิวัตน์ (2541) โดยมีใจความว่า

“สถานการณ์ของโลกก่อนหน้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 คือ ช่วงปลายของยุคทศวรรษที่ 1960 ที่ถือเป็น ยุคแสวงหาคุณค่าใหม่ของขบวนคนหนุ่มสาวทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ในรูปแบบของ การต่อต้านสงครามเวียดนาม, ขบวนการบุปผาชน, ขบวนการเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ, การปฏิวัติทางเพศ รวมทั้ง การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาฝรั่งเศสในปี 1968 ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศขณะนั้นคือ จุดสูงสุดของสงครามเย็น”

“การปฏิวัติวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาคต่อเนื่องของความตื่นตัวทางปัญญาความคิด และการตั้งคำถามอย่างถอนรากถอนโคนต่อระบบคุณค่าแบบเก่า ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการปฏิวัติมาช้านาน การแสวงหาในยุคนั้นเต็มไปด้วยท่วงทำนอง ปะทะตอบโต้ระบบคุณค่าที่ดำรงอยู่ในสังคม เป็นการตั้งคำถามตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง เด็กต่อผู้ใหญ่, ระบบซีเนียริตี้ในมหาวิทยาลัย, การเชียร์ และ ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างความชอบธรรมของระบอบการเมือง, นโยบายต่างประเทศ หรืออย่างที่อาจารย์ เสน่ห์ จามริก เคยกล่าวไว้ในบทความเรื่องการปฏิวัติเดือนตุลาคม ว่า “...โลกภายนอกราชอาณาจักรส่วนตัวของระบอบถนอม-ประภาสได้ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ความตื่นตัวทางปัญญาความคิดได้ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่นิสิตนักศึกษา”

ภาพคลาสสิคที่ผู้คนจดจำสิบสี่ตุลาก็คือภาพของมหาชนจำนวนมหาศาลบนถนนราชดำเนิน แต่ด้วยการลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ปราศจากหลักการและสูญสิ้นความเป็นสาธารณะ คุณเทพมนตรีได้ลบคนเป็นแสนๆ ให้หายไปจากภาพนี้ ทำให้สิบสี่ตุลาปราศจากมิติทางเวลา สูญเสียความโยงใยกับวันคืนที่มีมาก่อนหน้านั้น แล้วมีความหมายเป็นแค่เรื่องของรถนำขบวน, นักปราศรัย และการวางแผนก่อการร้ายของนายทหาร 2-3 ราย

ในแง่ความจริงแท้นั้น สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีคงมีเรื่องให้ตั้งข้อสงสัยได้มาก ไม่ว่าจะเป็นในระดับของเหตุการณ์ปลีกๆ หรือข้อเท็จจริงในระดับองค์รวม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความทรงจำที่วางอยู่ความไม่จริงนี้จะไม่มีน้ำหนักและปราศจากความหมาย

ความทรงจำของสังคมนั้นเปลี่ยนได้ และเพราะเหตุนี้ ความไม่จริงก็อาจกลายเป็นความทรงจำของสังคมไปได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ความทรงจำสิบสี่ตุลาฉบับนี้ทำงานบนคำอธิบายบางอย่างที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของวาทกรรมสิบสี่ตุลาฉบับ “ประชาชน”

สิบสี่ตุลาฉบับประชาชนเทิดทูนวีรกรรมอันกล้าหาญของวีรชน แต่ในการผลิตซ้ำความทรงจำเหล่านี้ “วีรชน” ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลนามธรรม ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไร้ตัวตน จับต้องไม่ได้

นอกเหนือไปจากการทำบุญให้วีรชนในทุกเช้าวันที่ 14 ตุลา ของทุกปี เราแทบไม่มีใครรู้ว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาเหล่านี้คือใคร อะไรทำให้เขาตัดสินใจออกไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในเดือนตุลาคมเมื่อ 30 ปีก่อน ทุกวันนี้ครอบครัวของพวกเขาลำบากเพียงไหน เขาคิดและรู้สึกอย่างไรในวินาทีที่ทหารเหนี่ยวไกปืนใส่ประชาชน ฯลฯ

สิบสี่ตุลาฉบับประชาชนพูดถึงการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ แต่ตลอดเวลา 30 ปี ของการผลิตซ้ำความทรงจำเรื่องนี้ กลับแทบไม่มีเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของฝ่ายประชาชนที่กระจัดกระจายและทำการต่อสู้อย่างเป็นไปเองตามหัวเมือง, ริมถนน, ชุมชน และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเสียสละของสามัญชนคนธรรมดาในการลงมือทำอะไรบางอย่างตามที่มโนธรรมสำนึกเห็นว่าถูกต้อง โดยไม่หวั่นเกรงถึงภยันตรายใดๆ และไม่ต้องรอให้ใครเป็นผู้นำ

สิบสี่ตุลาผ่านไปได้ 30 ปี และมิติทางสังคมของ “ประชาชน” ก็กลายเป็นเรื่องที่ระเหือดแห้งหายไปจากความทรงจำสิบสี่ตุลาไปเฉยๆ ทั้งที่หลังสิบสี่ตุลาก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างว่าคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายได้ลุกขึ้นก่อการต่อต้านอำนาจรัฐอย่างเป็นเอกเทศเอาไว้อย่างไร แต่พอเวลาผ่านไปได้ 3 ทศวรรษ การณ์ก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครสนใจพูดถึงเรื่องนี้ต่อไปอีกเลย

ตัวกลางในการผลิตความทรงจำสิบสี่ตุลารวมศูนย์อยู่ที่งานเขียนและวัตถุทัศน์ของปัญญาชนและนักคิดนักเขียน อัตชีวประวัติของปัญญาชนกลายเป็นความทรงจำสิบสี่ตุลา ขณะที่สิบสี่ตุลาก็กลายเป็นความทรงจำรวมหมู่ของปัญญาชน ความทรงจำแบบนี้วางน้ำหนักไว้ที่โลกทัศน์และชีวประวัติของผู้นำนักศึกษา หรือไปไกลที่สุดก็คือชีวิตทางปัญญาของผู้คนที่มีความคิดหัวก้าวหน้า

ส่วนเรื่องของสังคมนั้น อย่างมากที่สุดก็เป็นเรื่องของการเชื่อมประสานระหว่างนักศึกษา กรรมกร ชาวนา โดยมีนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ความทรงจำสิบสี่ตุลาฉบับประชาชนไม่ได้สร้าง “ประชาชน” ให้กระโดดโลดเต้นและมีชีวิตชีวา ประชาสังคมก่อนสิบสี่ตุลาถูกทำให้เงียบหายไปเฉยๆ ความหลากหลายของผู้คนถูกลบเลือนไปกับความทรงจำเดือนตุลา

ความทรงจำแบบนี้ทำให้ประชาชนสูญเสียความเป็นพหุลักษณ์, กระจัดกระจาย, ไร้สังกัด, ปราศจากระเบียบ (multitude) แล้วแทนที่ด้วยภาพของ “ขบวนการ” ประชาชนที่เป็นเอกภาพ, เป็นกลุ่มก้อน และเป็นหนึ่งเดียวโดยมีขบวนแถวนักศึกษาปัญญาชนเป็นแกนนำ

ในเชิงตรรกะนั้น ความทรงจำที่มีศูนย์กลางแบบนี้นำไปสู่จุดอ่อนที่สุดในทางยุทธศาสตร์หนึ่งข้อ นั่นก็คือหากทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายปัญญาชนลงไปได้ ความทรงจำสิบสี่ตุลาทั้งหมดก็จะพังทลายลงไป


พื้นที่และความทรงจำ

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขียนความทรงจำสิบสี่ตุลาให้ปัญญาชนมีบทบาทน้อยลง พูดถึงการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆ ให้มากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายมีการรวมตัวโดยธรรมชาติจากความไม่พอใจระบอบเผด็จการอย่างไร ชี้ให้เห็นว่าก่อนถึงวันที่ 14 ตุลา ผู้คนเป็นอันมากได้อุทิศแรงกายแรงใจอะไรลงไปบ้างเพื่อผลักดันบ้านเมืองไปสู่วันใหม่ ชี้ให้เห็นว่าในวันที่ 13-14 วีรกรรมของคนธรรมดาๆ ที่มีแต่มือเปล่า ขาดการศึกษา ไร้การจัดตั้ง ฯลฯ มีความสำคัญอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในประเทศนี้

เชียงใหม่ทำอะไรในวันที่ 13 ตุลา, คนขอนแก่นชุมนุมกันที่ไหนในเช้าวันนั้น, กรรมกรแถวพระประแดงพูดถึงสิบสี่ตุลาอย่างไร, คนสลัมจากชุมชนไหนบ้างที่มาร่วมประท้วง, แม่ค้าท่าพระจันทร์คนไหนเอาข้าวเอาส้มมาให้นักศึกษา, ทำไมหมอ พยาบาล และนักเรียนแพทย์ถึงเสี่ยงตายออกมาช่วยประชาชน, ใครเผาป้อมยาม, คนที่ไปให้สัญญาณมือตามสี่แยกต่างๆ ในเช้าวันที่ 15-16 ตุลา มาจากไหน, ทำไมนักศึกษาอาชีวะถึงเกลียดชังเผด็จการ ฯลฯ

ความทรงจำสิบสี่ตุลาแบบนี้ไม่มีนักศึกษาปัญญาชนเป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิบสี่ตุลาแบบนี้ทำให้ประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้มาพลังของคนมีการศึกษาล้วนๆ ในทางตรงกันข้าม ด้วยการคืนความเป็นประชาชนให้กับ “ประชาชน” ด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิบสี่ตุลามาจากการต่อสู้ของประชาชนที่แตกต่างหลากหลาย, กระจัดกระจาย, ไม่เป็นเอกภาพ และปราศจากการจัดตั้ง สิ่งที่จะเกิดจากความทรงจำสิบสี่ตุลาแบบฉบับนี้ก็คือการทำให้คนธรรมดาเป็นผู้ให้กำเนิดสิบสี่ตุลา

แทบไม่มีคนยูเครนคนไหนรู้ว่าใครเป็นผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลโซเวียตเมื่อปลายทศวรรษ 1990 แทบไม่มีคนเบอร์ลินคนไหนสนใจว่าใครเป็นคนแรกๆ ที่ทุบทำลายกำแพงเบอร์ลิน ฮาเวลอาจสำคัญต่อการปฏิวัติเชค แต่ความทรงจำรวมหมู่ที่ประชาชนเชคมีก็ไม่ได้ขึ้นต่อฮาเวลต่อไป และสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหลังสมัยใหม่ก็คือไม่มีใครจดจำการปฏิวัติในฐานะที่เป็นผลของอัจฉริยภาพของเอกบุคคล

ถ้าตัวกลางของความทรงจำนั้นทำให้สิบสี่ตุลาถูกจดจำในแบบนี้ 30 ปี สิบสี่ตุลา ก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเป็นไปได้ในการจำสิบสี่ตุลาในแง่มุมที่ต่างออกไป

อนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลาเป็นตัวกลางใหม่ในการผลิตความทรงจำสิบสี่ตุลา ตัวกลางนี้เป็น “พื้นที่” ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีแต่ผู้ที่มีความสามารถในการพูดและเขียนเท่านั้นที่จะเข้ามาใช้สอยได้ สิบสี่ตุลาไม่เคยถูกพูดและผลิตซ้ำผ่านตัวกลางแบบนี้ และภายใต้ตัวกลางแบบนี้ ปัญญาชนไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตความทรงจำอีกต่อไป

การเป็นพื้นที่สาธารณะทำให้สาธารณะสามารถเข้ามาสร้างและร่วมนิยามความทรงจำใหม่ๆ ให้กับสิบสี่ตุลา เกิดความเป็นไปได้ที่ขยายสิบสี่ตุลาให้มีความเป็นสาธารณะ เป็นเรื่องของคนธรรมดาๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา ไม่จำเป็นต้องคิดถึงการเมืองอย่างเป็นระบบ ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้ง แต่คือใครก็ได้ที่มีมโนธรรมสำนึกและความกล้าหาญในการทำเรื่องที่ถูกต้องดีงาม

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากตามหัวถนนราชดำเนินหรือจุดเล็กๆ หน้าอนุสรณ์สถาน มีรูปของคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนหนึ่งปรากฏ แล้วมีคำบรรยายใต้ภาพตัวเล็กๆ ว่าเมื่อวันที่ 14 ตุลา เวลา 08.09 น. เขาถูกยิงที่นี่ และเราพบว่าความใฝ่ฝันของเขาต่อชาติบ้านเมืองนั้นก็คือ …….

ลองคิดถึงอนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลาที่อัดแน่นไปด้วยภาพถ่ายและบันทึกความเคลื่อนไหวของผู้คนตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในเช้าวันนั้น แถลงการณ์ที่กลุ่มครูทำแจก คำสัมภาษณ์แม่ค้า ซากป้อมยาม ฯลฯ หรือไปให้ไกลกว่านั้น

ลองคิดถึงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้น หากเดินไปแถบบางลำภูและพบซากรถดับเพลิงเก่าๆ ซึ่งมีข้อความบอกว่านี่คือรถดับเพลิงที่ผู้เดินขบวนเมื่อวันที่ 14 ตุลา ใช้เป็นเครื่องกำบังตัวเองจากกระสุนปืนและรถถังของเผด็จการ

การผลิตซ้ำความทรงจำสิบสี่ตุลาผ่านพื้นที่แบบนี้ถ่ายทอดความทรงจำได้ง่าย เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ทั้งยังทำให้สิบสี่ตุลาเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน สิบสี่ตุลาแบบนี้ไม่ได้เป็นมีศูนย์กลางอยู่ที่การนำและผู้นำที่ฉลาดหลักแหลมอีกต่อไป แต่สิบสี่ตุลาเป็นเรื่องของใครก็ได้ที่อาจเดินอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา

ใครจะรู้ว่าเมื่อครบ 40 ปี 50 ปี หรือ 60 ปี สิบสี่ตุลา มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการ, ผู้นำทางการเมือง หรือคนมีการศึกษาสูงๆ ที่ เป็นผู้กุมญัตติหลักในการเฉลิมฉลองสิบสี่ตุลา มันอาจจะเป็นคนธรรมดาๆ ที่ผ่านการต่อสู้และสั่งสบประสบการณ์ในแบบของเขามาอีกแบบก็เป็นได้

เมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้มีกรณีอย่างเทพมนตรีเกิดขึ้นอีกมากแค่ไหน สถานะของสิบสี่ตุลาก็คงยากจะหวั่นไหวได้ ปัญหาเรื่องใครเป็นฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาจะไม่มีความสำคัญต่อไป และพลังของความทรงจำสิบสี่ตุลาในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจทางการเมืองก็จะคงอยู่ไปได้อีกนาน

ความทรงจำนั้นลื่นไหลและเปลี่ยนได้ สังคมไม่ได้จดจำเรื่องราวต่างๆ จากสถานะของความจริงแท้ในความทรงจำนั้นๆ

ระบบคุณค่าของสังคมสมัยใหม่สอนให้ผู้คนยึดถือในคุณค่าของความจริงแท้ แต่ถ้ายอมรับว่ามีตัวแปรหลายอย่างที่ทำให้สังคมไม่ได้อาศัยความจริงแท้เป็นฐานเดี่ยวในการวินิจฉัยและจดจำเรื่องต่างๆ การพิสูจน์ความจริงแท้ก็ย่อมไม่ใช่ตัวแปรขั้นสุดท้ายที่จะชี้ขาดว่าสังคมจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ไปอย่างไร

ความจริงแท้มีความสำคัญในทางหลักการ แต่การจัดการความทรงจำให้ใกล้เคียงความจริงแท้ (merely truth) มีความสำคัญทางสังคม การจัดการนี้เป็นเรื่องทางการเมือง และก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองโดยตรง

หมายเหตุ: พิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10 มกราคม 2547 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1221

Comments

ผมชื่นชอบบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ

ผมชื่นชอบบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ 14 ตุลา ของคุณศิโรตม์มากครับ และชื่นชมมากในจุดยืนของเขาที่มีต่อเหตุการณ์นี้ หากเทียบกับผู้นำในสังคม สื่อมวลชน และกลุ่มทางสังคมอื่นๆ ที่มีท่าทีเฉยเมย/ละเลย/มองข้าม เหตุการณ์ 14 ตุลา ไป ซึ่งมีส่วนในการทำให้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้หมดพลังทางการเมืองในปัจจุบันไปด้วย

ผมขอให้กำลังคุณศิโรตม์ในการผลิตงานเขียนที่ดีๆ ต่อไป แม้ว่าในบางครั้ง มันอาจจะแค่เพียงการจุดไฟท่ามกลางสายลมที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงก็ตาม

*สิบสี่ ตุลา

*สิบสี่ ตุลา ประชาธิปไตย
วันขับไล่ เผด็จการ มารผยอง
นักศึกษา นำหน้าสู้ ผู้ถือครอง
ถึงกับต้อง หลั่งเลือด ชโลมดิน

*วีรบุรุษ วีรสตรี ที่หาญกล้า
วิ่งดาหน้า เข้าสู้ ผู้โหดหิน
ด้วยมือเปล่า น่าเศร้าใจ ได้ยลยิน
ทำทั้งสิ้น เพื่อประชาธิปไตย

*ได้เพียงไล่ ตัวบุคคล ให้พ้นไป
แต่กลไก เผด็จการ นั้นยิ่งใหญ่
ยังฝังราก มั่นคง ดำรงไว้
จนเป็นภัย มาตลอด ยอดเมามัว

*เป็นหน้าที่ คนไท ในวันนี้
จะต้องชี้ เห็นตลอด ยอดความชั่ว
ล้างระบอบ อำมาตยา อันน่ากลัว
สู้สุดตัว เพื่อประชาธิปไตย

ขอบพระคุณ คุณศิโรตม์

ขอบพระคุณ คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เป็นอย่างสูง ที่เขียนบทความที่ทรงคุณค่าสมกับคุณค่าของ 14 ตุลาอย่างยิ่ง แม้บทความนี้จะเก่าแล้ว แต่เนื้อหาที่เขียนยังคงคุณ่ค่าของตัวเองไม่เปลี่ยนด้อยลงตามเวลา บางสิ่งอาจด้อยค่าตามเวลา แต่ความจริงโดยเฉพาะหน้าประวัติศาสตร์สำคัญต่อบ้านเมืองแบบนี้ ไม่มีวันด้อยค่าลง แม้จะมีความพยายามจากผู้สูญเสียผลประโยชน์จากเหตุการณ์(ซื่งไม่ได้มีเพียงสามทรราช)พยายามบิดเบือนความจริง ด้วยความกลัวว่าเจตนารมณ์ 14 ตุลาจะถูกสานต่อ และพวกเขาจะต้องสูญเสียมากขึ้นไปกว่านี้อีก จึงต้อง"ล้างสมอง"คนไทยอีกรอบ หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการล้างสมองคนไทยต่อ 24 มิถุนายน 2475 มาแล้วระดับหนึ่ง จึงยังคงมั่นใจในวิธีการเดิมว่าจะประสบความสำเร็จอีกครั้งต่อ 14 ตุลา

ทางเดียวที่จะประกันการคงอยู่ของคุณค่า คือทำความจริงให้ปรากฏออกมามากที่สุด ใกล้เคียงที่สุด และถ้าสามารถหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาอ้างอิงจะเพิ่มความน่าเชื่อถือ การเปิดกว้างยอมรับแง่มุมต่อเหตุการณ์ โดยไม่ตั้งอคติไว้ในใจ ย่อมเป็นทางเดียวที่เราจะได้ความจริงที่ใกล้เคียงที่สุด เป็นที่ยอมรับได้มากที่สุด และถูกบิดเบือนได้ยากที่สุด

แน่นอนว่าปัจจุบัน ยังมีpartiesที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ยังไม่"ตาย"และยังคงมีอิทธิพลในสังคมนี้อยู่ การแสวงหาความจริงทั้งหมด คงทำได้ลำบาก หรือหาได้ก็ประสบความยากลำบากในการ"นำเสนอ" เรื่องมันก็จะวนเป็นวงจรอุบาทว์ของสังคมไทย ตราบเท่าที่คนไทยยังไม่ยอมรับว่า คนทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม ดีวิเศษมาจากสวรรค์ ล้วนมีดีมีชั่วปะปนอยู่ในตัวเสมอ การกระทำของเขาก็ย่อมมีสาเหตุหรือแรงจูงใจเสมอ เราก็จะไม่มีวันเห็นภาพความจริงทั้งหมด หรือเห็นก็ไม่ยอมรับ เรื่องมันก็วนกลับมาที่วุฒิภาวะทางปัญญา critical thinking อีกจนได้

ขอสนับสนุนการค้นคว้าและเผยแพร่ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของ 14 ตุลา

ท่าทีต่อคนอย่างนายเทพมนตรี ไม่จำเป็นต้องไปก่นด่าหรือ"ยี้"เขาหรอกครับ ยิ่งคุณไม่พอใจกับงานของเขาเท่าใด ก็ควรทุ่มเทให้กับการนำเสนอความจริงเพื่อมาลบล้างการบิดเบือนของเขาดีกว่า ทำให้งานของเขาเป็น"ขยะ"ทางประวัติศาสตร์จะดีกว่า คนแบบนี้ด่าไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ เก็บแรงไว้ทำงานเถอะครับ

ยิ่งอ่านก็ยิ่งขำครับ

ยิ่งอ่านก็ยิ่งขำครับ หมดมุขแล้วซิท่า มารื้อฝื้นความทำจำแต่หนหลัง พร่ำเพ้อละเมอถึงวันแห่งการต่อสู้แต่หนหลัง ผมจะบอกอะไรให้ปัจจุบันนี้ มันเป็นยุคคนรุ่นผม รุ่นราวคราวเดียวกับนายอภิสิทธิ์แล้วครับ เป็นยุคของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง คำว่า "คนเดือนตุลา" ผมว่าขายไม่ออกแล้วครับ เป็นเพียงแค่บทเรียนเก่าๆให้คนรุ่นผมได้ศึกษา และปรับแผนในการแก้เกมเท่านั้นเอง คำว่าเผด็จการทหารก็เช่นกันใช้ไม่ได้ผลในยุคนี้ มุขแป๊กเช่นกัน โปรดดูการปฏิวัติล่าสุด ปี 49 หมดปัญญาทำอะไรที่เป็นเผด็จการมากไปกว่านี้ เผด็จการทุนนิยมรัฐสภาของฝ่ายทักษิณเช่นกัน ขนาดได้ สส มาตั้ง 377 ยังอยู่ไม่ได้ มุขแป๊กกันไปหมด เพราะอะไรหรือ ก็เพราะคนในประเทศนี้ พกพาความฉลาดมากขึ้นไงครับ เผด็จการรูปแบบต่างๆจึงใช้ไม่ได้ผล การปลุกระดมมวลชนเพื่อปั่นกระแสสร้างราคาเช่นกัน อีกหน่อยก็หมดมุข เพราะชาวบ้านรู้ทันหมด ปัจจุบันนี้สื่อสาระสนเทศน์มันรวดเร็วมากครับ คนรุ่นเก่าๆ ความคิดแบบเก่าๆ ก็ย่อมร่วงโรยไปตามวันและเวลาที่ล่วงเลยไป นักการเมืองที่มีความคิดแบบเก่าๆ ก็จะหลุดจากวงโคจรแห่งการเลือกตั้งในที่สุด คนรุ่นใหม่ก็จะก้าวมาแทนที่ในที่สุด ระบบการเมืองในประเทศ ก็จะปรับตัวก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระบบสองพรรคใหญ่ อย่างแท้จริงในอนาคต พรรคครอบครัว หรือพรรคเฉพาะกิจ ก็จะกลายเป็นพรรคต่ำสิบอย่างแน่นอน นักการเมืองประเภทมั่นใจว่านอนมา ก็จะกลายเป็นว่าถูกหามเอาไปเผาแทน เพราะชาวบ้านเขาไม่เลือก เข้ามาก็ไม่ทำห่าอะไรเลย รับตังค์ รับใช้นายทุนอย่างเดียว ผมขอพยากรณ์ว่า พรรคครอบครัว จะอยู่ได้กลายเป็นพรรคต่ำสิบ ในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน เงินซื้อเสียงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ต้องมาวัดกันที่นโยบาลและการปฏิบัติได้จริงเท่านั้น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่(ประชาชน)

หลับเถิด...หนุ่มสาวผู้บริสุทธ

หลับเถิด...หนุ่มสาวผู้บริสุทธิ์
Homo erectus และ เพียงคำ ประดับความ

หลับเถิด...หนุ่มสาว...ผู้บริสุทธิ์
ความเป็นไทย...คร่าฉุด...ชีวาเจ้า
6 ตุลา...นองน้ำตา...ฟ้าสีเทา
สังเวยแด่...อำนาจเก่า...สังคมไทย
ในนามแห่ง...ปฏิกิริยา...พวกขวาจัด
อุดมการณ์...นิยมกษัตริย์...โถมซัดใส่
ความเป็นคน...สูญสลาย...มลายไป
เพียงชั่วเหยี่ยว...กระหยับปีกไกว...ในเมฆา
ในนามแห่งความ...จงรักภักดี
มวลชนพร้อม...ยอมพลี...เพื่อการฆ่า
กระทิงแดง...นวพล...ใครบัญชา
สนองต่อ...สักการ์...คาเลือดคาว
กำแพงธรรม...แห่งศาสตร์...มิแกร่งพอ
มิต้านต่อ...การคลุ้มคลั่ง...ครั้งอื้อฉาว
ชาติราชา...นิยม...จึงยืนยาว
สามสิบสามปี...มิก้าว...พ้นขื่อคา
คือนิทาน...เรื่องเก่า...มาเล่าใหม่
คือตำนาน...พิฆาตซ้าย...ของฝ่ายขวา
คือเหลี่ยมเล่ห์...กลเกม...อำมาตยา
ตีตรวนตรา...ตอกตรึง...จึงดักดาน
หลับเถิด...หนุ่มสาว...ผู้บริสุทธิ์
ก้าวล่วงรุด...สู่ดินแดน...อันไพศาล
เราจะสืบ...ทอดต่อ...อุดมการณ์
มิยอมแหลก...มิยอมราญ...อีกต่อไป
หลับเถิด...หนุ่มสาว...ผู้บริสุทธิ์
ภายใต้การ...สิ้นสุด...แห่งยุคสมัย
ดื่มด่ำเถิด...ปีกฝัน...ขอบฟ้าไกล
เสรีภาพ...ประชาธิปไตย...อีกไม่นาน
ดื่มด่ำเถิด...ปีกฝัน...ขอบฟ้าไกล
เสรีภาพ...ประชาธิปไตย...อีกไม่นาน

ชอบงาน อ.ศิโรจน์ครับ

ชอบงาน อ.ศิโรจน์ครับ ตั้งแต่สมัยประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา เห็นด้นวยว่าควรทำสิบสี่ตุลาเป็นของประชาชนครับ

ขอร่วมให้ข้อมูลดังนี้

ขอร่วมให้ข้อมูลดังนี้ ความพยายามบิดเบือน 14 ตุลาฯ มีมาตลอด ระหว่างปี2526 -2527 และต่อๆมา ขณะนั้น พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ยังเล่นการเมือง เป็นส.ส.อยู่ในพรรคชาติไทย ( โดนดูดเข้าไปร่วมตามแนวคิดของพล.ต.ประมาณ ที่จะตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นนายกฯเอง แต่สุดท้ายป๋าเปรมได้เป็น ด้วยการสนับสนุนของพรรคปชป. กิจสังคม ประชากรไทย ทำให้สภาช่วง 26-27 มีฝ่ายค้านที่ใหญ่มาก ก่อนจะแตกในภายหลัง) หลังจากแตกออกจากชาติไทย พ.อ.ณรงค์มาตั้งพรรคเสรีนิยม สำนักงานอยู่ที่พรรคปชป.เก่า แถวๆหน้าสวนรื่นฯ
ระหว่างนั้นเอง ช่วง 14 ตุลาฯของทุกปี จะมีเอกสารแจกจ่ายไปทั่ว ที่ห้องนักข่าวสภา จะมีแผนซีร็อกซ์หนาเป็นปึก ถ้าอ่านจะพบว่า เป็น 14 ตุลาฯในอีกแบบหนึ้ง นักข่าวรุ่นพี่ๆบอกว่า ชุดนี้มาทุกปี แต่ไม่มีใครหยิบ เพราะความเข้าใจเรื่อง 14 ตุลาฯของนักข่าวยุคนั้นชัดเจน เนื้อหาจากเอกสารก็เลยไม่มีใครหยิบมาเป็นข่าว
ระยะหลัง มีการนำไปพิมพ์เป็นเล่ม โดยลูกหลานของจอมพลถนอม ก่อนจะออกมาเป็นเรื่องของเทพมนตรี เนื้อหามาจากแหล่งเดียวกันเลย
การโหมกระหน่ำข้อมูลชุดนี้ในยุคหลังๆ อาจจะมีผลในช่วงต่อไป ทุกวันนี้ 14 ตุลาฯยังเรียกกันเป็น 16 ตุลา ฯ ในอนาคต14 ตุลา อาจจะกลายเป็นอีกเรื่องที่เราคิดไม่ถึงเลยก็ได้

ยิ่งอ่านก็ยิ่งขำครับ ..แต่ขำโ

ยิ่งอ่านก็ยิ่งขำครับ ..แต่ขำโ คน ขาหนีบนะขอรับ
สารภาพเองหมดเปลือก..
เกิดไม่ทันยุค14ตุลาเหมือนไอ้มาร์คน่ะสิจึงเว้าเช่นนี้..อิอิ
ตอนนั้นคงเป็นเด็กน้อยนั่งปั้นวัวปั้นควายเล่นอยู่นะสิ อิอิ
มิน่าจึงแยกไม่ออก ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ
อวดว่าเรียนสูงจบนอกแต่แค่เรื่องง่ายๆที่ชาวบ้านเข้าใจ
พวกนี้จึงไม่เข้าใจ บ้านเมืองก็เลยถึงทางตันเพราะคนรุ่นนี้เอง
อธิบายให้ฟังเท่าไหร่จึงไม่ยอมเข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ

บทเรียนเก่าๆ..ทำไมจึงเรียนประวัติศาสตร์
ขนาด รศ.โกเต็กยังจบโทด้านประวัติศาสตร์ ถ้าจำไม่ผิด
แต่เอามาใช้ผิดๆบิดเบือนข่าวบิดเบือนประวัติศาสตร์
เช่น พวกยึดสนามบินเป็นผู้ก่อการดี
ผิดทั้งกฎหมาย(สากล) ผิดทั้งทางโลกทางธรรม
จะเป็นผู้ก่อการดีได้ยังไง แถยังไงก็ฟังไม่ขึ้น ยกเว้นพวกปัญญาอ่อน

มีประวัติศาสตร์จึงมีปัจจุบัน อดีตใช้คาดการณ์อนาคต
และใช้บทเรียนในอดีตสร้างอนาคตให้ดีขึ้น

คนที่จมอยู่กับอดีตก็คือพวกหางเหลือง นักวิชาการสติแตก
กะ โ คน ขาหนีบนั่นแหละ
ไล่กระทืบทักษิณมา3-4ปียังไม่เลิก แถมกลัวทักษิณขึ้นสมอง
ถึงทักษิณกลับประเทศไทยได้ทุกอย่างก็ไม่มีวันเหมือน3-4ปีที่แล้วแน่นอน

สภาพแวดล้อมต่างๆเปลี่ยนไป บทเรียนทั้งหลายมันจะช่วยสอน
ใครดีใครชั่วยังไงตอนนี้มันเห็นชัดเจนกว่าเมื่อก่อนเยอะ
เชื่อว่าทุกอย่างจะดีกว่าเมื่อก่อน
รอแค่ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่แค่นั้น
ประชาชนจะชี้ขาดอะไรๆก็จะดีกว่าตอนนี้แน่แน่

เผด็จการทุนนิยมรัฐสภาของฝ่ายทักษิณ...เอาอะไรมามั่ว อิอิ
คำสอนไอ้โกเกกะไอ้เจิมสากทั้งน้าน
ถ้ายังงั้น อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่นฯลฯ ก็เป็นเผด็จการทุนนิยมกันหมดน่ะสิ

ที่แน่ๆมีแต่สื่อรับใช้เผด็จการไปกวักมือทหารมาปฏิวัติก็เพิ่งเห็นนี่แหละ
สมุนเผด็จการตอนนี้ก็รวยกันถ้วนหน้า55555
ยิ่งการเมืองใหม่ กมม.ยังมั่วกันไม่เสร็จหน้าตาจะเป็นเปรตผีอสุรกาย
ก็ยังไม่มีใครบอกได้..แค่เริ่มต้นก็ตระบัตรสัตย์ ต่อๆไปจะเละแค่ไหน..

ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ ผมเห็นว่าการโต้กัน แย้งกันด้วยหลักฐาน ข้อมูล จะเพิ่มระดับปัญญาให้สังคมได้เข้าใกล้"ความจริง"มากที่สุด ดีกว่าการงมงายเชื่อถือในอคติส่วนตัว สังคมไทยจะได้เป็นสังคมอุดมปัญญาจริงๆเสียที มิใช่สังคมอุดมอวิชชาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เขียนเมื่อ 5 ปีก่อนเหรอเนี่ย

เขียนเมื่อ 5 ปีก่อนเหรอเนี่ย ว้าว!
เสนอมุมมองเหลือเชื่อในการถอดเกล็ดปัญญาชนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางใหญ่กว่าเอาประชาชนเป็นใหญ่ พูดแรงๆก็คือศิโรตม์จุดชนวนการวิพากษ์ปัญญาชนว่าเล่นบท'อภิชนรู้ดี'มาตลอด สิ่งที่ชวนคิดก็คือธรรมชาติของสังคมย่อมต้องมีผู้นำ ไม่แปลกที่'ผู้นำนอกระบบ'จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า'แกนนำนักศึกษา'หรือในนาม'ขบวนการนักศึกษา' เราย่อมไม่ปฎิเสธ'ผู้นำการเคลื่อนไหว'ที่เป็นสิ่งธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่นั่นเป็นเพียงบทบาทเชิงการนำเท่านั้น บทบาทหลักยังอยู่ที่มวลประชาชนที่ ถู ก ก ร ะ ตุ้ น ใ ห้ แ ส ด ง อ อ ก ถึ ง สิ่ ง ที่ คิ ด แ ล ะ รู้ สึ ก ประวัติศาสตร์แสดงมาตลอดว่า เมื่อผู้นำเล่นเกินบทบาท ฐานมวลชนก็ร่อยหรอในที่สุดก็เหลืออยู่หรอมแหรมหลักสิบหลักร้อยคน ซึ่งดูหน้าดูตาแล้ว ก็มิใช่ประชาชน หากแต่เป็นสมาชิกหน่วยเดียวกับ'ขบวนการที่แสดงบทบาทนำ'นั่นเอง

มองทะลุจึงเห็นด้วยอย่างที่สุดว่าขบวนการนักศึกษาต้องเลิกเอาหน้าแย่งซีนจากประชาชน ปัญญาชนนักศึกษาต้องเลิกสำคัญตัวเองเสียที หากไม่มีมวลมหาประชาชน ก็ไม่มีที่ทางทางประวัติศาสตร์ให้ปัญญาชนและขบวนการนักศึกษาเข้าไปโลดแล่น ประวัติศาสตร์14ตุลาควรเขียนใหม่โดยประชาชนเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์โดยมีขบวนการนักศึกษาเล่นบทบาท'กระตุ้น-ผู้จัดดำเนินการ-และนำ'การเคลื่อไหวเท่านั้น

อ้อ ขอชมเชยบทความนี้ของศิโรตม์มั่กๆ มองทะลุคิดว่าศิโรตม์เป็น'นักคิด'ที่น่าติดตามผลงาน