การใช้มาตรการด้านการค้ากับเรื่องโลกร้อน

ภายหลังจากที่ร่างกฎหมาย Clean Energy and Security Act 2009 ของสหรัฐได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนของสหรัฐเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยคะแนนเสียง 219-212 ได้ก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นต่อปัญหาการกีดกันทางการค้าแบบใหม่โดยอ้างเหตุผลเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน นอกเหนือจากกฎหมายของสหรัฐ ประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรปก็กำลังจัดเตรียมกฎหมายที่จะใช้มาตรการทางการค้าโดยอ้างเหตุผลเรื่องโลกร้อนเช่นกัน

ในการเยือนอินเดียของนางคลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ผู้นำของอินเดียได้ยกประเด็นเรื่องนี้มาหารือ ส่วนทางจีนได้ให้ทางรัฐมนตรีการค้าออกมาส่งเสียงวิจารณ์มาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในกฎหมายของสหรัฐ

สำหรับในเวทีการเจรจาจัดทำ Post 2012 Regime เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่ม G77 และจีนได้กล่าวถ้อยแถลงเตือนไม่ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการกีดกันทางการค้าโดยอ้างเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยทางอินเดียได้มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมเนื้อหาร่างความตกลงที่กำลังเจรจาด้วยว่า “ไม่ให้ใช้มาตรการฝ่ายเดียวที่รวมถึงมาตรการต่อต้านการนำเข้าสินค้าหรือบริการจากประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาโลกร้อน” ข้อเสนอของอินเดียได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศจีน อาร์เจนตินา บราซิล สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ซาอุดิอาระเบีย และกลุ่ม G77 +จีน

ผู้แทนการค้าของประเทศกำลังพัฒนาในเวทีการประชุมขององค์การการค้าโลก ก็มีความเป็นห่วงมากขึ้นต่อประเด็นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศสหรัฐและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ โดยใช้เหตุผลเรื่องโลกร้อน ทั้งนี้ ฝ่ายประเทศที่พัฒนาแล้วก็กำลังจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอให้เห็นว่าการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม และการนำมาตรการด้านการค้ามาใช้กับเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้ข้อยกเว้นทั่วไปของ GATT จากเหตุผลเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (ข้อ 20)

ในฝ่ายประเทศกำลังพัฒนาโต้แย้งว่า การใช้มาตรการด้านการค้าเชื่อมโยงกับปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนายังมีระดับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่ำ แตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำมาใช้ได้ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นอุปสรรคของการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อจะได้ร่วมช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน ในขณะที่ตามร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐ ได้มีเนื้อหาป้องกันมิให้คณะเจรจาของสหรัฐยอมผ่อนปรนเงื่อนไขด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

Martin Khor ผู้อำนวยการของ South Center ได้เรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วทบทวนการใช้มาตรการกีดกันทางค้าโดยใช้เหตุผลเรื่องโลกร้อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกีดกันทางการค้าแบบใหม่ Martin Khor ได้เสนอว่าสิ่งที่ควรทำคือ ทำกติกาให้เป็นธรรม

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายของสหรัฐกำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในเดือนนี้ ในฝ่ายวุฒิสมาชิกมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน คาดว่าการผ่านกฎหมายในชั้นวุฒิสภาจะยากกว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎรอย่างมาก ตอนนี้ นอกจะมีเสียงคัดค้านมาจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว กลุ่มเกษตรกรได้เริ่มออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เช่น กรณีสภาผู้ผลิตหมูแห่งชาติ ซึ่งเป็นห่วงว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีผลต่อการเพิ่มต้นทุนการผลิตหมูของสหรัฐ และจะเสียเปรียบจีนและอินเดียหากไม่มีการควบคุมโดยใช้ระบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายของวุฒิสภาจากฝ่ายเดโมแครตได้เสนอให้เพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซมากขึ้นจากเดิมที่ร่างสภาผู้แทนกำหนดไว้ 17% ภายในปี 2020 เพิ่มเป็น 20% เนื่องจากเห็นว่าการปล่อยก๊าซของสหรัฐในขณะนี้ต่ำกว่าระดับในปี 2005 อยู่แล้ว 6% เพราะเศรษฐกิจหดตัว การบรรลุเป้าหมายจึงทำได้ไม่ยาก

นับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์การการค้าโลกในปี 1995 มีการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental-related Trade Measures) น้อยลงเนื่องจากประเทศสมาชิก WTO ระมัดระวังถึงความขัดแย้งกับกรอบกติกาของ WTO ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 11–14 ตุลาคม 2552

ที่มา: เว็บไซต์ MEAs Watch

โปรดอ่าน http://www.arayachon

โปรดอ่าน
http://www.arayachon.org/rethink/20081121/837

รู้ให้จริง - อย่าให้ใครมาลวงเราเรื่องโลกร้อน
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย {1}
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}

โลกร้อนขึ้นคงไม่มีใครสงสัย การรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การรณรงค์เรื่องโลกร้อนทำให้ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นกรณีศึกษาของการโฆษณาชวนเชื่อ ในการทำให้ประชาชนมืดบอดหรือไม่ และถือเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” สำหรับใครบางคนหรือไม่

ทุกวันนี้ แทบทุกคนคงได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟัง คงชักห่วงใยต่อโลกในประเด็นนี้เช่นกัน แต่เมื่อนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน {3} ผมกลับเริ่มสงสัยว่า สันติภาพไม่น่าจะเกี่ยวกับโลกร้อนโดยตรง

ที่ผ่านมาคนอื่นที่โด่งดังเช่น ท่านติช นัท ฮันห์ {4} ผู้นำพระสงฆ์ในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ยังพลาดรางวัลนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ ผู้คนมักเชื่อไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่มีโอกาสไตร่ตรองด้วยเหตุผล ผมจึงขอเสนอบทความนี้ เพื่อต่อกรกับการครอบงำและการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

An Inconvenient Truth: เท็จหลายเรื่อง

ท่านที่อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (AIT) {5} “คงรู้สึกตรงกันอย่างหนึ่งว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน . . . คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะเรียกขบวนการดังกล่าวว่า เป็นภารกิจกู้โลก เพราะวิกฤตการณ์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนนั้น เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลเกินจินตนาการ” {6}

วลีที่อ้างถึงนี้ สะท้อน “อารมณ์” ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม AIT เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหลายเรื่อง {7} ซึ่งสังคมมักไม่มีโอกาสรับรู้ เช่น:

1. การมองด้านเดียว : AIT ไม่เคยมองถึงบทบาทที่จำเป็นของน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน (Hydrocarbon) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ช่วยเพิ่มอายุขัยของประชากร ฯลฯ AIT ละเลยอัตราการตายที่สูงขึ้น ในยามที่โลกเย็นลงในอดีตที่ผ่านมา

2. ความเข้าใจผิด : สาเหตุหลักของการตายของมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ คล้ายกับการตื่นกลัวไข้หวัดนกจนเกินเหตุ ทั้งที่โรคปอดบวมทำคนไทยตายมากมาย โดยในปี 2550 ไม่พบคนป่วยและตายด้วยไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่คนไทยป่วยด้วยโรคปอดบวม จนต้องนอนโรงพยาบาลถึง 88,841 ราย และตาย 765 รายในปี 2549 {8} นอกจากนี้ AIT ยังอ้างทำนองว่า นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับตน แต่ความจริงเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงข้ามกับ AIT

3. การพูด “ใส่ไข่” จับเอาปรากฏการณ์ครั้งคราวมาเป็นสรณะ : การอ้างว่าหมีขั้วโลกจมน้ำตาย เพราะน้ำแข็งละลายทั้งที่เป็นเพราะพายุ การกล่าวถึงฝนตกหนักถึง 37 นิ้วในนครมุมไบในปี 2548 ทั้งที่ตลอด 45 ปี ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเลย การโยงเรื่องโลกร้อนกับอุทกภัยในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งที่ใน 1-2 ศตวรรษก่อน มีอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งกว่านี้มากมาย การโทษว่าโลกร้อนทำให้แนวปะการังเสียหาย ทั้งที่เป็นเพราะปัจจัยทางเฉพาะภูมิภาค ปัจจัยทางสังคมและอื่น ๆ การกล่าวว่าธารน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์ จะเลื่อนลงสู่ทะเล ทั้งที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ไม่มีทางออก

4. การพูดผิดความจริง เช่น การอ้างว่าโลกร้อนในอดีตเป็นเพียงระยะสั้น ทั้งที่มีระยะเวลานับร้อยปีในอดีตที่เคยร้อนกว่าปัจจุบัน จนทำให้ครั้งหนึ่ง ชาวไวกิ้งสามารถไปตั้งถิ่นฐานในเกาะกรีนแลนด์ที่หนาวเย็นในขณะนี้ได้ การอ้างว่าโลกร้อนขึ้นมาก ทั้งที่เพิ่มเพียง 0.17 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีล่าสุด และร้อนขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปี และที่ผ่านมาก็มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ การอ้างว่าคลื่นร้อนยุโรป ที่ทำให้คนตายมากมาย เป็นผลจากโลกร้อน ทั้งที่เป็นเพราะสาเหตุอื่น

ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้ โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉาย ต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย {9} แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย

ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขา ก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 19,000 คนได้ร่วมกันลงชื่อใน The Petition Project {10} ว่า จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า การใช้ Hydrocarbon เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด แม้โลกได้ร้อนขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียหายร้ายแรง (อาจมีไวรัสบางชนิดเกิดขึ้น แต่ในช่วงโลกเย็น ก็อาจเกิดโรคอื่น) แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในเขตอบอุ่น

การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นผลดีต่อชีวิตสัตว์และทำให้การเพาะปลูกพืชผลได้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จึงหนุนให้สหรัฐอเมริกาไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต {11} ซึ่งได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคี

บทวิพากษ์ของ The Petition Project ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า

1. การกลับหนาว-ร้อนของโลก มีลักษณะที่เป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีแต่ร้อนขึ้นอย่างเดียว ที่ผ่านมามียุคน้ำท่วมโลก และยุคน้ำแข็งสลับกันมาหลายครั้งแล้ว

2. ธารน้ำแข็งเริ่มละลายมานาน ก่อนการใช้ Hydrocarbon เสียอีก และละลายเร็วในอัตราเดียวกันมาตลอด 150 ปีแล้ว

3. อากาศที่ร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ภาวะเรือนกระจก อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น แสงแดด เมฆ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำในมหาสมุทร ความร้อนใต้พิภพ ฯลฯ

4. พายุทอร์นาโดมีแนวโน้มลดลง ส่วนพายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติก ก็มีแนวโน้มคงที่ พายุขนาดใหญ่ เช่น Katrina {12} ในปี 2548 อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว เราจึงไม่ควรถือเอาปรากฏการณ์ชั่วคราว มาทึกทัก ปะติดปะต่อกับภาวะโลกร้อน

5. ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 นิ้วในรอบศตวรรษ แต่เพิ่มมาก่อนยุคที่ใช้ Hydrocarbon ด้วยซ้ำไป

6. ป่าไม้ (ไม่ใช่สวนป่า) ในสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกเพิ่มขึ้น 40% ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนัก {13}

อย่าให้ใครลวงให้ตื่นตูม

มีอยู่ภาพหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพทะเลสาบ Aral Sea ในคาซัคสถาน {14} ซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับแห้งไป มีเรือจอดอยู่บนพื้นคล้ายทะเลทราย ภาพดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ห่วงใยโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นภาพแห่งการโกหกอย่างร้ายกาจ เพราะการเหือดหายไปของทะเลสาบนี้ เป็นผลมาจากการสูบน้ำและเป็นที่คาดหมายมานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนแม้แต่น้อย

ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์ จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตร ก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” {15}

ท่านทราบหรือไม่ว่า แรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซีย เมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่า มีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ {16} แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุ

กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในไทย

หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทย มีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย {17} ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย กลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ {18} ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ

ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทร {19} นั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก

ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด

ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น <20> แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ

สิ่งที่ต้องคิดทบทวน

โปรดอย่าไพล่เข้าใจผิดว่า เราไม่ควรใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนและพาลเข้าใจว่า เราละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน บทความนี้เพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด อันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะ ยาว

การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัว ถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือ การป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจน ตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ

ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วน เพื่อเอาประโยชน์ใส่ตน นับเป็นผู้ที่น่ากลัว สังคมพึงทราบว่าบ้านของนายอัล กอร์เองกลับใช้ไฟฟ้ามากกว่าคนอเมริกันทั่วไปถึง 20 เท่า ใช้เงินค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันปีละเกินกว่า 1 ล้านบาท {22} คนทำดีพูดดีเรื่องโลกร้อน อาจสั่งสมบารมี จนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางคนได้อาชีพเป็นนักอนุรักษ์ นักประท้วง นักแบกป้ายเพื่อ “กู้โลก” หาเลี้ยงชีพไปได้ชั่วชีวิต เป็นต้น

การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 {23} จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคม มักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป

ทางออกสุดเท่ห์ของการแก้โลกร้อนก็คือการปลูกป่า (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการทำดีที่นำสมัยและมีระดับ ไม่ใช่พื้น ๆ แบบการบริจาคให้มูลนิธิการกุศล) โดยไม่นำพาว่าจะรณรงค์ปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปีหนึ่ง ๆ ป่าไม้ไทยถูกทำลายไปมหาศาลหลายแสนไร่ กว่าป่าที่ปลูกใหม่เพียงหนึ่งหมื่นไร่ ต้นไม้ที่ปลูกอย่างลูบหน้าปะจมูกนี้ก็คงตายไปมากกว่าจะอยู่รอดได้ บาปของแฟชั่นการปลูกป่านี้ก็คือการช่วยบิดเบือน ปกปิดไม่ให้อาชญากรรมทำลายป่าได้รับการตระหนักโดยสังคมส่วนรวม

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสดมภ์ของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้

บางที “นักบุญ” ที่พูดกับท่านถึงภาวะโลกร้อนนั้น แท้จริงอาจเป็น “ซาตาน” ผู้ก่ออาชญากรรม ตักตวงประโยชน์ทางการเมือง ฉกฉวยหาประโยชน์เฉพาะตน คนที่กล้า “แหกตา” พวกเราถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นบุคคลอันตราย เราควรรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน แต่เราก็ควรส่งเสริมการระดมความคิด ถกเถียงค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และมีสติ และต่อต้านความงมงายอย่างมืดบอดในทุกรูปแบบ ประเทศชาติจึงจะเจริญด้วยสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริง

ที่มา :

{1} ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรส เพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

{2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานา ชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

{3} ข่าว “'อัล กอร์'-ไอพีซีซี โนเบลสันติภาพ” ไทยรัฐ 13 ต.ค. 50 http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=64404

{4} รายละเอียดเกี่ยวกับพระติช นัท ฮันห์ http://en.wikipedia.org/wiki/Nhat_Hanh ซึ่งเป็นหนึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก

{5} เว็บไซต์เกี่ยวกับภาพยนต์นี้ดูได้ที่ http://www.climatecrisis.net และ http://www.an-inconvenient-truth.com

{6} เพชร มโนปวิตร บทความ “รายงานโลกใบใหญ่ / สิ่งแวดล้อม : An Inconvenient Truth กับภารกิจกู้โลก” ในนิตยสารสารคดี พฤศจิกายน 2549: http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&ar...

{7} โปรดอ่านบทวิพากษ์ภาพยนต์เรื่อง An Inconvenient Truth ได้ที่ Marlo Lewis “A Skeptic's Guide to An Inconvenient Truth”: http://www.cei.org/pages/ait_response-book.cfm และ Mary Ellen Tiffany Gilder “Diagnosing Al Gore: Truth in the Balance” http://sitewave.net/news/MaryEllenGilder.htm

{8} ฝ่ายวิเคราะห์และประมวลข่าวสาร สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข 11 ตุลาคม 2550: “ในปี พ.ศ. 2549 . . . ผู้ป่วยโรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 88,841 ราย/ ตาย 765 ราย ซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นต้นเหตุ สำหรับในปี พ.ศ. 2550 จนถึงสัปดาห์ที่ 39 . . . มีรายงานผู้ป่วย. . . โรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 60,188 ราย ตาย 619 ราย . . . อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของกรมควบคุมโรคในปี 2550 นี้ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดนก หรือผู้เสียชีวิต” ที่ http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=9516

{9} โปรดอ่านข่าว “Gore climate film's nine 'errors'” BBC News, October 11, 2007: http://news.bbc.co.uk/1/hi/education/7037671.stm

{10} โปรดดูรายละเอียดของโครงการนี้ได้ที่ Petition Project http://www.oism.org/pproject/s33p1845.htm

{11} พิธีสารเกียวโต Kyoto ดูรายละเอียดภาค ภาษาอังกฤษฉบับเต็มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Kyoto_Protocol หรือภาคภาษาไทยได้ที่ http://www.jgsee.kmutt.ac.th/greenhouse/unfccc/unfccc.php#unfccc

{12} ดูรายละเอียดพายุ Katrina ถล่มนครนิวออลีนส์ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Hurricane_Katrina

{13} ผลการศึกษาของ Lawrence Livermore National Laboratory เรื่อง “Plant a tree and save the Earth?” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2006/NR-06-12-02.html และเรื่อง “Models show growing more forests in temperate regions could contribute to global warming” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2005/NR-05-12-04.html

{14} อ่านรายละเอียด Aral Sea ได้ที่ http://unimaps.com/aral-sea/print.html

{15} อ่านรายละเอียดภูเขาไฟกรากะตัวได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%...

{16} ราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง “ภัยภูเขาไฟ” http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?Search=1&ID=154

{17} ข้อมูลพายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ www.tmd.go.th/programs/uploads/cyclones/track-56y.pdf และข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนจาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/1100400/2549...

{18} ข่าว “อัล กอร์ มั่ว น้ำทะเลอ่าวไทยลดลงทุกปี” ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2550 http://www.thairath.com/news.php?section=society03&content=64807 และข่าว “อย่าตระหนก โลกร้อนไม่ทำให้กรุงเทพจมบาดาล” http://www.tei.or.th/hotnews/071116-globalwarming1-manager.htm

{19} โปรดดูได้ที่เว็บไซต์วัดขุนสมุทร สมุทรปราการ http://www.khunsamut.com

{20} ปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญา โปรดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17

{21} กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 1.ด้วยการฟังตามกันมา 2.ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา 3.ด้วยการเล่าลือ 4.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5.ด้วยตรรก 6.ด้วยการอนุมาน 7.ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน 9.เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เราจะเชื่อก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา (ที่มาคือ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002684.htm)

{22} ข่าว “เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์” สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 7-15 มีนาคม 2550 โปรดอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่ http://www.guardian.co.uk/international/story/0,,2022869,00.html (The Guardian) และ http://www.usatoday.com/news/washington/2007-02-27-gore-house_x.htm (USA Today)

{23} โปรดอ่านข่าวดังกล่าวได้ที่ http://www.prospect-magazine.co.uk/article_details.php?id=6889

จริงๆผมก็เห้นด้วยกับดร. โสภณ

จริงๆผมก็เห้นด้วยกับดร. โสภณ นะครับเรื่องอย่าเชื่ออะไรแบบหน้ามืดตามัว เชื่ออย่างมีวิจารณญาณ แต่ผมก็ว่าเรื่องวาทกรรมโลกร้อนนี่จรงๆแล้วมันไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น อย่างน้อยมันก็เป็นประเด็นที่ทำให้คนหลายคนและนักการเมืองหลายท่านหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น การหยิบยกประเด็นโลกร้อนมาตีปี๊ปแน่นอนว่าคนหลายกลุ่มหลายประเทศแท้จริงอาจมิได้ต้องการเรียกร้องเรื่องโลกร้อนแต่ใช้ "โลกร้อน" เพื่อเประเด็นสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งมันก็ใช้ค่อนข้างได้ผลในการสร้างกระแส เพราะคนขี้เกียจจะพูดแล้วเรื่องป่าไม้ รีไซเคิล ฯลฯ

ส่วนตัว ผมว่าประเด็นสำคัญของบทความนี้คือการเรียกร้องให้มีการแก้ไขความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสิทธบัตรทั้งหลายแหล่ เรื่องนี้ต่อต้านกันมาไม่ใช่เฉพาะในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ในอียูเองก็เริ่มมีกระแสมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่มีเรื่องสิทธิบัตรซอฟแวร์เข้ามาทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นปัญหา และมันก็เป็นเรื่องจริงที่เราถูกกีดกันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามาตลอด (ผมเน้นเรื่องสิทธิบัตรอย่างเดียวครับ) มันน่าเศร้า ตัวอย่างง่ายๆ ผมเพิ่งซื้อตู้เย็นใหม่ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟราคาแพงกว่ารุ่นธรรมดาเป็นเท่าตัวเพราะตัวอุปกรณ์ประหยัดไฟมีสิทธิบัตรเป็นสิบๆปี ประโยชน์ที่ได้จริงกับการคิดตัวประหยัดไฟขึ้นมาจึงน้อยมาก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ อีกอย่างบวกลบดีๆจะรู้ว่า ซื้อรุ่นประหยัดไฟต้องใช้อีกอย่างน้อย 7-10 ปีถึงจะคุ้มราคาที่จ่ายแพงกว่า (เพราะความต่างค่าไฟต่อปีมันไม่เท่าไหร่) อีกอย่างเทคโนโลยีหลายอย่างถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัย คนพวกนี้มากน้อยต่างได้รับเงินสนับสนุนทำวิจัยจากภาษีของประชาชน แต่ทำวิจัยแล้วกลับขายงานของตนเองให้บริษัทเอกชนในราคาที่เรียกว่าถูกมากๆ ญี่ปุ่นกับเยอรมันนี่ตัวดีเลย บริษัทเอาไปทำต่ออีกหน่อยก็ขายได้
ถ้ามาดูกฎหายแต่ละประเทศดีๆจะรู้ว่ากฎหมายสิทธิบัตรนี่เลวร้ายมาก ในเยอรมันจดสิทธิบัตรชิ้นเล็กชิ้นน้อยสามหมื่นยูโร (ล้านกว่าบาท) คนธรรมดาถึงคิดอะไรได้ก็ไม่มีปัญญาจดหรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นพวกอุปกรณ์ต่างๆ ไม่รู้ต้องจดกี่ชิ้น อะไรบ้าง สุดท้ายกฎหมายเอื้อคนรวยอีกแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ใคร บริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่สามานย์ทั้งนั้น แค่นี้ครับ