นักข่าวพลเมือง: เครือข่ายท่อก๊าซจะนะยื่นหนังสือสอบวินัย ตร.ระดับสูง ใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม

(28 ต.ค.) เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ประมาณ 200 คน ได้เดินทางไปยังตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ขอให้สอบสวนและลงโทษทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรงสลายการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545

เวลา 09.30 น. ทางเครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซฯได้เดินทางถึงบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดสงขลาได้ติดเครื่องเสียงรณรงค์และแจกใบปลิวทำความเข้าใจกับคนสงขลาที่เดินทางมายังตำรวจภูธรภาค 9 และถือป้ายและภาพล้อเลียนตำรวจที่ถูกศาลจังหวัดสงขลาสั่งฟ้อง จนกระทั่งเวลา 10.30 น.ได้เดินทางมาถึงหน้าตำรวจภูธรภาค 9 ปรากฎว่า ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดประตูไว้ จึงชุมนุมอยู่ด้านหน้าและเรียกร้องให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 9 ออกมารับหนังสือดังกล่าว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าทางผู้บังคับการไม่สามารถออกมารับหนังสือได้เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีรถไฟหาดใหญ่

ระหว่างที่รอยื่นหนังสือมีตัวแทนเครือข่ายสลับกันพูดผ่านเครื่องกระจายเสียงว่าวันนี้ ทางเครือข่ายมายื่นหนังสือเพราะเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ประชาชนผู้คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไทย-มาเลเซีย ได้รวมกลุ่มกันเดินทางมาชุมนุมรอยื่นหนังสือให้คณะรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อขอให้ทบทวนการดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะเดินทางมาประชุมสัญจรวันที่ 21-22 ธันวาคม 2545 ณ โรงแรมเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขณะที่ผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงถนนจุติอนุสรณ์ทางเข้าโรงแรมเจบี และหยุดพักรออยู่บนถนนบริเวณหน้าแผงเหล็กของหน้าที่ตำรวจ โดยมีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านเครื่องขยายเสียงของผู้ชุมนุมว่า ให้หยุดพักรอการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ของภาครัฐว่า จะให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายไปรอยื่นหนังสือ ณ บริเวณใด ผู้ชุมนุมซึ่งเป็นมุสลิมจึงเตรียมตัวเพื่อทำการละหมาด ขณะที่บางส่วนกำลังอาบน้ำละหมาด บางส่วนกำลังละหมาด ส่วนนักศึกษาบางส่วนซึ่งนับถือศาสนาพุทธกำลังรับประทานอาหารอยู่ อันเป็นการชุมนุมอยู่ในความสงบ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้ความรุนแรงผลักดันใช้ไม้กระบองทุบตีทำร้ายประชาชนให้ถอยออกไปจากที่เกิดเหตุ จากนั้นจับกุมคุมขังประชาชนผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำนวน 20 คน

จนกระทั่งเวลา11.00 น. พล.ต.ต.พิสัณห์ จุลดิลก รองผบช.ภ.9 ได้ออกมารับหนังสือแทน ก่อนมอบหนังสือทางตัวแทนเครือข่ายได้อ่านหนังสือที่จะยื่นให้ทางพล.ต.ตพิสัณห์ จุลดิลกฟังก่อนทำการยื่น ให้เซ็นรับเอกสารพร้อมพยาน

หลังจากที่รับหนังสือแล้วได้กล่าวกับผู้ชุมนุมว่าจะรีบส่งเอกสารที่ยื่นนี้ให้กับพล.ต.อ.ประทีบ จันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร.เพื่อพิจารณา เพราะในวันที่ 2 พ.ย.นี้ทางคณะของนายสุเทพ เทือกสุวรรณจะมีการพิจารณาแต่งตั้งรอง ผบ.ตร.และผู้บัญชาการภาคต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าหนังสือที่ทางเครือข่ายยื่นในวันนี้จะมีผลกระการแต่งตั้งนายตำรวจระดับ พล.ต.ท.และ พล.ต.อ บางคนด้วย

จากการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชน พล.ต.ตพิสัณห์ จุลดิลก กล่าวว่าขณะนี้ได้ดำเนินการส่งเอกสารทางโทรสารไปยัง พล.ต.อ.ประทีบแล้ว และมีการรายงานด้วยวาจาและขณะนี้ทางฝ่ายอำนวยกากำลังรีบสรุปประเด็นจากนั้นจะให้ทางเจ้าหน้าที่เดินทางไปส่งเอกสารกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และการที่ทางเครือข่ายมายื่นหนังสือเป็นการกระทำที่ถูกต้องและจากการฟังทางเครือข่ายก็มีเหตุผลในการมายื่น

เนื้อหาสำคัญที่ทางเครือข่ายระบุในหนังสือที่ยื่น ระบุว่า การกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวนั้น มีการตรวจสอบหลักฐาน และข้อเท็จจริงจากคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พบว่าการกระทำนี้เป็นความผิดจริง

นอกจากนั้น ปรากฏด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำผิดจำนวนหนึ่งถูกผู้ชุมนุมฟ้อง คดีอาญา จากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ความชัดแจ้งว่า กลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนั้นได้ชุมนุมด้วยความสงบไม่ได้ก่อความวุ่นวายหรือเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่ฝ่ายพนักงานตำรวจกล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าแผ่นบันทึกภาพและเสียง เหตุการณ์ในขณะนั้น ซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวนคดีของศาล ดังนั้นการสั่งการให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของนายตำรวจผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ผู้บัญชาการเหตุการณ์ในขณะนั้น จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา

นอกจากนั้นเข้าสลายการชุมนุมในกรณีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาทั้งหมดมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่ประการใด กลับแสดงตัวอย่างในทางที่ผิดโดยเป็นผู้ลงมือกระทำการด้วยความรุนแรงเสียเอง

เจ้าพนักงานตำรวจระดับสูงผู้ควบคุมการปฏิบัติการสลายการชุมนุมดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่ทางเครือข่ายขอให้มีการสอบวินัยได้แก่

พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8

พ.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ปัจจุบันเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1

พันตำรวจเอกสุรชัย สืบสุข ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ปัจจุบันเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดนราธิวาส พ.ต.อ.กระจ่าง สุวรรณรัตน์ ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปัจจุบันเป็นผู้บังคับการ อำนายการตำรวจภูธรภาค 7

ร.ต.อ. เล็ก มียัง ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยตำรวจปราบจลาจล ปัจจุบันเป็นสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

ร.ต.ท.อธิชัย สมบูรณ์ ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยตำรวจปราบจลาจล ปัจจุบันเป็นสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ร.ต.ท.บัณฑูรย์ บุญเครือ ในวันเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองร้อยตำรวจปราบจลาจล ปัจจุบันเป็นสถานีตำรวจภูธร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา

เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาทั้ง 7 รายนี้ กระทำผิดต่อกฎหมาย โดยเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งให้สลายการชุมนุมทั้งที่ตนเองทราบดีอยู่ว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปฏิบัติการใช้กำลังสลายการชุมนุมฝ่าฝืนต่อระเบียบและแผนปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาภายใต้การควบคุมสั่งการของตนกระทำการฝ่าฝืนระเบียบ และแผนปฏิบัติการดังกล่าวอีกด้วย

ทั้งยังเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จงใจขัดขวางมิให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพอันเป็นรากฐานสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนั้นยังมีการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีหน้าที่ในการเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการจับกุมคุมขังผู้เข้าร่วมชุมนุม และส่งฟ้องดำเนินคดีต่อศาลภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมดังกล่าวอีกด้วย กล่าวคือ พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ได้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับกลุ่มประชาชนผู้ร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมี พ.ต.อ.เสรี วิไลลักษณ์ พ.ต.อ.สาคร ทองมุณี พ.ต.ท.สุเทพ ภัทรวิวัฒน์ พ.ต.ท.กิจ พงศ์ทิพย์พนัส พ.ต.ต.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ เป็นเจ้าพนักงานผู้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน

คณะพนักงานสอบสวนจงใจใส่ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อสร้างภาพจูงใจสาธารณชนว่าเป็นผู้มุ่งก่อความรุนแรงและได้เตรียมการณ์ก่อเหตุรุนแรงในการชุมนุมวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เพื่อเป็นข้ออ้างในการเข้าสลายการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายของตนเพื่อปกป้องตนเองให้พ้นจากการที่จะต้องถูกดำเนินคดีในฐานะที่ได้รายงานข้อความเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้นอกจากสะท้อนให้เห็นทัศนคติในเชิงลบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับสูงมีต่อกลุ่มประชาชนผู้ชุมนุมใช้สิทธิเรียกร้องโดยสุจริตว่า เป็นพวกก่อความไม่สงบ เป็นพวกนิยมชมชอบการประท้วงคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ อย่างไม่มีเหตุผลแล้ว

ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้

1. ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการผิดกฎหมาย ผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่ง ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังรายนามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนฉบับนี้ทุกรายโดยทันที

2. เมื่อพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงได้ความเป็นที่แน่ชัดแล้วให้ดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นทั้งในทางวินัยราชการและในทางคดีความทางอาญาต่อไป

3. ให้มีคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตามรายชื่อที่กล่าวไว้ไนหนังสือร้องเรียนฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ผู้ตกเป็นจำเลยในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของศาลจังหวัด ให้ถือเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกที่จะต้องเร่งพิจารณาและมีคำสั่งให้พักราชการหรือให้ออกจากราชการชั่วคราวดังกล่าว

4. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงยอมรับความผิดที่เกิดจากการกระทำการสลายการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวข้างต้น และเร่งพิจารณาจ่ายค่าทดแทนค่าเสียหายที่ศาลปกครองจังหวัดสงขลาได้พิพากษาไว้แล้วให้แก่ผู้เสียหาย

5. ให้ทบทวนคำสั่งและการกระทำที่บ่งชี้ไปในทางเอื้อประโยชน์แก่ บริษัท ทรานส์ ไทย - มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ในการไปตั้งหน่วยงานพิเศษ ในพื้นที่บริเวณโครงการโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัทฯ ซึ่งก่อปัญหาสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อชุมชนในบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ดำเนินการโดยรวดเร็วทันที โดยกลุ่มผู้ร้องเรียนมีข้อมูลข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ พร้อมนำเสนอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อประกอบการพิจาณาสอบสวนดังกล่าวไว้พร้อมแล้ว และขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตอบหนังสือร้องเรียนดังกล่าวนี้ เป็นลายลักษณ์อักษรส่งถึงผู้ร้องเรียนและแถลงต่อสื่อมวลชนต่างๆ ให้ทราบโดยทั่วกัน
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์