ชำนาญ จันทร์เรือง: บ้านชุ่มเมืองเย็น เมื่อแดงกับเหลืองพูดคุยกัน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

นับแต่หลังการยึดสนามบินและสงกรานต์เลือดเป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันนับว่าอยู่ในภาวะวิกฤติและร้อนแรงเป็นที่สุด ไม่ว่าการออกมาประกาศตัวชัดเจนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธว่าต่อนี้ไปไม่เป็นแล้วโซ่ข้อกลางขอเลือกข้างเพื่อไทยดีกว่า พร้อมๆกับการให้สัมภาษณ์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่ได้ส่งคนไปเตือนพลเอกชวลิตว่า

“คือวันนั้นก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมก็ให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไรขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ซึ่งผมใช้คำว่า”ไตร่ตรองให้รอบคอบ”ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ” จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่เสื้อแดงนำคดีไปฟ้องร้องเพื่อเอาเรื่องเอาราว และ พลเอกชวลิตก็ออกเดินสายพบปะกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านจนเป็นประเด็นตอบโต้ทางการเมืองระหว่างประเทศบดบังประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่หัวหินไปเสีย

หลังจากนั้นก็มีประเด็นของการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าสามารถทำได้ จนทำให้สื่อของเสื้อแดงทุกแขนงโหมประโคมว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมโดยยกกรณี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ และ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ นักโทษประหารว่าก็ยังมิได้มีการดำเนินการถอดยศแต่อย่างใด

ในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ผู้คนในบ้านเมืองพากันวิตกกังวลว่าเห็นทีจะเลี่ยงความรุนแรงไปไม่ได้เสียแล้วกระมัง แต่อย่างไรก็ตามในความร้อนแรงเช่นนี้ ก็มีความชุ่มเย็นในจิตใจของผู้คนที่ทราบถึงความพยายามของกลุ่มคนกลุ่มที่ถูกจัดอยู่ฝ่ายสายพิราบของทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง  ที่ได้มีการปรึกษาหารือกันถึงความเป็นไปได้ที่จะหันมาร่วมมือพูดคุยกัน ก่อนที่บ้านเมืองจะพลัดตกหุบเหวของความหายนะจนไม่สามารถกอบกู้ได้ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ข่าวคราวของการพูดคุยกันของเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองที่มีทั้งการขึ้นเวทีเดียวกันในครั้งแรกที่เพชรบุรี ตามมาด้วยที่พะเยาและมีการดำเนินการอย่างเงียบๆ อย่างต่อเนื่องในจังหวัดเชียงใหม่ที่เรียกว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง โดยต่างแสวงหาจุดร่วมที่ตรงกันนั่นก็คือความเป็นธรรมในสังคม เพราะทั้งฝ่ายมีสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวก็ด้วยเหตุเพราะ "ความอยุติธรรม" ในสังคมที่อำนาจทางการเมืองถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่ตระกูล ไม่กี่อาชีพ คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง อำนาจทางธุรกิจ ถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่กลุ่มที่แอบอิงอำนาจรัฐ ฯลฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงนั้นเน้นไปที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนและการยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนตัดสินใจ

ส่วนฝ่ายเสื้อเหลืองนั้นเน้นไปที่การเมืองที่มีคุณธรรม ความรักชาติและประชาธิปไตยที่ไม่ให้ความสำคัญเพียงเฉพาะการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นจุดร่วมที่สามารถพูดคุยกันได้ และทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะงดเว้นการขุดคุ้ยหรือนำประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาทิ การปะทะกันด้วยกำลังจนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย หรือ ประเด็นของการเอาหรือไม่เอาทักษิณ โดยถือว่าเป็นความชอบหรือไม่ชอบของแต่ละบุคคล ฯลฯ มาเป็นข้อต่อรองในการเจรจา เพราะเห็นว่าหากนำประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยกันแล้วย่อมยากที่พูดคุยกันได้

โดยทั้งสองฝ่ายจะเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่บัญญัติว่า “บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือเปิดเวทีปราศรัย โดยแต่ละฝ่ายไม่ไปคุกคามซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่าการพูดคุยเจรจากันดังกล่าวย่อมมีทั้งที่ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วยก็ย่อมที่จะโมทนาสาธุว่าบ้านเมืองจะได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เสียที ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ย่อมออกมาคัดค้านตั้งแต่เบาถึงหนัก ผู้ที่คัดค้านที่เราเรียกว่าเป็นสายเหยี่ยวหรือที่เรียกด้วยภาษาสมัยใหม่ก็คือ พวก “ฮาร์ดคอร์” ก็ย่อมออกมาต่อต้านอย่างหนัก มีการประณามผู้ที่ไปเจรจาหรือพูดคุยกันว่าเป็นผู้ทรยศ เป็นผู้ที่หักหลังเพื่อน ฯลฯ และพวกฮาร์ดคอร์เหล่านี้เชื่อว่าพวกสายพิราบหรือผู้ที่ไปเจรจานั้นตกเป็นเหยื่อของ    อีกฝ่ายหนึ่งที่จะถูกอีกฝ่ายกำจัดให้สิ้นซากในภายหลังอย่างแน่นอน

การต่อต้านนอกจากจะมีการประณามหยามเหยียดกันแล้ว ยังมีการที่พยายามสืบเสาะหาความเคลื่อนไหวว่าหากมีการเจรจาหรือจะมีการเปิดตัวกัน ณ ที่ใด ก็จะมีการระดมพลไปคัดค้าน ทำให้ผู้ประสานงานซึ่งก็คือนักวิชาการที่ใฝ่สันติและภาคเอกชนที่ทนเห็นความล่มจมของธุรกิจของตนเองที่เกิดจากความขัดแย้งของทั้งสองสีนี้ไม่ไหว ต้องแสวงหาลู่ทางในการดำเนินงานซึ่งแน่นอนว่าก็คงไม่พ้นองค์กรหรือสถานที่ ที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย อาทิ ศาลากลางจังหวัด เป็นต้น

ความเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากเพชรบุรี พะเยา และเชียงใหม่ เป็นผลให้หลายๆพื้นที่เริ่มมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในระหว่างการสงวนท่าที ซึ่งผมเชื่อว่าหากมีการดำเนินการสำเร็จในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ผลที่ตามมาก็คงเป็นที่หวังได้ว่าไม่ยากเกินกว่าที่จะประสพความสำเร็จ เพราะถึงเวลาแล้วที่เบี้ยทั้งสองฝ่ายจะได้ฉุกคิดว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มาภายใต้การนำของแกนนำทั้งสองฝ่ายที่ปลุกระดมเข้าห้ำหั่นกันนั้น ผู้ที่บาดเจ็บ   ล้มตายก็มีแต่พวกเบี้ยทั้งหลาย ส่วนผู้ชี้นำนั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกันอยู่อย่างสบายใจเฉิบ หาได้มีส่วนบาดเจ็บล้มตายไปด้วยไม่ มิหนำซ้ำยังเจริญก้าวหน้ามีลาภยศศฤงคารตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตไปตามๆกัน

ผมเชื่อว่าความพยายามที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะประสบความสำเร็จ อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แม้ว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการในลักษณะของการปิดทองหลังพระครั้งนี้จะต้องใช้ความอดทนและ อดกลั้นต่อการประณามหยามเหยียดว่าเป็นผู้ทรยศหรือเหยื่อผู้ถูกหลอกก็ตาม

ทั้งนี้ ก็เพื่อความสงบสุขสันติของบ้านเมืองดังคำโบราณล้านนาที่ว่า “บ้านชุ่ม     เมืองเย็น” นั่นเอง
-------------------------
หมายเหตุ 1) เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2552
                 2) ดูบทความที่เกี่ยวข้องใน http://www.bangkokbiznews.com/home/details/politics/opinion/chamnan/20090506/39133/เมื่อใดที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงจับมือกันได้แล้วจะหนาว.html
  
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์