เปิดคำวินิจฉัยผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อย ปฏิเสธอำนาจคณะรัฐประหาร!!!!!

“หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป”...........

28 กันยายน 2552 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเสียงข้างมากพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวลา5 ปี กรณีปกปิดข้อเท็จจริงในการยื่นบัญชีแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งยังพิพากษาให้มีโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีคำสั่งให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 4 พันบาท แต่โทษจำคุกให้รอไว้ก่อน 1 ปี

คดีดังกล่าว มี ป.ป.ช.เป็นผู้ร้อง โดยยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า นายยงยุทธ อาจเข้าข่ายจงใจปกปิดการยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2548
 

ข่าวเลือนหายไปจากความสนใจอย่างเงียบเชียบในเวลาไม่นาน แม้แต่ตัวของนายยงยุทธเองก็น้อมรับคำวินิจฉัยอย่างไม่ยี่หระพร้อมกล่าวว่า "คมช.เข้ามา ผมก็ถูกดำเนินคดีโหลนึง วันนี้เป็นคดีที่ 4 ยังมีคดีที่เหลือต้องขึ้นศาลอีก รอดครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะรอดหรือไม่"

ทว่ามติของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครั้งนี้ จะกลายเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์กระบวนการกฎหมายไทยที่ผู้พิพากษารายหนึ่งมีคำวินิจฉัยปฏิเสธอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมอ้างอิงหลักกฎหมายในการวินิจฉัยความไม่ชอบธรรมของคณะรัฐประหารผ่านคำวินิจฉัยส่วนตนซึ่งใช้ประกอบการลงมติตัดสินคดีดังกล่าว และนี่คือคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อย

000

"ส่วนหนึ่งจากคำวินิจฉัยส่วนตนของนายกีรติ กาญจนรินทร์ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๙/๒๕๕๒"

.................................................
ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้หรือไม่ เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน ศาลจึงต้องใช้ อำนาจดังกล่าวเพื่อประชาชนอย่างสร้างสรรในการวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดผลในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหากศาลไม่รับใช้ประชาชน ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทายและสั่นคลอน

นอกจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายรวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย

การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ

ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์

ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคลที่เป็นผลพวงของ คปค. ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้ อำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

วินิจฉัยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
นายกีรติ กาญจนรินทร์

หมายเหตุ คำวินิจฉัยมีทั้งหมด 10 หน้า ประชาไทลงเฉพาะคำวินิจฉัยหน้า 8-10 จากเนื้อหาทั้งหมด 10 หน้า เนื่องจากก่อนหน้านั้นเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคำร้องของป.ป.ช.

เมื่อศาลปฏิเสธรัฐประหาร : ก้าวแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย
 
ปิยบุตร แสงกนกกุล
 
หากพิจารณาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยยุคใหม่ คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า เป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายไปแล้วที่ศาลไทยยอมรับ-ให้ความสมบูรณ์แก่รัฐประหาร และผลิตผลของรัฐประหาร
 
เมื่อเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ศาลไทยไม่เคยปฏิเสธรัฐประหาร ไม่เคยประกาศผ่านคำพิพากษาว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตรงกันข้ามในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี ศาลยอมรับการดำรงอยู่ของคณะรัฐประหาร โดยถือหลักว่าเมื่อเริ่มแรกรัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้
 
พูดง่ายๆก็คือ ศาลไทยให้ความสำคัญ อำนาจ ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ นั่นเอง
 
เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ในพ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตามหรือคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่
 
ถึงกระนั้นก็ตาม ศาลไทยพยายามใช้และตีความกฎหมายเพื่อพิพากษาไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากประกาศคณะรัฐประหารอยู่บ้าง โดยพิจารณาว่าประกาศของคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังกรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” หรือกรณีประกาศ รสช.เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง กรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” นั้น ศาลแขวงอุบลราชธานีในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๑๘/๒๕๑๒ เห็นว่าประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๓ พ.ศ.๒๕๐๓ เกี่ยวกับการควบคุมตัวอันธพาลนั้นขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นอันธพาล และมีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพจึงมีผลเท่ากับเป็นการตั้งให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจพิจารณาคดีชี้ความผิดและลงโทษบุคคลได้ นอกจากนี้ประกาศฉบับนี้ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาการลงโทษที่แน่นอนชัดเจน และโทษที่จะลงนั้นหนักเบาสถานใด สุดแท้แต่คณะกรรมการจะพิจารณา ทำให้โทษที่ได้รับไม่ได้สัดส่วนกับความผิดและไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกลงโทษ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยืนยันในคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๑๓ ว่าประกาศฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
 
แม้ศาลจะไม่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร แต่ศาลก็พยายามใช้และตีความเพื่อลดความเข้มข้นของประกาศคณะรัฐประหารและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ เพื่อควบคุมตัวในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงบ้าง ในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง ในข้อหาเป็นภัยต่อสังคมบ้าง ศาลก็จะใช้และตีความกฎหมายไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยการสั่งให้ปล่อยตัวบ้าง ลดจำนวนวันคุมตัวบ้าง ตลอดจนพิจารณาว่ามูลเหตุแห่งการควบคุมตัวนั้นตรงตามที่ประกาศคณะรัฐประหารกำหนดหรือไม่
 
มีข้อควรสังเกตว่า เมื่อศาลไทยเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ผลิตผลของคณะรัฐประหาร คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารแล้ว ศาลจะรับรองการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ เว้นเสียแต่ว่า ผลิตผลของคณะรัฐประหารเข้ามารุกล้ำศาล มีผลกระทบกระเทือนต่อศาล หรือลิดรอนอำนาจของศาล เมื่อนั้นศาลก็ไม่ลังเลที่จะปฏิเสธคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธผ่านทางคำพิพากษา หรือปฏิเสธผ่านทางการแสดงออกด้วยการกดดัน
 
การปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารผ่านทางคำพิพากษา ก็โดยการวินิจฉัยว่าประกาศคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ “ตั้ง “คณะบุคคลที่มิใช่ศาล” ให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล” หรือ “ใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล” ส่วนการปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารด้วยการกดดัน ก็เช่นกรณี “กฎหมายโบดำ” ที่คณะรัฐประหารของจอมพลถนอม กิตติขจรได้ตราประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ เกี่ยวกับระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการเห็นกันว่าประกาศนี้ส่งให้ฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของศาล มีการรณรงค์คัดค้านประกาศนี้อย่างกว้างขวาง ประธานศาลฎีกาออกโรงมาเขียนแถลงการณ์สาธารณะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศนี้ เพียงสองสัปดาห์ รัฐบาลถนอมก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องผลักดันให้ตราพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๙
 
คงไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ศาลไทยพร้อมจะ “ชน” กับคณะรัฐประหาร ถ้าคณะรัฐประหารเข้ามาล้ำแดนความเป็นอิสระของศาลหรือเข้ามาแตะต้องวัฒนธรรมองค์กร แต่กับกรณีที่คณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลอันขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงนั้น ศาลไทยกลับยอมรับ หรือกรณีที่หัวหน้าคณะรัฐประหารใช้อำนาจเผด็จการตามมาตรา ๑๗ แบบสฤษดิ์ ศาลไทยกลับนิ่งเฉยไม่รับคำฟ้องโดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจ ตลอดจนกรณีที่คณะรัฐประหารตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญเดิม โดยมีเนื้อหาที่ขัดกับหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ให้อำนาจเผด็จการแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียงผู้เดียว ศาลไทยกลับยืนยันว่าทำได้
 
อาจเหมือนที่เสน่ห์ จามริกตั้งข้อสังเกตไว้ใน “การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ” ว่าท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ อย่างจริงจังถึงขั้นชุมนุมประท้วงนั้น เพราะเนื้อหาของประกาศฉบับนี้กระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ น่าเสียดายที่ท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนรุนแรงขององค์กรตุลาการเช่นนี้กลับไม่เกิดขึ้นกับการก่อการรัฐประหารหรือประกาศคณะรัฐประหารที่มีเนื้อหาไม่เป็นธรรมอื่นๆ
 
เมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติว่า บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คงแทบไม่ต้องคาดหวังเลยว่าศาลไทยจะประกาศไม่ยอมรับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน
 
นับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีบททดสอบหลายกรณีขึ้นไปสู่ศาล ศาลมีโอกาสหลายครั้งในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับรัฐประหารหรือผลผลิตของรัฐประหาร แต่คำตอบที่สังคมได้รับยังคงอยู่ในสูตรเดิมๆ ประเภทที่ว่า “คณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์” หรือทันสมัยหน่อยก็เช่น “บทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้กับรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหาร”
จนกระทั่งมาถึงคดีที่สังคมสนใจไม่มากเท่าไรนัก อย่างคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ (คดีหมายเลขแดงที่ อม.๙/๒๕๕๒) ดังที่ปรากฏตามข่าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้วยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า นายยงยุทธจงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จโดยปกปิดข้อเท็จจริงไม่แจ้งให้ทราบ จึงต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ให้จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๔,๐๐๐บาท แต่นายยงยุทธไม่เคยมีคดีถูกลงโทษจำคุก จึงให้รอลงโทษไว้ ๑ ปี
ผลของคำวินิจฉัยอาจไม่เกินความคาดหมายของนายยงยุทธ ผู้สนับสนุนนายยงยุทธ ผู้สนับสนุนขั้วการเมืองขั้วเดียวกับนายยงยุทธ ตลอดจนศัตรูทางการเมืองของนายยงยุทธ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ ในคำวินิจฉัยส่วนตนของผู้พิพากษาท่านหนึ่งที่ร่วมเป็นองค์คณะในคดีนี้ (เสียงข้างน้อย) ได้ประกาศชัดเจนและตรงไปตรงมาถึงการไม่รับรองรัฐประหาร
 
ผมมีข้อสังเกตสั้นๆ สามประเด็น
 
หนึ่ง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าศาลมีพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปกปักรักษาประชาธิปไตย
 
สอง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าหากศาลรับรองรัฐประหาร ย่อมเป็นการส่งเสริมให้เกิดรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป
 
สาม ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าโลกปัจจุบัน นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อกาละและเทศะเปลี่ยนไปจากเดิม ศาลจึงไม่อาจรับรองรัฐประหาร ดังที่เคยปรากฏตามคำพิพากษาในอดีต
 
ขอคารวะในความกล้าหาญ ความกล้าที่จะเป็นหินก้อนแรกของท่านผู้พิพากษากีรติ กาญจนรินทร์ หินก้อนแรกที่หย่อนลงไปในสายธารประวัติศาสตร์ ประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่า...
 
ในนิติรัฐ “แบบไทยๆ” และประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” เป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ยอมรับรัฐประหาร
 
....
 

แต่นักกฎหมายส่วนใหญ่บอกว่า

แต่นักกฎหมายส่วนใหญ่บอกว่า "ที่มาไม่ไม่ถูกต้อง " กฎหมายคือกฎหมาย ประกาศคณะปฎิวัติ!!! ใช่ แต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาจากการรัฐประหาร ไม่ใช่กฎหมาย??? มันคือคนๆๆ ที่มีอคติ.....คำตัดสินก็ต้องยืนตามการสอบสวนที่ตั้งขึ้นมา!!!! เพราะไปสามารถวินิจฉัยถึงผู้ถูกแต่งตั้งขึ้นมาได้!!!

ท่านกีรติ เป็นเปาบุ้นจิ้น

ท่านกีรติ เป็นเปาบุ้นจิ้น เป็นศาลที่พวกเราควรยกย่อง ควรปกป้องและเอาเป็นเยี่ยงอย่าง บุคคลแบบท่าน สมควรได้รับการยกย่องและสรรเสริญ เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมไทย เป็นปูชนียบุคคลที่เป็นของแท้ ไม่ต้องแอบอ้าง ไม่ต้องสร้างภาพ สมควรได้รับการคารวะ ขอตบมือดังๆและน้อมกราบท่านและจะขอจดจำชื่อของท่านพร้อมสอนลูกสอนหลานให้เอาท่านเป็นเยี่ยงอย่าง

...พวกมันคงจะขายแผ่นดินให้บัก

...พวกมันคงจะขายแผ่นดินให้บักฮุนซวยหมดแล้วฟ่ะ

ฟฟฟฟ
เขมรแถลงตั้ง “ทักษิณ” เป็นที่ปรึกษา ศก.-ลั่นไม่ส่งตัวให้ไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤศจิกายน 2552 22:22 น.

ทักษิณ ชินวัตร

เอเอฟพี - กัมพูชา แต่งตั้ง “ทักษิณ” เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีฮุนเซน และคณะบริหารของเขา แถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชา เปิดเผยเมื่อวันพุธ (4) พร้อมย้ำไม่ส่งตัวอดีตผู้นำรายนี้ให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ความเคลื่อนไหวที่เพิ่มความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

แถลงการณ์ที่อ่านผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐ ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะทำหน้าที่ “ที่ปรึกษาส่วนตัวของ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีฮุนเซน และที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา รับผิดชอบทางเศรษฐกิจ”

“การอนุญาตให้ทักษิณอยู่ในกัมพูชาเป็นพฤติกรรมอันบริสุทธิ์...เพื่อนที่ดีจำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสภาพที่ยากลำบาก” แถลงการณ์ระบุ

การแต่งตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้ มีขึ้นเกือบ 2 สัปดาห์หลังจาก ฮุนเซน ยั่วยุไทย ด้วยการยื่นข้อเสนอมอบที่พักถาวรในกัมพูชาแก่ทักษิณ ผู้ถูกรัฐประหารในปี 2006 และหลบหนีอยู่ในต่างแดนเพื่อหลบหลีกความผิดในข้อหาคอร์รัปชัน

แถลงการณ์นี้ยังเรียกข้อกล่าวหาที่มีต่อทักษิณ ว่า เป็นคดีที่มาจากแรงจูงใจทางการเมืองและประกาศไม่ส่งตัวเขาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน หากว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไทยรายนี้พักอาศัยในกัมพูชา หรือเดินทางเข้าออกประเทศเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ของเขา”

ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทย ต้องประสบความยุ่งยากนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2008 ท่ามกลางความขัดแย้งตามชายแดนที่ยังคุกรุ่นอยู่ในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้คร่าชีวิตทหารทั้งสองฝ่ายไปแล้วหลายศพ

นายฮุนเซนได้เติมเชื้อเพลิงให้แก่ความตึงเครียดกับประเทศไทยมากขึ้นอีกตอนปลายเดือนตุลาคม เมื่อเขาพูดออกมาเป็นครั้งแรก เสนอที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณลี้ภัยในกัมพูชา และจากนั้นยังสร้างความเสียหายให้แก่การประชุมสุดยอดของบรรดาผู้นำสมาคมอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ซึ่งจัดขึ้นที่ชะอำและหัวหินในประเทศไทย โดยเขาประกาศเสนอให้ตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจแก่ พ.ต.ท. ทักษิณ

ในเวลานั้น ทางการไทย โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีว่า การแต่งตั้งเช่นนี้ถือเป็นกิจการภายในของรัฐบาลนายฮุนเซน แต่ก็จะเรียกร้องให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน หากเขาย่างเท้าเข้าไปในกัมพูชา
“มันเป็นเรื่องของกัมพูชา” นายสุเทพกล่าวกับเอเอฟพี “เราไม่ต้องไปวิเคราะห์อะไรหรอก การแต่งตั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างกัมพูชากับ พ.ต.ท.ทักษิณ มันไม่ได้มีผลกระทบกระเทือนอะไรต่อเรา”

“มันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไร เมื่อก่อนกัมพูชาก็เคยจ้างชาวต่างประเทศคนอื่นๆ มาเป็นที่ปรึกษา และมันก็ไม่ได้ทำให้เราเกิดปัญหาอะไรทั้งนั้น เราไม่ต้องไปห่วงอะไรมากหรอก” นายสุเทพซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงแห่งชาติกล่าว

“แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณเกิดอยู่ในกัมพูชา เราก็ต้องขอให้ส่งตัวเขากลับมาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน”

อนึ่ง ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลกัมพูชาคราวนี้ยังเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชา ได้ถอนหลักหมุดเขตแดนเวียดนาม-กัมพูชาจำนวน 6 หลัก ออกจากทุ่งนาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอจันเตรีย จังหวัดสวายเรียง ตรงข้ามกับจังหวัดลองอาน ของเวียดนาม โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ปักปันเขตแดนเวียดนามได้ปักหลักหมุดเขตแดนชั่วคราวล่วงล้ำเข้าไปในที่นาของราษฎรชาวเขมร ในท้องที่ดังกล่าว และพรรคสมรังสีของเขาได้รับร้องเรียนจากราษฎรเกี่ยวกับการสูญเสียที่ทำกิน จึงได้ไปยังที่เกิดเหตุและทำการถอนหลักหมุดเขตแดน ทั้งนี้ตามรายงานของสถานีวิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาเขมร

เวลาต่อมา ในวันที่ 30 ตุลาคม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ได้ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของนายรังสี อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาเองนั้น ปรากฏว่าทั้งนายฮุนเซนและผู้นำคนอื่นๆ ต่างปิดปากเงียบสนิทไม่พูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีโฆษกกัมพูชาคนใดเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ และไม่มีรายงานใดๆ เกี่ยวกับท่าทีของทายเวียดนามผ่านสื่อในกรุงพนมเปญ

ปตท.สผ.ออสซี่ระบุอาจต้องใช้7ปี แผนติดตามทำความสะอาดน้ำมั่นรั่ว
เขมรแถลงตั้ง “ทักษิณ” เป็นที่ปรึกษา ศก.-ลั่นไม่ส่งตัวให้ไทย
ศาลมาเลย์สั่งขุดศพ จนท.ฝ่ายค้านขึ้นมาใหม่โดยมี “หมอพรทิพย์” ช่วยชันสูตร
ไทยรั้งอันดับ 2 แหล่งท่องเที่ยวคุ้มค่าเงินมากที่สุดในโลก
เตือนแท่นขุดน้ำมัน “ปตท.สผ.” ยังไฟไหม้ต่อจนกว่าจะอุดรอยรั่วได้

ความคิดเห็นที่ 9 +187

แล้วไม่คิดจะเชิญลูกเมียที่เมืองไทยไปอยู่เขมรด้วยกันรึ จะรวมหัวกันอยู่ให้หนักแผ่นดินไทยทำไม
แล้วเขมรมันจะรู้สึก

ความคิดเห็นที่ 74 +149

เรียกทูตไทยกลับ และขับทูตมันออกไปนอกประเทศ
สั่งปิดพรมแดน งดการติดต่อค้าขายใดๆ จนกว่าจะส่งตัวนช.กลับมา (ถ้าอยู่จริง)
และมีหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการ

ทำเป็นบ้างไหมรบ.ปชป. ดีแต่กลัวเสียมิตรภาพ
ถามหน่อยไอ้เขมรมันเคยเห็นหัวบ้างไหม
กี่ครั้งกี่หนแล้วให้ควรหยามหน้าอยู่ได้
เก่งแต่ปากจริงๆ ปชป.

ความคิดเห็นที่ 141 +111

เรียน ท่านนายกอภิสิทธิ์ ที่เคารพอย่างสูง

ท่านครับ ผมเป็นคนไทย สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย รูสึกเจ็บปวด กับเหตุการที่เขมร ตบหน้า คนไทยทั้งชาติ ในครั้งนี้
ท่านครับ ผมไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะดำเนินการ หรือจะแสดงถึงความไม่พอใจอย่างมาก กับรัฐบาลเขมร ในครั้งนี้
ท่านครับผมขอร้อง ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ในฐานะที่เกิดบนแผ่นดินไทย มีในหลวงอันเป็นที่รัก ผมขอร้องท่าน ในฐานะที่ท่าน เป็นผู้ถืออำนาจรัฐ
ท่านช่วยแสดงการ ใด ๆ ที่เหมาะสม ตามมโนสำนึก หรือตาม สากลโลกที่พึงกระทำกับ ประเทศเขมรในครั้งนี้
ถ้า ท่านนายก หากท่านิ่ง นิ่ง เฉย เฉย และ เฉย ท่านไม่รู้สึกรู้สา ใด ๆ ผมกราบขอร้องท่าน โปรดพิจารณาตัวเองด้วยครับ ลาออกเถอะครับ ให้คนที่มีความพร้อม ๆ ที่จะดำเนินการกับ อันทพาล ที่ให้ที่พักพิง โจร โจรที่ศาลไทย ศาลในพระปรมาภิไทย ได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่ามีความผิด
แต่ เขมรยังยกย่องบูชา แสดงว่า เขาไม่ให้เกียรติเราเลย แล้ว เราจะให้เกียรติ ใด ๆ กับเขาอีกเหรอครับ

แนวทางทางการทูต ที่จะตอบโต้มีแล้ว ตั้งแต่ ขับทูต เรียกทูตเรากลับ
ตัดความสัมพันธ์ และปิดประเทศ ตามลำดับ

ต่อไป ถ้าท่านไม่ทำอะไร ต่อไป ทักษิณ มันจะให้ชวลิต ไปยุให้มาเลย์ แบ่งแยกดินแดนอีก และต่อไป มันก็ไปยุให้พม่า แบ่งแยก แถบตะวันตก และต่อไป มันก็ไปยุลาว และต่อไป มันก็ไปยุจีน

ต่อไป ไทยก็จะเป็นหมาหัวเนา ไม่มีใครนับถือ และให้เกียรติ

ท่านครับ โปรดรักษาเกียรติภูมิคนไทย ด้วยครับ ถ้าท่านนายกด้าน ได้ ไม่เป็นไร แต่ผมคนไทย ด้านไม่พอครับ

ขอบคุณที่อ่าน
คนไทยคนหนึ่งที่รักชาติ

ความคิดเห็นที่ 56 +63

เมื่อพูดถึงคดีเขาพระวิหาร ใครหลายๆคนคงยังจำกันได้ดีว่าเป็นคดีที่คนไทยทั้งประเทศต้องน้ำตาตกในขนาดไหน เมื่อปีพุทธศักราช

๒๕๐๒ ก่อนศาลโลกจะตัดสิน ๒ ปีเศษ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้แต่งกลอนด่าเขมรไว้ ว่าเขมรเป็นโคตรเนรคุณ...

"สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่
ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน
ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน

กะลาครอบมานานโบราณว่า
พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน
ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป

อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม
เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย
ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด

เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู
ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร
แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี

ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ
เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี
ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน

หากไทยจำล้ำเลิกบ้างอ้างขอบเขต
เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน
องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา?

เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง
ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา
สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง

ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว
จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง
ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา

ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์
ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา
เพราะทรงพระกรุณาประทานไป

มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ
ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้
อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย...

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๒
หม่อม

ฟฟฟฟ
มาเอาโคตรตระกูลและลิ่วล้อที่เหลือไปแผ่นดินบาปของเมริ-งด้วยนะบักฮุนซวยเขมรโฉด

รัฐประหารที่ถีบทักหนักแผ่นดิน

รัฐประหารที่ถีบทักหนักแผ่นดินไปไข่เน่าตายในต่างแดนจงเจริญ....ประชาธิปไตยเสียงข้างมากชั่วชาติจงพินาศๆๆๆๆๆ

ขอบคุณประชาไทที่เปิดเผยบทความ

ขอบคุณประชาไทที่เปิดเผยบทความชิ้นนี้
เดิมสารภาพจากห้วงลึกของหัวใจว่า รู้สึกท้อแท้และหดหู่เป้นอย่างมากสำหรับตุลาการไทย
แต่เมื่อรับทราบและรับรู้เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาเสียงข้างน้อยตามบทความนี้
ก้ทำให้รู้สึกได้ว่า มีความหวังและมีพลังในการทำงานด้านกฎหมายขึ้นมาทันที
ย่อมเป้นความกล้าหาญอย่างมากที่ท่านตุลาการจะทำคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ในสถานการณ์ที่เป็นรับรู้กันโดยทั่วไปว่า ตุลาการศาลไทยข้างมากได้ทรยศต่อวิชาชีพของตนและกระทำอัตวิบากตนเองอย่างที่ไม่เคยปรากฎชัดมาก่อน

ขอปาวารณตัว ณ ที่นี้เลยว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับท่านผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยไม่ว่าจะเป้นโดยทางตรงหรือทางอ้อม หากได้รับทราบข้อเท็จจริง ผมพร้อมที่ร่วมทางเพื่อพิสูจน์สัจจธรรมกับท่านครับ

เมื่อคดีขึ้นศาลมากมาย คำตัดสิ

เมื่อคดีขึ้นศาลมากมาย

คำตัดสินที่ยุติธรรมก็ลดลง

คดีขึ้นศาล 2 คดี ตัดสินผิดหมดไม่ยุติธรรมก็มีเพียง 2 คดี

ถึงแม้จะไม่ยุติธรรมประชาชนตั้ง 65 ล้าน

ก็อาจไม่กระทบกระเทือน

ไปฎีกีหาคววามยุติธรรมกับ

ท่านยมภบาล

แต่เมื่อมีคดีขึ้นศาลเป็น 200 คดี ตัดสินไม่ยุติธรรมเพียง 100 คดี

100 คดีเป็นคดีการเมือง ซึ่งเป็นคดีที่กระทบประชาชนถึง 32.5 ล้านคน

แล้วศาลยุติธรรม ก็กลายเป็น ศาลยุติความเป็นธรรม

การต่อสู้คงไม่ถึงศาลฎีกี ที่ท่านพญายมเป็นศาลสูง

แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มคน

แล้วมันเกิดขึ้นให้เห็นจริงทันตาเห็นในแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ในปี 225

ถ้าจะดูประวัติศาสตร์สัก 2000 ปี

สมัยถังไทจง เป็นหัวหน้ากบถชาวนา

ก็คนกลุ่มเดียวที่ร้องแหกปาก

ไม่มีจะกิน ไม่เพียงพอ ไม่ยุติธรรม

แต่ต้องกลายเป็นกบถต้องรับโทษประหาร

ไพร่ถังไทจง ก็กลายเป็นหัวหน้ากบถ ไปโดย Autonomy

Auto แปลว่าโดยตัวเอง

ก็เมื่อได้รับตำแหน่งให้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน

ถังไทจง ก็ต่อสู้ จนล้มล้างฮ่องเต้

แล้วก็เป็น

ถังไทจงฮ่องเต้

เป็นต้นราชวงศ์ถัง

รู้สึกอะไรบ้างกับข่าวนี้

จะเรียกว่าข่าวมงคลหรืออัปมงคล

เรียน อ.ปิยบุตร

เรียน อ.ปิยบุตร

ผมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาท่านนี้ว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมและไม่ควรได้รับการยอมรับ และ ปปช. ก็ไม่ได้ถูกเลือกเข้ามาผ่านกระบวนการของรัฐธรรมนูญ ฯลฯ. แต่ผมคิดว่าผู้พิพากษาไม่สามารถใช้ statement เหล่านี้มาเป็นเหตุผลให้คำตัดสินของเขาได้ครับ (ถึงแม้ว่า statement เหล่านี้จะจริงทั้งหมดก็ตาม).

ผมคิดว่า ในการที่ผู้พิพากษาตัดสินคดี เขาควรพิจารณาแค่ 2 สิ่งเท่านั้น หนึ่งคือกฎหมายที่มีอยู่ สองคือหลักฐาน. กฎหมายที่มีอยู่ชอบธรรมหรือไม่นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะตัดสิน (อาจจะยกเว้นผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ในบางกรณี). ถ้าเราปล่อยให้ผู้พิพากษามีสิทธิพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่ชอบธรรมหรือไม่ ย่อมเป็นการยื่นอำนาจให้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจที่จะเลือกยอมรับหรือไม่ยอมรับกฎหมาย ซึ่งมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ เอาโดยตามใจ. การบอกว่าผู้พิพากษามีสิทธิพิจารณา "ความเป็นประชาธิปไตย" หรือ "ความชอบธรรม" ของกฎหมาย ย่อมหมายถึงการยอมให้ความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาเข้ามามีผลต่อคำพิพากษา.

ในกรณีของผู้พิพากษากีรตินี้ เขาได้ยกเหตุผลมา 3 ข้อ (อย่างที่อาจารย์ได้สรุปไว้) เพื่อสนับสนุนคำพิพากษาของเขา.

"1) ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าศาลมีพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปกปักรักษาประชาธิปไตย
2) ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าหากศาลรับรองรัฐประหาร ย่อมเป็นการส่งเสริมให้เกิดรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป
3) ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าโลกปัจจุบัน นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อกาละและเทศะเปลี่ยนไปจากเดิม ศาลจึงไม่อาจรับรองรัฐประหาร ดังที่เคยปรากฏตามคำพิพากษาในอดีต"

(1) ผู้พิพากษามีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจริงหรือครับ? คนที่ตัดสินว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพแค่ไหนนั้น ไม่ใช่ศาลนะครับ แต่คือกฎหมายต่างหาก. ดังนั้น การบอกให้ผู้พิพากษามีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ย่อมหมายความถึงการให้ผู้พิพากษาใช้ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนควรจะมี เข้ามามีผลต่อคำพิพากษา. "การปกปักรักษา ปชต." ก็ไม่ใช่หน้าที่ของศาลอีกเหมือนกัน. การยอมให้ผู้พิพากษาเอา "การรักษา ปชต." เข้ามาเป็นเหตุผลในการออกคำพิพากษา ย่อมเป็นการยอมให้ความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษามามีผลต่อคำพิพากษา.

(2) ถ้าผู้พิพากษาไม่ควรออกคำตัดสินมาเพื่อ "ส่งเสริม" รัฐประหาร ผู้พิพากษาก็ไม่สมควรออกคำตัดสินมาเพื่อ "ป้องกัน" รัฐประหารเช่นเดียวกัน. การยอมให้ผู้พิพากษาออกคำพิพากษามาเพื่อ "ป้องกันรัฐประหาร" ย่อมหมายถึงการยอมให้ผู้พิพากษาใช้ความคิดเห็นส่วนตัวตัดสินว่าอะไรจะนำ หรือไม่นำ ไปสู่รัฐประหาร. นี่ย่อมเป็นการยอมให้ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษามีผลต่อคำตัดสิน.

(3) ความเห็นของนานาประเทศนั้นไม่ควร(และไม่สามารถ)ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นข้ออ้่างใช้ justify คำตัดสินได้.

...ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การที่ผู้พิพากษาท่านนี้อ้างเหตุผลที่นอกเหนือจากกฎหมายที่มีอยู่และพยานหลักฐาน เพื่อมา justify คำพิพากษาตัวเอง เป็นสิ่งที่เราไม่ควรชื่นชม. ผมคิดว่า อ.ปิยบุตร จริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้ชื่นชมผู้พิพากษาท่านนี้เท่าไหร่ แต่อยากเพียงแค่ยกตัวอย่างมาให้ดูว่าผู้พิพากษาที่คัดค้านรัฐประหารก็มีเหมือนกัน. ผมก็ขอแค่ทิ้งความเห็นของผมไว้เป็น antidote ไม่ใช่คนอ่านคนอื่นๆ หลงชื่นชมพฤติกรรมอย่างนี้ของผู้พิพากษามากเกินไป ก็แล้วกันครับ.

ปราชญ์

จริงครับ

จริงครับ ตุลาการต้องคิดและทำอย่างที่ท่านปราชญ์ว่ามา และถ้าตุลาการไทยคิดและทำได้อย่างนี้ ปัญหาตุลาการภิวัฒน์ ที่จะต้องคอยฟังคนที่เชื่อถือได้ บอกเล่าว่าคนที่น่าเชื่อถือที่สุดจะให้ทำไม่ทำตามอะไร อย่างไร ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีอะไรยืนยันในความเป็นจริง และยิ่งจริงยิ่งต้องออกมาปกป้องด้วยการไม่ยอมรับรู้ ไม่ยอมทำตาม

เมื่อมีตุลาการภิวัฒน์เป็นเหตุ ตุลาการวิบัติก็เป็นผล จนเละตุ้มเป๊ะ

ข้าราชการตุลาการ เป็นบุคคลากรที่มีความสำนึกในภาระหน้าที่สูง มีความซื่อสัตย์สุจริตโดยเฉลี่ยดีกว่าข้าราชการอื่น เสียอย่างเดียวว่าท่านต่างคิดว่าท่าน เป็นข้าราชการมิใช่ข้าราษฎร ซึ่งก็ไม่ต่างจากข้าราชการฝ่ายอื่นเลย

ดังนั้น ช่องทางที่ท่าน ๆ ในฐานะผู้ที่จะต้องจงรักภักดีต่อราษฎรไทย จะออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของราษฎร อย่างลุงนวมทอง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เราจึงได้เห็นแต่เสียงข้างมากอย่างคดียุบพรรค และเสียงข้างน้อยอย่างคดีนี้ เพื่อให้แต่ละข้างได้ชื่นชม

ผมมองว่า อย่างงี้

ผมมองว่า อย่างงี้ เราต้องมองข้าม เครื่องมือ

ต้องพึงระลึกว่า รับเงินเดือน และ อำนาจที่ได้มา ได้มาจากไหน

อำนาจที่ได้ มาจากประชาชนช่วยกันแบ่ง อธิปไตยส่วนตัว ( จัดการความขัดแย้งได้ส่วนตัว ใช้กำลังได้ ยุติธรรมแบบตัดสินเอง)
ออกไปให้

ดังนั้น ต้องพึงละรึกว่า หน้าที่ เงินเดือน ตำแหน่ง ศักดิ์ศรีต่าง ๆ มาจากประชาชน ที่มอบหมายให้ไปทำงาน ไม่ใช่ไปนั่ง ทำตามเนื้อความกฎหมาย ที่ใครเขียนก็ได้

เรา(ประชาชน) ไม่ได้จ้าง ไม่ได้อวยยศตำแหน่งคุณ ให้คุณไปทำแค่นั้น มันกระจอกไป !

ถ้าคุณเป็น แค่ inference engine ผมว่าผมใช้ คอมพิวเตอร์ expert system ทำก็ได้กระมัง
ถ้าคุณบอกว่า จะเป็นกลไกที่ดี ตีความดี ผมว่า ใช้คอม ตรงสุด

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าผมมีอำนาจ ยึดอำนาจได้ ออกกฎหมายพิลึกพิลั่น บอกให้ผู้พิพากษา ฆ่าตัวตายทั้งหมด จะพิพากษายืนยันตามกฎหมาย ที่ผมออกไหมครับ

ที่คุณปราชญ์กล่าวว่า

ที่คุณปราชญ์กล่าวว่า ผมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาท่านนี้ว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมและไม่ควรได้รับการยอมรับ และ ปปช. ก็ไม่ได้ถูกเลือกเข้ามาผ่านกระบวนการของรัฐธรรมนูญ ฯลฯ. ถ้าคุณเชื่ออย่างที่เขียนมาจริงๆ และสมมติว่าคุณก็เป็นผู้พิพากษาคนหนึ่งในคดีนี้ด้วย คุณจะก้มหน้าก้มตาพิพากษาไปตามกฏหมายอย่างที่คุณcommentมาหรือว่าจะลุกขึ้นแสดง civil disobedience อย่างที่ท่านผู้พิพากษาท่านนี้ได้แสดงออกมาในคำพิพากษาอันนี้?

สิ่งที่ท่านทำเป็นการแสดงcivil disobedience ที่ชัดแจ้งที่สุดแล้วมิใช่หรือ? เพราะฉะนั้น จะเอาหลักเกณฑ์ปกติมา"วัด"การกระทำอันนี้ไม่ได้ เพราะเป็นสถานการณ์ที่ท่านผู้พิพากษาเห็นว่า"ผิดปกติ" ดังนั้นถ้าคุณปราชญ์เห็นด้วยกับหลักการและเหตุผลในการต่อต้านการรัฐประหารจริง ก็น่าจะเข้าใจได้กับการกระทำครั้งนี้ของท่านผู้พิพากษาท่านนี้ หรือคุณคิดว่าแม้จะเห็นด้วยในหลักการ แต่ก็ต้องก้มหน้าทำตามในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งขัดกับมโนธรรมพื้นฐานที่สุด?

ก็ไอ้civil disobedience ไม่ไช่หรือ ที่พวกพันธมิตรอ้างอยู่เป็นประจำ ในการกระทำผ่าฝืนกฏหมายทั้งหลายทั้งปวงตลอดสองสามปีที่ผ่านมา

แล้วท่านผู้พิพากษาจะใช้วิธีเดียวกันนี้ไม่ได้หรือครับ ผมเชื่อว่าท่านทราบดีว่าทำอะไรอยู่ และคงเตรียมตัวรับ"ผล"จากการกระทำครั้งนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ว่าท่านจะได้รับ"ผล"อย่างไร ผมและอีกหลายๆคนที่มี"ความเชื่อพื้นฐาน"เหมือนกับท่าน ขอแสดงความคาราวะจากใจจริง ถึงความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง ไม่ไช่คอยแต่จะซุกหัวอยู่ใต้ชายกระโปรงของผู้ชนะเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าผู้ชนะคนนั้นจะดีหรือเลวแค่ไหนก็ตาม ขอกูอยู่รอดก็พอ ประเทศชาติไม่ไช่ของกูคนเดียว

คุณปราชญ์ไม่คิดว่า comment ของคุณที่เขียนมามันดูจะขัดแย้งในตัวเองหรือ?

***** ท่าน กีรติ กาญจนรินทร์

***** ท่าน กีรติ กาญจนรินทร์ ชื่อที่ต้องจดจำ *****

ประชาชนก็จดจำ

พวกอำมาตย์ อำนาจโบราณ ยิ่งจะต้องจดจำ

มันทำอย่างนี้ได้อย่างไร?

อ่านเรื่องนี้แล้ว คิดถึงเรื่องที่ พลเอกพัลลภ แฉว่า

ประธานศาลฎีกา (นายชาญชัย)
ประธานศาลปกครอง(นายอักขราทร)
ได้ไปประชุมร่วมกับ องคมนตรี(พลเอกสุรยุทธ) ที่บ้านของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา แล้วมีการถามว่า ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หายไปได้หรือไม่(อุ้มฆ่า)

มันช่างต่างกันเหลือเกิน ระหว่างท่านกีรติ กาญจนรินทร์ กับประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครอง สอง...นั้น

ขอบคุณ อ.ปิยบุตร

ขอบคุณ อ.ปิยบุตร ที่ชี้ให้เห็นนัยของประเด็นสำคัญนี้ ...

***** เรียนคุณ ปราชญ์

***** เรียนคุณ ปราชญ์ ปัญจคุณาธร *****

คุณโพสต์ว่า

"ในการที่ผู้พิพากษาตัดสินคดี เขาควรพิจารณาแค่ 2 สิ่งเท่านั้น หนึ่งคือกฎหมายที่มีอยู่ สองคือหลักฐาน. กฎหมายที่มีอยู่ชอบธรรมหรือไม่นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะตัดสิน"

อ่านข้อความที่คุณโพสต์แล้ว ผมนีกถึงนิทาน "เฝ้านกก็เฝ้านก เฝ้าไก่ก็เฝ้าไก่"

ที่คนจีน ชอบเล่าให้ลูกฟัง

เรื่องมีอยู่ว่า ชาวนาคนหนึ่ง นำข้าวเปลือกมาตากแดด แล้วสั่งลูกชาย ให้เฝ้าข้าวเปลือกให้ดี

อย่าให้นกมากิน

ตกเย็น ชาวนากลับจากทำธุระ มาถึงบ้าน

ปรากฏว่า ข้าวเปลือกที่ตากไว้ หายไปหมด

ถามลูกชาย ได้ความว่า ถูกไก่กินไปหมดแล้ว

ชาวนาจึงต่อว่าลูกชาย ว่าเฝ้าข้าวเปลือกอย่างไรจึงถูกไก่กินหมด

ลูกชายตอบว่า

"พ่อสั่งว่า ให้เฝ้าข้าวเปลือก อย่าให้นกกิน ผมก็ทำตามคำสั่งของพ่อทุกประการ

ไม่มีนกกินข้าวเปลือกเลย เพราะผมคอยไล่มัน

แต่ที่ข้าวหายหมด เพราะถูกไก่กิน ไม่ได้ถูกนกกิน

พ่อไม่ได้บอกว่า ระวังอย่าให้ไก่กินข้าวเปลือกนี่ครับ"

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า คนที่โง่นั้น ไม่ใช่มีแค่ลูกชานนาคนนี้เท่านั้น

คุณ ปราชญ์ ปัญจคุณาธร คงจะรู้นะ ว่ามีใครอีกที่โง่?

***** เรียนคุณ ปราชญ์

***** เรียนคุณ ปราชญ์ ปัญจคุณาธร *****(ต่อ)

ที่ผมเล่านิทานจีนให้ฟัง คุณอาจจะไม่ GET

คือผมต้องการจะบอกว่า หน้าที่ของผู้พิพากษา คือ"ให้ความเป็นธรรม"

ผู้พิพากษา ไม่ควรอ้างเหตุ"ใดๆ" เพื่อที่จะ "ไม่ให้ความเป็นธรรม"

เหมือนกับในนิทานที่เล่ามา

หน้าที่ของลูกชาวนา คือเฝ้าข้าวเปลือกที่ตากไว้

ไม่ใช่มาอ้างว่า พ่อให้เฝ้าแต่นก ไม่ได้สั่งให้เฝ้าไก่

เชื่อได้เลยว่าอีกสักพักพวกเสื

เชื่อได้เลยว่าอีกสักพักพวกเสื้อเหลืองก็จะพากันขุดคุ้ยประวัติของท่านกีรติ กาญจนรินทร์
และจะต้องพยายามลากจูงให้ท่านมีความเกี่ยวพันกับทักษิณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
จากนั้นก็จะแปะฉลากว่าท่านเป็นผู้พิพากษา "ลิ่วล้อ" หรือไม่ก็เป็น "ไข่แม้ว"
ตามสูตรเดิมๆ เพื่อล้มล้างเหตุผลและหลักการของท่าน

น่าเบื่อหน่าย

ผมขัดแย้งในตัวเองหรือไม่?

ผมขัดแย้งในตัวเองหรือไม่? ไม่ขัดแย้งในตัวเองหรอกครับ ...การที่ผมเชื่อว่า X กับการที่ผมเอาความเชื่อว่า X ไปเป็นอ้างในคำพิพากษา นั้นคนละเรื่องกันครับ. "การเชื่อ" กับ "การอ้างความเชื่อมาเป็นเหตุผล" นั้นไม่เหมือนกันครับ. ถ้าผมเป็นหมอ ผมมีสิทธิที่จะเชื่อว่าเสื้อเหลืองดีเลิศ ส่วนเสื้อแดงเลวทราม. แต่ผมก็ไม่มีสิทธิเอาความเชื่อนี้ไปอ้างเป็นเหตุผลในการไม่รักษาเสื้อแดง.

ผมชื่นชมในความกล้าหาญของท่านก

ผมชื่นชมในความกล้าหาญของท่านกีรติ ท่านคิดเห็นอย่างไรก็ตัดสินไปตามนั้น มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองสูง อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยกับปราชญ์ว่า เอาความเห็นส่วนตัวมาเขียนเป็นเหตุผลในคำพิพากษานั้นเห็นจะไม่ได้ พึงต้องว่ากันตามกฏหมายที่ประกาศใช้อยู่ คือรัฐธรรมนูญปี๕๐ ซึ่งถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ท่านก็ควรลาออกจากผู้พิพากษาไปเป็นทนายเสีย ไม่งั้นก็คงเป็นเสียงส่วนน้อยไปจนตลอดชีวิตละครับ เพราะองค์คณะท่านอื่นเขาคงไม่เห็นด้วยไปกับท่านได้

ท่านมีสิทธิ์เต็มที่ครับที่จะมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการรัฐประหารและคำสั่งคณะปฎิวัติ แต่เมื่อเขียนคำพิพากษาก้ต้องเขียนตามกฎหมาย ถึงเด็กมันยั่ว แต่ถ้าอายุไม่เกิน๑๘ปี ก็ต้องลงพรากผู้เยาว์อยู่ดี ใช่ไหมครับ....จะไปเขียนยกฟ้องเพราะศาลเชื่อว่าเด็กมันยั่วได้หรือครับ...........

คุณปราช

คุณปราช เดินตรงไปเรื่อยเจอพงหนามหัดหลบบ้างนะครับ แล้วจะได้ฉลาดสมชื่อ อีกอย่างยกตัวอย่างเรื่องหมอกับความเชื่อไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ การปฎิวัติไม่ใช่สิ่งที่ถุกต้องอารยประเทศไม่ยอมรับ พูดง่ายๆเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ใช่ความเชื่อนะครับอย่ามั่ว

***** เรียน คุณ "บางกอก"

***** เรียน คุณ "บางกอก" *****

คุณก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ "เฝ้านกก็เฝ้านก เฝ้าไก่ก็เฝ้าไก่" (อ่านนิทาน ด้านบนๆ)

ผู้พิพากษา มีหน้าที่ "ให้ความเป็นธรรม"

ไม่ใช่มีหน้าที่"เขียนคำพิพากษา" อย่างที่คุณว่า

เมื่อเห็นว่า ตัดสินอย่างไร จึงจะเป็นธรรม

แล้วจึง เขียนคำพิพากษา เพื่อ "ให้ความเป็นธรรม"

คนที่เป็นผู้พิพากษา เขารู้วิธีการ"เขียนคำพิพากษา"

เพื่อไม่ให้ขัดกับกฏหมาย และ"ให้ความเป็นธรรม" ครับ

ตัวอย่างเรื่องเด็กมันยั่ว อายุเด็ก ไม่ถึง 18 ปี ต้องโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ ที่คุณยกตัวอย่างมานั้น

จะเอามาเปรียบเทียบกับ การทำรัฐประหาร แล้วออกประกาศคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย ลงโทษย้อนหลัง ไม่ได้ครับ

เพราะกฎหมายเรื่องพรากผู้เยาว์ เป็นกฎหมายที่ออกมาโดยถูกต้องจากรัฐสภา

และประกาศใช้อยู่แล้ว ก่อนที่จะมีการกระทำความผิด

ท่านกีรติเป็นแสงหนึ่งที่ริบหร

ท่านกีรติเป็นแสงหนึ่งที่ริบหรี่เหลือเกินในกระบวนการยุติธรรม
ของไทยปัจจุบัน แต่ก็ยังดีใจที่อย่างน้อยเราก็มีแสงให้เห็น
เพราะเดิมที มองไปทางไหนมันมืดไปหมด

ขอคารวะในจุดยืนและความกล้าหาญของท่าน

ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคย

ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีคำตัดสินคล้ายๆกรณีแบบนี้มาก่อน แต่ยังไม่มีโอกาสค้นดู ถ้าหากพบจะมาupdateภายหลังครับ

อีกอย่างผมไม่ไช่นักกฏหมาย หากมีนักกฏหมายท่านใดพอจะนึกกรณีแบบนี้ออกบ้าง ถ้าจะช่วยให้ความรู้แก่คนโง่อย่างผมบ้างก็จะเป็นพระคุณ

ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกับคุณปราชญ์

เหตุกับผลไม่ต้องตรงกัน

เหตุกับผลไม่ต้องตรงกัน สรุปคือ มั่ว สมมติว่าทักษิณผิด ก็ว่ากันไปตามกระบวนการตรวจสอบให้เป็นเรื่องเป็นราวซิ รธน. ปี 40 ก็กำหนดมาตรการอยู่เยอะแยะ ถ้าจะอ้างว่า ทักษิณผิด จึงต้องทำผิดยิ่งกว่าด้วยการฉีก รธน. ก็ขอให้สำเหนียกไว้หน่อยว่า Two wrongs do not make one right. การที่แก้ปัญหาด้วยวิธีที่ผิด กลับเป็นการเปิดโอกาสให้ทักษิณเขาพูดได้เต็มที่เสียอีกว่า กระบวนการที่ใช้จัดการกับเขาไม่มีความชอบธรรม (ซึ่งเป็นความจริงเสียด้วยซี) ถามจริงๆ ว่าทำแบบนั้นโง่หรือฉลาด แล้วเมื่อทำลายระบบที่ถูกต้องไปเสียแล้วเพราะเห็นว่ามันไม่ทันใจโก๋ ผลระยะยาวต่อสังคมในการที่ไม่มีระบบยุติธรรมเหลืออยู่เป็นขื่อเป็นแปบ้านเมืองน่ะมันคุ้มกับความสะใจมั้ย

พูดไปก้ไร้ประโยชน์ กับคนกรือกลุ่มคนที่แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้ก่อการดี คนที่นึกว่าต้องลุกขึ้นมาก่อความเดือดร้อนกับคนอื่นจำนวนมหาศาลที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำร้ายประเทศชาติ ทำชั่วทำเลวทำแหกกฏหมายต่างๆ นานา เป็นต้นว่าปิดสนามบิน เพื่อเหตุผลเพียงแต่ว่า นึกว่าจะได้ใช้เป็นหนทางแก้ไขความชั่วความเลวที่พวกตัวเองเห็นเองว่าเลวอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยไม่ได้หันมามองมั่งว่า ปัญหากับวิธีแก้ปัญหาแบบของท่านนั่น อะไรทำร้ายประเทศชาติกว่ากัน ใครแต่งตั้งพวกท่านให้เป็นพระเจ้า ใครตั้งท่านเป็นศาล หา

ขอคารวะผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยท่านนี้ด้วยความจริงใจ นี่แหละตุลาการภิวัตน์หรือสุภาภิวัตน์ของจริง ส่วนอันอื่นๆ ที่อ้างกันนั้นมันสุภาววัตน์ทั้งนั้น แปลว่า ตระลาการพวกที่ชวนหมุนลงต่ำ ไม่ใช่อย่างท่านผู้นี้ เสียงเดียวแห่งความยุติธรรมรายนี้ ที่เป็นตระลาการที่นำอภิวัตน์ให้ก้าวหน้าขึ้นสูงต่อไป

ผมไม่ได้เรียนนิติปรัชญามา

ผมไม่ได้เรียนนิติปรัชญามา แต่สมมติเล่นๆ ว่าผู้พิพากษาในอุดมคติควรต้องพิพากษาตามสองสิ่งเท่านั้น คือ กฏหมายที่มีอยู่ กับ หลักฐาน ถามว่า บรรดาประมวลคำสั่งคำแถลงการณ์หรือผลทั้งปวงจากคณะรัฐประหารนั้น เป็นกฏหมายไหม มีอยู่ในฐานะที่เป็นกฎหมายไหม ในเมื่อการกระทำรัฐประหารนั้นโดยตัวของมันเองผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นต่อให้ใช้เกณฑ์ของคุณปราชญ์ (นามจริงหรือนามแฝงครับ? ถ้าเป็นนามจริงคุณพ่อคุณแม่ตั้งให้ ผมไม่ว่า แต่ถ้าเป็นนามแฝงที่คุณตั้งเอง ก็น่าชวนให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง...) ผมก็ยังเห็นว่ามีทางเถียงได้อยู่ดีว่า ตกเกณฑ์ข้อแรกของท่านนั่นแหละ เมื่อตกซะแล้วก็ไม่ต้องพิจารณาเกณฑ์ข้อสองคือหลักฐาน ผมเข้าใจเอาเองว่าอันนี้เป็นเรื่องทาง procedural คือในเมื่อผู้ฟ้องเขาไม่มีอำนาจจะฟ้องคดีเสียแล้วเพราะสิ่งที่ให้อำนาจเขานั้นผู้พิพากษามองว่าไม่ใช่กฎหมาย ไม่ต้องด้วยกฎหมายที่มีอยู่ ก็จบแค่นั้นแหละครับ

ถ้าว่าเรื่องของอำนาจตามกฎหมาย

ถ้าว่าเรื่องของอำนาจตามกฎหมายขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าศาลพึงพิจารณาประกอบด้วย ท่านนักกฏหมายในที่นี้ช่วยตอบผมได้ไหมครับ ว่า ศาลปกครองมีอำนาจสั่งเฉพาะคดีปกครองเท่านั้นใช่ไหมใช่ คดีที่ไม่ใช้คดีทางปกครอง ศาลปกครองรับพิจารณาได้หรือ? ไม่ยังงั้นก็คงสนุกดี ผมเอาคดีแพ่งไปฟ้องศาลปกครอง เอาคดีปกครองไปฟ้เงศาล รธน. เอาคดีศาล รธน. ไปฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญา เอาคดีทรัพย์สินทางปัญญาไปฟ้องศาลโลก เอาคดีศาลโลกไปฟ้องศาลพระภูมิ ก็ทำด้หมด และศาลต่างๆ เหล่านั้นก็สามารถประทับรับฟ้องรับพิจารณากันไปตามใจชอบได้หมด ดีไหมครับ นอกจากนั้นสมมติว่าผมตั้งครธละครน้ำเน่าเถื่อนขึ้นคณะหนึ่ง แต่งให้ตัวละครตัวหนึ่งเป็นอัยการ แล้วก็เอาบทละครนอกกฎหมายของผมไปอ้างกับศาลจริงๆ ว่าอัยการเถื่อนของผมมีอำนาจฟ้องคดีได้ ตามสิ่งที่ผมเรียกเอาเองว่ากฎหมายทอยแลนด์ ก็คงทำได้มั้งครับ

ขอโทษนะครับ

ขอโทษนะครับ แต่เราไม่น่าจะลืมว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนมีข้อกำหนดการห้ามฉีกหรือยกเลิกด้วยการกระทำใดๆ มีเพียงเปิดช่องให้แก้ไขได้

การต่อต้านการรัฐประหาร ใช้กำลังอาวุธทำลายกฏหมาย การกระทำผิดกฏหมายฉบับที่ไม่ได้ถูกแก้ไขโดยวิธีการที่ถูกต้องตามกฏหมาย ควรจะเป็นหลักการสำหรับนักกฏหมายทุกคนไม่ใช่หรือครับ ไม่น่าจะนับเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ

เอ้อ จริงด้วยแฮะ

เอ้อ จริงด้วยแฮะ ตกลงท่านผู้พิพากษารายนี้รายเดียวที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย แถมเป็นกฎหมายสูงสวุดของแผ่นดินซะด้วย คือ รธน. 2540 คารวะท่านอีกที
คุณปราชญ์เห็นยังไงล่ะครับ ถ้าผมเป็นคนไข้โรคจิต หลงนึกร่างกฏหมายบ้าๆ ของตัวเองขึ้นมาคนเดียว โดยไม่ถูกต้องชอบธรรม ตั้งพนักงานอัยการส่วนตัวขึ้นมา แล้วไปฟ้องคุณปราชญ์ต่อศาลจริง แม้ในเรื่องที่สมมติเล่นๆ ว่าหลักฐานอาจจะมีอยู่ว่าคุณปราชญ์ทำผิดจริงก็ได้ แล้วจะให้ศาลท่านยอมรับคำฟ้องของอัยการเถื่อนที่ผมตั้งเอง ซึ่งอาจเป็นคนไข้โรคจิตเตียงข้างๆ ไหมล่ะครับ?
เปลียนนิดเดียวเป็นวาถ้าผมไม่ได้บ้า แต่เผอิญเป็นคนปกติที่ใส่เครื่องแบบ แล้วมีปืนด้วย แล้วมันจะทำให้คำสั่งตั้งอัยการที่ผมเขียนเองนั้นมันถูกต้องขึ้นมาได้ไหมครับ?

ก็ รธน. 50

ก็ รธน. 50 มันมาจากไหนล่ะครับผม

บ้านเมืองเรา ปกครองด้วยประบอบ

บ้านเมืองเรา ปกครองด้วยประบอบ ประชาธิปไตย ทำไมพวกมีปืนชอบปฏิวัติ อ้างโน้น อ้างนี้ สุดท้ายเหลว ...กลัวอะกับประชาธิไตย เพราะประชาธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย..เเล้วจะปลูกฝังให้เรียนทำไม ไม่อยากพูดแล้วแค้นใจ คงได้แต่รอ ...
ฝากความหวังไว้กับ พี่ ท่าน ๆ ผู้พิพากษา นี้แหละ ท่านฝากความยุติธรรม ให้กับประชาชนด้วย...สาธุ พูดถึงเรื่องนี้ ในนามประชาชนคนหนึ่ง แล้วน้ำตา ผมตก ทำให้ผม เกลียดพวกชอบปกิวัติ เกลียด พวกฝรั่ง ที่หนุนหลัง คอยหาผลประโยชน์ในความอ่อนแอ ของภูมิภาค...

ประชาชน ผู้ยอมตายเพื่อชาติ แต่ไม่ยอมรับไอ้พวกปฏิวัติ...

เป็นไปได้ไหมว่า

เป็นไปได้ไหมว่า ท่านกีรติท่านสาบานตนเข้าเป็นผู้พิพากษา ถวายสัตย์ปฎิญาณ ภายใต้ รธน. 2540 ไม่ใช่ 2550 ตามมาตรา 252 ของ รธน. 2540 ระบุว่าผู้พิพากษาต้องถวายปฏิญญา ว่า "ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อ) ขอถวายสัตย์ปฎิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ"

ผมเดาว่าท่านกีรติสาบานตนรับตำแหน่งก่อน รธน. 2550 มีผล คือในสมัย รธน. 2540 ซึ่งมีอีกมาตราหนึ่งในฉบับนั้นระบุว่า "มาตรา 66 บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" ตามรัฐธรรมนูญนี้คือ 2540 ด้วยนะไม่ใช่ตาม รธน. ฉบับอื่น รัฐธรรมนูญท่านสั่งไว้เป็นหน้าที่ของชาวไทยข้อแรกเลย ใครมาฉีกไม่ได้ ต้องช่วยกันรักษาไว้

เป็นไปได้ไหมว่าขณะที่ท่านกีรติยังจำคำถวายสัตย์ของท่านได้นั้น ผู้พิพากษาท่านอื่นหลายท่านลืมคำสัญญาที่ถวายในหลวงไว้เสียแล้ว?

ก่อนอื่นผมต้องขอกราบคุณกีรติ

ก่อนอื่นผมต้องขอกราบคุณกีรติ กาญจนรินทร์ และขอขอบพระคุณอย่างจริงใจกับท่านผู้นำข้อความนี้มาลงใน Web ประชาไท เพราะท่านได้สร้างคุณูประการสำหรับประเทศนี้ เพราะยังมีคนที่อยู่ ในฝ่ายตุลาการ ที่ประชาชนผู้เสียภาษีทำนุบำรุงฝ่ายตุลาการ และให้ใช้อำนาจแทนได้แสดงให้เห็นความเป็นผู้รู้คุณข้าวแดงแกงร้อนจากภาษีของประชาชน เพราะอำนาจที่ได้มาจากการใช้กำลังบังคับ คือ อำนาจที่คนที่ได้รับผลของอำนาจนั้นอยากหนีไกล เพราะไม่ต่างอะไรกับการถูกข่มขืน แต่ถ้าเป็น1.อำนาจที่มากจากการปกป้องผู้ด้อยกว่า คือ อำนาจที่คนที่ได้รับผลของอำนาจนั้นอยากให้รางวัลเป็นการตอบแทนความดี
และ 2. อำนาจที่ได้มาจากความเมตตา คือ อำนาจที่คนที่ได้รับผลของอำนาจนั้น อยากอยู่ใกล้อำนาจนั้น เพราะเมื่ออยู่แล้วรู้สึกล้มเย็นเป็นสุข จึงขอขอบคุณคุณกีรติ กาญจนรินทร์ ในการใช้อำนาจของท่าน

นี่เราพึ่งเจอเข็มในมหาสมุทรกั

นี่เราพึ่งเจอเข็มในมหาสมุทรกันใช่มั๊ย
โอว ไม่น่าเชื่อ

ควรสร้างอนุเสาวรีย์ให้ท่านโดยเร็ว

คุณปราชญ์นี่อ้างหลักการตรงเผง
ไหนลองให้ความเห็นว่าการยึดอำนาจถูกหรือผิดดูบ้างซิครับ
ล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ท่านจะมีความเห็ยว่ายังไง

ก็แล้วคำสั่งคณะปฎิวัติมันเป็น

ก็แล้วคำสั่งคณะปฎิวัติมันเป็นกฏหมายหรือเปล่าเล่าครับ นั่นแหละประเด็น สมมติว่า กม. เก่าเดิมมีอยู่ว่า ไม่เกิน 18 ขวบนับเป็นพรากผู้เยาว์ ไม่เกี่ยวกับศาลเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเด็กมันยั่วหรือไม่เลย แต่เผอิญมีคนมีปืนกลุ่มหนึ่ง เขียนกฏเถื่อนสมมติตามใจเองว่า ไม่ว่าอายุผู้ถูกกระทำจะเป็น 18 หรือ 15 ก็ตามแต่ เมื่อจับผู้ต้องหามาแล้วจะเป็นใครก็ตาม ให้ถือว่านายบางกอกเป็นจำเลยร่วมกระทำผิดทุกคดีไป งี้จะให้ศาลยึด กม. เดิมหรือยึด กม. บ้าๆ ที่เขียนขึ้นมาเองใหม่นั่นเล่าครับ ถ้าว่ากันตาม กม. เดิมจริงๆ ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า รธน. 40 ซึ่งสิ้นสภาพไปโดยไม่ถูกต้องตามกฏหมายนั้น จริงๆ แล้วยังมีอยู่หรือไม่ แล้ว รธน. 50 ที่จริงควรจะมีฐานะเป็นอะไร ก็ในเมื่อการสิ้นสภาพของ รธน. 40 นั้นเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย? ยุ่งละซิ ถ้าผมจะขอให้ศาล รธน. (ศาลเดียวกับที่เติมคำว่า อาจ ลงในมาตรา 190 ทั้งๆ ที่ใน รธน. ไม่มีน่ะแหละ) วินิจฉัยตีความว่า รธน. 2550 ทั้งฉบับ unconstitutional จะได้ไหมครับ?

คุณที่ชื่อว่า "ปราชญ์"

คุณที่ชื่อว่า "ปราชญ์" ดัดจริต ทำเหมือนรู้กฎหมาย ความจริงไม่รู้เลยครับ
สิ่งที่คุณเขียนมา ผิดตั้งแต่ต้น premise กล่าวคือ คุณเขียนว่า

"ผมคิดว่า ในการที่ผู้พิพากษาตัดสินคดี เขาควรพิจารณาแค่ 2 สิ่งเท่านั้น หนึ่งคือกฎหมายที่มีอยู่ สองคือหลักฐาน. กฎหมายที่มีอยู่ชอบธรรมหรือไม่นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะตัดสิน "

ที่เีขียนมานี้ แสดงว่าคุณไม่ได้อ่าน ความเห็นของ ผู้พิพากษาท่านนี้เลย

ผู้พิพากษาท่านนี้ ไม่ได้ กำลังพูดถึง่ว่า "กฎหมายที่มีอยู่ชอบธรรมหรือไม่" ตามที่คุณกล่าวเลยครับ

ผู้พิพากษาท่านนี้ กำลังพูดถึง "กระบวนการ" ว่า "ผู้ร้อง" มีสิทธิที่จะร้องหรือไม่ ซึ่งทา่นได้วินิจฉัยว่า ในเมื่อ "ผู้ร้อง" ไม่ได้มีตำแหน่งด้วยความชอบธรรม (คือเป็น ปปช. เพราะการรัฐประหาร) ผู้ร้อง จึงไม่มีอำนาจในการร้องเรียน ดังนั้น จึงไม่ต้องพิจารณาเรื่องที่ร้องเรียนเลย

อ่านดูใหม่ให้ดีๆ ตามนี้

"ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์

ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคลที่เป็นผลพวงของ คปค. ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้ อำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

ตรงไหนที่ผู้พิพากษาท่านนี้ กำลังพูดถึงว่า "กฎหมายมีความชอบธรรมหรือไม่" ไม่มีเลย

ท่านกำลังพูดถึง สถานะของผู้ร้อง (ปปช.) ว่ามีอำนาจหรือสถานะที่จะฟ้องร้องได้หรือไม่

นี่คือปัญหากระบวนการ

เหมือนกับ (อันนี ต้องยกตัวอย่างต่างประเทศ) ถ้ามีการจับผู้ต้องหา โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าเรื่องสิทธิที่จะไม่ให้การ (การอ่าน Miranda "ัyou have the right to remain silence, anything you say can be use against you in the court of law...") ถ้า ตำรวจ ไม่อ่าน Miranda นี้ให้ฟัง case นั้น สามารถ ถูกโยนทิ้งได้เลย เพราะทำผิด ไม่ต้องพิจารณาแล้ว

หรือ การเข้าไปค้น โดยไม่มีหมายค้น (และไม่อยู่ในข้อยกเว้น ให้ไม่มีหมายค้นได้) คดีทั้งหมด ก็ต้องถือว่า โมฆะ อันนี้ ไม่เกี้่ยวกับเรื่อง "กฎหมายชอบธรรม" หรือไม่ ดังที่คุณเข้าใจเลย และศาล ที่โยนคดีเหล่าี้นี้ทิ้ง ก็เพียงแต่ทำตามกระบวนการยุติธรรม

ซี่งก็เช่นเดียวกับที่ท่านผู้พิพากษาผู้กล้าหาญท่านนี้กำลังทำ คือ ยืนยันว่าผู้ร้อง ไม่มีสิทธิจะร้อง เพราะไม่มีอำนาจที่ชอบธรรมที่จะร้อง (ได้อำนาจมาจาก รปห.) ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาความชอบธรรมในเรื่องกฎหมายอะไรอย่างที่คุณว่ามาเลยครับ

ถ้าคุณเป็น นศ.กฎหมายอยู่ แสดงว่า คุณยังห่างจากความเข้าใจเรื่องทางกฎหมายนัก แค่อ่านคำพิพากษา ก็ไม่ยอมอ่านให้รอบคอบแล้ว

หลายท่านได้ให้คำอธิบาย

หลายท่านได้ให้คำอธิบาย แง่มุมที่อาจเป็นไปได้ในการเป็นเสียงข้างน้อยของท่านผู้พิพากษาท่านนี้แล้ว

อ่านแล้วก็ไม่น่าจะห่างไกลกันมากนัก หวังว่า หลายท่านที่ยึดหลักการเหมือนนายชวน คือ ยึดไว้ก่อน ดีไม่ดี ช่างหัวมัน ช้าหรือเร็วเป็นคนละเรื่อง เหมือนกัน ตัดสินไปตามกฏหมาย ๆ จะถูกหรือผิด จะให้ความยุติธรรมหรือไม่ช่างมัน มีหน้าที่ทำอะไรทำไปไม่ต้องคำนึงถึงเจตนารมย์ของ สิ่งที่เป็นอยู่ เกิดอยู่ มาอ่านก็น่าจะได้ความชัดแจ้งบ้างไม่มากก็น้อย

ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความคิดพร้อมคำอธิบายให้เข้าใจ

อยากเขียนเพืิ่ม หลักการของนั

อยากเขียนเพืิ่ม

หลักการของนักกฏมายส่วนใหญ่จะพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่สนใจเรื่องที่จะเกิดขึ้นใหม่ มีน้อยท่านที่จะพิจารณาทั้ง 2 เรื่อง ไปพร้อม ๆ กัน เพราะตั้งแต่เริ่มเรียนกฏหมายมาย ท่านที่เป็นผู้สั่งสอนวิชากฏหมายจะบอกว่าให้ไปดูเรื่องที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ตั้งแต่กฏหมายเกิดขึ้นได้อย่างไร ประมวลกฏหมายเขาว่าไว้อย่างไร ล่วนเป็นเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น แต่จะไม่เคยสอนว่ามาตรานี้จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างไร
ฉะนั้น เมื่อมีนักกฏมายส่วนน้อยให้ความเห็นแบบจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างไร แปล่ามองอะไรเกินกว่า เมื่อวานนี้แต่จะมองไปในวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรืออีกหลายสิบ หลายร้อยปีข้างหน้าที่เขาเรียกกันว่าวิสัยทัศน์ นี้ดูว่าจะเป็นเรื่องแปลกในวงการกฏหมาย คำถามก็คือ มันเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด ที่นักกฏหมายจะพิจารณาข้อกฏหมายที่จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างไร เพราะมันจะเป็นเรื่องแปลกในหมูนักกฏหมายรุ่นเก่าที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องแแบบนี้เลย
วิสัยทัศน์นักกฏหมายไทยมอง อนาคตของประชาธิปไตร มองอนาคตของการเกิดรัฐประหารอย่างไร ก็จะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับลูกหลานของเราในอนาคต

อ่านแล้ว ต้องเข้ามาคารวะ

อ่านแล้ว ต้องเข้ามาคารวะ ผู้พิพากษาท่านนี้
คุณธรรมของท่านที่แสดงออกครั้งนี้
สมควรถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเกียตริแก่ท่านด้วย

แสงหนึ่งแม้น้อย แต่แสงนั้นจะค

แสงหนึ่งแม้น้อย
แต่แสงนั้นจะค่อยๆ สว่างไปทั่ว
ช่วยลบตุลาการไทยที่หม่นมัว
ทางสลัวจะค่อยๆ ชัดเจน

ชื่นชมและคาราวะผู้พิพากษากีรติ และขอบคุณประเด็นของ อ.ปิยบุตรค่ะ

แม้เป็นเพียงแสงหิ่งห้อย

แม้เป็นเพียงแสงหิ่งห้อย ไม่อาจส่องแสงจ้าท้าทายแสงแห่งกองไฟนรก ที่กำลังเผาผลาญกระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความจริงหลายด้าน ท้าทายให้สังคมไทยต้องศึกษา ....หาคำตอบให้ประเทศ .....ทำไมเราจึงยอมรับอำนาจที่ได้มาด้วยวิถีทางโจร

อ.สมศักดิ์ ไม่คิดหรือครับ

อ.สมศักดิ์ ไม่คิดหรือครับ ว่าการที่ผู้พิพากษาเข้าไปตัดสินว่า ผู้ร้องมีความชอบธรรมที่จะร้องหรือไม่เป็น value judgement? ในกฎหมายไม่มีเขียนเลยนะครับว่า ปปช. ที่ถูกแต่งตั้งมาจากรัฐประหาร ไม่สามารถฟ้องคนได้. นี่เป็น "เหตุผลภายนอก" (ภายนอก ในความหมายที่ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุ แต่ผู้พิพากษายกมาเอง) ใช่หรือไม่? ถ้าผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่า ปปช. มาโดยไม่ถูกต้องตาม รธน. ท่านก็ต้องไปฟ้องศาล รธน. เอา จนกระทั่งศาล รธน. ตัดสินว่า ปปช. ผิด รธน. จริง. แต่ไม่ใช่ไปตัดสินเอาเองว่ากระบวนการเขาไม่ชอบธรรม แล้วนำมาเป็นเหตุผลในคำพิพากษา. (ผมพูดอย่างนี้เดี๋ยวจะหาว่าผมเข้าข้าง ปปช. ก็เลยจะย้ำอีกทีว่าผมก็เชื่อว่า ปปช. เข้ามาอย่างไม่ถูกต้อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาความเชื่อนี้ไปอ้างเพื่อทำอะไรก็ได้นะครับ)

ปล. ผมไม่เคยอ้่างว่า "รู้กฎหมาย" หรือ "ทำเหมือนรู้กฎหมาย" ครับ ผมแค่พยายามใช้ตรรกะและ common sense argue ไปตามวิธีของคนธรรมดาที่ใช้เหตุผลเป็นที่ตั้งเท่านั้น

ปัญหาคือศาลมีหน้าที่ "เฝ้านก"

ปัญหาคือศาลมีหน้าที่ "เฝ้านก" เท่านั้น หน้่าที่ "เฝ้าไก่" มันเป็นของนิติบัญญัติน่ะสิครับ ถ้าศาลบอกว่าตัวเองจะไม่เฝ้านกอย่างเดียวแต่จะเฝ้าไก่ด้วย ก็แปลว่าศาลกำลังก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายอื่น

ถ้าเอา argument ของคุณโง่จริงๆ ไปใช้กับทหาร ทหารเขาก็จะอ้างได้นะ ว่าเขาจะเฝ้าทั้งนก ทั้งไก่ ทั้งห่าน ทั้งหงส์ เพราะเป็นหน้าที่ของเขา ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิที่จะเลือกเอาแต่รัฐบาลที่เขาคิดว่าสุจริต และกำจัดรัฐบาลที่เขาคิดว่าไม่สุจริต. อย่างนี้มันจะเป็นปัญหานะครับ.

"ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า รธน. 40

"ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า รธน. 40 ซึ่งสิ้นสภาพไปโดยไม่ถูกต้องตามกฏหมายนั้น จริงๆ แล้วยังมีอยู่หรือไม่ แล้ว รธน. 50 ที่จริงควรจะมีฐานะเป็นอะไร ... ถ้าผมจะขอให้ศาล รธน. วินิจฉัยตีความว่า รธน. 2550 ทั้งฉบับ unconstitutional จะได้ไหมครับ?"

เป็นคำถามที่น่าสนใจ ซึ่งผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกันครับ. แต่ถ้าลองเดา(แบบมีเหตุผล)เอา ผมก็จะบอกว่าเราก็ต้องถามว่า ศาล รธน. ตอนนี้คงอยู่ได้ด้วยอำนาจตาม รธน. ฉบับไหน. ถ้าศาล รธน นี้เป็นศาลฯของ รธน.40 ก็แปลว่าศาลฯ ต้องตัดสินว่า รธน.50 ขัดรัฐธรรมนูญ (เพราะมันขัดกับ 40). แต่ถ้าศาล รธน. ดำรงอยู่ภายใต้ รธน.50 ก็แปลว่าศาลฯ จะต้องตัดสินว่า รธน.50 ถูกต้องตามรธน.

ทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่า ศาล รธน. ได้อำนาจมาจาก รธน.ฉบับไหนกันแน่? ผมว่าเราก็ต้องมาดูกันว่าประชาชนให้ความยอมรับใน รธน. ฉบับไหน. ซึ่งก็เป็นคำถามที่ต้องไปตรวจดูกัน. ผมเดาว่านี่ก็คงเป็นเหตุผลที่คณะรัฐประหารพยายามถึงขนาดนั้น ที่จะทำให้ รธน.50 ชอบธรรม ด้วยการทำประชามติ การตีพิมพ์ รธน.แจกตามบ้าน ฯลฯ. เขาต้องพยายามทำให้ รธน.50 ชอบธรรม เพราะความชอบธรรมขององค์กรทางกฎหมาย และองค์การทางการเมืองทั้งหลาย ตั้งอยู่บนความชอบธรรมของ รธน.

ทีนี้กลับไปคำถามที่เรื่องคำตัดสินของผู้พิพากษากีรติ ผมคิดว่า ถ้า ปปช. เข้ามาอย่างถูกต้องตาม รธน.50 และกฎหมายที่มีอยู่ชอบด้วย รธน.50 คุณกีรติก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะนำเรื่องความชอบธรรมของ ปปช. ไปอ้างในคำพิพากษา. ถ้าคุณกีรติไม่เห็นด้วยกับ รธน.50 คุณกีรติก็สามารถทำได้ แต่นั่นย่อมไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลเพื่อยกคำร้องในกรณีนี้ได้ครับ.

ผมก็ไม่ใช่นักกฎหมายหรอกครับ แ

ผมก็ไม่ใช่นักกฎหมายหรอกครับ
แต่ถ้าคุณ Doctor J อยากได้กรณีแบบที่ผู้พิพากษาอ้างเหตุผลที่นอกเหนือจากกฎหมายที่มีอยู่ มาสนับสนุนคำพิพากษาตัวเอง ก็ลองดูกรณี "ลูกจ้าง" ของสมัคร สุนทรเวช ก็ได้ครับ. หรือลองดูคำตัดสินคดีหมิ่นพระบรมฯ หลายๆ คดี ที่ผู้พิพากษาพยายาม argue ว่าการที่จำเลยเอาความจริงมาพูด ถือว่าเป็นการ "ดูหมิ่น" อย่างไร ก็ได้ครับ. เหตุผลที่ยกมาอ้างเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ไม่มีอยู่ในกฎหมายที่มีอยู่ แต่ผู้พิพากษายกมาเองจากข้างนอก เพื่อสนับสนุนคำตัดสินตัวเอง.

ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในวงการศาลไท

ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในวงการศาลไทยแม้เพียงครึ่งหนึ่ง เผด็จการทหารจะสูญพันธุ์ไม่มีทางได้ผุดได้เกิดในประเทศนี้

cool

cool

ถึงคุณปราชญ์

ถึงคุณปราชญ์

ที่คุณว่าในการที่ผู้พิพากษาตัดสินคดี เขาควรพิจารณาแค่ 2 สิ่งเท่านั้น หนึ่งคือกฎหมายที่มีอยู่ สองคือหลักฐาน. กฎหมายที่มีอยู่ชอบธรรมหรือไม่นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะตัดสิน (อาจจะยกเว้นผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ในบางกรณี).

ถ้างั้นในความคิดของคุณก็หมายความว่า ถ้าอันไหนที่มันเป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะโดยใครเขียนขึ้นถูกผิดแค่ไหน ผู้พิพากษาไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งใช่ใหมครับ และผู้พิพากษาก็มีหน้าที่ตัดสินไปตามกฎหมายที่เขาตั้งขึ้นมา ถูกผิดอย่างไงข้าไม่สน
ถ้างั้นผู้พิพากษาจะต่างกับคนธรรมกาตรงไหนครับ ถ้าดูแค่กฎหมายกับหลักฐาน

ในความคิดของผม ผู้พิพากษาคือผู้ทรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรง ยุติธรรม เพราะสิ่งที่ท่านตัดสิน คือการกำหนดชะตาชีวิตของผู้ถูกตัดสิน สามารถให้คุณให้โทษ หรือชี้เป็นชี้ตายแก่คนที่ถูกตัดสิน ผมลองเอาตัวเข้าไปยืนในมุมของท่าน ถ้าผมเป็นท่าน แล้วรู้ว่าที่มาของกฎหมายไม่ถูกต้อง มันมาจากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเขียนขึ้นมาเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม หรือมุ่งหมายที่จะเอื้อเพื่อประโยชน์ต่อฝ่ายตน เมื่อที่มาของกฎหมายมันไม่ถูกต้องแล้ว ผลของการตัดสินมันก็ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกตัดสิน ถ้าผมเป็นท่านผมก็จะไม่ฝืนกระทำการตัดสินไปตามกฎหมาย เพราะผลที่ได้มันก็ย่อมไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ส่วนความเป็นประชาธิปไตยมันก็คือส่วนหนึ่งของความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของประชาชน กฏหมายถ้าไม่สามารถใช้ในการตัดสินและมีความเสมอภาคแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ กฎหมายก็ปราศจากความศักดิ์สิทธิ์ และไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานของสังคมได้อีกต่อไป

ผมคิดว่าในกรณีนี้ ผู้พิพากษามีสิทธิพิจารณา "ความเป็นประชาธิปไตย" หรือ "ความชอบธรรม" ของกฎหมาย
แม้ว่าจะยอมให้ความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาเข้ามามีผลต่อคำพิพากษาก็ตาม เพื่อดำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง เที่ยงตรงของกระบวนการยุติธรรม และต่อชีวิตของผู้ถูกตัดสิน
ขอยกย่องท่านกีรติ กาญจนรินทร์จากใจจริง

“หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ”

ก็ยังดีที่มีผู้พิพากษาอย่างนี

ก็ยังดีที่มีผู้พิพากษาอย่างนี้อยู่ ตรงกับข้อเท็จจริงและความรู้สึกของประชาชนทั่วไปเป็นอันมาก มันรวมหัวล้มอำนาจทักษิณซึ่งเป็นอำนาจที่ชอบจากประชาชน ไล่เบี้ยด้วยอธรรมไร้ยางอาย ชาวบ้านเบื่อเพราะความเป็นธรรมในบ้านเมืองต้องมาก่อน ความสงบร่มเย็นก็จะตามมา เชื่อผมเถอะน่ารัฐบาลที่รัก

ในบทความ

ในบทความ เขาก็คัดคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่ปี๒๕๒๓ มาให้อ่านแล้ว ทำไมสมศักดิ์เจียมไม่อ่านครับ คำพิพากษาศาลฎีกาทุกเรื่องมีสภาพเหมือนกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญทุกฉบับอยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่ถูกยกเลิกไปโดยสภาผู้แทน

ก็เคยมีอำนาจคุมสภามาตั้งหลายปี ทำไมรัฐบาลแม้วไม่ยกเลิกคำสั่งคณะปฎิวัติเดิมๆ กับคำพิพากาศาลฎีกาที่เห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยไปไม่ทราบ แต่ยังเก็บยังขุดส่วนที่ได้ประโยชน์มาใช้.....เที่ยวนี้โดนเข้าบ้างก็อย่าโวยวายไปเลย

ที่จริงผมว่าท่านกีรติเขียนคำตัดสินโดยให้เหตุผลที่ฟังดูดีแต่ขัดคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องคำสั่งและประกาศคณะปฏิวัตินะครับ และไม่ทราบจริงๆว่าเหตุผลที่ท่านอ้างนั้น ทนายจำเลยเขาเขียนอ้างปกป้องลูกความเขามาด้วยหรือเปล่า ถ้าทนายจำเลยเขาไม่ได้อ้างมาแล้วท่านไปเขียนอ้างเอง มันจะยิ่งแปลกยิ่งขำเข้าไปใหญ่นะครับ.........

ถูกใจตรงข้อยกเว้นของคุณผ่านมา

ถูกใจตรงข้อยกเว้นของคุณผ่านมาดู ครับ

ในอีกศาลหนึ่งที่ไม่ใช่ศาลฎีกาสำหรับผู้มีตำแหน่งทางการเมือง กล่าวคือ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในกรณีปราสาทพระวิหาร ตุลาการรัฐธรรมนูญวรนัสอะไรกันที่เขาตั้งมาให้เป็นผู้พิจารณาตีความกฎหมายรับธรรมนูญ ดันแส่ไปทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยการเติมคำว่า อาจ ลงไปในมาตรา 190 ทั้งๆ ที่มันไม่มีคำนี้อยู่

พูดง่ายที่สุดก็ได้ว่า ประธานสภาเขาส่งเรื่องให้ศาล รธน. ตีความว่า รัฐบาลที่มีคุณนพดลเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ทำผิดมาตรา 190 รึเปล่า สมมติว่ามาตรา 190 มี 10 คำ ศาล รธน. จะด้วยเหตุผลอะไรก้ไม่รู้ละ ตั้งธงไว้ก่อนว่าอยากจะให้ผิดเหลือเกิน ก็เลยบอกว่า ผิด ผิดตรงไหน ผิดคำที่ 11 !!!

อันนี้เข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารราชการได้ไหม เอกสารราชการไม่ใช่เล็กๆ ด้วย แค่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่านั้นเอง ปลอมแปลงโดยองค์กรที่นัยว่าตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นนั่นแหละ ฆ.ว.ญ.! แล้วคำที่เติมลงไปก็คือคำว่า "อาจ" เอ้อ เอาเข้าไป ถ้าเติมคำหลวมๆ ว่า อาจ ลงในรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ได้แล้ว จะมีอะไรห้ามละครับไม่ให้เติมลงในมาตราอื่นๆ ตามใจศาลไม่ได้อีก เช่นในมาตรา 1 เป็นต้น หรือเติมลงในมาตราใดก็ได้ทุกมาตรา ตายอหิวาต์กันซี

นี่แหละทอยแลนด์

อ่านเหตุผลของท่านทั้งสองฝั่ง

อ่านเหตุผลของท่านทั้งสองฝั่ง ทำเอาอึ้งไปเหมือนกัน
แต่จากคอมเมนท์นี้ของคุณปราชญ์
ของชูมือ สนับสนุนเลย

ลืมไปประเด็นหนึ่ง

ลืมไปประเด็นหนึ่ง คุณปราชญ์คิดว่าการปกปักรักษา ปชต ไม่ใช่หน้าที่ของศาลหรือครับ งั้นถามว่าศาลมีหน้าที่ปกปักรักษากฏหมาย อันรวมทั้งกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ศาลควรยืนเฉยดูรัฐธรรมนูญถูกฉีกหรือไม่

ถ้ายังสงสัยอยู่ ผมเพิ่งได้คัดรัฐธรรมนูญปี 40 ว่าด้วยหน้าที่ข้อแรกของปวงชนชาวไทย (รวมทั้งชาวไทยที่เป็นผู้พิพากษา) มาอ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่ในรัฐธรรมนูญ 50 ฉบับปัจจุบันก็เถอะ แล้วก็ได้คัดคำถวายสัตย์ปฎิญญาของผู้พิพากษาก่อนรับตำแหน่งซึ่งกำหนดโดยรับธรรมนูญปี 40 มาอ้าง ซึ่งผมก้เชื่อเช่นเดียวกันว่าจนถึงฉบับ 50 นี้ก็ไม่เปลี่ยนหรอกเหมือนกัน

คัดมาให้ดูจะจะแล้ว ขอถามย้ำซ้ำดังๆ อีกทีว่า ตกลงเป็นหน้าที่ของศาลหรือไม่ครับที่จะปกป้องประชาธิปไตย???

หลายๆความเห็นหลงประเด็น อันอา

หลายๆความเห็นหลงประเด็น
อันอาจเกิดจากอารมณ์และเลือกช้าง
จุดที่ควรมองคือผู้กระทำผิด ทำผิดกฎหมายหรือปล่าว

อย่างมีการส่งฟ้องจำเลยคดีข่มขืนขึ้นสู่ศาล
ประจักษ์พยานบอกว่าจำเลยผิดจริง
แต่ศาลรู้มาว่าตำรวจที่ทำคดีเป็นตำรวจปลอม
คุณคิดว่าถ้าคุณเป็นศาลคุณจะใช้ดุลพินิจตัดสินอย่างไร

แนวทางไหนถึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เป็นธรรม และคำนึงถึงความถูกต้อง
ขอเชิญตรองด้วยสติ

ไม่นานมานี้ได้ดูข่าวที่เจ้าฟ้

ไม่นานมานี้ได้ดูข่าวที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไปดูงาน
กระบวนการพิพากษาของญี่ปุ่น เพราะบ้านเขาก็มีปัญหาไม่ยอมรับกระบวนการให้ความยุติธรรมกับประชาชนเหมือนผู้คนหลายล้านคนในบ้านเราไม่ยอมรับความเป็น 2 มาตรฐาน หลายท่านแสดงความเห็นอ่านดูล้วนมีเหตุผลแต่คงไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อของประชาชน "หลายล้านคน" ได้แล้ว น่าจะเอาแบบญี่ปุ่น แต่ใครหละ จะทำได้

คุณบางกอก โพสต์ว่า

คุณบางกอก โพสต์ว่า

"คำพิพากษาศาลฎีกาทุกเรื่องมีสภาพเหมือนกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญทุกฉบับอยู่แล้ว"

แสดงว่า คุณบางกอก ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกา ไม่ใช่กฎหมาย และไม่ได้มีสภาพเหมือนกฎหมายอย่างที่คุณว่า

และจะเอาอ้างไม่ได้ว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาอย่างใดแล้ว ต้องพิพากษาแบบนั้น ไปตลอด

จะขอยกตัวอย่างเรื่องจริง มาให้ดู คือ

ชายผู้หนี่ง มีเมียน้อย แล้วพาเมียน้อยไปจดทะเบียนที่อำเภอ

โดยแจ้งเท็จกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่เคยจดทะเบียนกับใครมาก่อน(จดทะเบียนกับเมียหลวงแล้ว)

เมียหลวงรู้เรื่อง ก็ดำเนินคดีกับสามี ข้อหา "แจ้งความเท็จ"

ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง โดยอ้างว่าเมียหลวงไม่ใช่ผู้เสียหายเรื่องแจ้งความเท็จ(ผู้เสียหายคือ เจ้าหน้าที่)

เมื่อศาลฎีกาพิพากษาเช่นนี้ เหล่าสามีก็พากันจดทะเบียนซ้อน กันสนุกไปเลย

และแล้ว ต่อมาในอีกคดีหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาพิพากษาแนวใหม่

พิพากษาว่า เมียหลวงเป็นผู้เสียหาย แล้วสั่งจำคุก สามีที่จดทะเบียนซ้อน

คุณอาจจะมองการกระทำแบบนี้ว่าเ

คุณอาจจะมองการกระทำแบบนี้ว่าเป็น"ตุลาการภิวัฒน์"(judicial review)อย่างหนึ่งก็ได้ (แต่เป็นมุมกลับกับขบวนการตุลาการภิวัฒน์ในปัจจุบัน) ถ้ามองในมุมนี้ ผมค่อนข้างกังวลและไม่เห็นด้วยทั้งสองมุม เพราะการกระทำแบบนี้เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กำหนด และก็ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ จะสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา

แต่ถ้ามองว่าเป็นการแสดงcivil disobedience ผมเห็นด้วยในจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารครับ จะมองว่าผมเข้าข้างใครก็ตามใจ แต่ผมเพียงคัดค้านการแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหาร ไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับการกระทำทุกอย่างทีผ่านมาของทักษิณ ผมมองเขาด้วยสายตาcritical เหมือนกัน

ขอบคุณครับ

โปรดฟังอีกครั้งหนี่ง ปราชญ์

โปรดฟังอีกครั้งหนี่ง ปราชญ์ ปัญจคุณาธร

"หน้าที่ของผู้พิพากษา คือ"ให้ความเป็นธรรม"

ผู้พิพากษา ไม่ควรอ้างเหตุ"ใดๆ" เพื่อที่จะ "ไม่ให้ความเป็นธรรม""

รับบางกอกไม่ได้ฮะ งั้นมาตรฐาน

รับบางกอกไม่ได้ฮะ

งั้นมาตรฐานนายบางกอกคือว่า ศาลต้องเขียนคำพิพากษาตามที่ทนายจำเลยเขียนมาเท่านั้น งั้นเหรอนายบางกอกถึงจะว่าไม่แปลก? แปลกซิวะครับ นี่จะไม่ยอมให้ศาลมีสมองคิดเองบ้างหรือไง

ในทำนองกลับกัน ศาลจะต้องเขียนคำพิพากษาให้ตรงกับเฉพาะที่ทนายโจทก์เขียนมาแล้วเท่านั้นถึงจะถูกงั้นหรือ ก้ไม่ใช่อีกแหละ

ผู้พิพากษามีหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรม โดยใช้ดุลยพินิจของตัวเองประกอบกับกกหมายและหลักฐาน และข้อมูลอื่นๆ ไม่สำคัญเลยว่า ในที่สุดคำพิพิกษานั้นจะออกมาเหมือน หรือไม่เหมือนกับที่ทนายโจทก์หริอทนายจำเลยเขียน ไม่เกี่ยวโดยสิ้นเชิง เหตุผลของผู้พิพากษาจะเหมือนกับคำฟ้องก็ดี ไม่เหมือนก็ดี เหมือนกับคำแก้ต่างก็ดี ไม่เหมือนก็ดี ไม่ใช่สาระ สาระคือมันยุติธรรมไหม เป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายไหม ต่างหากโว้ยครับ

สงสัยจริงเชียวว่าที่ชอบคิดให้ผู้พิพากษาตัดสินไปเซื่องๆ ตามธงที่ตั้งไว้ก่อน ต้องดูว่าเหมือนไม่เหมือนอะไรน่ะ เป็น mentality สะท้อนความเชื่อว่า ศาลน่าจะสั่งได้โดยใครก้ไม่รู้นอกศาล รึเปล่า นายบางกอกอาจจะเชื่อยังงั้นก็ตามใจ แต่ผมไม่เชื่อว่าศาลควรจะถูกใครสั่งได้ครับ หมายถึงศาลยุติธรรมในอุดมคตินะครับไม่ใช่ศาลพระภูมิ

"ในกฎหมายไม่มีเขียนเลยนะครับว

"ในกฎหมายไม่มีเขียนเลยนะครับว่า ปปช. ที่ถูกแต่งตั้งมาจากรัฐประหาร ไม่สามารถฟ้องคนได้. "

ใครบอกคุณว่า ไม่มีเขียน?

ป.อาญา ม.113 บอกว่า คุณไม่สามารถได้อำนาจรัฐมาด้วยการรัฐประหาร (มีความผิดประหารชีวิต)

ป.อาญา นี้มีมาก่อน การรัฐประหาร 2549 หลายๆปี ก่อนการ ร่าง รธน. ที่ให้อภัยโทษตัวเองของ คปค. ก่อนการตั้่ง ปปช.ที่มาจากการ รปห.

สิ่งที่ผู้พิพากษาท่านนี้บอกคือ กลุ่มคนที่ได้อำนาจรัฐมาจากการ รปห. ทำผิด ป.อาญา 113 นี้ จึงไม่มีสิทธิจะมาใ้ช้อำนาจรัฐดำเนินการใดๆเลย (ฟ้องร้องผู้คน ฯลฯ) รวมทั้ง ปปช. ด้วย

เหมือนกับกรณีที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น คือ ถ้าตำรวจจับคน แต่ไม่ยอมอ่าน miranda ("ไม่ให้การ ก็ได้") หรือ ค้นได้หลักฐานโดยไม่มีหมายค้น หรือ (ตัวอย่างใหม่) ถ้าคุณไม่ใช่ ตำรวจ คุณไม่สามารถใช้ปืนไปยิงคนได้ (โดยทั่วไป) แม้คนนั้น จะทำผิดก็ตาม เช่น มาขโมยของคุณ พูดง่ายๆคือ ตามกฎหมาย คุณไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิทำแบบนั้น คุณกำลังทำอะไรที่ไม่มีอำนาจให้คุณทำ

นี่คือสิ่งที่ผู้พิพากษาท่านนี้บอก และได้เขียนไว้ชัดเจนในความเห็นข้างน้อยข้างต้น : คนที่ได้อำนาจรัฐมาจาก รปห. ทำผิด ม.113 (รวมทั้ง ปปช.) ดังนั้น จึงไม่มีสิทธิใช้อำนาจรัฐในการดำเนินการใดๆ ตั้งแต่แรก

ผมจึงว่า ที่เขียนมา ผิด
"ในกฎหมายไม่มีเขียนเลยนะครับว่า ปปช. ที่ถูกแต่งตั้งมาจากรัฐประหาร ไม่สามารถฟ้องคนได้. "
มีสิ ทำไมไม่มีกฎหมายเขียนไว้ มี ม.113 เขียนไว้ครับ ว่า คุณ รปห. เอาอำนาจรัฐมาไม่ได้ (ผิดกบฎ) คุณ (ปปช.) เอาอำนาจมาทางนี้ จึงไม่มีอำนาจแต่แรกเลยที่จะมาทำอะไร รวมทั้งร้องเรียนด้วย

ผู้พิพากษาท่านนี้อุตส่าห์ อ้าง ม.113 ชัดเจน คุณไม่อ่านเอง และใช้ value judgement ของคนเองมาบอกว่า ไม่มีกฎหมายอะไรห้ามไว้

นี่แหละ common sense แท้จริง (ม.113 มีมาก่อน การ รปห.หลายปี ถ้า รปห. อ้างว่า สามารถอภัยโทษตัวเอง อุปโลกน์ตัวเอง ได้โดยไม่ผิด แล้วก็ตั้ง กรรมการ ตั้งอะไรต่อะไร มาดำเนินการต่อ จะมี ม.113 ไว้ทำไมไม่ทราบ? โดย common sense คุณต้องยืนยันว่า อะไรที่ผิด ม.113 ก็ไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรต่อแล้วต่างหาก

ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ อ. สมศักดิ์

อย่าลืมนะท่านผู้ร่วมวงทั้งหลาย ว่า ก่อนรับหน้าที่ ผู้พิพากษาได้ถวายสัตย์ไว้แล้วว่าจะต้องปกป้องกฎหมาย ทำตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ม 113 แห่ง ป. อาญา

ยังมีข้อสงสัยอีกไหมครับ?

ผมก็ขอพูดซ้ำอีกแหละ ว่าตัวผมไม่ได้เรียนกฏหมายมา แต่ผมออกจะรู้สึกว่าความเชื่อเรื่องกฎหมายคือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ ฉะนั้นใครยึดอำนาจได้สำเร็จไม่ว่าโดยทางใดก็ตาม คำสั่งของใครคนนั้นคณะนั้นจึงเป็นกฎหมายโดยอัตโนมัตินั้น เป็นความเห็นนักกฎหมายฝรั่งโบราณมาก เชยมาก ซึ่งโลก (อารยะ) เขาเลิกเชื่อกันแล้ว พ้นสมัยไปแล้ว อย่างที่ท่านกีรติเขียนแหละว่ากาละและเทศะเปลี่ยนไปหมดแล้ว ดันทุรังใช้หลักนี้ไม่ได้แล้ว เลิกเหอะครับนิติบริกรทั้งหลาย

ไม่อย่างนั้นจะให้มี ม. 113 ไว้ทำอะไร เมื่อมีไว้ก็บังคับไม่ได้ ยกเลิกเสียเลยสิครับ ต่อไปใครสามารถยึดอำนาจได้ เชิญเลย แต่ต้องสู้ให้ชนะก่อนนะ ถ้าไม่ชนะฝ่ายผู้มีอำนาจเดิมเขาปราบเอาไม่รู้ด้วยนะ ถ้าไม่มีมาตรานี้ซะแล้วก็จะได้ไม่ต้องมานั่งนิรโทกรรมตัวเองย้อนหลังเวลาทำรัฐประหารสำเร็จด้วย
(*ผมพูดถึงการยกเลิก ม. 113 นะครับ ไม่ใช่ 112...*)

พูดเล่นครับ แกล้งประชดไปงั้นเอง ที่จริงประเด็นอยู่ที่ ไม่ว่าจะฉีก รธน. มากี่ฉบับ ป. อาญามาตรา 113 ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นจะว่าไม่ผิด กม. ได้ยังไงการทำปฏิวัตินี่

สมมติเล่นๆ ว่า

สมมติเล่นๆ ว่า ผู้พิพากษาท่านหนึ่งไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 สิ้นสภาพไปแล้ว เพราะข้อเท็จจริงคือ รธน. นั้นถูกฉีกโดยกระบวนการที่ผิดกฎหมาย อย่างน้อยก็ผิด ม. 113 แห่ง ป. อาญา ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งยังไม่ถือว่าล้มไปแล้วนี้ มี ม. 6 อยู่ (ซึ่งก็มีเหมือนๆ กันทุกฉบับแหละเป็นข้อความมาตรฐาน รวมทั้งแม้กระทั่ง รธน. 2550 ด้วย) ระบุไว้ชัดว่า รธน. เป็นกม.สูงสุดของแผ่นดิน บรรดากฎหมาย กฏ ระเบียบ คำสั่งข้อบังคับใดๆ จะขัดหรือแย้งกับ รธน. ไม่ได้ ถ้าปรากฎว่ามีการขัดหรือแย้ง ให้ถือว่ากฎหมาย คำสั่ง ระเบียบ ฯลฯ เหล่านั้น ไม่มีผล

แล้วก็มีคำฟ้องของคณะบุคคลหรือ นัยว่าชื่อ ปปช. นัยว่าแต่งตั้งมาจากเอกสารชิ้นหนึ่ง นัยว่าชื่อ รธน. 50 นัยว่ามาจากกายกร่างของคณะบุคคลอีกคณะหนึ่ง นัยว่าชื่อ สสร. นัยว่ามาจากคำสั่งของคณะบุคคลคณะหนึ่ง นัยว่าชื่อ คมช. อันได้กระทำการผิด กม. มาตรา 113 ฉะนั้นแล้ว ไอ้คำสั่งคำประกาศทั้งหลายทั้งปวงตลอดสายนั้นมันขัดกับมาตรา 6 ของ รธน. 40 ไหมล่ะครับ แล้วถ้ายังงั้นมันเป็นกฎหมายไหม

ไหนๆ ก็มีคนอ้างอาจารย์คึกฤทธิ์มาแล้ว ผมจำเรื่องสั้นของอาจารย์ได้เรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง "ไม่เชื่อเว้ย-ไม่จริงเว้ย" ในเรื่องนั้นความไม่เชื่อของคนหัวแข็งคนหนึ่งซึ่งที่จริงตายไปแล้ว ทำให้ขนาคระบบนรกภูมิทั้งอันยังล่มสลายไปได้ ตัวละครในเรื่องก็เลยเดินมาที่สภาผู้แทน แล้วตะโกนว่า "ไม่เชื่อเว้ย ไม่จริงเว้ย" ...

วันนี้พวกเรามาช่วยกันร้องตะโกนดังๆ มั่งดีไหมครับ?

ประเด็นสอง "ศาลไม่มีหน้าที่พิทักษ์รักษา ปชต." จริงหรือ โปรด cf. หรือดูเทียบคำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญตอนล้มพรรคการเมือง อันที่ ปชป. รอดแต่ล้มพรรค ทรท. นั่นแหละ ว่า ถ้าสถานการณืเหมาะสม บางทีอำนาจตุลาการก็หันมาสนใจเรื่องของการปกครองบ้านเมืองที่เป็นะรรม การได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เหมือนกันนี่ครับ? หรือว่าอำนาจตุลาการต้องรอให้มีใครก็ไม่รู้สั่งเสียก่อนจึงจะหันมาสนใจเรื่องที่มาของการได้อำนาจบริหาร เป็นกรณีๆ ไป ? แต่ถ้าเป็นยังงั้นก็น่าเพลียใจ ตกลงมาตรฐานคุณปราชญ์ศาลเขาต้องดูแค่กฎหมาย ไม่มีสิทธิ์ดูเรื่องการเมืองด้วย จริงหรือ งั้นคุณปราชญ์โปรดบอกตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกคำวินิจฉัยอันนั้นด้วยสิครับ ไม่ต้องอ้างวิธีการที่ถูกต้องเป็นธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศให้เมื่อย

ศาลเป็นผู้ทรงเกียรติ์

ศาลเป็นผู้ทรงเกียรติ์ ต้องเป็นกลาง ยึดหลักการณ์ที่ถูกต้อง
อำนาจต้องมากจากประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่มาจากปากกระบอกปืน

ถ้าเราไม่ไว้ใจทหารให้รักษา

ถ้าเราไม่ไว้ใจทหารให้รักษา ปชต. แล้วทำไมเราถึงควรไว้ใจศาลให้รักษา ปชต. ครับ? อำนาจไม่ว่าอยู่ในมือใครล้วนอันตรายทั้งนั้น. ถ้าเรายอมให้ผู้พิพากษาสามารถมีอำนาจตัดสินอะไรได้ตามใจชอบ โดยใช้การรักษา ปชต. มาเป็นข้ออ้าง ย่อมเป็นอันตรายครับ. ทหารปฏิวัติได้ ศาลก็ตุลาการปฏิวัติได้เหมือนกัน เราเห็นกันมาแล้วไม่ใช่หรือ.

เห็นด้วยครับ และ ที่สำคัญ

เห็นด้วยครับ และ ที่สำคัญ คปค.ต้องเข้ารับการโปรดเกล้าจากพระเจ้าอยู่หัว แสดงว่าคปค มิได้เป็นรัฐฐาธิปปัตย์ ตามฎีกาล้าสมัยใต้เท้าทหาร ดังนั้นประกาศ คปค.ที่ไม่นำลงพระปรมาภิไท จึงไม่มีผลเป็นกฎหมายผู้ใดนำมาบังคับใช้จึงเป็นการกระทำที่ไม่สมควร

ครับ เป็นห่วงความเจริญของ

ครับ เป็นห่วงความเจริญของ ท่านกีรติ จริงๆ กลัวจะเป็นแบบ คุณจอม แต่นี้ต่อไปงานคงเริ่มเข้าแล้ว คงมากันทั่วทุกสารทิศ ทั้งอำมาตยาธิปไตย ทาสเหลือง 40สาวก ราษฏรเพี้ยน นักวิชาเกิน ด๊อกตีน สื่อมวลสัตว์ในสังกัด และรัฐบาลเปรตนอมินีของมัน ขอให้กำลังใจท่าน ชีวิตคงไม่เหงาแล้วล่ะ ครับผม

ผมขอแย้งคุณบางกอกด้วย

ผมขอแย้งคุณบางกอกด้วย "ที่บอกว่าเหตุผลที่ผู้พิพากษารายนี้อ้างนั้นทนายจำเลยเขาเขียนปกป้องลูกความเข้ามาด้วยหรือเปลา ถ้าทนายจำเลยเขาไม่ได้อ้างมาแล้วท่านไปเขียนอ้างเองมันจะยิ้งแปลกเข้าไปใหญ่นะครับ" ผมอยากถามว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่ผู้พิพากษารายนี้ตัดสินเป็นเป็นหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ หรือไม่ ถ้าคุณเรียนกฎหมายมาและหัดอ่านคำพิพากษาฎีกาเยอะๆ ก็จะพบว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนั้นถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในการอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยเองได้ กรูณาไปศึกษากฎหมายดีๆก่อนครับ

เป็นครั้งแรกในกระบวนการยุติธร

เป็นครั้งแรกในกระบวนการยุติธรรมไทย ที่คงบทบัญญัติที่เป็นโทษต่อผู้ต้องหาไว้ คือ กรณีวินิจฉัยว่าฉีกรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายลูกยังอยู่ แย้งกับแนววินิจฉัยเดิม เป็นความซวยของพวก 111 ที่ตุลาการเปลี่ยนแนววินิจฉัย ทำเอาวงการกฎหมายทั่วประเทศปั่นป่วน ศาลหลายจังหวัดจำหน่ายคดีตามพ.ร.บ.เลือกตั้งไป จนหมดแล้ว ตามแนวคำพิพากษาเดิม

ไม่ว่าผู้พิพากษาท่านนี้จะจบจา

ไม่ว่าผู้พิพากษาท่านนี้จะจบจากสถาบันใด ผมขอแสดงความเคารพ และ ละอายใจแทน มหาวิทยาลัย ที่ผมรำเรียนมา ที่มีผู้บริหารที่มีแนวโน้มสนับสนุนเผด็จการทหาร ผิดหลักการณ์ที่ท่านผู้ประสาทการมธ.คาดหวังไว้

การดึงศาลเข้าร่วมกระบวนการรัฐ

การดึงศาลเข้าร่วมกระบวนการรัฐประหาร(ขอไม่ใช้คำว่าปฎิวัติ เนื่องจากเป็นเพียงการแย่งอำนาจ)
เป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อชาติ ปูทางเข้าสู่การยึดศาลรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้วนั่นแล

ทำไมผู้พิพากษา

ทำไมผู้พิพากษา ท่านนี้จึงไม่เป็นที่โปรดของเปรม,ไม่ได้รับการเสนอชื่อในศาล หรือ องค์กรพิเศษอื่น เป็นเพียงข้อสงสัยส่วนตัวของผม

แก่นเสาศาลแม้มอดปลวกจะแทะอย่า

แก่นเสาศาลแม้มอดปลวกจะแทะอย่างไรก็ไม่ระคายผิว จิตที่เป็นธรรม กายที่เป็นธรรม ที่สุดคือปฏิบัติที่เป็นธรรม ล้วนแล้วเจริญ

จนปัญญาครับ

จนปัญญาครับ ไม่มีความสามารถที่จะนำหลักกฎหมาย ไม่ว่าประเทศไหนมาวิเคราะห์ เมื่อตัวการไม่ผิด ผู้สนับสนุนย่อมไม่ผิด
ตุลาการมากมายที่ยินยอมให้เมียทำนิติกรรมซื้อบ้าน,รถยนต์ ราคาพิเศษ แสดงว่าผิดจริยธรรมตุลาการ

ผมอายุ เกือบหกสิบแล้ว

ผมอายุ เกือบหกสิบแล้ว เห็นรัฐประหารมาหลายครั้ง ฝันว่าก่อนตายอยากได้หลักประกันว่าจะไม่มีอีก ผู้รู้ทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ คิดหาวิธีให้ฝันเป็นจริง จะติดตามไปขอบคุณไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

วันนี้ผมก็คิดเล่่นๆ

วันนี้ผมก็คิดเล่่นๆ นะลุงว่าพวก สส สว ที่มาจากการเลือกตั้งให้รวมหัวกันออกกฎหมายย้อนหลังเอาผิดพวกปฎิวัติ เหมือนที่ คปค ออกกฎหมายลงโทษย้อนหลัง บ้านเลขที่111 ถ้าสามารถทำได้ อีกหน่อยก็จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าปฎิวัติอีก เพราะกลัวว่าเมื่อหมดอำนาจแล้วจะโดนลงโทษย้อนหลัง

ระดับซือแป๋เขาเถียงกัน

ระดับซือแป๋เขาเถียงกัน ทำให้ได้ความรู้ มีแง่คิด
คุณบางกอกเข้ามาแจมด้วย สงสัยอยากเทียบชั้นซือแป๋
แต่ผมดูยังไงๆ ก็แค่เด็กประถม เหล่าซือแป๋เลยไม่เล่นด้วย

เฮ้ออออออ คนเรามันก็เป็นซะงี้ อยากจะเก่งไปซะทุกเรื่อง เอาๆๆๆไม่ว่ากัน

.............................

................................ศิษย์ศรีปราชญ์...........................
.............................................................................
..............................................................................
....................ธรณีนี่นี้....................เป็นพยาน

.........เราก็ศิษย์มีอาจารย์...................หนึ่งบ้าง

.........เราผิดท่านประหาร....................เราชอบ

.........เราบ่ผิดท่านมล้าง.....................ดาบนั้นคืนสนอง

....................กีรติกาญจ..................นรินทร์เอย

.........อาจารย์ท่านใดเคย....................คาดรู้

.........อนาคตศิษย์เผย........................แผ่นดิน ไทยนา

.........เกียรติขจรกอบกู้........................สถานศึกษา

งั้นศาลมีหน้าที่ปกป้องผู้ทำผิ

งั้นศาลมีหน้าที่ปกป้องผู้ทำผิดกฏหมาย หรือปกป้องกฎหมายครับ? อย่าพยายามลากไปเป็นเรื่องว่าผมจะให้ศาลมีอำนาจทางการเมืองหน่อยเลยน่า ผิดตรรกะครับ ยิ่งเทียบศาลกับทหารยิ่งน่าหัวเราะใหญ่

เพราะว่าที่จริงถ้าถือว่า รธน. เป็นกกหมายสูงสุด รธน. ก้กำหนดอำนาจหน้าที่แม้แต่กระทั่งของทหารไว้แล้ว รัฐพึงมีกองทัพไว้เพื่ออะไรต่ออะไรต่างๆ นั้นน่ะ ไม่มีข้อไหนเลยระบุว่าพึงมีกองทัพไว้เพื่อปฏิวัติรัฐประหาร ซ้ำถ้าดูในหน้าที่ของชาวไทยใน รธน. ก็กำหนดไว้ชัดว่า บุคคลชาวไทย อันรวมทั้งทหารด้วย มีหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบ ปชต. อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทหารก็ต้องปกป้อง ปชต เหมือนกันแหละ ฉีก รธน. ไม่ได้เช่นกัน กฎหมายทหารกี่ฉบับๆ ระเบียบกลาโหมกี่ฉบับๆ ผมท้าให้ไปเปิดดูได้เลย ไม่มีข้อไหนอนุญาตไว้ให้ทหารทำกบฎในราชอาณาจักร ต่อให้มีก็ต้องถือว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ใช้ไม่ได้ ทหารจึงไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ เลยที่จะรองรับอนุญาตให้ทำปฏิวัติได้ ไม่มีครับ การทำปฏิวัติ ยังไงๆ ก้ผิดกฎหมาย ที่ผ่านๆ มาทหารที่ทำปฏิวัติเขาก็รู้ เขาถึงต้องเขียนกฏหมายนิรโทษให้ตัวคนปฏิวัติกันที่หลังทุกครั้งยังไงเล่า คุณปราชญ์เห็นจะเป็นคนเดียวที่ไม่รู้มั้งนี่

ในขณะเดียวกัน ผู้พิพากษาเขาทำหน้าที่ของเขา ตามกฏหมายครับ เขาสามารถ เขามีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกกหมายที่จะชี้ว่าใครทำถูกใครทำผิดกฏหมาย แล้วกรณีนี้ท่านกีรติก็ชี้แล้ว ที่ผ่านๆ มาฝ่ายตุลาการไทยในอดีตอ้อมๆ แอ้มๆ เกรงใจผู้มีอำนาจที่ถือปืนอยู่ต่างหาก ไม่ได้ทำหน้าที่เต็มที่ต่างหาก ไม่ใช่ว่าเกรงว่าการชี้ว่าอะไรถูกแรผิดกกหมายมันจะกลายเป็นว่าศาลเป็นการเมืองก้าวล่วงไปทำหน้าที่ปกป้องประชาธิปไตยแล้วมันจะไม่ดี เพราะคุณปราดว่างั้น เปล่าเลย เพียงว่าท่านกีรติทำหน้าที่ปกป้องกฏหมาย ม. 113 อาญา แล้วศาลท่านอื่นเผอิญไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องกฏหมายข้อนี้เต็มที่เท่านั้นแหละ การเปรียบศาลกับทหารเช่นนี้จึงเป็นเรื่องตลก ไร้สาระที่สุด ถ้าคุณคิดได้เพียงแค่นี้ อย่าดัดจริตเรียกตัวเองเป็นปราดปรูดแล้วอ้างหลักปรัชากฏหมายอะไรที่ฟังดูลึกๆ สูงๆ อีกต่อไปเลยครับ ถ้าจะอ้างก้ไปอ้างที่อื่น หรือถ้าจะอ้างในนี้ผมก็จะไม่เสียเวลาอ่าน แล้วผมก็คงไม่สามารถคุยกับคุณได้แล้วด้วย พระพุทธเจ้าท่านยังไม่โปรดบัวเหล่าที่สี่เลย โปรดไม่ขึ้น ผมเป็นแค่ศิษย์พระท่านจะเก่งกว่าท่านได้ยังไง ขอเชิญเป็นอาหารของปลาและเต่าไปเถิดตามสบาย

วินิจฉัยนั้นถูกต้องด้วยหลักนิ

วินิจฉัยนั้นถูกต้องด้วยหลักนิติธรรมแล้ว แต่แค่ท่านแสดงข้อวินิจฉัยแบบนี้แล้วถือว่าจบหน้าที่ ก็ต้องแสดงความเสียใจอย่างที่สุด

รธน.50

รธน.50 เป็นการยัดเยียดให้ประชาชน..อย่าเถียงว่าผ่านประชามติ..นั่นก็หลอกลวง..สรุปแล้วมันแค่กฎหมายโจร

ขอคารวะผู้พิพากษาเสียงข้างน้อ

ขอคารวะผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยท่านนี้ด้วยความจริงใจ นี่แหละตุลาการภิวัตน์หรือสุภาภิวัตน์ของจริง

รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมและไม่ควรได้รับการยอมรับ

ขอแสดงความคาราวะจากใจจริง ถึงความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง ไม่ไช่คอยแต่จะซุกหัวอยู่ใต้ชายกระโปรงของผู้ชนะเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าผู้ชนะคนนั้นจะดีหรือเลวแค่ไหนก็ตาม ขอกูอยู่รอดก็พอ ประเทศชาติไม่ไช่ของกูคนเดียว

ตกลงท่านผู้พิพากษารายนี้รายเดียวที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย แถมเป็นกฎหมายสูงสวุดของแผ่นดินซะด้วย คือ รธน. 2540 คารวะท่านอีกที

ตุลาการเช่นนี้ก็มีด้วย ไม่ได้

ตุลาการเช่นนี้ก็มีด้วย

ไม่ได้รับสายตรงจากสีเสาหรือไร

ถึงได้ทำค้านเป็นเสียงส่วนน้อยไม่เห็นด้วย

คนอย่างนี้ท่านสีเสาเรียกว่า

ทรยศต่อชาติ

ขายชาติ

เพราะไอ้ฮุนเซ็นมันเอาไปอ้างว่า

นี่ไงตุลาการยังไม่เห็นด้วยเลย

ท่านเป็นดั่งแสงเทียนในท่ามกลา

ท่านเป็นดั่งแสงเทียนในท่ามกลางความมืดมิดของกระบวนการยุติธรรมของไทย ขอชื่นชมและนับถืออย่างสุดซึ้ง

นิพวกเราคงไม่มีอำนาจไปตัดสินใ

นิพวกเราคงไม่มีอำนาจไปตัดสินในสิ่งที่ศาลตัดสินหรอก เพราะถ้าเราทำงั้นได้เราก็ต้องใหญ่กว่าศาลแล้ว
ถ้าคนไทยทุกคนเข้าใจก้อคงไม่มีใครไปเขียนบท ไปล็อบบี้ ให้เกิดตุลาการภิวัฒน์
(รึบางคนก็ใหญ่กว่าศาลจริงๆรึเปล่า ผมไม่แน่ใจ ฮะๆๆๆ)
ทีผ่านมาก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไร จนกระทั่ง...
ใครบางคนอยากนำศาลมาเป็นทางออกในการแก้ปัญหาบ้านเมือง เป็นกลไกในการทำเพื่อใคร...ซักกลุ่มคน
ตัดสินแบบให้เป็นไปตามความต้องการ โดยใช้ความเป็นศาล
คงคิดแล้วละว่ามันอาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาแต่ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าพอจะวิจารณ์ คนไทยลืมง่ายเด๋วก็จบ มาตั้งความหวังกับรัฐบาลปัจจุบันตามคำชี้แนะของอำมาตย์ แล้วเป็นไงละครับ บ้านเมืืองตอนนี้
ตอนนี้คงมี"ตุลาการ"บางท่านรู้แล้วว่า การทำตัวเสมือนเป็นกลไกแก้ปัญหาการเมือง ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาอย่างที่ใครบางคนบอก
แต่การทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการดีที่สุดในการแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง หวังว่า"ตุลาการ"ท่านอื่นๆ จะเห็นและพิจารณาถึงความเป็น"ตุลาการ"ของตนเองในซักวันนะครับ

ผมว่าเราต้องมองดูให้เห็นแก่นน

ผมว่าเราต้องมองดูให้เห็นแก่นนะครับ
สิ่งที่"ตุลาการ"ท่านนี้พยายามบอกคือ วิธีการที่ถูกต้อง
ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้น ก็แสดงอยู่แล้วว่าเป็นเสียงข้างน้อย
ดังนั้นจึงตกไป หลายคนเข้ามาเม้นท์ในที่นี้เพราะรู้สึกชื่นชมในวิธีการที่ถูกต้อง
ท่านกลางกระแสตุลาการภิวัฒน์ คงไม่มีใครกล่าวว่าท่าน
เพราะประชาธิปไตยนอกจากฟังเสียงส่วนใหญ่แล้วก้อต้องเคารพเสียงส่วนน้อย
สำหรับประเทศไทย ผมไม่รู้ว่าวิธีการที่ถูกต้องรึผลลัพท์ที่ถูกต้อง จะลงเอยอย่างไร
แต่สำหรับศาลผมเชื่อว่า วิธีการสำคัญกว่าผลลัพท์นะครับ
เพราะเป็นสถาบันทีจะ"พิสูจน์ผลลัพท์" ด้วยกระบวนการ ไม่ใช่สถาบันที่ "สร้างผลลัพท์" ด้วยกระบวนการ
ผมไม่รู้ว่าทำไมคนไทยเราต้องมาทะเลาะกันเพราะ เรื่องวิธีการกับผลลัพท์ กันด้วย

ระบบทุนนิยม กับ รัฐประหาร

ระบบทุนนิยม กับ รัฐประหาร อันไหนน่ากลัวกว่ากัน

ใช้อำนาจเงินฆ่าประชาชน ให้ตกอยู่ในห้วงแห่งการดิ้นรน

ใช้อำนาจทหารปลดปล่อยอำนาจเงินที่ผูกมัดประชาชน กล่าวคือจะล้างหนี้ให้ประชาชนก็ทำได้ นักธุรกิจจะรับได้ไหม

ความเสียหายจะกระทบนักธุรกิจมากกว่า ประชาชนจะได้รับอิสระภาพ

ที่ไปเรียนต่างประเทศมา ที่จบปริญญาเอกมา มันช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ ถึงได้คิดแต่เบียดเบียนผู้อื่น

ผมว่าคุณเป็นปราชญ์ ตัวจริงนะ

ผมว่าคุณเป็นปราชญ์ ตัวจริงนะ บางครั้งการที่จะพูดให้คนเราเข้าใจเนี่ยมันยากกว่าการใช้ปืนเสียอีก ถ้าระดับวุฒิภาวะดีแล้ว

หมายถึงมีคุณธรรม จริยธรรม ในจิตใจแล้ว เวลาที่เราพูดอะไรออกไป ด้วยเหตุ และผล อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ก็จะเข้า

ใจโดยง่าย ใช้หลักธรรม นำ ประชาธิปไตย แบบของท่านพุทธธาตุ ถ้าคุณทำได้คงไม่มีเหตุการณ์ปฏิวัติเกิดขึ้น

ไม่มีใครยอมอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไร คนดีย่อมแก้ไข คนจัญไรย่อมแก้ตัว สาธุ

ตอบแทน ผู้ใหญ่ :

ตอบแทน ผู้ใหญ่ : เรื่องอย่างนี้ ถ้าจะมีใครฆ่ากันจริงๆ เวลาที่คุณบินผ่าน ผมก็เอา F16 ตามไปยิงคุณก็ได้จะจบอย่างไร

คุณก็ตายอยู่ดี เพราะฉะนั้นอย่าเรียนแบบนิสัยสุนัขเพราะสุนัขมันชอบเห่า

กฏหมายโจร

กฏหมายโจร หมายความว่าอย่างไรครับ มีในพจนานุกรมรึปล่าว แล้วทำไมโจรถึงยังอยู่ในประเทศไทยได้ครับ

แล้วคนดีทำไมต้องไปอยู่ต่างประเทศครับ งง... ถ้าโจรออกกฏหมายได้แสดงว่าโจรมีอำนาจมากกว่า

พระมหากษัตริย์ รึปล่าวครับ คงเป็นไปไม่ได้ งั้นคำว่ากฏหมายโจรก็ไม่มีจริงใช่ไหมครับ อย่าพูดพล่อยๆครับ

ประวัติศาสตร์จะถูกบิดเบือนหมดครับ

คุณเสียผลประโยชน์อะไรรึปล่าวค

คุณเสียผลประโยชน์อะไรรึปล่าวครับ ถึงได้เกียจการปฏิวัติ ถ้าเกิดการปฏิวัติแล้วทหารสั่งซื้อน้ำมันจากคุณ

คุณก็จะสนับสนุนทหารใช่ไหมครับ คนที่ไม่ปรับปรุงตัว หรือปฏิวัติพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของตนเองจะเจริญได้อย่างไร

แน่นอนมันขัดต่อความรู้สึกของทุกคนที่เคยชินกับพฤติกรรมเดิมๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ถ้าเข้าใจ

ได้ก็จะรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่ กว่าจิตใจที่คับแคบ

อย่าดึงฟ้าลงมาบนแผ่นดิน

อย่าดึงฟ้าลงมาบนแผ่นดิน รู้ได้อย่างไรว่าควรหรือมิควร อย่าคิดไปเอง ถ้าเช่นนั้นทุกคนก็ทำดีเหมือนกันหมด

ยกเว้นคนที่ไปทำงานต่างประเทศ ไม่ได้ทำงานสนองพระคุณแผ่นดิน

ท่านกำลังพูดถึง

ท่านกำลังพูดถึง สถานะของผู้ร้อง (ปปช.) ว่ามีอำนาจหรือสถานะที่จะฟ้องร้องได้หรือไม่

ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

จากคำกล่าวอ้างทั้งสองข้อความ จะเห็นว่า

ผู้ร้องซึ่งมีความยินยอมด้วยระบอบพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นั่นหมายถึงสถานะของผู้ร้องแล้วอย่างนี้มีอำนาจรึปล่าว

ถ้าการกล่าวอ้างเป็นเท็จหมายถึงแอบอ้าง ระบอบพระมหากษัตริย์ในสถานะผู้ร้อง ย่อมมีความผิด

น่าชื่นชมท่านนะ

น่าชื่นชมท่านนะ นอกจากจะกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วยังมองไปไกลถึงอนาคตของประเทศด้วยนะ ใครเค้าจะยอมรับประเทศของเรา ไม่พอใจก็รัฐประหาร ประเทศเราก็มีคนเก่งๆเยอะแยะนะแต่ถ้าเจอแบบนี้เข้าไปใครเค้าจะกล้าออกมารับใช้ประชาชน เก่งเกิน เด่นเกิน ก็โดนสกัดดาวรุ่ง ไม่ว่าใครคนใดเก่งๆ เด่นๆ ขึ้นมา ก็จะโดนแบบเดียวกันหมด ตั้งแต่ในอดีตแล้ว แล้วก็คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้เรื่อยไป เป็นวงจรอุบาทว์ เป็นกรรมของประเทศต่อไป ผลสุดท้ายแล้วประเทศก็จะเจริญและเติบโตช้าแล้วกลับมาลงท้ายกับประชาชน แนวทางในการคิดและบริหารมันไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหรอก ประชาชนเค้าจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของเค้าเอง เดี๋ยวนี้โลกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว ยังมัวแค่คลานกันอยู่แบบนี้จะตามเค้าทันได้อย่างไร

ลองนึกกลับไปสมัยพระพุทธองค์ก่อนจะตรัสรู้ ท่านได้ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก แต่แล้วก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักทีว่าอะไรคือความสุขที่แ้ท้จริงและยั่งยืน จึงได้ทรงอธิษฐานและวางบาตรลงในแม่น้ำ หากบาตรลอยทวนน้ำ แปลว่าท่านจะได้พบกับคำตอบที่ตามหาอยู่ ไม่น่าเชื่อบาตรลอยทวนน้ำได้ จนทำให้พระองค์มีกำลังใจกลับไปบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ในที่สุด ให้คิดถึงเหตุการณ์นี้เปรียบเทียบกับการพายเรือทวนน้ำ เปรียบกระแสน้ำเป็นดั่งกิเลสแรงเสียดสีจากสังคม การพายเรือทวนน้ำก็คือการยืนหยัดในการทำความดีและสิ่งที่ถูกต้อง ใครไม่สามารถทนทานต่อกิเลสต่ออำนาจก็จะลอยตามน้ำไป อยากให้ท่านนึกถึงพระพุทธองค์เป็นตัวอย่าง อย่าเพิ่งท้อและทำความดี พายเรือทวนน้ำต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้มันจะยากลำบากแสนเข็ญเพียงใดก็ตาม
ขอให้ท่านรักษาคุณงามความดีของท่านไว้

ท่านได้กลายเป็นผู้พิพากษาคนแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเราที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจซึ่งได้มาอย่างไม่ถูกต้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร นับถือๆ กราบได้อย่างไม่อายใครเลยจริงๆ

เห็นช้างขี้ อย่าไปขี้ตามน้ำ ใครบ้าบอคอแตกไปตามรัฐประหารก็ปล่อยเขาไป พวกนี้แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่มานาน ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกแล้ว ปล่อยเขาไป แล้วเวรกรรมจะกลับมาสนองเขาเอง

ประเทศชาติต้องการคนกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างท่านอีกเยอะแยะ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชาติไทยด้วยกัน ลบล้างอคติ พัฒนาทัศนคติ สักวันหนึ่งไทยเราจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง คอยดูก็แล้วกัน

ความเป็นจริงก็เห็นกันอยู่

ความเป็นจริงก็เห็นกันอยู่

สนธิแรกในหลวงเรียกไปเข้าเฝ้าตรัสว่าเกี่ยวกับการรัฐประหาร มันยังเฉย จงรักภักดีจิงๆ

สนธิสอง ปิดเส้นทางพระราชดำเนิน จนพระองค์ทรงต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่ พอเปลี่ยนเส้นทางถึงจะหลีกให้
ความรู้สึกช้า จงรักภักดีอีกคน

ส่วนนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน ในหลวงทรงเรียกเข้าเฝ้า ดันเลือกไปปาฐกถา นี่ก็จงรักภักดีเหลือเกิน

สังคมปัจจุบันมันเป็นอะไร ชอบเทิดทูนคนดีแบบนี้หรอ คำว่าจงรักภักดีคุณพูดกันแค่ลมปากหรือไง

หนึ่ง

หนึ่ง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าศาลมีพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปกปักรักษาประชาธิปไตย

สอง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าหากศาลรับรองรัฐประหาร ย่อมเป็นการส่งเสริมให้เกิดรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป

สาม ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าโลกปัจจุบัน นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อกาละและเทศะเปลี่ยนไปจากเดิม ศาลจึงไม่อาจรับรองรัฐประหาร ดังที่เคยปรากฏตามคำพิพากษาในอดีต

ขอคารวะในความกล้าหาญ ความกล้าที่จะเป็นหินก้อนแรกของท่านผู้พิพากษากีรติ กาญจนรินทร์ หินก้อนแรกที่หย่อนลงไปในสายธารประวัติศาสตร์ ประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่า...

ในนิติรัฐ “แบบไทยๆ” และประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” เป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ยอมรับรัฐประหาร

คนทุกคนเมื่อได้รับทราบคำพิพากษาก็มีสิทธิที่จะคิดและวินิจฉัยว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่ สำหรับผมแล้วเห็นด้วยกับผู้พิพากษาท่านนี้ครับ สังคมเปลี่ยนเท่ากับข้อเท็จจริงเปลี่ยน กฎหมายยังแก้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ แนวทางคำพิพากษาศาลฏีกาก็ต้องเปลี่ยนได้เช่นกัน อยากเห็นศาลพิพากษาว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอำนาจที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องเช่นการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเวลามีการซื้อเสียง จ้างลงสมัครเลือกตั้ง ศาลยังเคยวินิจฉัยว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการปฎิวัติรัฐประหารก็เช่นเดียวกัน

แล้วคุณปราชญ์

แล้วคุณปราชญ์ คิดว่าผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีคุณสมัคร โดยตีความจากพจนานุกรมเป็นอย่างไร ถูกต้องหรือครับ แม้แต่คดีคุณทักษิณที่ตัดสินให้ผู้ซื้อที่ดินไม่ผิด แต่ตัดสินคนที่ลงชื่อนุญาตในฐานะคู่สมรส ซึ่งเป็นการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติกลับมีความผิด ลองอธิบายหน่อยครับ