ปากคำคนข่าวกัมพูชา: "สื่อของกัมพูชาตอนนี้ระมัดระวังสูง แต่ส่วนมากไม่กล้าเสนอแบบโง่ๆ หรือเสนอแบบตามใจฉัน"

นายสม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์CTN กัมพูชา

11 พ.ย. นายสม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์CTN (Cambodian Television Network) กัมพูชา ร่วมเสวนาเรื่อง หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาว่าถึงอย่างไรก็ไว้ใจผู้นำว่าจะสามารถทำให้ปัญหายุติลงได้ พร้อมระบุว่าสื่อกัมพูชาระมัดระวังในการนำเสนอข่าวอย่างมาก เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนจากกรณีเผาสถานทูตไทยในกัมพูชามาแล้ว

"ถึงอย่างไรก็ไว้ใจผู้นำ เราต้องคิดดีเพื่อให้สถานการณ์ที่เลวร้ายเป็นไปในทางที่ดี ผมเห็นหัวอกคนทำมาค้าขายที่กัมพูชาเพราะว่าทุกคนก็พะวง ถึงอย่างไรก็ขออย่าให้ถึงกับปิดพรมแดน เพราะมันจะกระทบทั้งสองฝ่าย เพราะธุรกิจที่คนไทยส่งไปที่กัมพูชามีมูลค่ากว่าสองพันล้านเหรียญต่อปี ในปีที่แล้ว และสินค้าของกัมพูชามีมูลค่า 90 ล้านเหรียญ ต่างกันเยอะ บางสื่อก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าทางไทยจะกระทบมาก เพราะไทยส่งสินค้าไปในกัมพูชาเยอะ แต่ว่าก็กระทบต่อคนกัมพูชาอยู่เยอะเหมือนกันเพราะคนกัมพูชาก็ได้กำไรจากการค้าขายสินค้าไทย"

นายสม ไชยายังกล่าวด้วยว่าตอนที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร คนกัมพูชาชอบและสนับสนุนสินค้าไทยมาก ทั้งนี้เพราะพรมแดนที่ติดกับกัมพูชาก็คือไทย ลาวและเวียดนาม โดยที่ชาวกัมพูชานิยมเดินทางมาเมืองไทยมาก ทั้งมาเพื่อรักการรักษาทางการแพทย์หรือมาเพื่อซื้อสินค้า

"มาม่านี่คือสิ่งที่รู้จักกันดี การรักษาก็มาที่ศิริราช แต่ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนั้นก็เริ่มถอยลง และตั้งแต่ 1 เดือนนี้ ก็มีคนมาไทยน้อยลงมาก และบางคนมารักษาโรค ก็มาเช้ากลับเย็น รีบกลับ บางคนก็เปลี่ยนไปเวียดนามแทน และบางคนก็ไปสิงคโปร์ สินค้าไทยก็ยังขายเหมือนเดิม ยังมีคนสนับสนุนอยู่ แต่ว่าทางเวียดนามก็พยายามผลักสินค้าของเวียดนามเข้ามาเหมือนกัน แม้ว่าคนกัมพูชาจะไม่ชอบมากนักเพราะเปรียบเทียบแล้วคนกัมพูชาชอบสินค้าไทยมากว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็มีสินค้าจากจีนและเกาหลีด้วย"

"ที่น่าห่วงก็คือ แต่ละคนคงไม่คิดว่าจะมีการทำให้กระทบของสองประเทศ เพราะท่านฮุนเซนก็ประกาศแล้วว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่างท่านกับท่านอภิสิทธิ์ คงไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งสองประเทศ และตอนนี้เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มอ่อน และท่านฮุนเซนก็กล่าวว่าถ้าไทยทำอะไร ทางกัมพูชาก็จะทำตาม คือถ้าไทยปิดสถานทูตกัมพูชาก็จะปิดด้วย ประชาชนที่กรุงพนมเปญ ก็ไม่มีความรู้สึกอะไร เฉยๆ ติดตามข่าวแต่ไม่ตื่นตระหนกมาก ไม่กังวลเรื่องสินค้าไทยจะไม่มีขาย"
 
บรรณาธิการของ CTN วิเคราะห์สถานการณ์สื่อในกัมพูชาต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าปัจจุบันมีสื่อที่หลากหลายขึ้นและประชาชนมีความรู้มากขึ้น  เขาเชื่อว่าในปัจจุบันนี้น่าะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงในกัมพูชาที่มีผลมาจากข่าวลือดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีการเผาสถานทูตไทย ซึ่งในขณะนั้นมีสื่อน้อยและคนยังมีความรู้ไม่มาก ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว

"ก่อนหน้านี่มีการเผาสถานทูตเพราะสื่อมีน้อยประชาชนมีหลายฝักฝ่าย ความรู้ไม่มาก แต่ถ้าถามว่าจะมีการเผาสถานทูตอีกไหม คิดว่าไม่มี ถามว่าทำไมเร็วขนาดนั้น ตอนนั้นท่านก็ทราบนะครับว่าเรื่องนครวัด แล้วสื่อมวลชนก็เสนอปลุกกระแสจนกระทั่งเผาสถานทูต เปรียบเทียบกับตอนนี้ รัฐบาลเอาใจใส่และระมัดระวังรวมทั้งสื่อเสนอด้วยความระมัดระวัง เพราะมีบทเรียนมาแล้ว เรื่องการเพิ่มเติมโดยไม่พิจารณาและคำนึงถึงสวัสดิภาพที่จะปะทะกันร้ายแรง เช่น เขาพระวิหารนี่เราก็ระมัดระวังที่สุดเลย เพราะเราไม่อยากให้กระทบกระทั่งกัน แล้วทางสื่อของกัมพูชาตอนนี้ระมัดระวังสูง แต่ส่วนมากไม่กล้าเสนอแบบโง่ๆ หรือเสนอแบบตามใจฉัน เพราะกระแสนี้จะทำให้สนุกถึงใจของคนบางคน และเราก็ไม่รู้ว่ามือที่สามจะมาอย่างไร เพราะอันตรายอยู่ในที่มืด เพราะคนกัมพูชามบทเรียนจากทั้งจาก สงคราม ที่ตายเป็นล้าน คนที่พนมเปญกลัวการชุมนุมเพราะกลัวการแทรกแซง รัฐบาลเองก็ระมัดระวังเพราะว่ามือที่สามจะฉวยโอกาสได้ทุกเวลา"

บรรณาธิการผู้นี้กล่าวต่อไปด้วยถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและกัมพูชาที่กำลังเติบโต และโอกาสที่ไทยและกัมพูชาจะได้เจรจากัน "ขณะนี้ทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างไทยกัมพนมเปญปลายปีนี้จะเริ่มสร้างแล้ว ทางรถไฟสายนี้ก็สำคัญนะครับ ผมดูแล้วคงเจอกันแล้วหาทางคุยกันเช่นท่านสุรินทร์ ท่านได้ส่งสาส์นไปแล้วขอให้คุยกัน และการประชุมเอเปกที่สิงคโปร์วันที่ 15 ที่จะถึงนี้ ที่อภิสิทธิ์จะนั่งเป็นประธาน ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ต้องคิดให้ดีครับเพราะยุคนี้เขาแข่งกันเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ต้องรอบคอบและเรียนรู้"

"ยากนะครับ ตลาดถ้าปิดนี่ เราปล่อยทิ้งให้หญ้าขึ้น ก็มีงูอีกนะ รักษาไว้เถอะเรื่องการค้ามีหลายบริษัทคนไทยที่ปิดม้วนเสื่อกลับมา ผมเคยบอกเพื่อนๆ ว่ามาลงทุนเถอะที่กัมพูชาน้ำยังตื้นอยู่ และสินค้าไทยบางอย่างเวียดนามไม่ให้เข้าแต่ไหลผ่านจากัมพูชาไป ผมคิดว่าถ้าท่านทักษิณกลับไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี่คือข่าว มันก็อย่างนี้ละครับ คนค้าขายก็สู้กันไป นักการเมืองก็ทำแบบนักการเมือง สื่อก็ทำหน้าที่ไป แต่เราเน้นไม่ปลุกระดม คนกัมพูชาเขาจะเข็ดเรื่องที่โดนมาแล้วเขาจะระมัดระวัง เรื่องเผาสถานทูต ผู้ว่าฯ โดนไล่ออกทันที คุมไม่ทันจริงๆ แล้วตอนนั้นผมก็ติดต่อท่านนายกฮุนเซน ท่านไม่มีคำพูดอะไรนอกจากบอกว่าต้องชดใช้เขา เสียใจ ขอโทษเขา มีทางเดียว ตัวผมเองผมระมัดระวังไม่เสนอข่าวให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่" นายสม ไชยา กล่าวในที่สุด

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์