เสวนา: หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา

 
 
วันพุธที่ 11 พ.ย. 2552 จัดโดยโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. จัดการเสวนาเรื่อง หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สมศักดิ์ รินเรืองสิน นายสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา, วิชัย กุลวุฒิวิลาส กรรมการผู้จัดการสไมล์ภัณฑ์ จำกัด, ปรีดา สามแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท PD Intertrade 92 จำกัด, สม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์ CTN กัมพูชา(อ่านคำอภิปราย คลิกที่นี่) , ประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.พิภพ อุดร และกล่าวปัจฉิมกถาโดย ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
000
วอนเถอะครับ คณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผมไม่คิดว่าการเมืองจะทะเลาะกันเองแล้วทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ผมไม่คิดอย่างนั้น
สมศักดิ์ รินเรืองสิน นายสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา
ผมเพิ่งเดินทางไปจีน และเมื่อกลับมาก็ดูแต่จากข่าวและสถานการณ์ถ้าถามว่าตึงเครียดไหม จากประสบการณ์สิบกว่าปีเราก็อาจจะมีปัญหากันบ้างแต่ไม่รุนแรงมาก ส่วนมากไม่ค่อยกระทบ จะมีกระทบก็คือข่าวลือ เวลาที่เกิดอะไรขึ้น คนของกัมพูชาก็อาจจะลืออีกอย่าง สื่อจะต่อเติม เติมเชื้อเข้าไป ตอนนี้สถานการณ์ผมเช็คแล้วที่พนมเปญ ก็ยังปกติ ไม่มีอะไร พ่อค้าหรือคนที่ค้าขายในตัวเมืองก็ไม่มีใครที่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ อาจจะมีบ้างสำหรับคนที่ติดตามเรื่องการเมือง แต่คนที่ค้าขายก็อาจจะพะวงว่าจะไม่มีสินค้าขายหรือบริโภค
ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงที่ขายดีผิดปกติ คนอาจจะซื้อไปเก็บเพราะเขาเคยมีประสบการณ์เวลาที่มีปัญหา ส่วนด้านอื่นๆ เช่น ธนาคาร ตอนนี้ผมยังไม่รู้ เผอิญผมได้มีโอกาสคุยกับรัฐมนตรีว่าจะพยายามไม่ให้กระทบเอกชน จะไม่มีการปิดด่าน ผมก็รับนโยบายมา เราไม่ทำงานเรื่องการเมือง แต่เรารับข้อมูลมาเพื่อให้คนที่มีเครือข่ายว่าเราจะทำงานอย่างไร จะดำเนินการอย่างไร
ผมคิดว่าตอนนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนตัวเองก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อ ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายก็คงกำลังแก้ไขอยู่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไขกันเอง การบอกว่าเราได้ดุลการค้า ผมคิดว่าเราเกี่ยวข้องกันหมด ถ้าเกิดเป็นปัญหา ทั้งสองชาติก็ต้องพะวงต้องมีผลกระทบมาก บรรพบุรุษผมสอนว่า บ้านใกล้เรือนเคียง บ้านติดกันรั้วติดกัน ถ้ามีปัญหาก็อยู่กันไม่เป็นสุขไม่ว่าเราหรือเขา
สำหรับสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา เราตั้งสมาคมเป็นที่พบปะและอำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้าไทย ผมก็เป็นผู้ประสานงานคนหนึ่งที่เป็นผู้รวมอยู่ในสมาคม ส่วนที่ถามว่าเราอยากจะวิงวอนอะไร ผมเองเป็นผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุดตอนที่สถานทูตไทยถูกเผาเนื่องจากเกิดขึ้นจากข่าวลือ คนไทยถามว่าที่นั่นสถานการณ์เป็นอย่างไร ผมก็บอกว่าประเทศเขาเพิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมา ประชาชนเขาก็มีหลายชนชั้นมีตั้งแต่รากหญ้า คนที่เป็นพ่อค้า คหบดี ซึ่งลึกๆ แล้วชนชั้นรากหญ้าของเขาอยู่ตามตะเข็บชายแดน เขามีประสบการณ์ เขาก็จะเตรียมตัว แต่ของเราแค่กลัวเพราะเราไม่มีประสบการณ์ ผมคิดว่าถึงอย่างไรคนชั้นรากหญ้าของกัมพูชาเองเขาก็ไม่ต้องการเรื่องปัญหาระหว่างเพื่อนบ้าน เช่น การปิดด่าน เพราะเขาเองก็ไปมาหาสู่กับเรา ชายแดนเราที่ปักปันกันไม่ได้ ทราบว่าประวัติศาสตร์มันยาวนาน ไม่เป็นเส้นตรง อยู่กันมายาวนาน คนไทยก็อาจจะเป็นเขยกัมพูชา หรือกัมพูชามาเป็นสะใภ้ไทย เขาก็ไม่ต้องการเกิดเรื่องพวกนี้
ผมไม่กล้าพูดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ภาวนาว่ามันไม่น่าจะเกิดอีก เพราะเกิดอีกครั้งนี้มานั่งคิดถึงเรืองเก่า ก็มีผลเสียหายกันสองฝ่ายไม่ทางตรงก็ทางอ้อม กัมพูชาเขารุ่งเรืองขึ้นมาเร็วมาก เพราะคนที่มองเห็นทรัพยากร หรือศักยภาพของกัมพูชา มีคนไปลงทุนเยอะแยะ ไม่ใช่เฉพาะเรา ผมได้มีโอกาสได้พบรัฐมนตรี ก็ขอให้ช่วยกระจายข่าวไปว่าพยายามไม่กระทบไม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมก็อยากจะเรียนจริงๆ ว่าทำใจว่ายังไงก็ต้องกระทบ ก็อยากให้ช่วยกันดูแล ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เหมือนเดิมๆ
ผมก็คิดว่ายังถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ ผนวกกับหลักของกัมพูชาที่ว่าจะไม่ทำอะไรก่อนแต่จะทำตามท่าทีของไทย ผมยังยืนยันว่าสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการ ราคาสมกับคุณภาพ ผมอยากให้คนที่จะไปค้าขายให้ทำเรื่องคุณภาพ แม้จีนกับเวียดนามได้เปรียบเรื่องที่ตั้งและลอจิสติกส์ แต่ถ้าเราทำเรื่องคุณภาพ เทียบแล้วเรายังสู้ได้ ส่วนเรื่องการเมืองก็วอนเถอะครับ คณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผมไม่คิดว่าการเมืองจะทะเลาะกันเองแล้วทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ผมไม่คิดอย่างนั้น
000
“ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะปรับไปสู่การเจรจาและสันติภาพ และไม่ต้องเห็นไม้กั้นชายแดน เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเดียวกันหมด”
วิชัย กุลวุฒิวิลาส กรรมการผู้จัดการสไมล์ภัณฑ์ จำกัด
ผมทำธุรกิจอยู่ในกัมพูชาสิบกว่าปีแล้วเพิ่งฉลองครบรอบสิบปี ผมใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย แล้วส่งออกไปกัมพูชา เมื่อสิบกว่าปีก่อนกัมพูชาค่อนข้างนิยมบริโภคสินค้าไทย ไม่ค่อยนิยมของเวียดนาม ประมาณปี ค.ศ. 1999 ค่อนข้างทำตลาดได้ง่ายเพราะคู่แข่งขันน้อย ผมไปสร้างแบรนด์อยู่และใช้ความพยายามเสนอสินค้าในกัมพูชา แต่ ณ วันนี้กัมพูชามีนักลงทุนต่างประเทศทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนามเริ่มลงทุนในกัมพูชามากขึ้น เศรษฐกิจกัมพูชาดีขึ้น ศักยภาพของประเทศกัมพูชามั่นคง น่าลงทุน ผมต้องแข่งกับสินค้าในประเทศเวียดนาม เมื่ออดีตสินค้าเวียดนามทำการตลาดไม่เป็นขายแต่ราคาถูก ทำโฆษณาไม่เป็น ผมต้องแข่งกับจีน ตอนนี้จีน เกาหลี เวียดนาม เริ่มทำโปรโมชั่น เค้กก้อนนี้หดน้อยลง
ปัญหาเรื่องชายแดนมีผลกระทบด้านจิตใจเพราะข่าวลือสองประเทศค่อนข้างอันตรายมาก เอเย่นต์ของผมก็ตกใจรีบสั่งสินค้า เคยสั่งร้อยลัง ก็สั่งมาทีละพันลัง ผมก็บอกเขาว่าคุณสั่งมาผมก็ผลิตไมได้ เพื่อนผมจะมาประเทศไทยก็ถามว่าอันตรายไหม ผมว่าเรื่องข่าวลือนั้นถ้าเราปรับความเข้าใจ ถามว่ามีผลกระทบไหม ผมว่ามี ผมก็พยายามอธิบายกับเอเย่นต์ของผมที่อยู่ในกัมพูชา ผมบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่เราต้องรับผิดอบร่วมกันเพราะเราทำงานกันมาสิบกว่าปี เราต้องพยายามยึดพื้นที่ตลาดของกัมพูชาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เวียดนามทุกวันนี้เข้ามามีบทบาทมา อย่างบะหมี่อย่างมาม่า ไวไว แต่เดี๋ยวนี้จะเห็นบะหมี่เวียดนามมาเป็นส่วนแบ่งตลาด และนักธุรกิจในกัมพูชาเริ่มปรับตัวให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลทั้งสองฝั่งคงจะแก้วิกฤตและปัญหาตรงนี้ได้
ผมคิดว่าผู้นำคงคิดว่าไม่ปิดด่านเพราะถ้าปิดด่าน ก็จะเสียเค้กก้อนนี้ไป แม้ประชากรกัมพูชามีสิบกว่าล้านคน แต่สินค้าอีกหกสิบเปอร์เซ็นต์ถูกส่งไปบริโภคในเวียดนาม ผมคิดว่าเอเย่นต์ที่ค้าขายกับผมและที่มีสต็อกอยู่ในกัมพูชาน่าจะพอได้ แต่ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะปรับไปสู่การเจรจาและสันติภาพ และไม่ต้องเห็นไม้กั้นชายแดน เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเดียวกันหมด ณ วันนี้นักธุรกิจไทยปรับตัวได้แล้ว รับรู้และเตรียมพร้อมสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
เศรษฐีเมืองไทยติดอันดับโลกเริ่มต้นจากที่ไหน เครื่องดื่มกระทิงแดงเริ่มต้นใช้ฐานประเทศไทย ส่งออกไปกัมพูชา เวียดนาม พม่า จีน จนประสบความสำเร็จ สมัยก่อนสินค้าที่เข้าก่อนได้เปรียบ เศรษฐีไทยที่ติดอันดับโลกเราควรจะภาคภูมิใจ ใช้พื้นฐานการผลิตในประเทศไทยทั้งหมดเลย
เมื่อก่อนผมก็ซื้อมาขายไปในประเทศลาวใช้เส้นทางหมายเลขเก้า เราจะยึดเวียดนามได้อย่างไร ถ้าเราใช้ฐานกัมพูชาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมก็เลยใช้เส้นทางหมายเลขเก้าออกไปทางท่าเรือดานัง ในยุคสงครามเย็น รัสเซียได้สั่งสินค้าของประเทศไทยผ่านจังหวัดมุกดาหาร ทั้งสบู่ ยาสีฟัน บอดี้โลชั่น ผมเข้าไปเวียดนามก็ไปเห็นว่าสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าไทย สามแม่ครัว ผมเห็นแล้วรู้สึกน่าอิจฉา ความโชคดีของแต่ละแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เข้าไปล่างเซิง เวียดนาม มีแต่ลิปสติกของไทย บรัชออน ของไทย มีกระทิงแดง มีสามแม่ครัว  ผมก็เริ่มเห็นช่องทางแต่จะประสบความสำเร็จในเวียดนามได้ก็ต้องอาศัยฐานในกัมพูชา เข้าสู่โฮจิมินห์ ฐานในลาวเข้าทางเหนือของเวียดนาม ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในเวียดนามต้องใช้ฐานสุวรรรณเขตในลาวและพนมเปญ ในกัมพูชา
เดิมที่ผมไม่สามารถเข้าไปค้าขายกับเวียดนามได้ ผมใช้ความพยายามอยู่หลายปี จนกระทั่งมีตลาดในเวียดนาม เราเป็นเอสเอ็มอี ค่อนข้างลำบาก จะทำอย่างไรให้ใช้ฐานตรงนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ธุรกิจขนาดใหญ่เขาเริ่มต้นจากอินโดจีนทั้งนั้นแหละครับ ผมเองได้ถามส่วนต่างๆ ของกัมพูชาถามข้าราชการ ทหารกัมพูชาก็ไม่อยากรบแล้ว ผมคิดว่าพลเอกชาติชาย ชุณหวัณคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไม่มีใครอยากรบมีแต่คนอยากค้าขาย นักธุรกิจไทยวันนี้เริ่มปรับตัวได้แล้ว
ข่าวลือทั้งสองประเทศค่อนข้างมีปัญหามาก เพราะผมก็ตกใจ ผมว่าปัญหาในโลกนี้มีการแก้ไขได้ เยอรมันก็เพิ่งเฉลิมฉลองกำแพงเบอร์ลินไม่นานมานี้ เขาก็รวมกันได้ ผมอยากบอกรัฐบาลว่าธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นกำลังสำคัญของชาติ ช่วยดูและให้เติบโตไปภายภาคหน้า ขอให้ช่วยสนับสนุนและมีการเจรจาให้เกิดสันติภาพในอินโดจีนครับ
 
000
“เราไม่เคยเจอภาวะสงคราม เราก็ไม่ควรเข้าไปสู่จุดนั้น อย่าอยากเลยครับ สงครามมันเกิดง่ายครับแต่เวลาจบมันยากมากๆ”
 
ปรีดา สามแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท PD Intertrade 92 จำกัด
ผมอยู่แถวโรงเกลือ สระแก้ว ผมเรียนอย่างนี้ชัดๆ เลยว่า เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอย่าไปเทียวทะเลาะกับลูกค้า กัมพูชาค้าขายกับเราเจ็ดหมื่นล้าน มีเหตุผลอะไรที่จะไปทะเลาะกับลูกค้า เราทำการค้าไม่ควรทะเลาะกับลูกค้า ถ้าเราทะเลาะกับลูกค้ารายนี้ เราจะทะเลาะกับอีกหลายรายหรือเปล่า นี่ผมพูดในมุมมองพ่อค้าขายชายแดน เจอมาทุกรูปแบบตั้งแต่ปฏิวัติกับเผาสถานทูต ตอนที่กัมพูชามีการปฏิวัติ ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่องบินกลับ ตอนนั้นการข่าวดีผมเตรียมการล่วงหน้าสองเดือน ผมเก็บกระเป๋าทุกอย่างตู้เซฟกวาดเรียบ เครื่องบินออกสี่โมงครึ่ง ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่องการบินไทยทัน ผมค้าขายมาปีนี้เป็นปีที่สิบแปด นี่คือประสบการณ์ของคนไทย ผมเองยังออกมาทันแต่อีกหลายร้อยชีวิตที่ออกมาไม่ทันเขาจะอยู่อย่างไร ถ้าเกิดอะไรรุนแรงขึ้นมา แล้วมีการปิดด่าน แล้วคนไทยในนั้นที่ไม่สามารถทิ้งงานได้ หลายร้อยชีวิตนะครับไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราอยู่ในฐานะของพ่อค้าสิ่งที่เราเตรียมตัวตอนนี้ คือลดสต็อก เร่งระดมเก็บเงิน เพิ่งเวรยาม ดูแลความปลอดภัยให้มากขึ้นประสานเจ้าหน้าที่ระดับเขต เพื่อเตรียมเวลาฉุกเฉิน เราทำอย่างนั้นทุกครั้ง แล้วความรู้สึกไม่ต้องไปถามหรอกครับ ก็กลัวตายทุกคน แล้วสังเกตไหมครับทุกครั้งต้องมีเครื่องบินไปรับ กรณีผมยังดีที่ทัน ถ้าไม่ทันละครับ ก็ต้องไปนอนตามโรงแรมตามบ้านเพื่อน ตามชานเมือง หรือตามส่วนที่อยู่ตรงชายแดน ตอนนี้สิ่งที่เห็นชัดๆ คือลูกค้าฝั่งโน้นลดออเดอร์ เพราะต้องการดูทิศทางให้ชัดเจนว่าจะไปทางไหน จะปิดด่านไหม ส่วนของเราก็จะรับออเดอร์แต่เราไม่ส่ง เพราะเรากลัวว่าเราจ่ายเงินซื้อสินค้าไปแล้ว แต่ส่งสินค้าไม่ได้ ของบางอย่างขายคนอื่นไม่ได้ต้องขายคนๆ นี้ แล้วถ้าปิดนานจะทำอย่างไร
ในแง่คนกัมพูชาเอง เอาง่ายๆ เรื่องเขาพระวิหาร ไม่ทันยิงกันเท่าไหร่หรอกครับ พอข่าวออกก็หอบลูกจูงหลาน เดินตามถนนเป็นหมื่นๆ คนเดินตามถนนที่ปอยเปตเพื่อหนีให้ไกลที่สุดให้พ้นรัศมีปืนใหญ่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เขาก็กลัว เราเองก็กลัวนะครับไม่ใช่ไม่กลัว แล้วตอนนี้น้ำมันขึ้นเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว คนที่ใช้รถยนต์มีการกักตุนน้ำมัน รถยนต์น่ะไม่ได้ขับหรอกครับเวลาอพยพ เพราะไม่มีถนนให้ขับ คนเดินเต็มถนน ในทางปฏิบัติคุณใช้ได้แค่จักรยาน ผมเคยใช้แค่จักรยาน กระเป๋าเป้และน้ำดื่ม ผมถ่มลูกน้องเขจ่าบอกลูกพี่รถขับออกจากบ้านไม่ได้เลย ตอนนั้นรถยนต์ราคาหมื่นดอลล่าร์มีคนมาขายสองพันห้าร้อยดอลล่าร์เท่านั้น และตอนนี้ เริ่มมีกระแสแล้ว บางคนเริ่มอยากขายรถทิ้งแล้ว บางคนอยากขายที่ดินถูกๆ เพราะความไม่แน่นอน
ประเด็นหลักในฐานะของพ่อค้าที่ทำการค้างกับกัมพูชาสิบแปดปีเต็มๆ ผ่านมาทุกเรื่องทุกรูปแบบ สิ่งที่ผมย้ำคือ ของวิงวอนว่ากรุณาอย่าปิดด่านเลยครับ เรื่องอะไรที่เราต้องไปทะเลากับลุกค้า ไม่มีความจำเป็นต้องไปทะเลาะกับลูกค้าตัวเอง ถ้าเราต้องการให้ประเทศเรามีเพื่อนบ้านที่ดี ไม่ต้องนอนกลัวว่าข้างบ้านจะเอาปืนมายิงหรือเปล่า เราต้องให้เพื่อนบ้านช่วยดูแลบ้านเราด้วย อย่าไปทะเลาะกับลูกค้าของเราเองและเขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วย กัมพูชาเป็นประชาธิปไตยนะครับเขามีการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกับลาว เวียดนามและพม่า ชาวบ้านกัมพูชาระดับล่างสุดก็มีการค้าขายกับเรา อย่างมะพร้าวอ่อนลูกละหกบาท ผักจากตลาดไทยห้าทุ่มไปถึงตลาดโรงเกลือ แล้วครับ ผัก ผลไม้ทุกชนิดแม้กระทั่งดอกกล้วยไม้ทุกวันพระ คุณไปดูสิ เขาซื้อมาจากตลาดไทยทั้งนั้น คุณไปดูสิ ขายกำละสามบาท แล้วทุกวันนี้เรายังมีอุตสาหกรรมที่ยังเหลืออยู่บ้างที่เป็นธุรกิจคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณรู้ไหมปิดชายแดนสองเดือนเงินหมุนไม่ทันมันก็ช็อตนะครับ เช็คคุณเขียนไปแล้ว ของยังไม่ได้ เอาเงินที่ไหนไปจ่าย เพราะฉะนั้นขอวิงวอนไปทางรัฐบาลขอความกรุณเถอะครับอย่าทะเลาะกับลูกค้าตัวเอง ไม่มีความจำเป็นต้องทะเลาะกับลูกค้ารายใหญ่ครับ
ผมเดาว่ามีแนวโน้มแปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าจะมีการปิดพรมแดน ใจผมไม่อยากให้ปิด แต่ในใจลึกๆ เรามองว่าโอกาสปิดมันสูง ทีนี้ถ้ามีการปิดด่านความเดือดร้อนมันจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปัตตานีเลยครับ ชาวเขมรไปทำทางสามจังหวัดใต้เยอะนะครับเป็นมุสลิมกัมพูชา ต่อมาก็ตามสมุทรสาคร สมุทรปราการ บางส่วนเขาเริ่มทยอยกลับกันบ้างแล้ว ถ้าแรงงานกลับแล้วโรงงานจะเอาทีไหนทำงาน ในส่วนของนักธุรกิจไทยที่มีโรงงานอุตสาหกรมจะทำอย่างไร ถ้าในโรงงานมีแรงงานกัมพูชาอยู่สักสามสิบเปอร์เซ็นต์
สำหรับนักธุรกิจต้องดูเรื่องเงิน เช็ค สต็อก ลดความเสี่ยงทุกอย่าง ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ชาวกัมพูชาตอนนี้เตรียมน้ำมัน อาหารแห้ง เครื่องกระป๋อง บะหมี่ น้ำดื่ม เขาเตรียมหมดแล้ว ไม่ใช่ไม่เตรียม คนที่ผ่านสงครามมาแล้วเขาไม่อยากจะเข้าสู่สงคราม ลูกน้องผมอยู่ในภาวะสงครามมาตั้งแต่เด็ก สมัยเขมรแดงเขาต้องทำงานหนักมากกว่าจะได้ส่วนแบ่งเป็นกระป๋องนมข้นหนึ่งกระป๋อง แล้วตอนนี้ลูกน้องผมมีความสุข มีชีวิตที่สบาย เขาทำงานในบริษัทของคนไทย แน่นอนว่าเขาไม่อยากกลับไปสู่จุดนั้น เราไม่เคยเจอภาวะสงคราม เราก็ไม่ควรเข้าไปสู่จุดนั้น อย่าอยากเลยครับ สงครามมันเกิดง่ายครับแต่เวลาจบมันยากมากๆ เพราะไม่มีใครยอมใคร แต่ที่สุดแล้วประชาชนตายสองสามแสนคน เงินก็หมด แล้วใครรวย คนขายอาวุธหรือ
ถ้าจะปิดด่าน ผมขอให้เอาไว้คิดเป็นข้อสุดท้ายเลย ณ เวลานี้มีอะไรเยอะแยะที่ทำได้ อย่างที่ผมเรียนและขอย้ำชาวบ้านตั้งแต่ตราดยันศรีษะเกษ หลายล้านคนทำมาหากินดำรงชีวิตกับฝั่งกัมพูชา เช้าๆไปดูเลยครับคนกัมพูชาที่ด่านภูสิงห์ เอาเห็ด เอาไก่ เอากบมาแลกน้ำอัดลม ผมอยากฝากบอกไปยังท่านผู้หลักผู้ใหญ่และทางรัฐบาล ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่มีใครปรารถนาสงคราม ทางโน้นมีแต่ความปรารถนาดีต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ฉะนั้นให้ฝั่งเราเข้าอกเข้าใจ พรรคพวกผมฝากมาบอกว่า โปรดเลือกเป็นทางสุดท้ายเถอะครับเพราะนั่นจะมีปัญหาให้พี่น้องประชาชนสองฟากฝั่งเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง
 
000
“เราต้องการเป็นพี่เบิ้มของอาเซียน เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อเนื่อง เราหยุดมองอดีตแล้วทำปัจจุบันให้ดีที่ที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้าในอนาคตจะดีกว่าไหม”
 ประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา
คำถามสำคัญสำหรับการค้าคือ ถ้าเราจะลงทุนต้องดูว่าการเมืองนิ่งไหม กัมพูชาบอบช้ำจากสงครามมา ละเปิดเวทีการค้าให้เราไปมีบทบาทอย่างถูกต้องเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว กระทิงแดง มาม่า สามแม่ครัวเป็นที่รู้จัก เราก็คือคลังเสบียงให้กัมพูชาในอดีต เมื่อกัมพูชาผ่านสนามรบมา ความบอบช้ำของเขาก็มีมาก ผู้นำประเทศที่ทำมากว่าสิบสองปีก็เห็นแต่ท่านนายกฮุนเซนผู้นี้ ต้องชื่นชมเพราะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งปลูกสร้าง บุคลากรได้รับการศึกษาที่หายไปในช่วงที่ผ่านมา สาธารณูปโภค เป็นงานหนักของผู้นำ เมื่อฝนตกหนักเจอมรสุม เขาก็ต้องกางร่ม ใครให้ร่มก็ต้องเอา นานาประเทศก็เข้าไปในหลายๆ รูปแบบ การให้ความช่วยเหลือก็มีหลายอย่าง เช่นให้โดยมีไม่มีวาระ กับมีวาระ ซึ่งแน่นอนต้องมีการเมืองหรือผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เราต้องเข้าใจว่าไทยกับกัมพูชาเรามีวัฒนธรรมเหมือนกัน สองฝั่งเรากับกัมพูชาไม่แตกต่าง การเมืองการปกครองก็ไม่แตกต่าง สถาปัตยกรรมก็เหมือนกัน การอุปโภคบริโภค เหมือนกันกับไทย กัมพูชาเปิดให้เราเข้าไปทำกิจการค้าเมื่อสิบสองปีที่แล้ว ชาวกัมพูชาตื่นเต้นกันมาก
ในการทำการค้าเราต้องเข้าไปทำการตลาด ถึงวันนี้ไทยแลนด์ทำ exhibition ทุกครั้งได้รับความสนใจจากชาวกัมพูชา กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านเราใกล้ชิดเราจะรักกันได้อย่างไร แล้วจับมือกันเดินทางในฐานะของอินโดจีนไปด้วยกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเปิดตลาดใหม่ในอนาคต อย่างในทวีปแอฟริกาแทบจะไม่มีแผงกั้นกันได้แล้ว ของเราเองคบค้าสมาคมกันมานานแต่ยังมีอุปสรรคใหญ่หลวงอยู่ เราควรจะมองที่อดีตเป็นครูแล้วปัจจุบันจะแก้ไขอย่างไร ให้อนาคตได้มีรอยยิ้มสดใสกัน เราควรจะมองว่าถ้าเส้นทางเปิดซึ่งสะพานหลายสะพานเปิดแล้ว ถนนสร้างเสร็จหมดแล้ว เช่น สะพานจากสุวรรณเขต (ลาว) ข้ามไปดานัง (เวียดนาม) ได้แล้ว ก็จะทำให้การค้าออกสู่ทะเลได้ ทางเหนือเราก็มีคุนหมิงที่มีประชากรกว่าสองร้อยล้านคน เราเองต้องเตรียมรับสถานการณ์ เราต้องการเป็นพี่เบิ้มของอาเซียน เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อเนื่อง เราหยุดมองอดีตแล้วทำปัจจุบันให้ดีที่ที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้าในอนาคตจะดีกว่าไหม
000
ยุโรปทำสงครามเพื่อยึดเส้นทางการค้า ยึดทรัพยากร แต่ประเทศอื่นที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างยุโรปถ้าทำสงครามจะไม่ได้การค้าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นเลย รัฐบาลไหนก็ตามที่คิดจะทำสงครามแบบจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกใช้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่
 ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผมขอชี้แจงว่าการอภิปรายวันนี้เป็นเรื่องทีเตรียมการมานานหลายเดือน ไม่ใช่ว่านักธุรกิจไทยไม่รักชาติมาเรียกร้องเรื่องธุรกิจ ผมคิดว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเราคงจะเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายต่างประเทและการดำเนินนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก
ผมคิดว่าในนามของนักธุรกิจ คนที่ทำธุรกิจก็ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรง ต้องการสันติ ต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างปกติ ผมคิดว่าพรุ่งนี้จะมีการรายงานข่าวเรื่องความรักชาติมาโยงเข้ากับผลประโยชน์การค้ามาเกี่ยวข้องแน่ๆ
ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานชนชั้นที่ทำธุรกิจคือชนชั้นพ่อค้า จะจัดอยู่ในฐานะที่น่าเชื่อถือน้อย ต่ำว่าพวกชาวนาเสียอีก ทำไมเราจัดพ่อค้าให้อยู่ในอันดับที่ต่ำ วิธีหนึ่งที่คนโบราณใช้ในการตัดสินคุณค่าฐานะของคนก็คือการดูว่าการอุทิศหรือทำประโยชน์ให้กับสังคมมากแค่ไหน พ่อค้าถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่ลงแรงเอาแต่กำไร ในช่วงหนึ่งในสมัยที่นักเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 17-18 นักธรรมชาติวิทยาเขาก็แบ่งตามประโยชน์ที่ให้กับสังคม คือกลุ่มที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มที่ไม่มีการสร้างผลผลิต ซึ่งจริงๆ แล้วถ้านับแบบนั้นมีเยอะ พวกอาจารย์ก็จัดอยู่ในพวกไม่มีการสร้างผลผลิตนี้ด้วยเพราะเราก็พูดกันทั้งวัน เขาไม่ฟังเราพูดก็ไม่อดตาย ซึ่งถ้ารวมแล้วนักการเมืองจะติดอยู่ในพวกนี้ด้วยหรือเปล่าไม่รู้
ทีนี้ในกระบวนการที่จริงๆ แล้วเลาที่ยุโรปพัฒนาเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 เมื่ออดัมส์ สมิธ เริ่มแบ่งพัฒนาการทางสังคมเป็น ยุคล่าสัตว์ ยุคเกษตรกรรม และยุคสุดท้ายคือยุคพาณิชยกรรม คืการค้าก็ถูกจัดอันดับใหม่ว่าเป็นกิจกรรมที่มีเกียรติ จนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และขยายออกไป ทำให้การค้ามีประสิทธิภาพ และเป็นที่มาของการที่ยุโรปไปคุมเป็นเจ้าโลก และพบว่าดินแดนอุษาคเนย์ ที่พบว่าเส้นทางการค้าได้ทำหมดแล้ว การค้าในแอฟริกาไม่มากมายขนาดนั้น พอมาถึงสุวรรณภูมิ การเดินทางการติดต่อทางเรือต่างๆ ในอุษาคเนย์ก็มีการเดินทางแล้ว แต่สิ่งที่ยุโปเอาชนะเราได้ในตอนนั้นเพราะเขามีกำลัง
ยุโรปทำสงครามเพื่อยึดเส้นทางการค้า ยึดทรัพยากร แต่ประเทศอื่นที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างยุโรปถ้าทำสงครามจะไม่ได้การค้าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นเลย รัฐบาลไหนก็ตามที่คิดจะทำสงครามแบบจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกใช้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่
นักประวัติศาสตร์บ้านเราเกิดความทรงจำสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มมีการเปิดเพลงหนักแผ่นดินในบางสถานี แล้วคนที่อ่านข่าวก็ร้องกันใหญ่ แต่เขาไม่รู้ว่าเพลงนี้คือเพลงที่รัฐไทยใช้ฆ่านักศึกษาและประชาชนที่นี่ ที่ธรรมศาสตร์นี่ เหตุการณ์ยังไม่ถึงสามสิบปี แล้วเรากำลังจะให้คนบางคนเอาประวัติศาสตร์แบบนี้มาอ้าง มันน่ากลัวและหดหู เพราะเราไม่มีสถาบันหรือหลักในทางความคิดหรือความเชื่อ
ตอนนี้ถ้าใครพูดเหลวไหลที่สุดแล้วพูแบปลุกระดมจะมีคนมาฟังมากราบไหว้ มันเกิดมาได้อย่างไร เราอ้างว่าประเทศเรามีอารยธรรมใหญ่โต แต่ว่าความคิดความเห็นทั้งเรื่องตัวเองและเพื่อนบ้านมันน้อยมากจนกระทั่งว่างบประมาณที่ใช้ในการศึกษานั้นควรเอาไปปลูกข้าวดีกว่า คือถ้าเราสร้างการศึกษาทั้งหมดได้เท่านี้ ไม่ต้องไปศึกษาหรอก แล้วก็ไปปลูกข้าวกันดีกว่า จะร่ำรวยขึ้นเยอะ ไม่มีความหวังไม่มีอะไรเหลือเลย
ผมไม่อยากจะใช้เวลาให้มาก อย่างน้อยที่สุดคือขอให้มีคนที่สามารถวินิจฉัยทางการเมือง สิ่งที่เรียกว่าความเห็นที่เที่ยงธรรมมันไม่มีอยู่แล้ว อคตินิดหน่อยก็ได้ แต่อย่าโกหก อย่าบิดเบือนทุกอย่างเพื่อความเชื่อที่เป็นมายาคติ ถ้าเชื่อจริงๆ ก็พอรับได้ แต่ว่าตอนนี้เราเอามายาคติทั้งหลายเช่นคนนั้นเลว ประวัติศาสตร์ว่าคนนั้นเขาโกงเรา ประวัติศาสตร์ก็คือนิยายหลอกเด็ก เราเอามายาคติเหล่านั้นมาเป็นจุดหมายของการอยู่รอดของประเทศนะครับ มันคนละเรื่องนะครับ อเมริกาไปรบในอิรักยังอ้างเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย คนจะค้านก็ยากหน่อย เพราะเขาเชื่อ แต่เราไม่มี
ผมนึกในใจว่าถ้าอยากจะอ้างประวัติศาสตร์ ก็นี่แหละ ศิลาจารึกพ่อขุนราม จารึกเอาไว้หลักหนึ่ง ว่าใครใคร่ค้าค้า นั่นคือนโยบายพ่อขุนราม ประเทศเราตั้งขึ้นมาด้วยคติการค้าเสรี เราเป็นศูนย์กลางของการค้า เราให้เสรีภาพแก่คนในการเดินทางเข้าออก ถ้าเรายอมรับเอาเรื่องนี้เป็นอุดมคติของชาติได้ ก็ยังดี แต่ตอนนี้ภาวะการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ผ่านมา มันทำให้สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ของชาตินั้นไม่มี ถ้ามีก็ถูกทำลายไปแล้ว ถ้าเอาอุดมการณ์จากการอภิวัฒน์ 2475 อย่างน้อยก็ยังเป็นหลักเป็นแกนที่การเมืองปัจจุบันยังอาศัยได้ยึดได้ คุณจะทะเลาะกันอย่างไรก็ต้องยอมรับในหลักการเบื้องสูงของประเทศ คุณต้องยอมรับรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิด แต่ของเราไม่มีอะไรที่ใหญ่ที่สุด ผมก็อยากให้กำลังบทบาทของพ่อค้า แน่นอนคนประกอบการอาจจะไม่ใช่คนที่สร้างประโยชน์สูงสุด แต่สิ่งที่มากับการค้าก็คือการได้สร้างอารยธรรม ผมหวังว่าความเป็นเหตุเป็นผลและความมีอารยธรรมจะกลับมาสู่ประเทศอาเซียนของเราต่อไป

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์