บทบก. ฟ้าเดียวกัน: บอกทั่วโลกว่าเรารักกษัตริย์

 
kill her+ ประหาร 7 ชั่วโคตร ด้วยการแขวนคอ!!!! ถ่ายทอดสดด้วย!!! ขาจร shoot em up ยิง เสื้อเหลือง โบกสะบัดธงไตรรงค์ ขึ้นเหนือหัว เปล่งสียง “ทรงพระเจริญ” กึ่งก้อง ถ้วนทั่วขวานทอง แสดงออก บอกทั่วโลก ว่าเรารัก กษัตริย์ เพียงใดผู้คิดคดทรยศ เราสาปแช่ง ให้ท่าน มีอัน เป็นไป. BB สัตว์ นรก มีแค่สองตัวนี้แน่นะ แต้ม ทำเลวเรื่องอื่นไม่ว่า แต่ถ้าแบบนี้ขอให้กรรมตามสนองทั้งวงศ์ตระกูล เว็ปนั้นมันจาบจ้วงล่วงเกินอยู่ทุกวัน แล้วตำรวจทำบ้าอะไรกันอยู่ ทีงี้ล่ะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นดีนัก ตำรวจมันตาบอดใจบอด ทำเป็นหน้าระรื่น เดี๋ยวเหอะเมิง แหวะ จับมาตัดลิ้น ตัดที่ละนิ้ว ปล่อยให้เลือดไหลออกจากตัวจนตาย ก็ยังไม่สาสม ใครเห็นด้วยโหวตกันเข้ามาจ้า ลุงเหลือง rape her !! 555+ เอาไม่ลง อย่าเลย เผลอๆ เด๋วได้ผลผลิตเป็นลูกเลวเหมือนมันออกมาอีก อีคนทรยศแผ่นดิน ผีบรรพบุรุษไปอบรมที โดนเขาด่าถึงโคตรเหง้า แหวะ ไอ้คนเลว อีเลวสมควรตาย Pattana e-ha e-here e-sat e-dork ไม่เหมาะสมครับเธอคนนี้ไม่คู่ควร ที่จะได้รับการยกย่องอย่างนั้นมันยังดีเกินไป สุภาพชน สัตว์เดรฉานอย่างนี้ อย่าประหารชีวิตเลย แต่ต้องทรมานมัน ไปตลอดชีวิต คนจรรร๊าย เกลียดมันมาก งานนี้ต้องบั่นคอทิ้งด้วยหลังจากสอบสวนเสร็จ คนไทย ขนาดใส่ร้าย หรือกล่าวร้าย คนธรรมดาสามัญ ก็ถึงนรกชัดๆ อยู่แล้ว นี่...บังอาจจวบจ้วง เบื้องสูง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว (เท่ากับบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา กษัตริย์)แล้ว จะหาแผ่นดิน ที่ไหนอยู่ได้อีกเหรอ แม้แต่นรกก็ยังเมินนะ *0Y0*อย่าไปฆ่ามัน เดี๋ยวมันตายเร็ว อีนังนี่ ต้องลาก พ่อแม่มันมาด้วย แล้วให้ประชาชน ขว้างก้อนหิน ใส่มันทั้งประเทศ เอาเฉพาะ ที่รักในหลวงท่าน เมื่อมันตาย ก็ตัดหัวมันเสียบประจาน ที่หน้า เฉลิมไทยเก่า เพราะที่นั่น ใครผ่านไปมา จะได้ถ่มน้ำลาย ใส่ศพมันต่อไป เมื่อมันแห้งแล้ว ก็เอาพวกกระดูกมัน ส่งให้ไอ้ชั่วแม้วเก็บไว้ อย่าให้กระดูกของมัน ฝังลงแผ่นดิน เป็นอันขาด เดี๋ยวเชื้อของมัน จะแพร่พันธุ์ เห็นหน้ามันแล้ว อยาก ช่วยกระทืบมัน ตัดมือมันออกทั้งสองข้าง มันจะได้ไม่มีมือสำหรับทำชั่วได้ กรูขอสาปแช่งมรึงทุกชาติ ดูข่าวเช้านี้เห็นหน้ายิ้มระรื่นนะ e เวน สงสัยคิดว่าตัวจะดังที่ได้ออกข่าว เออ ดังแน่ และดังทั้งตะกูลด้วยขอให้ไปลงนารกซะ ai ship หาย สงสัยชั่วทั้ง โคตระระโอ้ด เราว่ามันยิ้มกวนบาทามาก อันนี้น่าจะตั้งอีกข้อหาว่า ท้าทายประชาชน บุญศรี ดูจากน่าตาแล้วไม่สำนึกผิดเลยต้องประหารทั้งตระกูล pratchat@hotamil.com ขอให้ช่วยกันหาทาง “เผาตึก” ที่เก็บ Server ของเว็บไซต์ประชาไทดอตคอม และฟ้าเดียวกัน ปชช ขอร้องครับ อย่าเกรงใจพวกที่ไอพวกนี้ ถ้ายังปรานีมันอยู่ มันจะได้คืบเอาศอก แล้วจะไม่จบสิ้น มีแต่จะหนักขึ้นไปอีก ลงโทษให้หนักเลย เป็นตัวอย่างให้ไอพวกเลวๆ ได้เห็นบ้าง กก ใครใช้นามสกุลร่วมกับสองคนนี้คงอับอายน่าดูกินบนแผ่นดินนี้มีความสุข-ร่ำรวยบนแผ่นดินนี้ใต้ร่มบรมโพธิสมภาร นี้ แต่กลับเนรคุณ ตอบแทนคุณแผ่นดิน ตอบแทนพ่อหลวงของแผ่นดินแบบนี้นรกส่งมาเกิดจริงๆ บังทอง ฉายาหงส์อ่อน ขอให้พ่อกับแม่พวกจัญ-Rai พวกนี้ตายเร็วๆ มีลูกอัปรีย์สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง 6 พ่อแม่ ของ อ้าย, E 2 ตัวนี้, ไม่ทราบว่าตอนมีเพศสัมพันธ์คงนึกแต่เรื่องอัปรีย์จานไร ลูกเต้าเลยได้รับการถ่ายทอดความเลวมาทางสายเลือดแน่ๆ เลย, เวรกรรมมีจริงนะน้อง อย่าคิดว่าทำงานดีมีการศึกษาแล้วเที่ยวทำรายำกับคนอื่นโดยไม่รู้จักแยกแยะ สูงต่ำ นอกจากการศึกษาจะไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจ, พ่อแม่คงไม่มีเวลาอบรมความเหมาะความควรให้ เพราะมัวแต่ทำให้ลูกดูลูกเลยเอาไปใช้โดยไม่รู้รับผิดชอบ, อย่าคิดว่ารอดจาก กม. แล้วจะจบนะบาปกรรมคงจะตามไปสนองเร็วๆ นี้แหละ จะดูพวกม รึ ง ลงนารก คน อะไร หน้าตาช่าง อัป รี ยส์ เสียจริง ลักษณะไม่น่าเป็นถึงกรรมการ ห่ เหวอะไรได้เลย หน้าแบบนี้ เป็นกระ หรี ก็ไม่มีใครมอง ถุย เลวจริงๆ ต้องประหารเจ็ดชั่วโครตจริงๆ คนเป็นพ่อแม่มัน คงแทบไม่รู้เอาหน้าไปมุดรูที่ไหนได้ เลี้ยงลูกได้เลวสะใจ ต้องเอาบาทาลูบพักต์แล้วขากเสลดใส่ ถุย ถุยๆๆๆๆๆ นี่เมืองไทยเป็นอะไรไปแล้ว ยังมีซีดีที่พวกเสื้อแดงมันแจกกัน พวกเอามาให้ดู สุดที่จะรับได้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองหายไปไหนหมด มันมากเกินไปแล้วไอ้พวกเสื้อแดง ต้องรีบจัดการได้แล้ว ข้าแผ่นดิน ฆ่ามันให้ตาย เอาเลือดชั่วมาล้างแผ่นดินไอ้-อีนรกสองตัว มรึงเหยียบย่ำหัวใจคนทั้งชาติ ฆ่ามันๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จับได้แล้ว ต้องลงโทษให้หนักให้สาสมกับสิ่งได้กระทำลงไป อยากจะถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า เอาสมองส่วนไหนคิด หากคิดชั่วต่อประเทศไทยและสถาบันอันเป็นที่รักของชาวไทย หากคิดว่าประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตย ช่วยๆยกโขยงกันไปอยู่เกาะกง หรือดูไบได้ไหม เผื่อแผ่นไทยจะได้สูงขึ้นกว่านี้ คนใต้คะ เห็นชื่อเว็บที่พวกมันลงก้อรู้เลยว่าเป็นพวกเว็บอัปรีย์จันราย ขอให้พวกมัน โคตรเหง้า นายใหญ่มันจงพินาศสมกับที่มันให้ข่าวร้าย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
.............................................
ความเห็นท้ายข่าว จับแล้ว! 2 ผู้ต้องหาปล่อยข่าวลือ ทุบหุ้น” ผู้จัดการออนไลน์, 1 พฤศจิกายน 2552
 
 
 
สารบัญฟ้าเดียวกัน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2552
ข้อมูลใหม่
 
ปฏิกิริยา
26
ปฏิกิริยาต่อบทความบทวิพากษ์ ‘การเมืองภาคประชาชน’ ในประเทศไทย”
ภัควดี วีระภาสพงษ์
31
ถึงเวลากลับไปอ่านมาร์กซ์กันรึยัง???
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
41
มาร์กซิสต์ต้องตอบคำถามที่สำคัญ ที่สุดของตัวเองให้ได้เสียก่อน
ภัควดี วีระภาสพงษ์
 
คำขบวน
28 Autogestion Worker Self-Management ระบบบริหารจัดการโดยแรงงาน
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ปีกซ้ายไร้ปีก
 
50
ทหารในการเมืองไทย: ใครจะพานายพลพวกนี้ออกไป
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
 
วิเทศ-วิภาษ
166
ความทรงจำกับการเขียนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์เกสตาปู
อรอนงค์ ทิพย์พิมล
 
รายงานพิเศษ
184
กี่ฟ้าแผดแดดเผาให้ไหม้เกรียม เย้ยจารีตธรรมเนียมไม่ชอบธรรม
ธนาพล อิ๋วสกุล
ไม่เพียงแต่เปิดเผยคำพิพากษา “ในพระปรมาภิไธย” ของศาลอาญาที่สั่งจำคุกดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เป็นเวลา 18 ปี ในความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” พร้อมบทวิพากษ์จากหลากมุมมองเท่านั้น ในรายงานชิ้นนี้จะบอกเล่าชีวิตและความคิดของเธอรวมทั้งความเป็นมาของ “โทษที่ไม่เป็นธรรม” อีกด้วย
200
คำพิพากษาศาลอาญา
232
คดีหมิ่นฯ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน รอบครึ่งศตวรรษ
เดวิด สเตรคฟัสส์
234
“ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” อ่านคำพิพากษาดารณีโดยนักศึกษากฎหมายปีที่ 2
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
238
“คำพิพากษา” ดา ตอร์ปิโด ในความเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายคนหนึ่ง
ศรัทธา หุ่นพยนต์
245
สารานุกรมสั้น ว่าด้วย “กฎหมายหมิ่นฯ”
ประวิตร โรจนพฤกษ์
 
ทัศนะวิพากษ์
จากการศึกษากรณีสวรรคตของในหลวงอานันท-มหิดลในฐานะ “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของการเมืองไทยมากว่า 3 ทศวรรษ สมศักดิ์ เจียมธีรกุล นำเสนอ “ข้อมูลใหม่” ที่จะทำให้การตีความกรณีสวรรคตชัดเจนยิ่งขึ้น และเพื่อยืนยันว่ากรณีสวรรคตไม่ใช่อยู่ที่การอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่อยู่ที่ว่าทำไมคำอธิบาย (ที่ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อน) จึงไม่ได้ถูกนำเสนอแต่ต้น
60
ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต: หลวงธำรงฯ ระบุชัด ผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง
74
บันทึกของแคนเน็ธ แลนดอน เกี่ยวกับกรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของพี่น้องปราโมช
84
ว่าด้วยจดหมายเปิดเผยความลับกรณีสวรรคตของปรีดี” ที่เพิ่งเปิดเผย
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ทัศนะวิพากษ์
94
ภาพลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรของราชสำนัก ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ถึงทศวรรษ 2480
วริศรา ตั้งค้าวานิช
“ภาพลักษณ์” ของสมเด็จพระนเรศวรถูกปรับเปลี่ยนตลอดมาในแต่ละยุคสมัย วริศราสืบค้นการสร้างเรื่องราวสมเด็จพระนเรศวรของชนชั้นนำในราชสำนักตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์จนถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สมเด็จพระนเรศวรถูกอธิบายแตกต่างกันในแต่ละบริบทของสังคม เพื่อเป็นเครื่องมือให้กับคนเหล่านี้ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์กับพวกพ้องและตนเอง
134
 ศิลปะแห่งการปกครอง คนไร้บ้านในโตเกียว
บุญเลิศ วิเศษปรีชา
คนไร้บ้านในประเทศญี่ปุ่นได้รับการช่วยเหลือโดยการผลักดันให้รัฐต้องจัดสวัสดิการให้พวกเขาเพิ่มมากขึ้น บุญเลิศ วิเศษปรีชาชี้ให้เห็นในอีกด้านหนึ่งว่า รัฐก็ฉวยใช้โอกาสนี้ในการเข้ามาใช้อำนาจสอดส่องกำกับปกครองถึงตัวคนไร้บ้านอย่างตรงเป้าหมายมากขึ้นในนามแห่งการช่วยเหลือ
 
 

 

ฟ้าดิน

ฟ้าดิน จะรู้ไหมว่าบ้านเมืองนี้ มันผิดธรรมชาติ
ฟ้าดิน ก็รู้อยู่แล้วว่า ผู้ใดที่มีวัฒนธรรมที่อ่อนแอ ก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบ
ฟ้าดิน คงมีคำตอบแล้ว

ขอบคุณมากสำหรับบทความดีๆจากบร

ขอบคุณมากสำหรับบทความดีๆจากบรรดาผู้รักชาติทั้งหลาย
ที่แสดงความรักชาติอย่างเมามันกันถ้วนหน้า
บ่งสาระความรักชาติของคนไทยได้ชัดเจน

จาก คนไม่รักชาติ

*นี่แหละคือ ลัทธิ

*นี่แหละคือ ลัทธิ “ชาตินิยม”
นี่แหละเรื่อง ปลุกระดม ขึ้นเข่นฆ่า
นี่แหละเรื่อง คลั่งชาติ ไม่พัฒนา
นี่แหละเรื่อง อำมาตยา บ้าชนชั้น

*ไม่ใช่เรื่อง เอกราช อธิปไตย
แต่หาเรื่อง เผาไฟ ให้ใจพรั่น
ใครหาเรื่อง ใครก่อน ผ่อนสัมพันธ์
และใครกัน เริ่มปลุกเร้า เผาไมตรี

*คนไม่ผิด เหยียบย่ำ ว่าทำผิด
ทั้งเบือนบิด รุกราน ผลาญศักดิ์ศรี
ตั้งธงไว้ ใส่ความ ตามจิกตี
อำนาจชี้ ชั่วช้า สาริยำ

*หนึ่งประชาวิบัติ รัฐบาลบ้า
สองชั่วช้า พันธมาร สันดานต่ำ
สามขุนนาง เฒ่าชรา ขาประจำ
สามตัวนำ ทำร้าย ทำลายไทย

*ต้องร่วมใช้ ตีนตบ สยบพาล
ต้องร่วมต้าน ร่วมสู้ หมู่พาลใหญ่
ต้องรวมใจ สีแดง เป็นแสงชัย
ต้องขับไล่ อันธพาล ผลาญบ้านเมือง

*สามัคคี คนรัก ประชาธิปไตย
ไม่พร้อมใจ พวกบ้า โพกผ้าเหลือง
ไม่ยอมให้ รัฐบาลบ้า พาแค้นเคือง
ไปกับเรื่อง ไม่เป็นเรื่อง เปลืองแผ่นดิน

วันนี้รู้สึกรักลูกน้องในบริษั

วันนี้รู้สึกรักลูกน้องในบริษัทฯมากขึ้นเป็นพิเศษ คิดถึงเวลาเลิกงาน กินข้าวเล่าเรื่องนินทาลูกค้าจู้จี้ ขำๆสนุกดี
โชคดีที่มีลูกน้องและพนักงานดี ร่วมงานกันมาจนเหมีอนคนครอบครัวเดียวกัน

จับกัง กรรมกร คนงาน พนักงาน แรงงานต่างด้าว ดูไร้เดียงสาขึ้นมากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ร้ายตัวจริงของประเทศ

อยากรู้ก็ไปซื้อมาอ่าน

อยากรู้ก็ไปซื้อมาอ่าน แล้ววิเคราะห์เองซิจ๊ะ
โดนปล้นวิธีมองการเมืองแบบอื่นไปหมดแล้วเหรอ
ถึงมองอะไรเป็นสีไปหมดแบบนี้อ่ะ?

แต่ก่อนรักชาติมากๆคน1

แต่ก่อนรักชาติมากๆคน1 แตขณะนี้ อยากบอกว่าเฉยๆว่ะ เพราะมันมีพวกที่รักชาติมากกว่าเราแล้ว และได้แสดงออกอย่างมากมายเกินคำบรรยาย...โชคดีประเทศไทยเราจะคิดถึงนาย น่ะ

'รักชาติอย่างเมามัน'

'รักชาติอย่างเมามัน' 55555
คิดได้ยังไง (อ่านความเห็นคุณแล้ว งง ชิป)

มีแต่คำหยาบ สันดานส่อสกุล

มีแต่คำหยาบ สันดานส่อสกุล ไม่รู้ว่ามันเขียนแบบนี้แล้วถ้าลูกหลานมันดูจะคิดอย่างไร อ๋อคงไม่รู้สึกหรอก ชอบค่ะ โตขึ้นขอให้ลูกหลานมันอัปรีย์ตามที่มันเขียน

-----------------------------

----------------------------------------------

ฟ้าเดียวกัน ประชาไท พันทิบ พันธุ์เดียวกัน

----------------------------------------------

ฟ้าเดียวกัน ประชาไท เป็นแนวร่วม นปช. นานแล้ว พวกนี้เป็นที่สิงสู่ของฝ่ายพิราบ(แดง) นำโดย สมศักดิ์ เจียมฯ และทีมงาน สนับสนุนพวกสายเหยี่ยว(แดง) นำโดย สุชาติ นาคบางไทร และคณะอย่างออกหน้าออกตา

สมศักดิ์ เจียมฯ เป็นพวกแนวคิดรุนแรงมาตั้งแต่เรียนมัธยม และช่วงหกตุลา เป็นซ้ายหัวรุนแรงมากที่มีอดีตฝังลึกจากความเจ็บแค้นที่ยังปฎิวัติประเทศตามแนวทางของตัวเองไม่สำเร็จ และต้องแลกด้วยความจงเกลียดจงชังของคนรอบข้าง ผันตัวเองเป็นอาจารย์เพื่อสืบทอดเนื้อหาที่ตัวเองเชื่อให้เด็กหนุ่มสาวรุ่นใหม่

ความจริงเป็นคนแก่ที่น่าสงสารและน่าสมเพศมาก หมอเหวงก็เป็นคอมฯตกขอบ เป็นคอมสายเดียว จากสามสายที่ยังยอมรับการปกครองภายใต้ร่มโพธิสมภารยังไม่ได้ ในขณะที่สายอื่นพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม ส่วนพวกที่เหลือดูเหมือนจะสู้ด้วยผลประโยชน์มากกว่า

ความจริงประเทศเราในปัจจุบันนี้ให้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์พูดถึงเรื่อง การเมือง ได้ค่อนข้างเสรีพอสมควร รวมถึงการวิจารณ์สถาบันก็พอกระทำได้ หากว่ากันตามหลักวิชาการและเจตนาที่ดีจริงๆ ซึ่งแรก ๆ สิ่งที่พวกเขากระทำ มันก็ใช่ ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง

และพอเป็นพื้นที่เฉพาะให้คนที่มีแนวคิดหลากหลายได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ภายหลังเริ่มมีการรวบรวมพวกซ้ายตกขอบและพวกเสียผลประโยชน์มากขึ้น จับกลุ่มกันเป็นพรรคเป็นพวก ก็เริ่มพูดจาพาดพิงรุนแรง

และเป็นการกล่าวหาอย่างไร้เหตุผล และหยาบคาย พอคนอื่นที่มีแนวคิดแตกต่าง ก็รุมด่าว่าอย่างไร้เหตุผล

และพยายามกรอกหูคนอ่านหรือคนในกลุ่มให้เป็นไปตามแนวคิดของตัว จุดประสงค์สูงสุดของกลุ่มคนกลุ่มนี้คือการปฎิวัติประเทศ

สิ่งนี้รัฐบาลต้องคิดให้ดี ว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออก หรือเป็นความมั่นคงของรัฐ

คุณกล่าวหาว่าประชาไท

คุณกล่าวหาว่าประชาไท "กล่าวหาอย่างไร้เหตุผล หยาบคาย ต้องการปฏิวัติ เป็นภัยต่อความมั่นคง ฯลฯ"

อยางแรก ประชาไท ยอมให้คุณpostทุกอย่างที่คุณอยากทำได้มาเป็นปีแล้วมิใช่? นอกจากข้อความที่ละเมิดฯ ผิดกติกา จึงจะถูกลบ คุณอาจถูกรุมด่า แต่ผมก็เห็นคนที่เห็นตรงข้ามกับคุณโดนรุมด่าเหมือนกัน สรุปว่า ใครก็รุมด่าใครได้ในประชาไท : )

เรื่องหยาบคาย ผมเห็นด้วยกับคุณ และก็พยายามร้องเรียนเรื่องนี้มานาน แต่เข้าใจว่าคงไม่ไช่นโยบายหลักของประชาไท จึงยังไม่ค่อยได้รับการตอบสนอง แต่ว่าเทียบกับผู้จัดการแล้ว ใครหยาบกว่าใคร อ่านดูเอาเอง คงไม่ต้องอธิบาย

เรื่องเป็นภัยกับความมั่นคง ผมก็เห็นด้วยกับคุณ ประชาไทเป็นภัยต่อความมั่นคงของอำมาตย์ ที่ใช้วิธีการที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญในการรักษาอำนาจตนแน่นอน แต่ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประชาชนและไม่เป็นภัยแต่กลับเป็นมิตรกับประชาธิปไตย

สุดท้าย รัฐบาลหุ่นเชิอย่างอภิสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์"คิด"เองหรอก คุณก็รู้ดี เขามีสิทธิ์แค่คิดว่าจะทำตามใบสั่งของอำมาตย์หรือไม่ทำตามแค่นั้น ถ้าเลือกที่จะไม่ทำตาม ก็เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบได้เลย เพราะเขาไม่มีฐานสนับสนุนจากประชาชน

คุณนี่เข้าข่าย เกลียดปลาไหล แต่ชอบกินน้ำแกงจริงๆ เห็นขยันเข้ามา"กินน้ำแกง"ทุกวันไม่เว้นเลยนี่ : )

ผมมองเเว๊บแรก

ผมมองเเว๊บแรก นึกว่าเป็นหน้าโฆษณานิตยสารฟ้าเดียวกัน.....เรื่องโพสท์นี่เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ใครเหลืองในสายเลือดก็เชิญที่ผู้จัดการ ใครแดงตั้งแต่หัวจดตีนก็ไปฟ้าเดียวกัน ส่วนเสรีชนคนธรรมดาอย่างผมชอบประชาไทครับ....เป็นความชอบส่วนตัวไม่สงวนสิทธิ์

ผมเห็นด้วยกับ The Other

ผมเห็นด้วยกับ The Other ทุกประการ และพิจารณาติดตามอ่านมาตลอดในเวปฟ้าเดียวกันและบางส่วนในประชาไท แต่กรณีของประชาไทยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอเพราะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเห็นต่างแสดงความเห็นได้ถ้าไม่หยาบคายจนเกินไป อีกประการหนึ่งประชาไทมักจะอ้างอิงบทความที่คัดลอกมาจากที่อื่นและนำมาลงเสมอ เรียกว่าพลิ้วงั้นเถอะ โดยตามกฎหมายไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ถ้าอ้างว่ากระทำหน้าที่ในฐานะสื่อออนไลน์ ที่นำข่าวที่แตกต่างมาลง ผมก็รู้ว่าพลิ้วเอาผิดยาก และเท่าที่สังเกตุดูจะกระทำกันอย่างเป็นระบบและเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งในประเด็นนี้ผมเห็นว่าเป็นมุมมองที่แตกต่างอาจจะจริง หรือเท็จก็ได้ ประชาชนผู้เสพข่าวย่อมต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาเอง และตามข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีใครหรอก ที่จะดีพร้อมไปหมดทุกอย่าง วิเศษเลอเลิศกว่าคนอื่นทุกประการ คงเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในมวลมนุษย์ในโลกใบนี้ ปัญหาทั้งมวลจึงมาจากกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่หรือคนทั่วไป ใช้เป็นเครืองมือในการทำลายร้างคู้ปรปักษ์ทางการเมือง ก็ว่ากันไปต่อให้เถียงกันจนปากฉีก ตราปใด้ถ้ากฎหมายยังไม่มีการปรับปรุง ข้อเท็จจริงก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จะไปอ้างที่มาของกฎหมายว่าไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เพราะถูกประกาศใช้แล้ว ถ้าไม่ยอมรับกฎหมายก็ต้องไม่ยอมรับตั้งแต่ต้นที่เริ่มมีกฎหมายนี้ มิใช่พอมาเกิดปัญหากับตนเองแล้วถึงไม่ยอมรับ และพวกของทักษิณก็เคยใช้ก็หมายนี้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาถึง 33 ปี

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาถึง 33 ปี ความคิดและจิตสำนึกชั่วร้ายที่จะปลุกให้คนคลั่งด้วยข้อกล่าวหาที่จงใจสร้างขึ้นยังไม่หายไปจากสมองและจิตใจของอมนุษย์พวกนี้อีก

หลัง 14 ตุลาคม 16 กระแสเรียกร้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของนักเรียนนักศึกษาประชาชนทั่วประเทศได้คุกคามสถานะของพวกเผด็จการ+อมาตยาธิปไตย +ศักดินา ที่ครอบงำประเทศมายาวนาน พวกเขาได้จัดตั้งกลุ่มอันธพาลการเมืองขึ้นหลายกลุ่ม แต่ที่มีบทบาทสำคัญมากก็คือ "กระทิงแดง" กับ "นวพล" ทำการก่อกวน ข่มขู่ ทำร้าย จนกระทั่งลงมือสังหารฝ่ายประชาธิปไตย แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการต่อสู้ของประชาชนได้

ในที่สุด ก็เกิด "6 ตุลา" บันทึกเลือดของประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของศักดินา นายทุนขุนศึก และกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดต่าง ๆ พวกมันสร้างเรื่องสร้างกระแสปลุกระดมให้เกิดความเข้าใจผิดว่านักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมคัดค้านการกลับมาของ "ถนอม" เป็นคอมมิวนิสต์เป็นพวกทำลายชาติ ศาสนาและที่สำคัญบังอาจดูหมิ่นราชวงศ์ พวกมันโหมปลุกระดมจนคนเริ่มสับสนเริ่มเชื่อและจากเชื่อก็กลายเป็นความบ้าคลั่ง

เพราะต้องการรักษาสถานะที่ได้เปรียบของพวกตนเอาไว้ให้ได้ พวกมันทั้งสร้างเรื่องทั้งโกหกเพื่อหลอกให้คนกลุ่มหนึ่ง "เกลียดชังอาฆาดแค้น" ต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง พวกมันใช้กำลังทหาร ตำรวจ อันธพาลกระทิงแดงและนวพล และมวลชนจัดตั้ง "ลูกเสือชาวบ้าน" เข้าปิดล้อมและปราบปรามการชุมนุมของประชาชนที่ธรรมศาสตร์ พวกมันโหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าฆาตกรโรคจิต

6 ตุลา เป็นบาดแผลที่ลึกฝังใจของฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยแต่ก็แฝงความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ในครั้งนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนคราบเลือดแห่งความอัปยศที่ประทับแน่นทั่วร่างของฝ่ายเผด็จการและพรรคพวก

ขณะที่ความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหล้งของบันทีกเลือด 6 ตุลา ยังรอการชำระสะสาง วันนี้ ฝ่ายเผด็จการ อมาตยา และศักดินา ได้เตรียมตัวที่จะ "สร้าง" สถานการณ์ให้นำไปสู่ "6 ตุลา" อีกครั้ง เพราะกระแสการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้คุกคามสถานะของพวกเขามากยิ่งขึ้นทุกที คำว่า "อำมาตย์หรืออมาตยา" ได้แพร่หลายรับรู้กันไปทั่ว มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการวางตัวที่ไม่เหมาะสมของ "องคมนตรี" อย่างเปิดเผย การวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมว่า "เป็นสองมาตรฐาน" มีมากและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน "รัฐบาลเด็กอมมือ" ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือสมรู้ร่วมคิดกันโค่นรัฐบาลที่มาจากากรเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่มีความสามารถและไม่มีความตั้งใจที่จะบริหารประเทศ และนอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างที่โฆษณาชวนเชื่อไว้แล้วยังทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นแถมสร้างปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านขึ้นอีก

ไม่ว่าพวกมันคิดจะ "สร้างสถานการณ์" เพื่อปราบปรามประชาชนแบบเดียวกับ "6 ตุลา" อีกครั้งหรือไม่ก็ตาม เราก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม ไม่กลัวแต่ก็ไม่ประมาท ในส่วนของการเคลื่อนไหวมวลชนก็ทำไป ส่วนที่ชำนาญด้านการข่าวการวิเคราะห์ข้อมูลก็ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกมันแล้วนำมาเปิดโปงให้ประชาชนรับรู้ให้มากที่สุดเพื่อลดและขจัดโอกาสที่มันจะปลุกระดมสร้างกระแส ขณะเดียวกันฝ่ายเราก็ต้องปิดโอกาสที่พวกมันจะโจมตีเราได้ ไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงหมิ่นเหม่โดยไม่จำเป็น และต้องใช้การสื่อสารให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนทั่วไปไม่ตกเป็นเครื่องมือของพวกมัน

ใครแดงตั้งแต่หัวจดตีนก็ไปฟ้าเ

ใครแดงตั้งแต่หัวจดตีนก็ไปฟ้าเดียวกัน ส่วนเสรีชนคนธรรมดาอย่างผมชอบประชาไทครับ....เป็นความชอบส่วนตัวไม่สงวนสิทธิ์

ประโยคข้างบนพูดให้ขำรึป่าวคะ? รู้ป่าวว่า ฟดก.ขาประจำน่ะเกลียดแม้ว? ดิฉันจากเดิมที่เชียร์แม้ว แต่พอฝังตัวนานวันที่นั่นก็เห็นด้วยว่าความเลวของแม้วก็มีเยอะจริง แต่ยังไงๆก็เลวน้อยกว่าอำมาตย์-ศักดินา แล้วก็อย่าพยายาม "เหมาเข่ง" ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดคือพวกเชียร์แม้ว

อย่าแอบอ้างว่าตัวเองเป็นเสรีชนเลยค่ะตราบใดที่ชุดความคิดของคุณมันซากเดนเผด็จการชัดๆ

ใช่เลยล่ะ ใช่เลย

ใช่เลยล่ะ ใช่เลย นี่คือตัวจริงเสียงจริงจากกมลสันดานของ สาวก แป๊ะลิ้ม ในนาม พธม.พวกนี้จะแบกหามโลกไว้ ก้าวร้าวดุดัน คิด พูด ทำ อย่างคนไร้สติ พวกนี้จะนิยมความรุนแรง สักวันเราจะเห็นการฆ่าตัวตายหมู่เหมือนลัทธิหนึ่งในอดีต เขาว่ากันว่าน่าสงสัยมาก พธม. ชุมนุมทีไร ระเบิดลงทุกที แล้วมักป้ายสีว่าคนอื่นทำ ทั้งที่ม็อบมีเส้นเป็นที่ใครก็ไม่อยากตอแยด้วย เขาวิเคราะห์กันว่าพวกมัน บึ้มกันเอง สังเกตุสิ ระเบิด คนเจ็บมากมายแต่แกนนำผิวหนังยังไม่มีรอยข่วนเลย ถ้าเป็นจริงพวกแกนนำ พธม. เลือดเย็นจริงๆที่เอาชีวิตคนมาสังเวยการเดินเกมของตัวเอง

อ่า เมื่อก่อนผมก็ไม่เก็ททักษิ

อ่า
เมื่อก่อนผมก็ไม่เก็ททักษิณนะ จากหลายเรื่องราว อาจเป็นเพราะเค้ามาแรง รุก เร็ว จนเกิดการแอนตี้
ผมว่า ถ้าตั้งต้นด้วยการ ด่าว่าใครไม่รักชาติละก็ ด้วยสามัญสำนึกมันไม่ใช่แล้วล่ะ
ว่ากันด้วยหลักเหตุผลถูกผิด ควรไม่ควรดีกว่า
ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงได้

เสื้อเหลืองแรกๆผมก็เก็ทนิดหน่อย แต่ตอนหลังรู้สึกว่าสุดขั้วไปนิด
คือมันไม่มีอะไรผิดหมดหรอก
แต่การเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างคนมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วหาว่าไม่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นั้นเป็นการผูกขาดความรักชาติเกินไป
ยิ่งอ้างรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พร่ำเพรื่อนี่ยิ่งกว่าสัมปทานอีก

ที่สำคัญคือใครไม่เห็น(ไม่เข้าร่วมเสื้อเหลือง)ก็ว่า(เป็นพวกทักษิณบ้างล่ะ) ไม่รักชาติบ้างล่ะ ล้มล้างสถาบันบ้างล่ะ ที่สำคัญกว่านั้นคือทั้งที่ตนเองทำผิดแท้ๆ ในหลายๆเรื่อง ก็ไม่ผิด เพราะตนเองได้ผูกขาดความรักชาติ ความถูกต้องไว้ฝ่ายเดียวแล้ว คือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองนี่ เมื่อตัวเอง(สัมปทาน สถาปนาว่า)รักชาติ คนไม่เห็นด้วยก็ต้องไม่รักชาติ ไม่มีเหตุผลใดมากกว่านั้น นอกจากความรักชาติอย่างเมามัน ที่ว่า

เมื่อคนเราปิดกั้นความคิดตัวเองเสียแล้ว เอาอคติเป็นที่ตั้งเสียแล้ว เหตุผลของคนอื่นยิ่งพูดก็ยิ่งผิด มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนค่อนครึ่งประเทศจะไม่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มันเป็นอะไรที่รักชาติอยู่คนเดียวมากกว่านั่นแหละ

อย่างนี้จุดหมายปลายทางมันจะรักชาติหรือทำลายชาติละหนอ

ผมเองก็ยอมรับว่ารู้น้อยด้อยปัญญา ครั้นได้ความรู้ใหม่ๆ ข้อมูลทัศนะใหม่ๆ ก็ต้องมองกลับไปอีกด้าน เราจะสมานสัมพันธ์กันได้อย่างไร ขืนใช้อารมณ์ว่ามึงไม่รักชาติกูรไม่รักชาติ ผูกขาดแม้แต่ร้องเพลงชาติไทย

ทักษิณพูดน่าคิดนะว่า ให้คนไทยร้องเพลงชาติ ตอนชักธงลง โอ่ย เจ็บซี๊ดดดๆเรย

เราจะรักชาติกันด้วยวิธีไหนดี

ก็ต้องมาตั้งสมมุติฐานกันว่า เราจะรู้รักสามัคคีกันได้อย่างไร โดยไม่โกรธเกลียดกัน เกินเหตุ

อายเขมร อายชาวโลกเค้ามาก เรื่องกษัตริย์อะไรต่างๆที่เป็นข่าวประโคมโหมไปนั้น เป็นเรื่องเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ประเทศเราเท่านั้น เค้าไม่ยอมเสียหรอก อย่างดีก็ทำหน้าที่เป็นกลางๆ ขายข่าวกันไป

เราจะมาฆ่าแกงคนไทยด้วยกัน โดยการฟ้องชาวโลก ยืมมือเขมรมาทำลายคนไทยเราด้วยกัน เฮ่อะ ช้าก่อน

....

เห็นเวลาที่สนธิพูด อากัปกิริยา เห็นโฆษกแถลง เห็นนักการเมือง นักวิชาการออกความเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่ หลายๆคนแสดงทัศนะ เช่น คำว่าทรยศชาติ ฯลฯ ตั้งแต่ควันออกหู จนถึงสัมโมทนียคาถาก็ตาม ขอได้โปรดเย็นๆใจและเปิดกว้างออกไป...เทอญฯ

ช่าย เห็นด้วยกับ Anonymous

ช่าย เห็นด้วยกับ Anonymous ที่่ว่า

"ไม่มีใครหรอก ที่จะดีพร้อมไปหมดทุกอย่าง วิเศษเลอเลิศกว่าคนอื่นทุกประการ คงเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในมวลมนุษย์ในโลกใบนี้ ปัญหาทั้งมวลจึงมาจากกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่หรือคนทั่วไป ใช้เป็นเครืองมือในการทำลายร้างคู้ปรปักษ์ทางการเมือง ก็ว่ากันไปต่อให้เถียงกันจนปากฉีก ตราปใด้ถ้ากฎหมายยังไม่มีการปรับปรุง ข้อเท็จจริงก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จะไปอ้างที่มาของกฎหมายว่าไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เพราะถูกประกาศใช้แล้ว ถ้าไม่ยอมรับกฎหมายก็ต้องไม่ยอมรับตั้งแต่ต้นที่เริ่มมีกฎหมายนี้ มิใช่พอมาเกิดปัญหากับตนเองแล้วถึงไม่ยอมรับ และพวกของทักษิณก็เคยใช้ก็หมายนี้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน"

ดังนั้น มันจึงเป็นวัฏจักร วันนี้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะทำอะไรก็ทำซะ จะเล่นทักษิณให้ตาย ก็ต้องรีบทำ
ไม่เช่นนั้นครบวาระหรือมีเหตุให้ต้องเลือกตั้งใหม่ แล้วเกิดไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็เตรียมตัวโดนเอาคืนได้เลย

มันก็จักต้องเป็นเช่นนี้แล ส่วนใครจะลอยตัวสบาย ๆ ก็ไปวินิจวิเคราะห์กันเอาเอง ถ้าโง่แล้่วไม่พัฒนา โง่ซ้ำซาก
ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรมนั้นแล โต้กันไป เถียงกันมา แต่ขาดปัญญาวิเคราะห์ เสียเวลาเปล่า
ก็แบ่งข้างเล่นกันไปเลย ใครชนะคนนั้นถูก OK?

คู่ต่อสู้กับ บท บก.

คู่ต่อสู้กับ บท บก. ฟ้าเดียวกัน

http://blogazine.prachatai.com/user/weeklyletter/post/2757

เฮ้อออออ สรุปว่า

เฮ้อออออ สรุปว่า คนเสื้อแดงไม่มีสิทธิ์รักชาติกันหรืออย่างไร?

รักทั้งโลกเลยค่ะ

รักทั้งโลกเลยค่ะ ไม่ได้เห็นแก่ตัว ขนาดจะมาสร้างว่าอันไหนเป็นชาติไหนแล้วก็พร้อมจะโจมตีชาติอื่นๆ พร้อมจะฆ่าชาติอื่นๆ และพร้อมที่จะทำลายคนที่คิดเห็นต่าง ทำอย่างกะเล่นกีฬาสีสมัยอนุบาล

รักชาติ ต้องร้องเพลงชาติ ร้อง

รักชาติ

ต้องร้องเพลงชาติ

ร้องเพลงชาติต้องร้องดังๆ

ต้องให้รู้ด้วยว่าใครร้อง

ถึงจิรู้ว่าใครรักชาติ

ใครไม่ร้องเพลงชาติ

ก็ไม่รู้ว่ารักชาติ

ใครรัองเสียเบา

ก็รักชาติน้อย

รักชาติรู้ด้วยการแสดงออก

คนใบ้รักชาติไม่เป็น

ร้องได้แต่แบะ แบะ

คนอย่างนี้ต้องเอาไว้แถวหลัง

โครงการร้องเพลงชาติ

จึงเป็นโครงการเดียว

ที่ประสบความสำเร็จ

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

เพลงอาจารย์ใจไม่รักชาติ

ประเทศไทยรวมหลายชาติเป็นประเทศไทย

อย่างนี้ไม่ใช่ประเทศไทย

ฟ้าเดียวกันไม่ร้องเพลงชาติดังๆ

ฟ้าเดียวกันจึงไม่รักชาติไทย

ครับ

ครับ วันนี้คุณๆทั้งหลายร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟังกันบ้างหรือยัง ครับผม

เด็กหนีเรียน

เด็กหนีเรียน มันจะบอกที่บ้านไหมมันหนีเรียน
คนอยากจะโกง มันจะบอกไหมว่าผมจะมาโกง
คนบ้า มันจะบอกไหมว่ามันบ้า
โจร มันจะบอกไหมว่ามันโจร
ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้นสัตว์นรกมันก็พร่ำบอกเสมอ!
(มันภักดี ก็มันนั่นละไม่ภักดี )

*การบอกรัก ภักดี

*การบอกรัก ภักดี ที่ว่ารัก
แล้วป้องปัก ด้วยคมเขี้ยว เสียวแข้งขา
พร้อมขย้ำ ซ้ำเติม ทุกเวลา
เป็นภาษา จิตต่ำ นำภักดี

*เป็นความรัก โหดร้าย ไม่เชิดชู
เป็นศัตรู ร่ำไป ไม่ควรที่
เป็นความพาล รานลิด สิทธิ์เสรี
เป็นศักดิ์ศรีไม่ได้ ใจหยาบช้า

*การบอกรัก ภักดี ที่ดีกว่า
อย่าเที่ยวดึงลงมา พากล่าวหา
รักษาไว้ บนหิ้ง ยิ่งราคา
เทิดบูชา เอาไว้ ให้คนชม

*อย่าทำตัว คิดแทน สิ่งที่รัก
ควรรู้จัก แง่งาม ตามเหตุผล
ต้องคืนความเป็นคน ให้กับคน
อย่าสับสน คิดว่าคน คือสัตว์ร้าย

บทบ.ก ยอดเยี่ยมแห่งปี

บทบ.ก ยอดเยี่ยมแห่งปี ...
ไอเดีย เนื้อหา วิธีนำเสนอ แรงกระทบ ทุกอย่าง 10 เต็ม 10
นับถือๆ

ชัดเจน...

ชัดเจน...

พอมาอ่านความเห็นของ "parnpun"

พอมาอ่านความเห็นของ "parnpun" กับของ "แล้วบาปกรรมจะตามสนองพวกมัน" ทำให้ผมคิดไปถึงหนังพวก "ผีดิบซอมบี้" ผีเขมือบอะไรพวกนั้น พอหันมาดู "เวทีเสื้อเหลือง" วันนี้ กับ "กระทิงแดง" ในอดีตแล้วผมรู้สึกมันช่างเหมือนกัน

ผีดิบซอมบี้ในหนัง มันสิ้นแล้วซึ่งมโนธรรมสำนึก มันเห็นโลกอยู่เพียง 2 ด้าน หนึ่งคือ "พวก" หมายถึงพวกที่เป็นซอมบี้ด้วยกัน กับ "คน" ซึ่งต้องเป็น "อาหาร" ของมัน หากสิ่งมีชีวิตอะไร ถูกผีดิบกัด มันก็จะติดเชื้อกลายเป็นผีดิบตาม

ทางกลับกัน "คน" ก็มองเห็นโลกเพียง 2 ด้าน เช่นเดียวกับผีดิบ นั่นคือ พวกเขาจะมองเห็นเพียง "คน" กับ "ผีดิบ" คนจะป้องกันตัวเองทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ผีดิบกัด จะได้ไม่กลายเป็นอาหารของผีดิบ หรือกลายพันธุ์ไปเป็นผีดิบ หาก "เพื่อน-พี่-น้อง-พ่อ-แม่" ถูกผีดิบกัด กลายไปเป็นพวก "ผีดิบ" คน ก็จะฆ่าพวกเขา แถมซ้ำ คนยังสามารถเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์ผีดิบ ได้อย่างถูกต้อง และหนังจะได้ใจท่านผู้ชมมาก ถ้าการเข่นฆ่าผีดิบทำได้โหดเหี้ยมอมหิต ไม่ว่าจะเป็นการ ขับรถเหยียบ การตัดหัว การราดน้ำมัน จุดเผาไฟ อย่างสยดสยอง การใช้เหล็กแหลม เสียบแทงเข้าร่าง

มันช่างเหมือนกับเหตุการณ์โหดอมหิตเมื่อ 6 ตุลาคม 19 ในชีวิตจริงกระไรปานนั้น

ในยุคนั้น มีการจัดคนออกเป็น 2 พวก เหมือนกัน คือ พวกที่เรียกตัวเองว่า "ขวา" แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า "ซ้าย" ขบวนการหลักยุคนั้นก็คือ "กระทิงแดง" กับ "นวพล" และ "ลูกเสือชาวบ้าน" ทั้งหมดก็คือ ขบวนการเดียวกัน คือ

"สีเขียว"

เหตุที่ต้องเรียกเป็นขบวนการสีเขียว เพราะ วิธีมองคนโลก แค่ 2 มุม คือ แนวคิดดาษๆ ของนักการทหารทั่วไป คือ ถ้าไม่เป็นมิตร ก็เป็นศัตรู

ไม่เพียงเท่านั้น ขบวนการ "สีเขียว" ได้กลายเป็นสีเขียวจริงๆ เพราะมีผู้นำทหาร-ตำรวจ ระดับคุมกำลัง เป็นแนวร่วมสำคัญ แถมเครื่องมือหลัก ก็คือการใช้ "คลื่นวิทยุทหาร และสถานีโทรทัศน์" ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทหารภายใต้นิยามของ "ความมั่นคงของรัฐ" แล้วใช้เป็นเครื่องมือครอบงำ เพื่อแบ่งคนในราชอาณาจักรออก 2 กลุ่ม คือ ถ้าไม่เป็นขวา ก็ต้องเป็นซ้าย

พลังของกลุ่มสีเขียว หรือ "ฝ่ายขวา" ยุคนั้นสามารถทำร้ายร่างกาย หรือทำลายที่ทำการ ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเปิดเผย และเมื่อถึงจุดแตกหัก ยังกลายเป็นนักรบทะลวงฟัน "ฝ่ายซ้าย" อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องรับผิด เหมือนกันคนเข่นฆ่าทำลายผีดิบในหนังยังไงยังงั้น

มาถึงยุคนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่หลายอย่างยังเหมือนกัน คือ "คลื่นวิทยุ-โทรทัศน์" ส่วนใหญ่ก็เป็นของทหาร และ ของหน่วยงานราชการ ในนาม "ความมั่นคงของรัฐ" ตลอดจนกองกำลังทหาร ก็ได้กลายเป็นแนวร่วม และเครื่องมือสำคัญของ "ขบวนการเสื้อเหลือง" ที่พยายามอุปโลก ตนเองว่าเป็น "ฝ่ายพิทักษ์เทพ" และยัดเยียดให้ผู้ไม่เข้าร่วมเป็น "ฝ่ายพิทักษ์มาร" เพื่อประกอบเป็นภาพว่า "ฝ่ายเทพพิชิตฝ่ายมาร"

มันน่าแปลกที่คนดีๆ มีความคิด พอเข้าร่วมขบวนการ เลยพากันกลายร่างเป็น "อมนุษย์" นักวิชาการดีๆ กลายเป็นนักวิชาการอมนุษย์ พวกเขาเห็นโลกแค่เพียง 2 มุม วาจาสัตย์ ที่พวกเขาเคยพูด กลายเป็น "วาจาสัตว์" พวกเขาไม่มุ่งเข้าใจคน ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจคน แต่สร้างมุ่งแยกคนออกเป็น 2 พวก คือ "เทพ" กับ "มาร"

พวกเขาพากันอธิบายว่า เทพมีสิทธิอันชอบธรรม ต้องทำลายมารให้หมดสิ้น เทพทำอะไรก็ไม่ผิด เหมือนคนในหนัง ที่พากันเข่นฆ่าผีดิบ ยิ่งฆ่าด้วยวิธีการโหดเหี้ยมอมหิต ยิ่งสะใจ ท่านผู้ชม การยึดทำเนียบ การยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้มีความผิดแม้แต่น้อย การขับรถเหยียบตำรวจ ก็กลายเป็นการขับรถไปบนช่องว่างของอากาศบนถนน แต่บังเอิญตำรวจดันนอนอยู่ตรงนั้น การชักปืนยิงตำรวจ กลายเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ เพราะยิงใส่ช่องว่างของอากาศ บังเอิญอีกเหมือนกันที่ แขนขาตำรวจดันอยู่ตรงนั้น การใช้มีดดาบแทงอกทะลุปอดตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ก็ไม่เป็นความผิด เพราะนั่นคือคันธง ไม่ใช่อาวุธ มันช่างเหมือน คน ฆ่าผีดิบ ในหนัง หรือ เหตุการณ์ยุค "ขวาพิฆาตซ้าย" ยังไงยังงั้น

ถ้าอดีตมีสีเขียว และหัวหอกคือ "กระทิงแดง" ยุคนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนตัวละคร และหัวหอกมาเป็น "ขบวนการเสื้อเหลือง" แนวคิด แนวปฏิบัติ เครื่องมือ และการครอบงำ ไม่ได้แตกต่างกันเลย ต่อไปนี้ผมเสนอให้ทุกผู้คนในนี้ ควรเรียกขบวนการพันธมิตรสีเหลือง วันนี้ว่า

"กระทิงแดงใหม่" เอากันให้ชัดๆๆ

แม้ ฟดก. จะเกลียดแม้ว

แม้ ฟดก. จะเกลียดแม้ว คุณจะเกลียดแม้ว แต่เห็นว่า แม้วเลวน้อยกว่าอำมาตย์-ศักดินา เลยเชียร์แม้ว ว่างั้นเหอะ

อย่าบอกนะว่าไม่เชียร์ พฤติกรรมมันฟ้อง

มาแล้ว ศิษย์สมศักดิ์ เจียม

มาแล้ว ศิษย์สมศักดิ์ เจียม ตัวจริง

เห็นเยอะ แถวธรรมศาสตร์ ฟังไม่กี่ประโยคก็รู้ว่ามาจากสำนักไหน

แจ่ม ชัด

แจ่ม ชัด นับถือและชื่นชมค่ะ

ทึ่งมากๆ ด้วย ที่มีเด็กนิติฯ รามฯ ปี ๒ อ่านได้ชัดกว่าผู้อาวุโสหลายคน

คนเราเกิดมา

คนเราเกิดมา พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั่งสอนไว้
ไม่ให้ดูหมิ่นกัน
ทุกคนเท่าเทียมกันในความเป็นคน
ไม่เช่นนั้นพระองค์ไม่เสด็จออกผนวช
ทั้งที่เป็นกษัตริย์
คนดีคนเลว
ดูจากการกระทำ
ไม่ได้ดูที่เป็นอะไร ฃั้นไหน
คนรากหญ้า คนจน แต่เป็นคนดี เราก็นับถือศรัทธา
อย่าไปเลือกชั้นวรรณะเลย
วุ่นวายเปล่า
วรณะไหนก้ตาม
ถ้าไม่ดี
คนก้อไม่นับถือ
ดูคนดูจากการกระทำดีกว่า

ปิดฉากชีวิตลงแล้ว นายสมัคร

ปิดฉากชีวิตลงแล้ว นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทสร้างสีสันให้แก่วงการเมืองไทยมาตลอด โดยถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

วันนี้ (24 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายสมัครเดินทางกลับจากการรักษาที่ต่างประเทศ และพักฟื้นอยู่ที่บ้าน โดยก่อนจะถึงแก่อนิจกรรมได้เข้าพักรักษาตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นบุตรของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) เป็นหลานลุงของมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก

นายสมัครเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ดังนี้
พ.อ.(พิเศษ) พ.ญ.มยุรี พลางกูร - อดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
นางเยาวมาลย์ ราชวังเมือง - ประกอบธุรกิจส่วนตัว
พล.อ.อ.สมมต สุนทรเวช - อดีตที่ปรึกษา ทอ. (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายสมัคร สุนทรเวช
นายมโนมัย สุนทรเวช - พนักงานรัฐวิสาหกิจ
นายสุมิตร สุนทรเวช - นักการเมือง หัวหน้าพรรคประชากรไทย
นายสมัคร สมรสกับ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภา และกาญจนากร ปัจจุบันสมรสแล้วทั้งคู่ จากการที่ภรรยาทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 สถานะการเงินของภรรยาจึงมั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้ นายสมัครเลยมิได้ทำงานประจำให้กับหน่วยงานใด และได้ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว มาตั้งแต่ พ.ศ.2516

ประวัติการศึกษา
ก่อนประถมศึกษา : โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม
ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ระดับอาชีวศึกษา : โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
ระดับอุดมศึกษา : นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประวัติทางการเมือง
นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ พ.ศ.2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ.2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ.2518 ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ได้แก่

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 2 (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 - 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ. 2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)
นายกรัฐมนตรี (29 มกราคม - 9 กันยายน พ.ศ. 2551)

สรุปประวัติทางการเมืองได้ดังนี้
พ.ศ. 2511 : เข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2511 - 2519)
พ.ศ. 2514 : สมาชิกสภาเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร (ได้รับเลือกตั้ง เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2514)
พ.ศ. 2516 : สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 10 ธ.ค.16) และ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.16)
พ.ศ. 2518 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ม.ค. 2518)
พ.ศ. 2518 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พ.ศ. 2519 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2519)
พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2519 - 2520)
พ.ศ. 2522 : ก่อตั้งพรรคประชากรไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2522)
ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง และสถาบันการเงิน (พ.ศ. 2523 - 2526)
พ.ศ. 2526 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2526)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2526 - 2529)
พ.ศ. 2529 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2529)
ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง (พ.ศ. 2529 - 2531)
พ.ศ. 2531 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2531)
ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2531 - 2533)
พ.ศ. 2533 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2533 - 2534)
พ.ศ. 2535 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (มี.ค. 2535) (ก.ย. 2535)
ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม (พ.ศ. 2535 - 2538)
พ.ศ. 2538 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2538)
พ.ศ. 2539 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (พ.ย. 2539)
พ.ศ. 2543 : ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ศ. 2543 - 2547)
พ.ศ. 2550 : รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2550 - 30 ก.ย. 2551)
พ.ศ. 2551 : นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (29 ม.ค.2551 - 9 ก.ย.2551)

นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากที่สุด นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยผู้ได้คะแนนอันดับ 2 คือ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ไดัรับคะแนนเสียงเพียง 521,184 คะแนน

นายสมัครดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่าง พ.ศ.2543-2547 นับเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 13 และเป็นคนที่ 5 ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลังจากพ้นตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คดีเรื่องการทุจริตกรณีจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง ก็ยังมีการดำเนินการตรวจสอบจนถึงปัจจุบัน

การเลือกตั้งวุฒิสภา 2549
หลังพ้นตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อครบวาระ 4 ปี นายสมัครตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2549 ผลการนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจาก ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 แต่ ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ทันได้รับการรับรองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการไปขึ้นเวทีปราศัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจถือได้ว่าเป็นการหาเสียง และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว การเลือกตั้งวุฒิสภา พ.ศ.2549 ก็ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายสมัคร สุนทรเวช ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก นายสมัคร สุนทรเวช แถลงข่าว ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลดูเพิ่มที่ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มกราคม พ.ศ. 2551 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมัครยังได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นพลเรือนคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังถูกกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึงการดำรงตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช นี้ว่าเป็นนอมินี(ตัวแทน)ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในข้อหาเซ็นชื่อยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2551 นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267 ประกอบมาตรา 182(7) เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ ของรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่านายสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีลง แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัครยังได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคและรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างดีที่สุดแล้ว จึงขอยุติบทบาททางการเมือง ส่วนการดำเนินการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้ขึ้นอยู่กับพรรค

นายสมัครเคยถุกดำเนินคดีเป็นข่าวดัง ประกอบด้วย

คดีหมิ่นประมาท นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2528 นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่กรรมโดยการประกอบอัตวินิบาต ขณะกำลังเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากปัญหาความเครียดส่วนตัว ต่อมานายสมัครซึ่งถูกปรับออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ พ.ศ.2529 กลายเป็นฝ่ายค้าน ได้ให้ข่าวในทำนองว่านายดำรงฆ่าตัวตายเพราะความเครียด เนื่องจากการยักยอกงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน นางสมศรี ลัทธพิพัฒน์ (เกตุทัต) ภรรยานายดำรง มอบหมายให้นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความ ฟ้องหมิ่นประมาทนายสมัคร สุนทรเวช ศาลฎีกามีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 ว่า “นายสมัครกล่าวข้อความเป็นเท็จและหมิ่นประมาทจริง” และได้มีคำสั่งให้จำคุกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา

กรณีสเตทเมนต์ปลอม เมื่อ พ.ศ.2530 นายสมัคร สุนทรเวช ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมใน ครม.คณะที่ 43 และได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ครม.คณะที่ 44) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2530 นายสมัครอภิปรายกล่าวหาว่า นายจิรายุรับสินบนโดยนำสำเนาสเตตเมนต์แสดงการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเฟิสต์ อินเตอร์สเตตในสหรัฐอเมริกา มาแสดงในสภาและอภิปรายว่ามีชื่อของนายจิรายุ เป็นเจ้าของบัญชีดังกล่าว ซึ่งมีรายการโอนเงินค่าสินบน เป็นจำนวนเงิน 92 ล้านบาท นายจิรายุได้ปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของนายสมัครเป็นเท็จและตนไม่เคยมีบัญชีธนาคารในสหรัฐอเมริกา

ต่อมา จากการตรวจสอบโดยคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พบว่า สเตตเมนต์ที่นายสมัครนำมาแสดงนั้นเป็นของปลอม และนายจิรายุไม่เคยมีบัญชีเงินฝากในธนาคารนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ กับนายสมัคร เนื่องจากมีกฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส. ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อมา นายสมัครได้ยอมรับว่า ได้นำเอกสารเท็จมาแสดงในการอภิปรายในครั้งนั้นจริง

การจัดรายการโทรทัศน์ นายสมัครร่วมจัดรายการสนทนาปัญหาบ้านเมือง ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 ซึ่งถูกโจมตีโดยฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นสื่อที่เข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและหลังจากที่มีการปฏิวัติโดยคณะปฏิรูปฯ นายสมัคร สุนทรเวช ได้เลิกรายการของตนไป ก่อนหน้านั้น สมัครได้จัดรายการ “สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน” ร่วมกับนายดุสิต ศิริวรรณ ในเวลา 11.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ระยะเวลา 30 นาที ซึ่งนายสมัครได้กล่าวว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ “เลือกข้างใช่ไหม” จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และไม่พอใจของหลายฝ่าย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กล่าวว่า พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพของหลายฝ่าย และเป็นถึงประธานองคมนตรี ทำให้นายสมัครขอยุติรายการดังกล่าวไปด้วยตนเอง

คดีหมิ่นประมาทอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. นายสมัคร และดุสิต ศิริวรรณ ซึ่งร่วมกันจัดรายการโทรทัศน์ “เช้าวันนี้ที่ช่อง 5” ทาง ททบ.5 และ “สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน” ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ถูกนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา โดยทั้งสองกล่าวหาว่านายสามารถทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครในรายการโทรทัศน์ ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำของทั้งคู่เป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจริง ทั้งนี้นายสมัครได้เคยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทมาแล้วหลายครั้ง โดยศาลปรานีให้รอการลงโทษไว้เพื่อให้ปรับตัวเป็นคนดี แต่นายสมัครกลับกระทำผิดซ้ำในความผิดเดิมอีก ศาลมีคำสั่งจำคุกสมัคร สุนทรเวช และนายดุสิต ศิริวรรณ รวม 4 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

25 กันยายน 2551 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายดุสิต ศิริวรรณ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และใช้เงินสด 200,000 บาท ประกันตัวไป

กับสื่อมวลชน
สมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่รู้กันเป็นอย่างดีว่า มีวาจาที่เผ็ดร้อน และมักชอบมีวิวาทะกับสื่อมวลชนเสมอๆ เช่น ให้นักข่าวหุบปาก เป็นต้น ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 สมัครได้มีวิวาทะกับสื่ออีกหลายครั้ง เช่น เมื่อนักข่าวถามถึงปัญหาภายในพรรคของสมัคร นายสมัครตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกได้ แต่นักข่าวกลับถามซ้ำหลายครั้ง นายสมัครจึงถามย้อนว่า “เมื่อคืนไปเสพเมถุนกับใครมาหรือเปล่า” เพื่อแสดงให้เห็นว่าการถามคำถามเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว, กล่าวว่า สื่อดัดจริต รวมทั้งกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 เฮงซวย

วันที่ 3 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก องค์กรวิชาชีพสื่อได้แถลงผลการศึกษาเรื่อง '(วิ)วาทกรรมสมัครกับสื่อ' สรุปว่าตั้งแต่ช่วงที่เข้ามารับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน สมัครใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้การสื่อสารสองทางเป็นการสื่อสารทางเดียว ใช้ภาษาข่มขู่ รุนแรง ดุเดือด เลี่ยง เบี่ยงเบน บิดเบือน และทำให้หลงประเด็น พูดความจริงบางส่วน หรือพูดเท็จบ่อยๆ ทำให้ความชอบธรรมกลายเป็นความไม่ชอบธรรม ลดทอนน้ำหนักของประเด็นคำถาม สร้างเรื่องใหม่ขึ้นมากลบเกลื่อนประเด็นสำคัญ

ผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า สมัคร สุนทรเวช ขาดความเข้าใจเรื่องบทบาท สถานภาพ และหน้าที่ของตนและผู้อื่น เพราะนายสมัครมีกลวิธีสื่อสารแบบที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อ และไม่สร้างเสริมประโยชน์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะข้อความที่สื่อได้จากการทำข่าวนั้นไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ได้ ไม่นำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบรัฐบาลได้ แสดงออกถึงความเพิกเฉย ไม่สนใจ มองไม่เห็นคุณค่าของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ไม่เคารพศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของสื่อ

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 สมัครได้เคยกล่าวไว้ในรายการ สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมีคนตายเพียงคนเดียว และคนนั้นเป็นญวนอีกด้วย ซึ่งนายสมัครได้ย้ำอีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์กับ แดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และยังกล่าวอีกว่า “ผมบอกว่า ถ้าผมเป็นคนเลวมาไม่ได้ไกลขนาดนี้หรอก ถ้าผมเป็นคนเกี่ยวข้องไม่ได้รับการสนับสนุนให้เดินหน้ามาถึงป่านนี้หรอก”

บทบรรณาธิการของบางกอกโพสต์ กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายสมัครว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เท่านั้น เขายังปฏิเสธว่าการสังหารหมู่ไม่ได้เกิดขึ้นอีกด้วย ทั้งที่มีภาพถ่ายเป็นหลักฐานแสดงว่ามีผู้เสียชีวิตหลายคน และสมัครเองก็ทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปลุกเร้าให้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ อันนำไปสู่การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งประเด็นนี้ ได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 สมัครก็ได้ตอกย้ำสิ่งที่ตนพูดอีกครั้ง ซึ่งเป็นการตอบโต้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชวน หลีกภัย ฝ่ายค้าน พร้อมกับกล่าวว่า ตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการปิดหนังสือพิมพ์หลังเหตุการณ์นี้ และได้สาบานด้วยว่า ถ้าสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ขอให้ตนพบกับความวิบัติ ถ้าไม่จริง ขอให้เจริญรุ่งเรือง

อีกทั้งสมัครยังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่อย่างใด ขณะที่สื่อมวลชนรายหนึ่ง ได้โชว์รูปถ่ายที่นายสมัครยืนอยู่ข้างหลังจอมพลประภาส จารุเสถียรในครั้งนั้นแล้วชี้ให้นายสมัครดู แต่สมัครปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นรูปดังกล่าวมาก่อน

ต่อมาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 “แม่ลูกจันทร์” แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยืนยันว่าภาพดังกล่าวถ่ายไว้ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถึง 4 ปี โดยเป็นภาพถ่ายเมื่อ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ กลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์ บุกยึดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนชิดลม และจับเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยโจรปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุม ภายใน 12 ชั่วโมง ขณะนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี และจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็น รมว.มหาดไทย โดยที่นายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานในเหตุการณ์ และ “แม่ลูกจันทร์” เป็นนักข่าวการเมืองที่อยู่ในเหตุการณ์ รูปดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ
พ.ศ. 2517 ตริตาภรณ์มงกุฏไทย
พ.ศ. 2518 ตริตาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2519 ทวีติยาภรณ์มงกุฏไทย
พ.ศ. 2520 รัตนาภรณ์ (ชั้นที่ ๒ )
พ.ศ. 2522 ประถมาภรณ์มงกุฏไทย
พ.ศ. 2524 ประถมาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2526 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2527 ทุติยจุลจอมเกล้า
พ.ศ. 2527 มหาวชิรมงกุฏ
พ.ศ. 2539 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์
พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

ผลงาน
เขียนบทความ และความคิดเห็นทางการบ้านการเมืองแบบไม่ประจำใน สยามรัฐ, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ถึง 2516
เขียนบทความการเมืองในหนังสือพิมพ์ประชาไทย (พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2520)
เขียนบทความในคอลัมน์ประจำ (มุมน้ำเงิน) หนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนถึง พ.ศ. 2537
ผู้ดำเนินรายการ ชิมไปบ่นไป
ผู้ดำเนินรายการ เช้าวันนี้..ที่เมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
ผู้ดำเนินรายการ สนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

อาการป่วย
หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยทางสื่อมวลชนมากนัก จนกระทั่ง นายกฤษณะ ไชยรัตน์ พิธีกรโทรทัศน์ เดินทางไปถ่ายทำรายการถึงโรงพยาบาล อาการป่วยของนายสมัครจึงเป็นที่เปิดเผยในวงกว้าง ต่อมานายสมัครจึงเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา กระทั่งกลับมาเมืองไทยและพักฟื้นที่บ้าน ซึ่งต่อมาเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในวันนี้

555...... ป้าย่น

555...... ป้าย่น โดนพวกเดียวกันด่าซะแล้ว ชนชั้นซะ