ศาลปกครองสูงสุด ไฟเขียว 11 โครงการมาบตาพุด เดินหน้าได้

วันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด นัดอ่านคำสั่งในคดีคำร้องที่ 586/2552 ระหว่างสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวก รวม 8 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) และบริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด กับพวก รวม 36 คน (ผู้มีส่วนได้เสีย) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการ หรือกิจกรรม หรือกิจการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในพื้นที่ จ.ระยอง จำนวน 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เป็นเหตุให้ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดี และผู้มีส่วนได้เสีย ดำเนินการยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการลงทุน 76 โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในมาบตาพุดไว้ก่อน โดยให้ 11โครงการที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนสามารถเดินหน้าได้ ส่วนอีก 65 โครงการ ลงทุนด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ท่อส่ง โครงการเหล็ก ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า และกำจัดของเสีย ให้ระงับไว้ก่อนตามคำสั่งเดิม เพราะเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตโครงการที่เหลือมีการดำเนินการภายใต้ มาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ก็สามารถยื่นขอออกจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ในภายหลัง

 ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

เอ็นจีโอ เดินหน้า 181 โครงการที่เข้าข่ายที่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า นายศรีสุวรรณ   จรรยา นายกสมาคมสภาวะแวดล้อม กล่าวว่าศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ 65 โครงการ จาก 76 โครงการในมาบตาพุดต้องชะลอโครงการตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งระงับชั่วคราวให้ให้ปฏิบัติตามมาตรา   67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนอีก 11 โครงการซึ่งเป็นโครงการอุตสาห กรรมสะอาดนั้นสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยอยู่ในลำดับที่ 16 , 22 , 37 , 41 , 45 , 50 และ 54 ซึ่งในส่วนของคมนาคม คือ โครงการลำดับที่ 2 , 3 , 4 และ 6   อย่างไรก็ตาม   ค่อนข้างพอใจในคำตัดสินของศาลอย่างมาก และถือว่าชนะแล้ว   ซึ่งหลังจากนี้ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานที่ต้องออกระเบียบและกฎหมายรองรับ

ในส่วนเอกชนที่ต้องเร่งประเมินผลกระทบด้านสุขภาพก็ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อนำมายื่นกับศาลประกอบการพิจารณาต่อไป ขณะที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุดชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ก่อนหน้านี้ประเมินว่าจะใช้เวลา 4-5 เดือนในการประเมินและคัดแยกโครงการในมาบตาพุด ก็คงร่นเวลาทำงานได้เร็วขึ้นเหลือเพียง 1 เดือนก็อาจเป็นไปได้ เพราะศาลได้ช่วยคัดแยกโครงการ ออกไปถึง 11 โครงการแล้ว ในส่วนของสมาคมฯก็จะเดินหน้าใน 181 โครงการที่ได้ประเมินไว้ว่าเข้าข่ายที่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งได้ส่งหนังสือเตือนไปยังบริษัทเหล่านั้นแล้ว

 

เปิดรายชื่อ 11 โครงการมาบตาพุดรอดวิกฤติ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานด้วยว่า 11โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้สามารถเดินหน้าได้ ประกอบด้วย โครงการคมนาคม 4 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 2  โครงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและขนาดถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์  ตั้งที่ นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด จังหวัดระยอง ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โครงการที่ 3 โครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ (การเพิ่ม ถังเก็บและอุปกรณ์ขนถ่ายLPG/Butene-1) ตั้งที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ปตท.เคมีคอล จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 4 รายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายสารปิโตรเคมี และคลังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (การก่อสร้างถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพิ่ม (ถัง โพรเพน/บิวเทน)) ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง  ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โครงการที่ 6 โครงการติดตั้ง Loading Arm เพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือของโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

โครงการอุตสาหกรรม 7 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 16 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 22 โครงการปรับปรุงระบบหมุนเวียนก๊าซกลับคืนของโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิดโพลีโพรพิลีน ที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ส จำกัด โครงการที่ 37 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด ติดตั้งหน่วยควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (ขอ เปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ) ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด โครงการที่ 41 โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)

โครงการที่ 45 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตระบบ บำบัดมลพิษทางอากาศโรงงานผลิตPurified Terephthalic Acid(PTA) ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด โครงการที่ 50 โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 (การเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ) ที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษั ปตท.จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 54 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียด โรงงานผลิตคลอ-อัลคาลี และอีพิคลอโรไฮดรินภายใต้โครงการติดตั้ง Chlorine Vaporizer ,Wet Scrubber ของHCL Section  และการปรับเปลี่ยนขนาดถังบรรจุคลอรีนเหลว ตั้งที่ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเร่งคลอดโครงสร้างองค์กรอิสระแก้ปมมาบตาพุดใน 2 สัปดาห์
มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 2 ธันวาคมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการเร่งกำหนดพิมพ์เขียว หรือโครงสร้างองค์กรอิสระใหม่ เพื่อปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 (2) โดยสรุปภายใน 2 สัปดาห์
 
“ทุกอย่างเดินตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เร่งที่จะกำหนดโครงสร้าง แม้ว่าคำสั่งศาลปกครองจะมีคำสั่งออกมาแล้วในวันนี้ ต่อกรณีมาบตาพุด โดยองค์กรนี้จะมาดูแลเรื่องอีไอเอ (มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม) และเอชไอเอ (มาตรการดูแลด้านสุขอนามัย) โดยการจัดตั้งจะออกมาเป็นประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีทั้งโครงสร้างองค์กร บทบาทหน้าที่ อำนาจทั้งหมด แต่ยอมรับว่า ขั้นตอนการจัดตั้ง  อาจจะใช้เวลาบ้าง แต่ส่วนตัวคาดว่าจะเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

นายอานันท์ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดที่มีคำสั่งในวันนี้ ตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ต่างระบุว่าพร้อมจะเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้การดำเนินการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามกฏหมาย อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการฯ ยังเตรียมลงพื้นที่ในมาบตาพุดตามกำหนดการเดิม คือ วันที่ 5-7 ธ.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการ โดยจะมีการพบทั้งตัวแทนชาวบ้านและโรงงานต่าง ๆ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาทั้งหมด

 

นายกฯ ชี้ 65 โครงการมาบตาพุดต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง
สำนักโฆษกรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ เมื่อเวลา 17.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งชะลอ 65 โครงการของมาบตาพุดว่า โครงการที่ศาลเห็นว่าไม่มีผลกระทบและสามารถดำเนินการต่อไปได้คงจะช่วยในการลงทุนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการที่เคยพูดไว้ว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เดินต่อไปได้

ส่วน 65 โครงการนั้นเมื่อศาลเห็นว่าเป็นโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน แนวทางที่น่าจะดีที่สุดคือให้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เสมือนว่าเป็นโครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลมีความเห็นว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจากยึดเอาผลการศึกษาของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เป็นหลัก ดังนั้น น่าจะให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าและทำเรื่องโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (อีไอเอ กับเอชไอเอ) และรับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมกับให้องค์กรอิสระให้ความเห็นไปในคราวเดียวกัน เพื่อให้สามารถเดินต่อได้

ทั้งนี้ เนื่องจากตัวระเบียบที่จะทำทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากำลังพิจารณาอยู่ และจะขอความร่วมมือว่าหากขั้นตอนไหนเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้วสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนที่เหลืออยากให้ได้ข้อยุติจากกรรมการชุดดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไป ดังนั้น แนวทางนี้ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเชื่อว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่ายคงยอมรับได้ เพราะเป็นการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้จะมีการต่อสู้ทางกฎหมายต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายต้องดำเนินไปเพราะคดียังคงอยู่ แต่ทางศาลปกครองได้แถลงเอาไว้ว่าหากมีข้อเท็จจริงใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ต้องว่ากันอีกครั้ง

สำหรับกรอบเวลาที่ชัดเจนของกรรมการ 4 ฝ่ายนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าโดยหลักการประเมินวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหากจำเป็นต้องทำเพิ่มเติมหรือทำใหม่ก็ดี การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มีข้อโต้แย้งอย่างน้อย 2 ขั้นตอนนี้ ตนคิดว่าน่าจะเริ่มต้นได้ทันที ส่วนการรับฟังความคิดเห็นนั้นยังเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งยังมีเวลาและยังมีเวลาที่จะขอความเห็นจากองค์กรอิสระเพื่อให้ระเบียบเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และมีเวลาที่จะให้คณะกรรมการได้พิจารณาอย่างน้อยอีก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งคิดว่าไม่กระทบแน่นอน

อย่างไรก็ตามจะพยายามไม่ให้เกิดการเร่งรัดจนเกินไป เพราะเดิมกรรมการขอเวลาไว้ 5-6 สัปดาห์ ซึ่งตนก็ต้องขอดูวิธีการทำงานในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือแม้แต่การรับฟังความคิดเห็นยังใช้เวลาอีกเป็นเดือน คณะกรรมการ ยังไม่ต้องได้ข้อยุติเรื่ององค์กรอิสระจนครบเวลา 1 เดือนก็ยังได้

“รัฐบาลไม่มีเจตนาจะไปรวบรัดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอความร่วมมือให้การพิจารณาการประชุมต่างๆ สามารถได้คำตอบที่รวดเร็ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ต่อคำถามว่า ระหว่างนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นหรือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ที่การคาดการณ์ของคน เพราะก่อนหน้านี้ถือว่าศาลมีคำสั่งระงับ แต่ตอนนี้ 11 โครงการก็เดินหน้าต่อได้ ส่วนอีก 65 โครงการก็อยู่ในสถานะเดิม ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีหลายโครงการเดินหน้าต่อโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการดำเนินการในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเสร็จ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นแล้วจะสามารถจะอุทธรณ์กลับได้หรือสามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าทุกโครงการได้ดำเนินการตามที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสองแล้ว เข้าใจว่าเรื่องคดีก็จะไม่มีประเด็นอีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับภาคเอกชนบ้างหรือยังหลังศาลมีคำสั่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคเอกชนมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือ
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์