'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ

และแล้ว 6 แกนนำเสื้อแดง (ที่จริงกลายเป็นเสื้อน้ำเงินไปเกินครึ่ง) ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกฐานนำม็อบปิดล้อมกักขังหน่วงเหนี่ยวสื่อ ซึ่งก็สมควรแล้ว เพราะละเมิดสิทธิผู้อื่นเกินเลยจากกรอบการใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

เพียงมีข้อสงสัยว่า ม็อบที่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ซึ่งไม่มีผู้เสียหายมาเป็นโจทก์ร่วมฟ้องร้อง จะได้รับโทษในมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ เพราะแม้ไม่มีตัวบุคคลถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่เป็นประชาชนทั้งประเทศ ที่ถูกละเมิดสิทธิกักขังหน่วงเหนี่ยว

ขณะเดียวกันก็มีคำถามว่า แล้วสื่อล่ะ สื่อที่ก้าวล่วงกรอบจรรยาบรรณ เลือกข้างทางการเมืองแล้วใช้วิชาชีพเป็นเครื่องมือปลุกความเกลียดชัง ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ ทิ้งหลักการ เหตุผล กระทั่งหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความเห็นต่าง อันเป็นสรณะของสื่อตั้งแต่ยุคบรรพชน

ควรจะถูกลงโทษอย่างไร หรือควรจะรับผิดชอบอย่างไร

น่าเศร้า ที่คำตอบคงเป็นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพราะสื่อเชื่อว่าตนบริสุทธิ์และมีอุดมการณ์

ไม่มีคำถามในเชิงจรรยาบรรณเลยว่า สาเหตุที่มวลชนโกรธแค้นบุกไปล้อมนั้นเป็นเพราะสื่อลำเอียงจริงหรือไม่

ในฐานะสื่อคนหนึ่ง ผมเศร้าใจทุกครั้งที่เห็นมวลชนอีกข้างก่นด่าสื่อกระแสหลักว่าชั่วเลว เพราะในฐานะที่มีเพื่อน มีพี่มีน้อง กระจัดกระจายอยู่หลายค่ายหลายฉบับ ผมยังเชื่อมั่นว่า บก.ข่าว หัวหน้าข่าว นักข่าวทั่วไป ในสายการเมือง ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนบริสุทธิ์และมีอุดมการณ์ ไม่ใช่มือรับจ้าง หรือเกรงกลัวอิทธิพลบารมีของใคร แม้กระทั่งตัวเจ้าของสื่อเอง

ขอยืนยันว่าปรากฏการณ์สื่อเอียงข้างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่มาจากเจ้าของสื่อ ที่อาจถูกมองว่าได้ผลประโยชน์ ได้ค่าโฆษณา (ปีนี้รัฐบาลทุ่มโฆษณาพันกว่าล้าน มากกว่าภาคธุรกิจเอกชน) หรือเจ็บแค้นทักษิณ ฯลฯ แต่เป็นความพร้อมใจของสื่อจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับ บก.ลงไปถึงนักข่าวพื้นที่ ที่เชื่อว่าตัวเองกำลังทำหน้าที่เพื่ออุดมการณ์ เพื่อชาติ เพื่อประชาชน ในการบดขยี้ทำลายทักษิณกับ “เสื้อแดงชั่ว” ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย แล้วประเทศจะเจริญวัฒนาสถาพรอมรรัตนโกสินทร์ฯ

ความคิดในเชิงอุดมการณ์ของสื่อ จึงไม่ต่างกับนักเคลื่อนไหวแกนนำพันธมิตร แต่สื่อลืมไปว่าตัวเองไม่ใช่นักเคลื่อนไหว สื่อมีจรรยาบรรณ ความเป็นมืออาชีพ ที่จะต้องไม่เอาตัวเองเข้าไป in ในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยสนับสนุนเพียงไรก็ตาม ก็ยังต้องสำนึกว่าหน้าที่ของเราคือผู้สังเกตการณ์

ภาพหนึ่งที่ผมสลดใจมากคือภาพอดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ ลุกขึ้นมาซักเรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยอารมณ์คั่งแค้น เท่าที่ได้ยินกิตติศัพท์มานาน เขาเป็นผู้สื่อข่าวที่ดีมาก เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาชนคนกล้า แต่วันนั้น เขาทิ้งความเป็นมืออาชีพไปแล้ว เขาพ้นจากความเป็นสื่อไปแล้ว

ทำไมสื่อถึงกลายเป็นกระดาษเปื้อนหมึก ดาวสยาม 2552 เป็นเรื่องน่าคิด ผมคงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ถูกต้องรอบด้าน เพียงแต่เสนอมุมมองบางอย่าง

นักวิชาการคนสำคัญที่ออกมาทักท้วงสื่อ ก็คือ “อาจารย์ย่า” อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ซึ่งปรากฏว่าสื่อไม่ฟังเลย ทั้งที่หลายคนก็เป็นลูกศิษย์หรือเคารพนับถืออาจารย์ย่า

จำได้ว่าเมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเองเคยเขียนว่าถ้านักวิชาการนิเทศศาสตร์มาทำหนังสือพิมพ์ก็เจ๊ง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สื่อไทยจะพาดหัวตรงไปตรงมา ไม่เล่นสีสัน ที่สำคัญคือผมเชื่อว่าสื่อต้องมีบทบาทชี้นำ สะท้อนอารมณ์สังคม ผ่านการพาดหัวข่าว โปรยข่าว เพราะการเมืองไทยยังต้องอาศัยสื่อชี้นำทุกยุค ตั้งแต่ 14 ตุลา มาจนพฤษภาทมิฬ ไล่ชวน ไล่บรรหาร ไล่จิ๋ว หรือสร้างกระแสธงเขียว 2540

นึกได้ตอนนี้แล้วก็อายตัวเอง

นั่นแหละคืออหังการของสื่อ ฐานันดรที่ 5 ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นอภิสิทธิ์ชนกลุ่มหนึ่งของสังคมไทย เป็นชนชั้นนำในคราบของคนธรรมดาสามัญ สื่อยุคใหม่ไม่ใช่พวกอีแร้งกเฬวรากตามหนังสือพิมพ์กระจอก ที่เอาสติกเกอร์ “ข่าว” ติดรถแล้วเบ่งคับ รีดไถ สื่อยุคใหม่ในค่ายหลักกินเงินเดือนหลายหมื่น จนหลักแสน เป็นพวกที่มือสะอาด มุ่งมั่น จริงจัง (บ้างก็เก๊กนิดๆ แบบวิศาล ดิลกวณิช-ฮา) เชื่อว่าตัวเองรู้ดีกว่าชาวบ้าน เชื่อว่าตัวเองจะเป็นผู้ชี้นำผลักดันสังคม ช่วยชี้แนะให้ประชาชนเลือกคนดี กำจัดภัยพาล (กระทั่งโดนชกปากก็ยังภาคภูมิใจ)

อันที่จริง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ยืนยันว่าหน้าที่ของสื่อไม่ใช่ความเป็นกลาง ความเป็นกลางไม่มี เพราะสื่อต้องเลือกข้างประชาชน เป็นปากเสียงแทนประชาชน ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และหลักการประชาธิปไตย

พูดอย่างเป็นรูปธรรมคือ ถ้าสื่อจะเลือกข้าง ไล่ทักษิณเมื่อปี 49 ผมก็ว่าถูกต้องแล้ว และต้องเลือกด้วยซ้ำ เพียงต้องอยู่ในกรอบของจรรยาบรรณ นั่นคือการเสนอข่าวอย่างเป็นจริงและเป็นธรรม ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงตามครรลองประชาธิปไตย เหมือนที่สื่ออเมริกันจำนวนมากก็เชียร์โอบามาให้ขึ้นมาแทนบุช

ไม่ใช่สื่อตัดสินเอง แทนชาวบ้านผู้จน เครียด กินเหล้า สื่อตัดสินแล้วว่าแม่งขั่วเอาไว้ไม่ได้ ก็โยนทุกอย่างที่เป็นความเลวร้ายเข้าใส่ สร้างภาพให้เป็นอมนุษย์ ข้อหาอะไรจริงเท็จไม่สน เล่นด้วยหมด ใครยังเป็นพวกทักษิณ เลวชั่วหมด ใครแยกตัวจากทักษิณ กระทั่งขี้ยังหอม เลอะเทอะกระทั่งเขียนคอลัมน์ เขียนบทนำ เรียกหารัฐประหาร ตัวแทนองค์กรสื่อเข้าไปรับตำแหน่งหลังการรัฐประหาร

สื่อถือกำเนิดและเติบโตมาได้ด้วยหลักการสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยนะครับ เกิดเป็นสื่อแล้วไม่ยึดมั่นเชื่อถือระบอบประชาธิปไตย ไม่ปกป้องประชาธิปไตย จะเป็นสื่อไปทำซากอะไร มึงตายแล้วเกิดใหม่ไปสอบเข้า จปร. เสียดีกว่า

ย้ำอีกครั้งว่าผมเห็นว่าสื่อเลือกข้างความถูกต้องได้ ไล่ทักษิณได้ แต่ต้องอยู่ในหลักการประชาธิปไตย อยู่ในกรอบจรรยาบรรณของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเที่ยงตรง รอบด้าน ผิดถูกว่าตามเนื้อผ้า ให้ความเป็นธรรมแต่ละกรณี มีเหตุมีผล มีวุฒิภาวะ ให้การไล่ทักษิณเป็นการยกระดับความมีเหตุผล มีวุฒิภาวะของสังคมไทย

แต่ไม่ใช่เอาความเกลียดชังเข้าว่า โดยไม่มีเหตุผล จนเลอะเทอะขึ้นทุกวัน เช่นหนึ่งในข่าวโจ๊กรอบปีคือ ฟองสบู่แตกดูไบเวิลด์กลายเป็นข่าวใหญ่ เพียงเพราะทักษิณอยู่ดูไบ เข้าทาง “หนักแผ่นดิน” อยู่ที่ไหนฉิบหายที่นั่น

มีเหตุผลกันมั่งไหมเนี่ย เล่นข่าวแบบนี้มีวุฒิภาวะมีความน่าเชื่อถือกว่าโหรฟันธงตรงไหน ก็แค่สนองอารมณ์เมามันไปวันๆ

บางคนอาจต่อว่าทำไมไม่ว่าสื่อเสื้อแดง อ้าว ก็ไหน “สื่อแท้” ว่าเขาเป็น “สื่อเทียม” ผมไม่อยากนับสื่อเสื้อแดงเป็นสื่อ เพราะถือเป็นกระบอกเสียงทางการเมือง เช่นเดียวกับ ASTV และขอโทษด้วย ผมไม่เคยอ่าน แต่ขนาดฟังคนเดือนตุลาด้วยกัน-ที่เคยอยู่กับรัฐบาลทักษิณ บอกว่าเขาซื้อมา 3 ฉบับอ่านได้แค่ 30% ที่เหลือเป็นขยะ

การที่สื่อไทยไม่สามารถ “เลือกข้าง” แบบคง “จรรยาบรรณ” ไว้ได้ ผมมองว่าเป็นจุดอ่อนที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยกลุ่ม 16 จับกระจง ซึ่งสื่อคงไม่ไร้เดียงสาถึงขนาดเชื่อว่าจะมีใครจับกระจงได้ด้วยมือเปล่า แต่เอาเหอะ เอาด้วย เอาแม่มเลย เข้ากระแส

หรือสมัยต่อต้านท่อก๊าซ แล้วจัดฉากให้นักอนุรักษ์กอดต้นไม้ สร้างภาพดรามาสะเทือนใจไปทั่วประเทศ แต่วิสัยคนทำข่าวด้วยกันเห็นแล้วรู้ทันหัวร่อกลิ้ง

ตั้งแต่ก่อนไล่ทักษิณ เนิ่นนานมาแล้วที่สื่อไทยชอบสร้าง “ดรามา” มีกลิ่นอายหลังข่าวเจือปนนิดๆ สร้างพระเอก นางเอก ผู้ร้าย ตัวอิจฉา ไม่ว่าในข่าวการเมือง สังคม หรืออาชญากรรม

เราชอบสีสันการเน้นให้เป็นแบบฉบับ เป็นขาวดำ เป็นละคร การเสนอข่าวไม่เคยพ้นจากปลักนี้ ไม่มีทางถูกหลักนิเทศศาสตร์อย่างอาจารย์ย่าสอน การเมืองไทยจึงขึ้นอยู่กับการสร้างภาพในสื่อ

ไม่ใช่ว่าแต่คนอื่น ผมก็เป็น ตอนสัมภาษณ์ไทยโพสต์แทบลอยด์หลายปีก่อน ผมก็หลงใหลได้ปลื้ม สร้างพระเอกนางเอกกับเขาเหมือนกัน เช่น ไปสัมภาษณ์ปุระชัย ตอนไทยรักไทยชนะใหม่ๆ โคตรปลื้มเลย เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยก็ชื่นชมไม้บรรทัด จนไปเป็นรัฐมนตรียุติธรรม หวาดผวากลัวถูกลอบฆ่า พูดอะไรกลัวถูกดักฟัง เดินเข้าห้องต้องผ่านเครื่องตรวจอาวุธ ผมร้องโห! ในใจ พระเจ้าช่วยกล้วยหักมุก

พูดแล้วเขิน คุณหญิงจารุวรรณเนี่ยก็เป็นนางเอกรุ่นแรกๆ ในบทสัมภาษณ์ของผมเลยละ

ครั้งหนึ่งเมื่อ 5-6 ปีก่อนเช่นกัน ผมเคยตอบจดหมายเรื่องคุณหญิงหมอหัวฟู นางเอกเจ้าประจำของสื่อ พูดแบบดันทุรังว่าต่อให้คุณเธอมีจุดอ่อนข้อบกพร่องยังไง สื่อก็ต้องข่วยกันปกป้องเพื่อเอาเธอไว้คานกับตำรวจที่เราเห็นว่าชั่วร้าย

นึกได้ตอนนี้แล้วก็อายตัวเองอีกเหมือนกัน

ที่พูดถึงไม่ใช่ว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ดี แต่ทุกคนเป็นมนุษย์ มีข้อดีข้อบกพร่อง มีทั้งทำดีทำพลาด มีโมหะได้ bias ได้ เพราะเป็นปุถุชน ไม่ใช่พระเอกนางเอก สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ จนเป็นบรรทัดฐาน “หัวฟูประกาศิต” คนอื่นผิดหมด ต้องเชื่อหัวฟูแต่ผู้เดียว

สื่อมีชีวิตอยู่กับข้อมูล กับข่าววงนอกวงใน ใครของแท้ของเทียม มีข้อไหนดีข้อไหนอ่อนเป็นจุดบอดซ่อนอยู่ สื่อรู้ทั้งนั้น รู้กระทั่งแวดวงสื่อด้วยกันเอง ไส้ใครมีกี่ขด ต่อให้ตอนแรกไม่รู้ ต่อมาก็จะค่อยๆ เห็นภาพรอบด้านชัดเจนขึ้น นักข่าวการเมืองที่ทำงานสัก 2-3 ปี ก็รู้แล้วว่าการเมืองมันไม่ได้มีเทพมีมารอย่างที่สร้างภาพขายข่าว แต่ทุกพรรคทุกฝ่ายมีด้านอัปลักษณ์อยู่ภายใต้ภาพที่สร้าง มีมากมีน้อยเท่านั้น ไม่มีใครเป็นสีขาวดำ มีแต่เทาแก่เทาอ่อน

แต่ทำไมเวลาให้น้ำหนักกับข่าวจึงเป็นภาพขาวดำ พระเอก ผู้ร้าย

รัฐประหารที่ผ่านมา ทำไมสื่อจะไม่รู้ว่าใครบ้างได้ประโยชน์ ใครตบทรัพย์ ใครทำมาหากิน แต่ทำไมสื่อยังให้เครดิตคนเหล่านี้อยู

เช่นเดียวกับรัฐบาลนี้ ทำไมสื่อจะไม่รู้ ว่ามีการคอรัปชั่นกันขนาดไหน หลายรายก็เป็นกลุ่มก๊วนที่สื่อเคยเกลียดชัง แต่วันนี้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพียงเพราะ “กลับใจ” มาอยู่ตรงข้ามทักษิณ (เอาหูไปนาเอาตาไปไร่จนแกล้งลืมว่าวันนั้นที่บุกคมชัดลึก ก็มีข่าวหัวโจกหน้าเขมรไปซุ่มบงการอยู่แถวปั๊ม)

สื่ออาละวาดเกรี้ยวกราดผลโพลล์ที่ออกมาว่าประชาชนยอมรับได้กับนักการเมืองคอรัปชั่น เพียงขอให้ทำงาน โดยลืมไปว่าสื่อเองก็ยอมรับได้กับนักการเมือง หรือทหาร หรือข้าราชการคอรัปชั่น เพียงขอให้ไม่ใช่พวกทักษิณ

ทำไมสื่อถึงเกลียดทักษิณขนาดนั้น ด้านหนึ่งก็เป็นความจริงที่ “ระบอบทักษิณ” แทรกแซงสื่อ ปิดกั้นเสียงข้างน้อย ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทำให้สื่อเจ็บช้ำน้ำใจมาเยอะ นอกจากนี้สื่อยังรู้ดีว่ามีทุจริตสะพัดโดยเฉพาะหลังชนะเลือกตั้ง 48 ย่ามใจมาก (แต่พวกที่เกี่ยวข้องก็รอดไปหมดแล้วละ เอาทักษิณคนเดียวพอ)

อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมหาเศรษฐีจอมโอหังอย่างทักษิณ บังอาจ”หยาม”สถาบันสื่อ ดิสเครดิตสื่อ สอนให้สื่อทำการบ้าน ใน 4 ปีแรก ทักษิณยังเอาการตลาดมาใช้ ออกโปรโมชั่นใหม่ๆ รายวัน จนสื่อที่เคยแต่ทำข่าวปิงปอง จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แพ้เกมทักษิณตลอด (เรื่องภาคใต้ว่าจะไล่จนอยู่แล้วเชียว แม่มคว้านกจากมืออาจารย์สุริชัยไปพับ โกยคะแนนอี๊ก เจ็บใจจริงๆ)

อหังการ์ของทักษิณมันหยาม ego ท้าทายสถานภาพของชนชั้นนำฐานันดรที่ 5 ไม่เหมือนอภิสิทธิ์ที่พินอบพิเทาเอาใจสื่อเป็นอันดับแรก (ประชาชนมาทีหลัง) สื่อไม่เคยเกลียดผู้นำคนไหนเท่าทักษิณ แม้แต่ถนอม ประภาส สุจินดา ที่สื่อประณามว่าฆ่าประชาชน มีแต่หมักที่ใกล้เคียงหน่อยเพราะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด

ที่สำคัญยังเป็นเพราะทักษิณฆ่าไม่ตาย คะแนนนิยมไม่ตก ไม่เหมือนอดีตนายกฯ คนอื่นๆ ที่ถูกรัฐประหาร หรือถูกสื่อไล่ สื่อจึงดิ้นทุรนทุราย เปลี่ยนตัวเองจากผู้สังเกตการณ์ เข้าไปเป็นคู่ต่อสู้ ในเชิงอุดมการณ์ก็คิดว่าตัวเองมีภาระหน้าที่ต้อง “รับเหมาทำแทน” ประชาชนผู้โง่เขลา จน เครียด กินเหล้า และเมื่อเข้าคลุกวงในแล้ว คุณก็ไม่มีทางถอยจนกว่าจะแพ้ชนะ

4 ปีผ่านไป ตอนแรกผมยังเคยคิดว่าสื่อจะเปลี่ยนได้ สติแตกไปสักพักอาจจะกลับมาอยู่ในร่องในรอย แต่ถึงวันนี้ อาจต้องเปลี่ยนความคิดว่าคิดผิด เพราะสื่อทนนักการเมืองอย่างไอ้ห้อยมาได้เป็นปี ยังไล่ล่าบ้าคลั่งกับทักษิณเสื้อแดงอยู่ข้างเดียว แทบไม่เห็นสัญญาณของการตรวจสอบทั้งสองข้าง

บางทีคงต้องสรุปใหม่ว่าหลุดไปแล้ว ไม่มีทางหวนกลับได้ จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง