สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เสนอ 11 ประเด็น พลิกโฉมพัฒนาประเทศ กู้วิกฤตสุขภาพ

 
 
18 ธ.ค.52 ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ.2552 ได้พิจารณาร่างระเบียบวาระการประชุม จำนวน 11 เรื่องใหม่ และอีก 1 เรื่องเป็นการติดตามความคืบหน้าจากปีก่อน
 
นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจสช.) กล่าวว่า วิกฤตซ้อนวิกฤตที่กำลังถาโถมสู่สังคมไทยล้วนมีต้นตอของปัญหาร่วมกัน คือ ทิศทางการพัฒนาประเทศที่วิ่งตามกระแสบริโภคและหลงใหลอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจ จนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างมากมาย ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 2,000 คน จึงมีฉันทามติให้เสนอและจะร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนข้อเสนอทางนโยบาย 11 เรื่องใหญ่เพื่อกอบกู้ปัญหาต่าง ๆ โดยมีแผนดำเนินการเชิงรุกที่จะทำให้ข้อเสนอ 11 เรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
 
“ทั้ง 11 ข้อเสนอ เป็นของ 180 เครือข่ายที่มีส่วนร่วมกันตั้งแต่การกำหนดระเบียบวาระ ที่กลุ่มเครือข่ายเสนอและคัดเลือกประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่ จาก 115 เรื่อง เหลือ 11 เรื่อง ซึ่งมีข้อมูล หลักฐาน ทั้งทางวิชาการและสภาพปัญหาจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนและชุมชนไทย ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาแผนพัฒนาภาคใต้ที่คนใต้สูญเสียความมั่นคงในชีวิตเพราะแผนพัฒนาไม่ได้เน้นที่การสร้างศักยภาพที่ยั่งยืนและยังมีแนวโน้มจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงเหมือนกับที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด จึงมีมติให้มีการทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้
 
ส่วนเรื่องขยะอันตรายซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในอนาคต สมัชชาสุขภาพเสนอให้มีมาตรการที่กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตรับผิดชอบการกำจัดขยะเหล่านี้โดยรับคืนซากผลิตภัณฑ์และสนับสนุนให้บริษัทเอกชนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
 
ปัญหาการบริโภคแอลกอฮอล์ซึ่งกำลังมีการทำการตลาดเชิงรุกทุกรูปแบบกับกลุ่มคนที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงคือกลุ่มวัยรุ่น สมัชชาสุขภาพฯ มีมติรับรองยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติที่ครอบคลุมมาตรการรอบด้าน โดยได้เชิญนักวิชาการด้านแอลกอฮอล์ระดับโลกมาร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ จึงมั่นใจได้ว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอแผนฯ ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
 
โรคติดต่ออุบัติใหม่ เช่น ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นอีกปัญหาที่คุกคามทั้งสุขภาพและความมั่นคงของประเทศ เสนอให้ตั้งคณะกรรมการโรคติดต่ออุบัติใหม่ระดับชาติ เพื่อให้มีกลไกประสานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน โดยการให้ข่าวสารข้อเท็จจริงกับประชาชนโดยกับไม่ปิดบังพร้อม ๆ กับให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
 
“สำหรับประเด็นการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเงินและผลประโยชน์ครอบงำ ทำให้บริษัทคิดรูปแบบการส่งเสริมการขายที่ทำให้เข้าใจผิด และซื้อใจหมอให้สั่งยาเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทยามากกว่าผลประโยชน์ของคนไข้ ก็จะนำมาซึ่งความตกต่ำในเกียรติและศักดิ์ศรีในวิชาชีพ และประชาชนคือผู้รับเคราะห์เพราะอาจต้องใช้ยาเกินความจำเป็นและประเทศชาติกสูญเสียเงินค่ายาเพิ่มขึ้นทุกปี ในเรื่องนี้ที่ประชุมสมัชชาสุขภาฯ มีมติให้ออกกฎหมายห้ามบริษัทพาหมอเดินทางไปต่างประเทศ และ ให้บริษัทยาเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่าบริษัทต้องออกค่าใช้จ่ายให้กับหมอในการเดินทางไปฃประชุมต่างประเทศ หรือซื้อของขวัญให้กับหมออย่างไร ซึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีกฎหมายเช่นนี้อยู่”
 
ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพฯ กล่าวอีกว่า ระเบียบวาระทั้ง 11 ประเด็น ได้รับการเสนอและคัดสรรจากภาคีเครือข่าย 180 กลุ่ม ก่อนจะถึงสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทุกจังหวัดและเฉพาะกลุ่มทั่วประเทศ โดย คจสช.ได้ประสานงานลงพื้นที่หาข้อมูลอย่างครบถ้วนมาเกือบ 1 ปี ข้อสรุปหรือมติของที่ประชุมเป็นนโยบายสาธารณะและมีกระบวนการขับเคลื่อน ติดตาม และเชื่อมโยงกับปีหน้าและปีต่อ ๆไป ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่เป็นเพียงเอกสารวิชาการหรือหนังสือร้องเรียนจำนวน 11 เล่ม แต่คือ “แผนที่ชีวิตคนไทย” ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานสนับสนุน และที่สำคัญที่สุดคือมีเจตนาบริสุทธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้อง
 
น.พ. อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกลไกเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยชูสุขภาวะของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องถือว่าเป็นความท้าทายต่อสังคมไทยทั้งสังคมว่า เรากำลังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดขึ้น ในแง่ของกระบวนการออกนโยบายที่ต้องดำเนินตามวิถีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น เสียงของสมัชชาสุขภาพกำลังส่งสัญญาณว่าทิศทางการพัฒนานั้นต้องเอาชีวิตเลือดเนื้อและศักดิ์ศรีของคนเป็นหลัก แทนที่จะมุ่งให้ความสำคัญกับเงินจนเกิดผลกระทบกับชีวิตคน
 
นพ.อำพล กล่าวอีกว่า สมัชชาสุขภาพนั้นเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไม่ใช่มาประชุมปีละครั้งแล้วจบกันไป ผลจากการดำเนินงานของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2551 ที่เห็นเป็นรูปธรรมคือและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมชัดเจนก็คือการเข้าไปเชื่อมและหนุนให้กลุ่มองค์กรภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นจังหวัดระยองที่ต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ได้จัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นที่ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และร่วมกันหาข้อมูลสนับสนุนครบถ้วน เกิดการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า นอกจากประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการต่าง ๆ ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพด้วย และสนับสนุนการขับเคลื่อนข้อเสนอต่าง ๆ จนกระบวนการยุติธรรม สั่งระงับ 76 โครงการที่จะดำเนินการไว้ก่อน ดังเป็นที่รับรู้กันอยู่ในขณะนี้
 
“เมื่อคนใต้เห็นกรณีตัวอย่างของมาบตาพุด จึงเห็นว่าสมัชชาสุขภาพสามารถเป็นช่องทางที่จะนำเสนอความห่วงใยและกังวลใจต่ออนาคตของตัวเองและลูกหลานต่อสาธารณะชน และ สามารถร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะระดับประเทศได้ ดังนั้น ในปีนี้เครือข่ายภาคใต้ จึงเสนอประเด็นแผนพัฒนาภาคใต้ฯ และได้ใช้กระบวนการสมัชชาในพื้นที่จนมาถึงสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งฉันทามติของที่ประชุมแห่งนี้ เสนอให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี พิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทบทวนร่างแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืนและแผนพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ซ้ำรอยมาบตาพุด นี่คือกระบวนการเรียนรู้ของสังคมครั้งใหญ่ว่าเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะไม่ใช่เรื่องไกลตัวชาวบ้านอีกต่อไป เพราะมีพื้นที่การมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีกฎหมายรองรับมาเป็นทางเลือกในการขับเคลื่อนและร่วมกำหนดนโยบายได้จริง
 
 ในเวทีนี้เราได้ร่วมกันบอกทิศทางการพัฒนาประเทศโดยผ่านแผนพัฒนาภาคใต้ไปยังรัฐบาลโดยตรง  และ อยากเห็นแผนพัฒนาภาคอื่นๆ เป็นเช่นนี้ด้วย ทำให้หันกลับมามองว่าถึงจุดที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนแนวทางพัฒนาประเทศที่เห็นเรื่องแต่เรื่องเงิน มาสู่การเห็นแก่สุขภาวะที่ดีของคนไทยแล้วหรือไม่ ผมขอฝากว่า สมัชชาสุขภาพเป็นเพียงขบวนการสานพลังที่จะชักชวนทุกส่วนให้เข้ามาร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และเราพร้อมที่จะสนับสนุนสมัชชาในทุกพื้นที่” นพ.อำพล กล่าวในตอนท้าย
 
ดร.มอรีน อี เบอกิงแฮม (Maureen E. Bergingham) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตนมีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา คจ.สช. ได้เห็นสมัชชาสุขภาพประสบความสำเร็จในการนำเอาภาคส่วนและตัวบุคคลที่หลากหลายแม้กระทั่งกลุ่มที่อยู่ชายขอบของการกำหนดนโยบายให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ในการค้นหาประเด็นสำคัญที่กระทบต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยกลุ่มเครือข่ายที่เป็นตัวแทนของสามภาคส่วนตามยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือ ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาควิชาการได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
 
“สมัชชาสุขภาพเป็นตัวอย่างของที่อื่นๆ ในโลกในแง่ของวิธีคิดและวิธีการที่เข้าไปจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) ซึ่งหมายถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจล้วนส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการถกแถลงสนทนาอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลายแตกต่าง เรียนรู้และทำความเข้าใจกับประเด็นยากๆ ที่นำมาพิจารณากันอย่างถ่องแท้ รวมทั้งได้มีการทำงานหนักในการเตรียมข้อมูลหลักฐานทางวิชาการ และกระบวนการเตรียมการได้สร้างการทำงานเป็นทีมที่มาจากหลายหน่วยงานหลายภาคส่วน”
 
ในทัศนะของตนคิดว่าเรื่องที่ท้าทายที่สุดคือการทำให้มติสมัชชาไปเกิดผลในทางปฏิบัติซึ่งมีปัจจัยสำคัญก็คือ 1) กลไกการทำงานแบบพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ 2) รักษาความเป็นกระบวนการที่อยู่บนฐานความรู้ต่อไป 3) การสื่อสารกับสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ 4) การขับเคลื่อนและดำรงเจตนารมณ์ทางนโยบายที่เข้มแข็ง 5) การมีส่วนร่วมที่เสมอภาคและเท่าเทียม 6) ทำให้มีการออกมาตรการ/กฎและข้อบังคับ หรือกฎหมายที่จำเป็น 7) มีการติดตามและประเมินผล
 
ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ธ.ค.52 มีตัวแทนกลุ่มเครือข่าย จาก 180 กลุ่มเครือข่าย ประกอบด้วยเครือข่ายภาครัฐและการเมือง 47 กลุ่มเครือข่าย ภาควิชาการและวิชาชีพ 25 กลุ่มเครือข่าย ภาคประชาสังคมและเอกชน 32 กลุ่มเครือข่าย และ 76 กลุ่มเครือข่ายจังหวัด/พี้นที่ จัดการประชุมโดยคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รูปแบบการประชุมมีความเป็นระบบโดยใช้รูปแบบเดียวกับการประชุมองค์การอนามัยโลก ปีนี้มีผู้เข้าร่วมที่เป็นคนไทยประมาณ 2,000 คน และตัวแทนประเทศต่าง ๆ และองค์กรนานาชาติประมาณ 30 คน โดยมีประเด็นสำคัญที่พิจารณาและลงมติในปีนี้ จำนวน 11 ประเด็น คือ1) การพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมเพื่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน  2) โรคติดต่ออุบัติใหม่ 3) การพัฒนาระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง  4) การพัฒนาบริการปฐมภูมิเพื่อการเข้าถึงระบบบริการที่มีคุณภาพ 5) การจัดการขยะอันตรายของชุมชนอย่างมีส่วนร่วมและทุกภาคส่วน 6) การพัฒนาการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์ทางเลือก 7) การแก้อุบัติเหตุทางถนน 8) การยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้ป่วย 9) การจัดการภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 10) ยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติ และประเด็นที่ 11) กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการพึ่งตนเอง เศรษฐกิจ สังคม กรณีภาคใต้
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์