ใบตองแห้งออนไลน์: อภิสิทธิ์ ขวัญใจจริตนิยม

 
 
โพละ! เผละ! ขี้! ขี้มาแล้วคร้าบ ขี้มาแล้วโว้ย เละเทะเหม็นคลุ้งไปทั้งบ้านนายกฯรูปหล่อ นักเรียนอังกฤษ ลูกผู้ดีมีชาติตระกูล เด็กชายกะทิผู้มีความสุข มีเมียสวย ลูกน่ารัก ประสบความสำเร็จตามความใฝ่ฝันในวัยเยาว์
 
สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นขี้ชนชั้นล่าง ผู้ใช้แรงงาน คนอีสาน ไม่มีดั้ง ไม่มีการศึกษา ไม่มีอนาคต เพราะผสมปลาร้าด้วย (ข่าวไม่ได้บอกว่าใส่ปูหรือเปล่า)
 
แหม มันเป็นอะไรที่ contrast สะใจ!
 
ไม่ใช่สะใจเพราะเกลียดอภิสิทธิ์ ผมเห็นใจอภิสิทธิ์กับลูกเมีย แต่สะใจเพราะมันสะท้อนภาพ contrast ของสังคมไทย ที่อวดอ้างศีลธรรมอันดีงาม อยู่บนความเป็นจริงที่ดิบ เถื่อน ถ่อย อย่างจริตจะก้านมารยา
 
ฝรั่งเขาเรียกว่า fake ไทยๆ เรียกว่าตอแหล เหมือนภาพที่นายกฯ รูปหล่อกอดกับนักการเมืองผู้ถูกสาปแช่งทั่วสารทิศนั่นแหละ คุณว่าใครของจริง ใครของปลอม ของสังคมไทย
 
บอกก่อนว่าโดยตัวบุคคลผม “ชื่นชม” (ขออนุญาตใช้คำนี้อีกที-ฮา) อภิสิทธิ์ แม้จะเกลียด ปชป. เคยหวังว่าอภิสิทธิ์จะสลัดหลุดจากวัฒนธรรม ปชป. แต่ก็ผิดหวัง ยิ่งมาแปลงร่างเป็นมาร์ค ม.7 ได้เป็นนายกฯ เพราะคนอื่นปล้นอำนาจมาให้ ยิ่งหมดศรัทธา อภิสิทธิ์กลายเป็น “นักการเมือง” ที่ “เล่นการเมือง” ลืมไปแล้วที่ตัวเองเคยวิจารณ์นายชวนในกรณี สปก.4-01 ว่าไม่ยุบสภาทิ้งโอกาสเป็นรัฐบุรุษ
 
แต่เอาเถอะ ถ้ามองว่าใครๆ ก็ “เล่นการเมือง” ในสังคมเส็งเคร็งนี้ ผมก็ยังชอบอภิสิทธิ์ “ในความเป็นตัวบุคคล” มากกว่าผู้นำทางการเมืองคนอื่นๆ อยู่ดี อภิสิทธิ์เป็นคน nice อัธยาศัยดีงาม เป็น “เด็กดี” ของผู้หลักผู้ใหญ่ ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาจากชาติตระกูลดี อันนี้เรื่องจริงเพราะดีไปโม้ดทั้งพ่อแม่ลูกเมีย
 
เพียงแต่วันนี้มันเป็นเรื่องของ “ระบอบ” ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล สมมตินะ สมมติ เราเป็นประชาธิปไตยเต็มใบอย่างอังกฤษ อเมริกา อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือลงสมัครประธานาธิบดี อภิสิทธิ์ก็เป็น “โอบามาร์ค” ที่ผมจะเลือกเป็นอันดับแรกด้วยความยินดี
 
แต่ไม่ใช่เป็นนายกฯ จากค่ายทหาร “เทพประทาน” อาศัยการลัดวงจรขึ้นมาแบบนี้
 
พอมาในระบอบนี้ อภิสิทธิ์จึงเป็นเหมือนภาพลวงตา ถูกนำมาตกแต่ง เสแสร้ง ปะหน้า หรือบุปผาปักบนมูลโค ใครก้มลงไปดอมดมปากก็จะติด “ขี้” มาด้วย
 
ความเป็นอภิสิทธิ์ ทำให้เขาเป็น idol ของคนชั้นกลาง ผู้ดี และเซเลบส์ ในวัฒนธรรมป๊อปทางการเมือง ไม่ต่างจากโอบามา (โฆษกธิปไตยกับโพเดียมธิปไตย) ใจซื่อ มือสะอาด ชาติตระกูลดี การศึกษาสูง พูดเก่ง พูดเพราะ ท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังกระแสสังคม แล้วก็ (ดูเหมือน) มีหลักเกณฑ์ ช่วยเหลือคนจน เอาใจคนแก่ รักสิ่งแวดล้อม ต่อต้านโลกร้อน ฯลฯ โอ้ สมบูรณ์แบบ แถมเข้าสมัยนิยม ฟังเพลงกรีนเดย์ โอเอซิส เป็นแฟนบอลอังกฤษ รักเดียวใจเดียวกับนิวคาสเซิล
 
แต่ความที่มาโดยระบอบอำมาตย์อุ้มสม สืบทอดอำนาจรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ มันจึงหัวมงกุฎท้ายมังกือ กลายเป็นสองมาตรฐาน อยู่ในทุกคำพูดและการกระทำของอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อรวมเข้ากับการเล่นการเมืองตามวัฒนธรรม ปชป.
 
อภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่คนชั้นกลางเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเหมือนในอังกฤษหรืออเมริกา แต่อภิสิทธิ์อยู่ในระบอบครึ่งใบที่ประชาธิปไตยของคนชั้นกลางเป็นแค่ภาพลวงตา ลอยอยู่บนโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม เบื้องหลังคืออำนาจแฝงและผลประโยชน์แฝงของชนชั้นนำ ที่เอาเปรียบคนจนคนชั้นล่าง
 
สังคมไทยเติบโตขึ้นมาโดยเมืองเอาเปรียบชนบท ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมบริการขยายตัวบนฐานของแรงงานราคาถูกและความล่มสลายในภาคเกษตร คนชั้นกลางคนกรุงเทพฯ ทวีปริมาณขึ้นตามความเติบโตทางเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่เกิดในหมู่บ้านจัดสรร  เรียนจบ มีงานทำ มีรายได้ดี มีบ้านมีรถ ก็เพ้อฝันถึงประชาธิปไตยที่สะอาดหมดจด ผู้นำโปร่งใส การเลือกตั้งไม่ซื้อสิทธิขายเสียง แล้วหันไปโทษคนชนบทว่าโง่ จน เครียด กินเหล้า เลือกนักการเมืองกเฬวรากเข้ามา โดยไม่มองปัญหาโครงสร้างความไม่เป็นธรรมที่ฝังรากลึกมานาน พอแพ้นักการเมืองกเฬวราก ก็หันไปพึ่งเผด็จการ อำมาตย์ ซึ่งมีแต่จะทำให้กติกาการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมไม่เป็นธรรมยิ่งขึ้น
 
ประชาธิปไตยในทัศนะของผู้ดี เซเลบส์ และชนชั้นกลางไทย จึงเป็นอะไรที่ fake เป็นภาพลวงตา อยู่ได้ด้วยการหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง อย่างที่มีอภิสิทธิ์เป็นขวัญใจอยู่นี่แหละ
 
เพื่อนนักวิชาการบางคนเขาเรียกว่า “ประชาธิปไตยจริตนิยม” ขอจิ๊กเอามาใช้หน่อย เพราะตรงความหมายมากกว่า “ประชาธิปไตยสฤษฎก” หรือ “ประชาธิปไตยอ้อล้อ”
 
ประชาธิปไตยจริตนิยมแกล้งทำเป็นหน่อมแน้ม มองภาพด้านหนึ่งแต่ปฏิเสธอีกด้านหนึ่ง เช่น ชื่นชอบกฎเหล็ก 9 ข้อของอภิสิทธิ์ ทั้งที่ความจริง คน ปชป.ที่มีปัญหาต้องออกจากตำแหน่งตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ล้วนเป็นคนใกล้ชิดอภิสิทธิ์ ทั้งกอร์ปศักดิ์ วิทยา กระทั่งแม่เลี้ยงติ๊ก
 
อภิสิทธิ์อ่อนน้อมถ่อมตน คนกรุงเทพฯชอบ ในขณะที่ไม่ชอบไอ้เทือก มีปัญหาอะไรใน ปชป. โยนให้ไอ้เทือกไว้ก่อน ไม่ต่างจากยุคชวนกับเสธหนั่น ไม่ได้มองความจริงว่านี่คือเอกภาพของด้านตรงข้าม ไม่มีเสธชวนก็ไม่ได้เป็นนายกฯ ไม่มีชวน เสธก็ไร้ความหมาย
 
คุณไม่มีทางแยกขาวดำออกจากกันในระบบการเมืองไทยที่เป็นจริง เหมือนอภิสิทธิ์พูดเพราะแต่ทำไมต้องมีโฆษกประจำตัวอย่างเทพไท ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ต่างกับจตุพร พูดอะไรต้องหารสองหารสามทั้งคู่ แต่คุณเลือกที่จะปิดหูข้างหนึ่งเปิดหูข้างหนึ่ง
 
อภิสิทธิ์ให้ความหวังถึงการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสังคม ให้ทุกคนเคารพกติกา สร้างสรรค์ประชาธิปไตย ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่รับฟังเสียงประชาชน ถามว่าจริงใจหรือไม่ อาจไม่เสแสร้งก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ต่อเมื่ออภิสิทธิ์ชนะการเลือกตั้งมาด้วยตัวเองเหมือนโอบามา ไม่มีทางเป็นจริงได้เมื่อคุณขึ้นมาสู่อำนาจแบบนี้ ยิ่งพูดก็ยิ่ง fake และยิ่งสองมาตรฐาน
 
เห็นโอบามาแถลงครบรอบปีไหมครับ วิจารณ์ผู้พิพากษา ตำหนินายพล นั่นแหละระบอบที่เคารพคนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนว่ามีอำนาจสูงสุด
 
แต่อภิสิทธิ์จะให้คนยอมรับได้อย่างไรกับการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม จะให้ประชาชนที่รู้สึกว่าเขาถูกปล้นยอมแพ้ยอมเริ่มต้นใหม่ ในเมื่อความอยุติธรรมยังเดินหน้าตำตาอยู่ทุกวันภายใต้คำพูดสวยหรู หรือต่อให้เป็นความตั้งใจจริงที่สวยหรู
 
ดูเรื่องแก้รัฐธรรมนูญล่าสุดก็ได้ อภิสิทธิ์พูดอะไรถูกใจคนกรุงไปหมด เช่น ออกมาประกาศก้องว่า “ยอมเป็นฝ่ายค้าน” ไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งจากพวงใหญ่เป็นเขตเดียวคนเดียว โอเค ผมรู้ว่าอภิสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับวันแมนวันโหวต เพราะเคยให้สัมภาษณ์ตั้งแต่สมัยร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถามว่ามันเป็นประเด็นสำคัญคอขาดบาดตายจนถึงขั้นยอมเป็นฝ่ายค้านเชียวหรือ หลักกงหลักการอะไร มาร์ค ม.7 ก็กลืนมามากแล้ว เพื่อแลกกับการได้เป็นนายกฯ แค่เลือกตั้งเขตเดียวคนเดียวเนี่ยนะ จะยอมเป็นฝ่ายค้าน เว่อร์หรือเปล่า (สฤษฎกหรือเปล่า)
 
แล้วอภิสิทธิ์ก็มาพูดอีกทีบอกว่าเขตเล็กเขตใหญ่ไม่มีผลต่อการเลือกตั้งเท่าไหร่ อ้าว แล้วทำไมไม่แก้ล่ะ เพราะแก้แล้วทำให้พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน เจาะยางพรรคเพื่อไทยได้ในภาคเหนือและอีสาน (เจาะวิธีไหนไม่ทราบ แต่ถ้าเชื่อนายชวน ทั่นบอกว่าเขตเดียวคนเดียวพวกโคตรโกง โกงทั้งโคตร ซื้อเสียงได้ง่ายกว่า)
 
แล้วอภิสิทธิ์จะทำ “แมน” ไปเพื่ออะไร เพราะเชื่ออย่างจริงใจว่าจะทำให้ซื้อเสียงมากขึ้นหรือ ใช่หรือไม่ว่าเพราะฝ่ายอำมาตย์กลัวจะนำไปสู่การแก้มากกว่า 2 ประเด็น กลัวว่าพอมีรูรั่วแล้วน้ำจะทะลักจนเขื่อนพัง เพราะ “รัฐธรรมนูญเฮงซวย” ฉบับนี้มีปัญหาเต็มไปหมด นุ่งผ้ารุงรัง แก้ให้หมดแล้วเพนท์ใหม่แบบลูกเกดก็ยังได้ ฝ่ายอำมาตย์ (และพันธมิตรผู้หันก้นให้อำมาตย์) จึงพยายามปกป้องเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์
 
แต่กระแสสังคม หรือกระแสชาวกรุงคนชั้นกลางที่สร้างและกระพือโดยสื่อ ก็เชียร์อภิสิทธิ์ตามเคย ไม่ได้เชียร์เพราะเห็นว่าพวงใหญ่ดีกว่าวันแมนวันโหวต แต่เพราะนี่เป็นอภิสิทธิ์ นั่นมันนักการเมืองกเฬราก โดยไม่มองความจริงว่าอภิสิทธิ์ก็ขึ้นมาได้เพราะพวกนี้ เหมือนชวนกับงูเห่า สาวๆ ยอมปิดตาข้างหนึ่งแล้วกรี๊ดดด...
 
อภิสิทธิ์ยังพูดได้ไม่หยุด บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยบางเรื่อง เช่น สว.ไม่มาจากการเลือกตั้ง ตีความได้ว่าถ้าไม่มีคำนูณ สิทธิสมาน, สมชาย แสวงการ, ไพบูลย์ นิติตะวัน กับพวก แผ่นดินนี้จะมีความเป็นประชาธิปไตยสูงขึ้น แต่พูดทำไมละครับ เพราะพูดแล้วไม่เคยคิดจะแก้ และความจริงแล้วก็กลไกอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ ที่อุ้มสมค้ำชูอภิสิทธิ์
 
อภิสิทธิ์อาจไม่เสแสร้ง เพราะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติมันก็ fake อีกนั่นแหละ
 
ผมไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยในฝันของคนชั้นกลาง ผู้ดี เซเลบส์ ผิดไปเสียหมด แต่เพราะไม่มองพื้นฐานความเป็นจริง มันจึงจริตนิยม เสแสร้ง ไม่ต่างจากศีลธรรมจริตนิยม ที่ผู้มีศีลธรรมจรรยาแซ่ซ้องสดุดีการยกเลิกหวยออนไลน์ หวยบนดิน เป็นเสียงเดียวกันกับเจ้ามือหวยใต้ดิน ยี่ปั๊วกองสลาก ไม่มองความเป็นจริงและไม่คิดหาวิธีการแก้ไขที่อยู่บนพื้นฐานความจริง อ้างแต่ความชั่วดีมาปิดปากคนคัดค้าน
 
ประชาธิปไตยจริตนิยมยึดเอาภาพลักษณ์และกระแส (อารมณ์) สังคมเป็นสำคัญ เอาเข้าจริงไม่ได้มีหลักการ เหมือนไล่สุจินดา นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่พอได้อานันท์ ทุกคนไชโยโห่ร้อง โอเค บางครั้งมันก็ดี เป็นการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ แต่บางครั้งมันก็เลอะ
 
คนกรุงเทพฯ ว่าคนชนบทขายเสียง เลือกคนเลว แต่คนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่า กทม. 3 คนหลัง ไปจบที่ ปปช.ทั้ง 3 คน คนกรุงเทพฯ ชอบพิจิตตล้วงท่อ ออหมักฝนตกน้ำท่วมนอนอยู่บ้านเฉย บอกว่าบริหารสั่งการไปแล้วทำไมจะต้องออกไปล้วงท่อ ด้านหนึ่งก็จริงของมัน แต่คนต้องการภาพที่นักการเมืองเอาใจใส่ห่วงใย มาถึงอภิรักษ์ หล่อเพียบ ภาพเพียบ จัดงาน event เพียบ อะไรใครเขาว่าดีทำหมด แต่นึกไม่ออกว่าทำอะไรที่สำคัญ รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม ทำเลนรถจักรยาน คนกรุงก็ชอบ ทั้งที่เอาเข้าจริงมีซักกี่คนขี่จักรยาน กลายเป็นเสียพื้นผิวจราจรไปเปล่าๆ แต่รื้อทิ้งไม่ได้นะ รื้อแล้วโดนด่า เป็นเรื่อง (เหมือนรณรงค์ประหยัดน้ำมัน ขับ 80 ขึ้นทางด่วน แต่ขับรถโฟร์วีลไดรฟ์)
 
ประชาธิปไตยจริตนิยมชอบการปรุงแต่งด้วยเครื่องทรงมากกว่าเนื้อหา ฝันจะให้การเมืองบริสุทธิ์ สวยงาม ได้คนภาพดีภาพหล่อ ทั้งที่การเมืองคือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ประชาธิปไตยทุนนิยมคือเอาการต่อรองผลประโยชน์ขึ้นมาเปิดเผยบนโต๊ะ อเมริกามันถึงเปิดให้มีล็อบบี้ยิสต์อย่างชัดเจน ไม่กระมิดกระเมี้ยน รับเงินบริจาคหาเสียงแล้วต้องเปิดเผย รู้กันว่าคุณเป็นตัวแทนกลุ่มทุนกลุ่มไหน ไม่ใช่รับไปแล้วยังอ้อล้ออ้อฉิ้ง บอกผมไม่มีผลประโยชน์
 
ประชาธิปไตยจริตนิยมไปคาดคั้นเอาเป็นเอาตายกับการเลือกตั้ง มากกว่าการพัฒนาการเมือง มองแต่เรื่องจุกจิก เช่นห้ามฉีกบัตร (ยกเว้นจารย์ผมยาว) ห้ามขายเหล้า (เรื่องตลกคือเลือกตั้งจริงห้ามขายเหล้า 1 วัน เลือกตั้งล่วงหน้าห้าม 2 วัน เลือกตั้งซ่อมเมืองนนท์ห้ามขายเหล้าเฉพาะพื้นที่ ข้ามจากเดอะมอลล์มาพงษ์เพชร ตั้งโต๊ะกันครึกครื้น)
 
สุดท้ายก็ไปตั้ง กกต.เป็นมหาดไทย 2 สิบปีที่ผ่านมาเสียงบประมาณเป็นแสนล้านกับการมีองค์กรอิสระใหญ่โตยิ่งกว่าหลายกระทรวง และจัดเลือกตั้งใหม่ซ้ำซาก โดยที่แทบไม่มีผลให้นักการเมืองมีคุณภาพขึ้น (ยุบพรรคตัดสิทธิจนได้นักการเมืองที่แย่ลงด้วยซ้ำ)
 
หลังการต่อสู้เมื่อ 14 ตุลาและพฤษภา 35 คนชั้นกลางพึงพอใจกับอำนาจที่ได้มา คนชั้นกลางมีสิทธิมีเสียง ไม่พอใจอะไรก็สะท้อนออกทางสื่อกระแสหลัก รถติดก็โทรบอกไอ้หัวเถิก (จส.100) คนชั้นกลางไม่เห็นความสำคัญของการเลือกตั้ง เพราะมีฐานะมีช่องทางทำมาหากิน ไปเลือกตั้งก็เหมือนโหวต AF หรือ The Star (ส่วนใหญ่ถึงไม่ไปเลือก) แต่ประชาธิปไตยของคนชั้นล่างเพิ่งจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง หลังจากยุค “ประชานิยม” ของทักษิณ นั่นคือชาวบ้านเรียนรู้ว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางที่พวกเขาสามารถใช้ต่อรองเพื่ออำนาจและทรัพยากร เพียงแต่ที่ผ่านมานักการเมืองกเฬวรากที่เป็นตัวแทนนายหน้าของพวกเขามันหักค่านายหน้าสูงเกินไป ชาวบ้านจะต้องเรียนรู้และควบคุม
 
ผมเชื่อว่าประเทศไทยมาถึงจุดเปลี่ยน ที่ประชาธิปไตยจริตนิยม กำลังจะพ่ายแพ้ต่อ “ประชาธิปไตยกินได้” ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยที่ว่าคนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงไล่รัฐบาล ก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะวันนี้คนชนบทก็ไล่รัฐบาลที่คนกรุงกับอำมาตย์ตั้ง
 
การ “ปาขี้” ใส่บ้านนายกฯ รูปหล่อ ขวัญใจจริตนิยม มองในเชิงสัญลักษณ์ จึงเป็นการทักทายของประชาธิปไตยคนชั้นล่างที่ “ปาขี้” ใส่หน้าประชาธิปไตยจริตนิยมของคนชั้นกลาง อย่างเต็มๆ “พวกข้ามาแล้วโว้ย” ตื่นขึ้นแล้ว ลุกขึ้นมาแล้ว ใครจะว่าหยาบ ถ่อย แต่เอาจริง ไม่มีจริต
 
หลายปีก่อน ผมนั่งรถมินิบัส บรรยายให้ดรามาหน่อย ก็หยาบ ถ่อย ขับซิ่งปาดซ้ายป่ายขวา กระเป๋าโหนตัวออกมาเขย่ากระบอกตั๋วเกรียวกราว รถติดอยู่ปากซอยกำลังจะออกตัว เจอรถเบนซ์โผล่หัวมาแซะ คนขับมันก็เร่งเครื่องใส่แล้วตะโกนว่า “หดหัวไปนะโว้ย! ผู้ดี ไม่งั้นกูบี้หัวมึงเละแน่” เบนซ์ไม่กล้า มินิบัสพุ่งออกมา คนขับกะกระเป๋ามันหัวร่อกันครึกครื้นเคี้ยกค้าก
 
แหมมันสะใจ “หดหัวไปนะโว้ย! ผู้ดี”
 
                                                          ใบตองแห้ง
                                                         3 กุมภาพันธ์ 2553
 
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์