สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 31 ม.ค. - 6 ก.พ. 53

คนงาน บ.ไฮคอม เจรจายุตินายจ้างรับกลับเข้าทำงาน 1 ก.พ.
กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก (1 ก.พ. 53) -
เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 เวลา 10.00 น. พนักงานไฮคอมได้มีการเจรจากับนายจ้างที่สำนักงานเหมราช(นิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด) สืบเนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้องของพนักงานบริษัท ไฮคอม ออโตโมทีฟ พลาสติก (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง และมีการเจรจากันตามขั้นตอนของกฎหมายแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนนำไปสู่การใช้สิทธิ์ปิดงานของนายจ้างโดยการปิดงานเฉพาะส่วนพนักงานที่ เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2552 เป็นต้นมา และทั้งสองฝ่ายสามารถสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้แล้วและลูกจ้างทั้ง 50 คน จะเริ่มกลับเข้าทำงานในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป
อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ คาด 5 ปีเห็นผลชัดธนาคารลูกจ้าง
มติชนออนไลน์ (31 ม.ค. 53)
- รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสมาชิกเครือข่ายสถาบันทางปัญญา เจ้าของแนวคิดธนาคารลูกจ้างเพื่อผู้ใช้แรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งธนาคารลูกจ้างว่า ขณะนี้ได้เริ่มเปิดทดลองแล้ว ตั้งแต่เดือนธ.ค. ที่ผ่านมาในพื้นที่จ.ปราจีนบุรี พบว่า สามารถหมุนเงินในระบบได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนภายนอก โดยมีเงินในระบบประมาณ 3 ล้านบาทแล้ว คาดว่าภายในระยะเวลา 5 ปีจะเห็นผลชัดเจน
“เดิมมีทุนการจัดตั้งเพียง 1 ล้านบาท ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ อีก 4 ล้านบาท ขณะนี้ใช้เพียงส่วนแรกเท่านั้น ซึ่งเป็นเงินทุนจากสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ 47 กลุ่ม สมาชิกทยอยนำเงินมาฝากแล้วแต่ยังไม่มีการปล่อยกู้”
สำหรับกิจกรรมหลักสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้คนงาน รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวว่า คือ การขายบัตรเติมเงิน เช่น บัตรเติมเงินใบละ 100 บาท ต่างจังหวัดราคาขายคือ 105 บาท แต่ธนาคารลูกจ้างสามารถซื้อมาในราคา 97บาทขายสมาชิก 98 บาท 1 บาทเข้าธนาคารลูกจ้าง แล้วให้สมาชิกไปขาย 102-103 บาท สมาชิกมีกำไร 3-4 บาท รวมทั้งการขายผ่านออนไลน์ ตรงนี้ทำให้ธนาคารลูกจ้างมีกำไร 200,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการขายไข่และสินค้าอุปโภคบริโภคสร้างอาชีพเสริม โดยมีจุดเชื่อมต่อให้คนงานไปเจรจากับนายจ้างในโรงงานรับสินค้าออกมาจำหน่าย จากนั้นมากู้เงินจากธนาคารลูกจ้างนี้ไปลงทุน วิธีการจะไม่ปล่อยกู้เป็นเงินสดให้คนงาน เช่น ถ้าต้องการขายไข่จะกู้ 50,000 บาท ธนาคารก็จะออกทุนเป็นไข่ให้รอบละ 10,000 บาทพร้อมทั้งหาตลาด เมื่อขายไข่ได้ทุก 10 วันผู้กู้ก็จะต้องคืนเงินธนาคารจนครบ
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงหลักการและแนวคิดการจัดตั้งธนาคารลูกจ้าง ว่า มีลักษณะผสมผสาน เป็นธนาคารของกลุ่มออมทรัพย์หรือธนาคารของสหกรณ์ (Cooperative Bank) ธนาคารอิสลาม (Islamic Bank) และธนาคารยูนุส (Yunus Bank) “กลุ่มออมทรัพย์คล้ายสหกรณ์ เพียงแต่เป็นสหกรณ์ที่มีการนำมาจดทะเบียน วิธีการ คือ สมาชิกผู้ใช้แรงงานนำเงินมาฝากธนาคารลูกจ้างจะได้ดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท หากนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์จะได้ร้อยละ 0.5 บาท และจะถอนเมื่อใดก็ได้ ถ้าสมาชิกฝาก 1 แสนบาท แต่อยากถอน 2 แสนบาท 1 แสนบาทแรกก็สามารถถอนไปได้ส่วนอีก 1 แสนบาทก็กลายเป็นเงินกู้ซึ่งมีสิทธิจะกู้ไปประกอบอาชีพได้”
เมื่อถามถึงการจัดระบบสวัสดิการสังคม รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวว่า หากพูดถึงระบบสวัสดิการคนมักเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่รัฐจัดให้ซึ่งก็ไม่ผิด แต่สวัสดิการที่รัฐจัดให้อย่างถ้วนหน้าต้องใช้เงินจำนวนมากจากการเก็บภาษี ที่สูงมากเช่นกัน ขณะที่สังคมไทยยังไม่พร้อมจะแบกรับภาษีตรงนี้ แค่แนวคิดการจัดเก็บภาษีที่ดิน ออกมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรก็ยกมือค้านกันแล้ว สู้มากว่า 20 ปีไม่สำเร็จในเรื่องภาษีที่ดิน ภาษีมรดก
"ถ้าสังคมไทยไม่พร้อมจะแบกรับภาษีก็อย่าไปคิดถึงการสร้างรัฐ สวัสดิการ โดยยังมีทางเลือกอยู่ถ้าอยากให้สังคมเกิดสวัสดิการทั่วไป ต้องสร้างสังคมสวัสดิการ โดยรูปแบบของการร่วมมือนั้นก็มีหลากหลายวิธี เช่น รวมกลุ่มออมทรัพย์แบบครูชบยอดแก้วแล้วมีการสมทบจากรัฐด้วย หรือการประกันสังคมจากความร่วมมือของรัฐ ธุรกิจ และประชาชน หรือให้รัฐออกเงินประชาชนออกแรง เป็นต้น ทั้งนี้ภาระของระบบสังคมสวัสดิการไม่ควรอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง”ประธานคณะทำ งานการกระจายรายได้ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศที่มีการจัดรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่ดี เช่น สวีเดนมีการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เฉลี่ย 30% แค่ภาษีบริโภคในเยอรมนี 18% และในสวีเดน 20% ซึ่งประเทศไทยเก็บเพียง 7% เท่านั้น"
รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า สังคมสวัสดิการ (welfare society) นั้นต่างจากรัฐสวัสดิการ (Welfare state) คือ ทุกภาคส่วนของสังคมจับมือกัน ทั้งนักธุรกิจ ชุมชน และรัฐบาลร่วมช่วยกันจัดสวัสดิการให้กับทุกกลุ่มคนครอบคลุมทุกด้านแล้วภาระ การจัดสวัสดิการก็จะไม่ตกที่รัฐบาลฝ่ายเดียว เช่น ในแคนาดา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนีที่มีการจัดสังคมสวัสดิการแล้ว แบบนี้จะเป็นไปได้มากกว่าเพราะไม่พึ่งสวัสดิการจากรัฐ
หวั่นแรงงานขาดแคลนกระทบเป้าส่งออก
คม ชัด ลึก (
31 ม.ค. 53) - นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมกับหัวหน้ากลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทย 10 กลุ่มที่ผ่านมานั้น หัวหน้ากลุ่มสินค้าได้รายงานถึงปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในขณะนี้คือ การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร กลุ่มสิ่งทอ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมามีการเลิกจ้างไป และแรงงานก็ไม่กลับเข้ามาในระบบ โดยเบื้องต้นคาดว่ามีการขาดแคลนแรงงานถึง 5 แสนคน
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการพิสูจน์สัญชาติแรงงานที่ต้องทำให้ทันภายในเดือนมีนาคม ซึ่งหากทำได้ไม่ทันก็น่าจะมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานเพิ่ม ขึ้นอีก ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกยังกังวลเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งขณะนี้ขยับมาอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทางผู้ส่งออกเกรงว่าค่าเงินบาทแข็งค่ามาที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคนี้ลำบาก
นายอนุรัตน์กล่าวว่า จากการที่หัวหน้ากลุ่มสินค้าแต่ละกลุ่มได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการส่งออก เพื่อผลักดันการส่งออกของไทยในปีนี้ให้ได้ตามเป้าหมายที่ 14% นั้น พบว่า กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารต้องการให้รัฐบาลเพิ่มการส่งเสริมการตลาดในสินค้า จำพวกเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งดิบและปรุงสุก รวมทั้งเครื่องปรุง เครื่องเทศ ผักและผลไม้ไทยให้มากขึ้น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสนอให้เร่งดำเนินการยกเลิกภาษีสรรพสามิต สำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ประกอบในกล้องถ่ายรูป
กลุ่มสิ่งทอ เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ และเครื่องหนัง พบว่าขณะนี้มีโรงงานผลิตรองเท้ากีฬาที่มีชื่อเสียง ได้ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนาม ซึ่งหากเกิดปัญหาลักษณะนี้ ทางกรมส่งเสริมการส่งออก จะไปช่วยในการทำให้โรงงานสามารถดำเนินงานต่อได้ โดยให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเน้นสร้างแบรนด์ไทยขึ้นมาแทนที่ ส่วนที่เหลือ กลุ่มสินค้าเหล็กและวัสดุก่อสร้าง จะเน้นการรวมตัวกันแบบคลัสเตอร์ เพื่อไปบุกตลาดส่งออก
ส่วนสินค้ากลุ่มเอกลักษณ์ไทย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ อาหารไทย ผ้าไหม กล้วยไม้ สปาไทย นั้นกระทรวงพาณิชย์จะมีการเปิดตัวโครงการประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้น เดือนมีนาคม ซึ่งจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 50 องค์กร เข้ามาร่วมหารือ และทำความเข้าใจในการทำการตลาด
สหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้า บุก ปชป.ยื่นหนังสือนายกฯให้ช่วยแก้ปัญหาถูกเลิกจ้าง
สำนักข่าวแห่งชาติ (2 ก.พ. 53) - กลุ่มผู้ชุมนุม สหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้า บุกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยแก้ไขปัญหาถูกเลิกจ้าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับหนังสือร้องทุกข์ จากกลุ่มผู้ชุมนุม สหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้า แห่งประเทศไทย หลังถูกเลิกจ้าง ประมาณ 500 คน ที่มาชุมนุมปิดถนนบริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรี รับปากว่า จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการร้องทุกข์มาแล้ว และได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาแล้ว พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ได้เรียกร้องให้กลุ่มสหภาพฯ อย่าทำลายทรัพย์สินของทางบริษัทฯ เพื่อที่การแก้ปัญหาจะได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมรู้สึกพอใจ ก่อนสลายการชุมนุม
คนงานฟาร์อีสปั่นทอนับพันปิดโรงงานประท้วงโบนัสต่ำ
เนชั่นทันข่าว (2 ม.ค. 53)
- ที่หน้าโรงงานฟาร์อีสท์ปั่นทออุตสาหกรรม ต.ศีรษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้มีคนงานกว่า 1,000 คน ชุมนุมไม่ให้มีการเข้าออก เพื่อประท้วงเรียกร้องเงินโบนัสและค่าแรงเพิ่ม หลังถูกลดเงินโบนัสมาเป็นปีที่ 2 ทำให้การจราจรติดขัดบนถนนสายเพชรเกษมขาเข้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้นำกำลังตำรวจจราจรและสายตรวจจำนวนหนึ่งมาอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมจัดกำลังควบคุมฝูงชนให้ชุมนุมกันอย่างสงบ
ต่อมา นายวรสิทธิ์ ชัยเลิศวนิชกุล นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมเจ้าหน้าที่คุ้มครองสวัสดิการแรงงานจังหวัดนครปฐม ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบพร้อมประชุมหารือข้อยุติ โดยให้พนักงานส่งตัวแทนมาเจรจา แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากโรงงานฟาร์อีสปั่นทออุตสาหกรรมเป็นโรงงานขนาดใหญ่ และมีจำนวนหลายโรงงาน เบื้องต้นโรงงานยืนยันที่จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งจะนำไปพิจารณาก่อน ซึ่งทำให้พนักงานลูกจ้างทั้งหมดไม่พอใจและปักหลักปิดโรงงานประท้วงต่อไป
นางสาวอนุสรา เอกศิริ ตัวแทนพนักงาน กล่าวว่า การชุมนุมประท้วงครั้งนี้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมที่ถูกผู้บริหารลดโบนัส ลงเหลือครึ่งเดือน ทั้งที่ตนเองและเพื่อนร่วมงานทำงานเต็มที่และผลประกอบที่ออกมาก็ดี แต่ทำไมผู้บริหารของโรงงานจึงไม่ยอมขึ้นเงินโบนัสให้ โดยเมื่อปี 2551 ผู้บริหารลดเงินโบนัสเหลือครึ่งเดือน โดยอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดี ตนเองและเพื่อนคนงานก็เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ จึงไม่ได้ว่าอะไร แต่ปีนี้ผลประกอบการดีขึ้น แต่ผู้บริหารกลับให้โบนัสเท่าปีที่แล้ว ซึ่งไม่ยุติธรรม อีกทั้งค่าแรงที่ทำงานมากว่า 5 ปี ก็ได้ต่ำแค่ 207 บาท ทั้งที่คนงานใหม่ก็ได้รับค่าแรงขั้นต่ำ 205 บาท เกือบเทียบเท่ากับตนเองและเพื่อนร่วมงานบางคน
นายวรสิทธิ์ ชัยเลิศวนิชกุล นายอำเภอนครชัยศรี กล่าวว่า หลังจากพนักงานรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารของโรงงานแก้ไขการจ่าย โบนัสและปรับเปลี่ยนค่าแรงงานให้เหมาะสม เบื้องต้นทางผู้บริหารโรงงานได้ตกลงจะจ่ายโบนัสครึ่งเดือนแรกให้ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ แต่อีกครึ่งหนึ่งรับปากว่าจะจ่ายให้แต่ขอไปพิจารณาก่อนโดยไม่มีกำหนด ทำให้พนักงานลูกจ้างไม่พอใจต้องการให้ทางโรงงานกำหนดวันที่จะจ่ายมาเลยว่าจะ จ่ายกันเมื่อไหร่วันไหน ซึ่งทางโรงงานก็ยังไม่มีคำตอบให้ ทุกอย่างจึงยังหาข้อสรุปไม่ได้
สหภาพฯ ธนาคารกรุงเทพประท้วงถูกลดค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม
ประชาชาติธุรกิจ (
3 ก.พ. 53) - รายงานว่าสหภาพธนาคารกรุงเทพราว 400-500 คน รวมตัวกันหน้าสำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ ที่ปีนี้ได้ลดเงินช่วยเหลือพิเศษลง 25% ทั้งที่ กำไรสุทธิของธนาคารเพิ่มขึ้น 2.57% เมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่แห่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงไทยที่กำไรสุทธิลดลงแต่ไม่ลดค่าตอบแทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุกปีธนาคารกรุงเทพจะมีการจ่ายโบนัสคงที่ปีละ 2 เดือนและเงินช่วยเหลือพิเศษอีก 1 เดือน โดยการลดครั้งนี้เป็นการลดในส่วนเงินช่วยเหลือพิเศษเหลือ 0.75 เดือน เท่ากับปี 2552 ที่ผ่านมาพนักงานธนาคารกรุงเทพจะได้ค่าตอบแทน 2.75 เดือน เทียบกับ 3 เดือนในปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ค่าตอบแทนที่ 2.75 เดือน เป็นข้อตกลงที่ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานของธนาคารทำร่วมกันในช่วงปลายปีที่ ผ่านมาในสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีนัก แต่เมื่อผลประกอบการออกมาดีเกินคาดจึงเกิดการเรียกร้องดังกล่าว
แหล่งข่าวจากฝ่ายบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า สหภาพแรงงานฯ มีการยื่นข้อเรียกร้องประจำปี 2552 ตั้งแต่ เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา และทางผู้บริหารธนาคารกับสหภาพได้เจรจาและตกลงกันในเรื่องค่าตอบแทนพิเศษใน อัตรา 2.75 เดือน ซึ่งทางธนาคารได้จ่ายให้พนักงานไปแล้วเกือบ 20,000 คน 900 สาขาทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ามีพนักงานบางส่วนไม่พอใจเนื่องจาก ได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งที่ผลประกอบการสูงกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางกระทรวงแรงงาน กำลังเรียกทั้งสองฝ่ายเข้าเจรจาทำความตกลง ซึ่งผลออกมาอย่างไรทางธนาคารกรุงเทพก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม
สร.ร.ฟ.ท.ขับไล่ 2 พนง.พ้นสมาชิกเหตุปฏิปักษ์ตามข้อเสนอ "สาวิทย์"
มติชน (3 ก.พ. 53)
- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) ได้จัดประชุมวิสามัญเพื่อหารือในญัตติแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้าง ตามที่ก่อนหน้านี้มีสมาชิก สร.ร.ฟ.ท.กว่า 1,000 คน ได้เข้าชื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการจากสาเหตุการนัดหยุดเดินรถไฟช่วงวัน ที่ 16-28 ตุลาคม 2552 ทำให้ ร.ฟ.ท.เสียหายกว่า 70 ล้านบาท แต่นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สร.ร.ฟ.ท. กลับเสนอให้ที่ประชุมมีมติขับไล่สมาชิก สร.ร.ฟ.ท. คือ นายสมศักดิ์ เหมฤดี และนายสาโรจน์ สุขแสงดาว พ้นจากสมาชิก สร.ร.ฟ.ท. เนื่องจากกรรมการบริหารเห็นว่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับ สร.ร.ฟ.ท. ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกับมติดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ได้มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามาในฐานะอะไร นายสมศักดิ์ระบุว่าเป็นที่ปรึกษา สร.ร.ฟ.ท. นายสมศักดิ์ เหมฤดี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม กรรมการไม่เคยสอบถามอะไรเลย ทั้งนี้จะร้องแย้งต่อนายทะเบียนกิจการแรงงานสัมพันธ์ให้ตัดสินต่อไป นายสาโรจน์กล่าวว่า จะร้องแย้งต่อนายทะเบียนสวัสดิการแรงงาน เพราะ สร.ร.ฟ.ท.ทำไม่ถูกต้อง นอกจากไม่สอบสวนแล้วที่ผ่านมาก็ลุต่ออำนาจ เพราะปฏิบัติเกินสิทธิของ สร.ร.ฟ.ท. เพราะไปก้าวก่ายงานฝ่ายบริหารหลายเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกขับไล่มาแล้ว เมื่อมีการแย้งนายทะเบียนก็สั่งให้กลับเข้ามาเป็นสมาชิก
สปส. ปรับอัตราเงินสมทบ ตามเดิม (ร้อยละ 5) ตั้งแต่ มกราคม 53 เป็นต้นไป
บ้านเมือง (4 ก.พ. 53) -
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า จากที่ผ่านมาได้มีมาตรการ "ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม" เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างให้กับนายจ้างลูกจ้าง ผู้ประกันตนของกระทรวงแรงงาน ในการลดค่าครองชีพตามมาตรการ "3 ลด 3 เพิ่ม" ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 และสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม2552 (เป็นเวลา 6 งวด) โดยลดเหลือฝ่ายละ ร้อยละ 3 ของค่าจ้าง ดังนั้น งวดเดือนมกราคม 2553 นายจ้างจะต้องนำส่งเงินสมทบ ในอัตราฝ่ายละ ร้อยละ 5 ของค่าจ้าง(ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท นายจ้างจะต้องนำส่งเงินสมทบ ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน เดือนละ 750 บาท) ตามเดิม
สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ)ได้ปรับอัตราเงินสมทบตามเดิม จากเดิมร้อยละ 9 ของค่าจ้าง (ฐานค่าจ้าง 4,800 บาท) ลดเหลือร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ทำให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ส่งเงินสมทบลดลงเหลือ เดือนละ 240 บาท จำนวน 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือน กรกฎาคม ถึง เดือน ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตั้งแต่งวดเดือน มกราคม 2553 เป็นต้นไปผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะต้องนำส่งเงินสมทบ เดือนละ 432 บาท ตามเดิม
 ปคม.จับนายหน้าตุ๋นแรงงานไปทำงานสหรัฐฯ
แนวหน้า (5 ก.พ. 53) -
ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.อ.ไวพจน์ โชติธาดา รอง ผบก.ปคม. พร้อมด้วย นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แถลงข่าวจับกุม นางจรีรัตน์ วิเศษดี อายุ 44 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่าง ประเทศโดยการหลอกลวงนั้นได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก ผู้ที่ถูกหลอกลวง และร่วมกันฉ้อโกง พร้อมของกลาง หนังสือเดินทางของผู้เสียหายรวม 62 เล่ม ได้ที่บ้านเลขที่ 18/14 ซอยอนามัยงามเจริญ 33 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม.
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าร้องเรียนกับนางปวีณา ว่า เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถูกนางจรีรัตน์ หลอกลวงโดยชักชวนให้ไปทำงานเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทยในรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอ้างว่ามีค่าตอบแทนสูงเป็นเงินเดือนละ 70,000-80,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเป็นจำนวน 30,000-65,000 บาท โดยมีผู้เสียหายกว่า 30 คน สนใจจะทำงานดังกล่าวและโอนเงินค่าใช้จ่ายเข้าบัญชีธนาคารของนางจรีรัตน์ ไปแล้ว รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 9 แสนบาท
ต่อมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากนางจรีรัตน์ ว่า พร้อมจะเดินทางไปสหรัฐฯ ในวันที่ 15 มกราคม แต่หลังจากผู้เสียหายเดินทางมารวมตัวกันแล้ว นางจรีรัตน์ กลับอ้างว่า มีผู้ที่ร้องเรียนกับนางปวีณา ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปตามกำหนดได้ต้องปิดเรื่องไว้ก่อน โดยนางจรีรัตน์ ได้พาผู้เสียหายไปพักอาศัยที่บ้านพักในย่านบางขุนเทียน กระทั่งเวลาล่วงเลยมาหลายวันผู้เสียหายจึงสอบถามนางจรีรัตน์ หลายครั้งแต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยง บอกว่าจะได้เดินทางภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้แน่นอน จนผู้เสียหายบางคนขอถอนตัวไปโดยไม่ได้รับเงินคืนด้วย
หลังจากนั้นกลุ่มผู้เสียหายจึงรวมตัวกันเดินทางไปตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวง แรงงานซึ่งปรากฎว่าไม่มีข้อมูลการเดินทางของพวกตน จึงรู้ว่าถูกหลอกลวงและตัดสินใจพากันเข้าร้องทุกข์กับนางปวีณา ก่อนจะเข้าแจ้งความที่ บก.ปคม.ซึ่งภายหลังพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วจึงขออนุมัติศาล ออกหมายจับนางจรีรัตน์ และติดตามจับกุมตัวไว้ได้
สอบสวนนางจรีรัตน์ ให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าได้ติดต่อกับกลุ่มผู้เสียหายจริง แต่มีหน้าที่จัดการเรื่องเอกสารต่างๆ เท่านั้น ได้เงินค่าตอบแทนรายละ 2,000 บาท ส่วนนายหน้าซึ่งรับเงินจากผู้เสียหายและเป็นผู้ส่งไปทำงานที่ประเทศสหรัฐฯ นั้น คือ นายปรีชา ไม่ทราบนามสกุล ที่ผ่านมาทราบว่าเคยมีการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้จริง
ขณะที่ นายบุญเนื่อง บุรีเลิศ อายุ 23 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า เคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ที่โรงแรมสมุย โดยมีนางฉวีวรรณ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นกุ๊กของโรงแรมเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกับนางจรีรัตน์ ก่อนจะถูกชักชวนให้ไปทำงานร้านอาหารที่สหรัฐฯ โดยผู้ต้องหาอ้างว่ามีเงินรายได้มีระยะเวลาการทำงาน 6 เดือน ซึ่งตนได้เสียเงินค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 30,000 บาท แต่กลับไม่ได้เดินทางไปทำงานตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใดจึงรวมตัวกับผู้ เสียหายพากันเข้าแจ้งความในครั้งนี้
ก.แรงงาน จับมือสมาพันธ์แรงงานอิสราเอล ดูแลสิทธิคนงานไทยกว่า 2 หมื่นคน
แนวหน้า (5 ก.พ. 53) -
ที่กระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศอิสราเอล (Histadrut) ว่า ขณะนี้กระทรวงเตรียมทำข้อตกลงกับทางสมาพันธ์ดังกล่าว เพื่อให้แรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอลได้รับการดูแล โดยสมาพันธ์ดังกล่าวได้รับการรับรองจากทางรัฐบาลอิสราเอลให้ดูแลแรงงานที่ เดินทางไปทำงานในอิสราเอล ในเรื่องสิทธิแรงงานด้านต่างๆ ทั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการต่างๆ และสิทธิ์การรักษาพยาบาล เนื่องจากทราบว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้น ต่ำของอิสราเอลเป็นจำนวนมาก
นอก จากนี้ สมาพันธ์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ตรวจสอบแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานว่าได้เสีย ค่าบริการจัดส่งหรือค่าหัวคิวเกินกว่าที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้หรือไม่ ทั้งนี้ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศจะต้องเสียค่าบริการจัดส่ง คือ ต้องจ่ายไม่เกินเงินเดือนของเดือนแรกบวกเพิ่มได้อีกไม่เกิน 4 เดือน หากบริษัทที่จัดส่งแรงงานไทยไม่ปฏิบัติตามกระทรวงแรงงานจะทำการตักเตือนและ หากยังฝ่าฝืนจะทำการขึ้นบัญชีดำ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้คงไม่สามารถที่จะคุมบริษัทจัดหางานเก็บค่าหัวคิวให้ อยู่ในอัตราที่กำหนดได้
“การเป็นสมาชิกเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์สำหรับคนไทย กระทรวงแรงงานจึงกำหนดบังคับให้แรงงานไทยที่ต้องการเดินทางไปทำงานใหม่ต้อง สมัครเป็นสมาชิกสมาพันธ์ดังกล่าว ส่วนแรงงานไทยที่ทำงานอยู่เดิมก็จะมีการประชาสัมพันธ์ให้สมัครเป็นสมาชิก เพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง โดยแรงงานที่สมัครเป็นสมาชิกต้องเสียค่าบริการต่อเดือนในอัตราร้อยละ 0.95 ของเงินเดือน”รมว.แรงงาน กล่าว
สำหรับจำนวนแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศอิสราเอลในปัจจุบันมีกว่า 22,000 คน จากโควตาที่ประเทศไทยได้รับจำนวน 27,000 คน ซึ่งในปีนี้ทางการอิสราเอลอนุญาตให้แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานได้ประมาณ 5,000 คน ซึ่งประเทศไทยได้รับความสนใจให้เดินทางไปกว่าร้อยละ 90 
สส.สหรัฐวอนไทย อย่าส่งกะเหรี่ยง กลับบ้านเกิดที่พม่า หวั่นถูกละเมิดสิทธิ์
แนวหน้า (6 ก.พ.53) - สมาชิกสภาผู้แทนสหรัฐวิงวอนไทยไม่ให้ส่งชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนกลับพม่า อ้างว่า คนเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างยิ่งจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
วอชิงตัน ดีซี (เอพี) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ส.ส.สหรัฐ 27 คนมีจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องไทยไม่ให้ส่งชาวกะเหรี่ยงกลับพม่าหลังมีข่าวว่าการส่งกลับอาจมี ขึ้นในทันที โดยนายโจเซฟ โครวลีย์ ส.ส.นิวยอร์กจากพรรคเดโมแครต อ้างว่า หากผลักดันให้ชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้กลับไปจะทำให้พวกเขาถูกละเมิดสิทธิมนุษย ชนอย่างรุนแรง เช่น การถูกบังคับใช้แรงงาน สังหาร ทรมาน ทำให้พิการ บังคับให้เป็นทหาร ซึ่งรวมทั้งทหารเด็ก ถูกขโมย ขู่เข็ญ และทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะเดียวกันขู่ว่า ที่ผ่านมาไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่ให้ที่ลี้ภัยแก่ผู้ที่หนีภัยการถูก ข่มเหงรังแกอย่างหนัก แต่หากไทยส่งชาวกะเหรี่ยงกลับก็จะทำลายชื่อเสียงเหล่านี้
ทั้งนี้ชาวกะเหรี่ยงราว 4,000 คน หลบหนีเข้าไทยเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ในช่วงที่รัฐบาลทหารพม่าเพิ่มการปราบปรามกลุ่มกบฏชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยไม่กี่กลุ่มที่ยังไม่ได้ทำข้อตกลงสันติภาพกับ รัฐบาลพม่า
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์