คนเสื้อแดง-กรรมกร-ชาวนา “สู้”

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของ “คนเสื้อแดง” เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่า มีกลุ่มคนหลากหลายการจัดตั้งในการเข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมครั้งนี้

“คนเสื้อแดง” บางส่วนอยู่ภายใต้ฐานะการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย บางกลุ่มจัดตั้งโดยผ่านแนวร่วมประชาธิปไตยประชาชน (นปช.) มีไม่น้อยจัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงกันขึ้นมาเอง บางคนเป็นแดงแบบปัจเจกชนก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย เป็นแดงอิสระ เป็นแดงเสรีชน
 
แต่พวกเขามีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อประชาธิปไตย มิเพียงเพื่อทักษิณเท่านั้น
 
“ประชาธิปไตย” จึงเป็นอนาคต เป็นสังคมที่ดีกว่าของประชาชนทุกชนชั้นทุกอาชีพ พวกเขาจึงต่อต้าน ระบอบอำมาตยาธิปไตย
 
คงมีแต่พวกได้ประโยชน์ และมืดบอดทางปัญญาเท่านั้น จึงเลือกจุดยืนเพื่อระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือบางคนถูกทำให้เลือกระบอบอำมาตยาธิปไตย เพราะถูกมอมเมาครอบงำทางความจิตใจมาชั่วชีวิต ผ่านอิทธิพลของสถานการศึกษา และผ่านสื่อสารมวลชนของรัฐและสื่อมวลชนสายอำมาตยาธิปไตยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนทั้งหลาย พวกเขาจึงขาดการรับรู้ด้านมืดของระบอบอำมาตยาธิปไตย และความก้าวหน้ากว่าของระบอบประชาธิปไตย
 
จึงเป็นภารกิจของ “คนเสื้อแดง” ที่ต้องช่วงชิงพวกเขาให้กลับมาอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยความอดทน เพราะพวกเขาหาใช่ศัตรูแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขายังหลับใหล ถูกปิดตาให้มืดมิดเท่านั้นเอง ถูกปิดหูไม่ให้ได้ฟัง เท่านั้นเอง
 
แน่นอนว่า มีกลุ่มคนหลากหลายชนชั้นเข้าร่วมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมครั้งนี้ บางคนเป็นนายทุนเสรีนิยมหรือทุนใหม่ บางคนเป็นชาวนาไร้ที่ดิน บางคนเป็นเกษตรกรรายย่อย บางคนเป็นนายทุนน้อย บางคนเป็นกรรมกรขายแรงงานเพื่อชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ในชนบท บางคนเป็นกรรมกรรุ่นใหม่ในยุคสมัยใหม่ในสังคมเมือง และอื่นๆ
 
และพวกเขาทั้งหลายล้วนไม่ได้เป็น “อภิสิทธิ์ชน” แต่อย่างใด
 
นับว่า เป็นสิ่งที่ดีในการต่อสู้ครั้งนี้ ถ้าหากว่ากลุ่มชนชั้นต่างๆ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตของกันและกันอย่างภราดรภาพ ในฐานะพี่น้องร่วมรบร่วมศึกในท่ามกลางการต่อสู้
 
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจสังคมไทยยุคเสรีนิยมใหม่ปัจจุบัน สังคมไทยเดินสู่สังคมทันสมัย เทคโนโลยี่ล้ำหน้า พัฒนาอุตสาหกรรมหลายหลากแบบ สังคมไทยมิใช่สังคมชาวนาล้าหลังเหมือนในอดีต ภาคชนบทกลายเป็นเมือง ภาคเกษตรกรกรรมมีหลายหลายชนชั้น ที่สำคัญมีแรงงานรับจ้างรุ่นใหม่จำนวนมากเป็นประชากรส่วนใหญ่ในสังคมไทย
 
บางคนอาจจะเรียนจบระดับ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี แต่ไม่มีปัจจัยการผลิต จึงกลายสภาพเป็น “กรรมกร” มีแรงงานเป็นสินค้า ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริหาร ภาคก่อสร้าง ภาคประมง ภาคเกษตรกรรม ฯลฯ มีทั้งแรงงานในระบอบ นอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ
 
“กรรมกร” ผู้มีสิทธิมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับกลุ่มชนอื่นๆ ในสังคม พวกเขาเหล่านี้มีทั้งจัดตั้งในรูปแบบสหภาพแรงงานตามกฎหมาย และแบบกลุ่มเพื่อนไม่เป็นทางการ เพื่อต่อสู้ต่อรองกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม ชีวิตที่ดีกว่า เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 
ปัจจุบันพวกเขาต้องประสบพบกับกลยุทธ์ของทุนในการจ้างงานแบบเหมาช่วง แบบชั่วคราว แบบไม่เป็นทางการ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มกำไรให้ทุนสูงสุด และกดทับเบียดขับการรวมกลุ่มสร้างพลังของกรรมกร ภายใต้ที่รัฐไทยไม่ยอมให้สัตยาบัน ILO เพื่อยอมรับสิทธิของกรรมกรในสังคมไทย ซึ่งจะนำมาสู่การแก้กฎหมาย นโยบายด้านแรงงานต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมต่อกรรมกร เปิดความชอบธรรมให้กรรมกร ต่อสู้เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ
 
“กรรมกร” ที่เห็นและเป็นอยู่ พวกเขาจึงไม่มีความมั่นคงในชีวิต แต่อย่างใด
 
“ชาวนา” ผู้มีสิทธิมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับกลุ่มชนอื่นๆ ในสังคมก็เช่นกัน พวกเขาได้มีรูปการจัดตั้งแบบสหกรณ์ สหพันธ์ สมัชชา สมาชิกกองทุนฟื้นฟู ฯลฯ และแบบเป็นไปเอง พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาในแต่ละวัน และพวกเขาถูกกระทำจากนโยบายของรัฐที่มองชนบทเป็นเพียงส่วนเกินของการพัฒนา เป็นเพียงฐานการเติบโตของภาคการผลิตส่วนอื่นๆ
 
ปัจจุบัน หลายคนมีหนี้สินล้นตัว บางคนไม่มีที่ดินทำกินต้องเช่าเจ้าที่ดิน ฯลฯ และรัฐก็ไม่เคยมีนโยบายคุ้มครองเกษตรผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติให้มีความมั่นคงในชีวิตแต่อย่างใด แต่กลับปล่อยให้ทุน CP เอารัดเอาเปรียบในหลายรูปแบบ และยิ่งรัฐแบบอำมาตย์ครองอำนาจยิ่งไกลเกินฝันที่จะมีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินเหมือนเช่นข้อเสนอในอดีตของปรีดี พยมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร เพราะย่อมกระเทือนถึงที่ดินของเหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย
 
แน่นอนว่าตราบใดที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยครองเมือง ปัญหาของพวกเขาทั้งกรรมกร ชาวนา ย่อมหนักหน่วงทบทวีมากขึ้น เพราะสิทธิ์เสียงของพวกเขาถูกเมินเฉย ไม่มีความหมาย เพราะอำมาตย์มองพวกเขาเป็นเพียงไพร่ทาสหาใช่มนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีไม่
 
เพราะระบอบอำมาตย์ บอกพวกเขาว่า ชาติปางก่อนพวกเขาทำบุญไว้น้อย ชาตินี้จะต้องจน เพราะระบอบอำมาตย์ สร้างความคิดและบอกสังคมว่า พวกเขา เครียด กินเหล้า แล้วก็จน คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “คนเสื้อแดง” ผู้มีหัวใจยุติธรรม ย่อมต้องการแก้ไขปัญหาของพวกเขาในฐานะคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยด้วยเช่นกัน
 
คนเสื้อแดง คงเข้าใจกันดีว่า “กรรมกร” “ชาวนา” ซึ่งก็ล้วนเป็นลูกหลานคนเสื้อแดงส่วนใหญ่นั่นเอง
เพราะ”คนเสื้อแดง” ต้องการประชาธิปไตยทางการเมืองและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพื่อลดช่องว่างทางชนชั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้มีความเสมอภาคมากขึ้น
 
แม้ว่า “กรรมกร” และ “ชาวนา” หลายส่วนหลายองค์กรยังไม่ได้จัดตั้งตนเอง เพื่อต่อสู้ทางประชาธิปไตยด้านการเมือง
 
จึงเป็นภารกิจของ”ปัญญาชน” กรรมกร ชาวนา ที่ต้องยกระดับองค์กรเพื่อร่วมสู้ ร่วมเรียนรู้ถึงแนวทางของคนเสื้อแดงตามสภาพเงื่อนไขของกลุ่มตน พร้อมๆกับการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน
 
“กรรมกร” “ชาวนา” จึงต้องจัดตั้งกลุ่มศึกษาของตนเอง เปิดโรงเรียนการเมืองกรรมกรชาวนาเหมือนเช่นโรงเรียนการเมืองคนเสื้อแดงเพื่อเรียนรู้เรื่องราวการเมืองการปกครอง ประชาธิปไตย เสนอปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาระยะยาวต่อคนเสื้อแดงและสังคมไทย ฯลฯ และมีจุดยืนเคียงข้างคนส่วนใหญ่ แม้ว่าการต่อสู้จะยืดเยื้อยาวนานเพราะเป็นสงความพื้นที่ทางความคิด แต่อีกไม่นานก็จะมี “กรรมกร” “ชาวนา” แดงทั้งแผ่นดิน
 
เพราะหนทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วงเงื่อนไขประวัติศาสตร์ปัจจุบันเป็นภาระกิจที่สำคัญ จะนำพากรรมกร ชาวนาสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ยุติธรรมและเสรีภาพ เพื่อผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคต เพื่อลูกหลานของกรรมกร ชาวนารุ่นต่อๆไป
 
“คนเสื้อแดง” “กรรมกร” และ “ชาวนา” “สู้”
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์