“ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร” องค์กรชาวบ้านกับการสืบสานภูมิปัญญา

ในขบวนงานพัฒนาภาคอีสาน หากพูดถึงองค์กรชาวบ้านที่ทำงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นและการแพทย์พื้นบ้านมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หนึ่งในนั้นเชื่อแน่ว่าต้องมีชื่อของ “ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร” รวมอยู่ด้วย

 

 
 
 
“ตะบัล” เป็นคำเขมรแปลว่า “ครก” ส่วน “ไพร” แปลว่า “ป่า” ซึ่งความหมายที่ลึกซึ้งคมคายจากคำอธิบายของ “เอียด ดีพูน” นักพัฒนาอาวุโสแห่งภาคอีสาน หนึ่งในผู้บุกเบิกศูนย์สมุนไพรแห่งนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗  ก็คือ
 
“ตะบัลแปลว่าครก ไพรคือป่า เมื่อพูดถึงป่าก็จะเห็นว่าในป่านั้นย่อมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชสมุนไพรนา ๆ ชนิด และด้วยเหตุที่ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านตะบัน ดังนั้นนัยความหมายโดยรวมในเชิงสัญลักษณ์ของศูนย์ตะบัลไพรก็คือเป็นเหมือนกับเป็น ‘ครกบดยาแห่งบ้านตะบัน’ ” 
 
ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรก่อเกิดในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๘๑ / ๑ หมู่ ๗ ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ ราว ๕ กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสุรินทร์ – ศีขรภูมิ ปัจจุบันมีคุณชัชวาลย์ ชูวา เป็นอายุรเวทประจำศูนย์และผู้ประสานงานงานกลาง ถือเป็นอีกองค์กรพัฒนาเอกชนหนึ่งที่ก่อเกิดจากการทำงานพัฒนาของคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาสุรินทร์ (ศพพ.สุรินทร์) และมูลนิธิพิพิธประชานาถ สององค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดสุรินทร์ที่มีฐานประสบการณ์ด้านงานพัฒนามายาวนานร่วม ๒๐ ปี อีกทั้งยังได้สั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์งานพัฒนาในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะงานพัฒนาทางเลือกที่ยึดหลักการของพุทธปรัชญาเป็นเครื่องชี้นำความคิดและการปฏิบัติ
 
ปัจจุบันนอกจากจะเป็นสถานที่รับซื้อสมุนไพรเพื่อนำมาแปรรูปเป็นยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่น ๆ กว่า ๖๕ ตำรับแล้ว กิจกรรมอีกด้านหนึ่งที่ศูนย์แห่งนี้ดำเนินการควบคู่กันไปก็คือ การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องแพทย์พื้นบ้าน การส่งเสริมแนวคิดเกษตรกรรมทางเลือก รวมไปถึงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นโดยใช้รูปแบบป่าครอบครัว
 
มีพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ ๕ ตำบล ได้แก่ ตำบลบุฤาษี ตำบลท่าสว่าง ตำบลตระแสง อ.เมือง ตำบลตาเบา อ.ปราสาท และตำบลเขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์
 
ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่จะมีเนื้องานที่โดดเด่นและเข้มข้นแตกต่างกันออกไป แต่ก็มีจุดร่วมสำคัญนั่นก็คือ มุ่งไปสู่การทำงานพัฒนาที่รอบด้าน ครอบคลุมทุกมิติของชุมชนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้องานด้านป่าชุมชน เกษตรอินทรีย์ หมอพื้นบ้าน นวดแผนไทย และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งจนถึงวันนี้งานพัฒนาหลายด้าน หลายประเด็น ได้กลายเป็นความรู้ที่พร้อมจะเผยแพร่สู่สังคม ทั้งในแง่ของแนวคิด หลักการพื้นฐาน ตลอดจนถึงประสบการณ์ บทเรียน ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง
 
ป่าครอบครัว : การฟื้นฟูนิเวศพื้นบ้านเพื่อการพึ่งตนเอง
 
แนวคิดการฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นบ้าน โดยวิธีจัดการพื้นที่ภายในบริเวณบ้านเพื่อทำการผลิตที่หลากหลายด้วยรูปแบบ ป่าครอบครัว” จากการสนับสนุนของมูลนิธิพิพิธประชานาถ (มพป.) โดยมีศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรเป็นองค์กรดำเนินงาน นับเป็นเนื้องานอีกด้านหนึ่งที่มุ่งเน้นให้คนในชุมชนได้ตระหนัก และให้ความสำคัญกับระบบการผลิตที่หลากหลาย สอดคล้องกับระบบนิเวศท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพึ่งตนเองในระดับพื้นฐานทั้งในด้านการผลิตและบริโภค
 
“ป่าครอบครัว”  คือแนวคิดของการสร้างความมั่นคงในเรื่องปัจจัย ๔ ที่ถือเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เป็นแนวคิดที่พัฒนาจากรูปแบบการจัดการสวนหลังบ้าน ซึ่งแต่เดิมครอบครัวในชนบทส่วนใหญ่ได้มีการจัดการมาก่อนแล้ว เพียงแต่ภายใต้แนวคิดการจัดการป่าครอบครัว ได้มีการจำแนกให้เห็นถึงหลักการและองค์ประกอบซึ่งเป็นพื้นฐานใน ๔ ด้านได้แก่
  • เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเอง ปลูกเองในพื้นที่ของตัวเอง
  • มีความหลากหลายในแปลงทั้งพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ใช้สอยและสัตว์เลี้ยง
  • มีความมั่นคงด้านอาหาร ปลอดภัยและมีรายได้เสริม พัฒนาคุณภาพชีวิต
  • ทำแล้วมีความสุข มีความภาคภูมิใจ ก่อเกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
                       
อย่างไรที่เรียกว่า “ป่าครอบครัว”
 
รูปแบบการผลิตในระบบป่าครอบครัว ซึ่งเป็นแบบแผนทั่วไปก็คือจะมีการเพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ คละเคล้าผสมผสานกันไป ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ไม้ใช้สอย ผักสวนครัวรวมถึงสมุนไพรรักษาโรคชนิดต่าง ๆ โดยองค์ประกอบที่สำคัญคือ
  • พื้นที่การผลิต  ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งพัฒนาขึ้นจากสวนหลังบ้าน เป็นระบบการจัดการพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกในบริเวณบ้านแบบดั้งเดิมของคนในชนบท แต่ในระบบการจัดการแบบป่าครอบครัว จะให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างสูงสุด ทั้งในบริเวณบ้านและหัวไร่ปลายนา
  • ประเภทของพันธุ์ไม้ พันธุ์ไม้ในพื้นที่ป่าครอบครัวให้ความสำคัญกับพืชพันธุ์ท้องถิ่นที่สามารถใช้บริโภคและให้ผลผลิตหมุนเวียนไปได้ตลอดทั้งปี เป็นการปลูกแบบผสมผสาน และถ้าหากจำแนกให้เห็นตามระดับความสูงของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดก็สามารถแบ่งตามระดับความสูงของกลุ่มพันธ์ไม้ประมาณ ๕ กลุ่มได้แก่ กลุ่มแรกไม้สูงประเภท ต้นหมาก ต้นมะพร้าว กลุ่มที่สองจะเป็น มะม่วง ขนุน กลุ่มที่สามประเภทไม้ผลเช่นกล้วย อ้อย มะละกอ กลุ่มที่สี่เป็นพืชผักสวนครัว สมุนไพร และกลุ่มที่ห้ากลุ่มสุดท้ายเป็นประเภทไม้เลื้อยอย่างเช่น ตำลึง ผักปัง เป็นต้น
 
โดยสรุป แนวคิดในการจัดการป่าครอบครัวก็คือ การให้ความสำคัญกับระบบการผลิตที่หลากหลายในพื้นที่การผลิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภายในบริเวณบ้าน หัวไร่ปลายนา มุ่งเน้นให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารสำหรับครอบครัวและเผื่อแผ่ไปยังเครือญาติคนในชุมชน เป็นรูปแบบการผลิตขนาดเล็กเน้นหนักให้ความสำคัญกับผลผลิตที่สามารถตอบสนองการบริโภคได้ในชีวิตประจำวัน
 
หมอพื้นบ้าน อีกหนึ่งงานสืบสานความรู้
 
กลุ่มหมอพื้นบ้าน ภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนโดยศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร ก่อเกิดจากการรวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเคล็ดวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบำบัดรักษาอาการป่วยไข้ตามวิถีและแบบแผนของระบบการแพทย์แผนโบราณ ของเหล่าบรรดาหมอพื้นบ้านในจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะกลุ่มหมอพื้นบ้านในพื้นที่ซึ่งคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา จ.สุรินทร์ (ศพพ. สุรินทร์) ดำเนินงานพัฒนาอยู่ในขณะนั้น
 
ต่อมาในในปี ๒๕๓๓ ได้มีการพัฒนายกระดับจากกลุ่มผู้สนใจมาเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญก็เพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบการแพทย์แผนโบราณของชุมชนชาวไทเขมรในจังหวัดสุรินทร์ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อที่จะนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของโรคภัยที่เกิดขึ้น และมีการดำเนินงานสืบต่อเนื่องจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยมีศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรเป็นศูนย์กลางในการหนุนเสริมทั้งในแง่การสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถอดองค์ความรู้และขยายผลความรู้ที่ได้ออกสู่พื้นที่ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง
นวดแผนไทย – นวดพื้นบ้านฟื้นภูมิปัญญารักษาสุขภาพ
 
อีกหนึ่งงานที่โดดเด่นและถือเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ของศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรนั่นก็คือ การศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้เรื่องการนวดแผนไทย – นวดพื้นบ้าน ตลอดจนถึงการสืบสานองค์ความรู้ที่ว่าให้มีชีวิตและคงอยู่ในชุมชน และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็คงต้องพูดถึงกลุ่มเรียนรู้เรื่องการนวดแผนไทย - นวดพื้นบ้าน ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
 
กลุ่มเรียนรู้เรื่องการนวดแผนไทย - นวดพื้นบ้าน ตำบลตาเบา ก่อเกิดจากพื้นฐานแนวคิดในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยเฉพาะปัญหาในภาคเกษตรไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ การอพยพแรงงานไปต่างถิ่น รวมถึงปัญหาในด้านสุขภาพที่นับวันจะกลายเป็นภาระที่หนักขึ้นทุกวันของคนในเขตชุมชน 
 
จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ได้นำไปสู่การคิดค้นแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างกลุ่มสมาชิกโดยมีกลุ่มสตรีเป็นแกนหลัก ร่วมกับศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร จนกระทั่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การนวดแผนไทยน่าจะเป็นทางออกได้ดีที่สุดภายใต้สภาพปัญหาที่กำลังรุมเร้า ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่สามารถยึดเป็นอาชีพเสริมได้และที่สำคัญ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ต้องลงทุนสูงเพียงแค่มีความตั้งใจและมุ่งมั่นก็สามารถเข้ามาร่วมเรียนรู้และฝึกหัดทักษะเบื้องต้นได้
 
การเรียนรู้เรื่องการนวดแผนไทยภายในเขตตำบลตาเบาได้รับการหนุนเสริมเป็นอย่างดีทั้งจากองค์กรภายนอกอย่างเช่นศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรและองค์กรภายในนำโดย หลวงพ่อโสภณ บุญกิจ เจ้าอาวาสวัดอัมรินทราราม ซึ่งเป็นทั้งที่ปรึกษาและอนุญาตให้ใช้สถานที่วัดเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งเริ่มมีการรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าฝึกอบรมเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๒ และมีการฝึกอบรมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
 
กระบวนการเรียนรู้
 
สำหรับกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องการนวดแผนไทยกำหนดให้มีการเรียนรู้ทั้งการปฏิบัติและศึกษาทฤษฎี โดยให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจกับระบบโครงสร้างร่างกาย รู้ถึงจุดสำคัญที่เป็นอันตราย   รู้ถึงกระบวนการวินิจฉัยตรวจสอบอาการผู้ที่มานวดรวมไปถึงคุณธรรมจริยธรรมของในการเป็นหมอนวดที่ดี ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวสามารถจำแนกเป็นขั้นตอนตามลำดับดังนี้
 
·         การฝึกอบรมนวดแผนไทยทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี ๙ วัน
·         การทดสอบความรู้โดยตรงกับครูผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ ทั้งนี้เพื่อทดสอบดูว่าผู้เรียนรู้มีทักษะฝีมืออยู่ในขั้นใด
·         การนำความรู้ที่ได้กลับไปทดลองใช้กับคนในครอบครัว ในชุมชน พร้อมด้วยการจดบันทึกอย่างละเอียดในทุกครั้งที่มีการนวด
·         ติดตามประเมินผล ของกลุ่มผู้เรียนรู้ ร่วมกับผู้สอนเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันหลังจากที่มีการปฏิบัติแล้ว
·         จัดกิจกรรมเพื่อสร้างพื้นที่ให้กลุ่มผู้เรียนรู้ได้ทดลองฝีมือตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับตำบลและหมู่บ้าน
·         จัดการศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหมอนวดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด
 
 
ลึกลงฐาน สร้างงาน สร้างคน
 
นอกจากประสบการณ์ความรู้จากเนื้อหางานแล้ว อีกด้านหนึ่งซึ่งถือเป็นจุดเด่นในการทำงานของศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรก็คือ หลักการทำงานที่เน้นการสร้างความเข้มข้นในระดับพื้นที่ เพื่อเกาะติดการทำงานร่วมกับกลุ่มเป้าหมายและพัฒนาคนในพื้นที่ให้เข้ามาสู่การเป็นผู้ปฏิบัติงานในชุมชน
 
การสร้างการเรียนรู้ให้กลุ่มแกนนำในชุมชน เพื่อที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติงานในองค์กร ถือได้ว่า มีบทบาทสำคัญอย่างมากกับการทำงานของศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในด้านภาษา วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านสุรินทร์ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทเขมร ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบ แนวคิด การทำงานขององค์กรซึ่งยึดโยงอยู่กับแนวทางงานพัฒนาที่ใช้วัฒนธรรมความเชื่อของชุมชนเป็นพื้นฐานขับเคลื่อนงาน
 
ขณะเดียวกันผลที่ตามมาก็คือมีคนทำงานที่ลงลึกเกาะติดพื้นที่ พัฒนาติดตามงานได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแม้ในช่วงที่มีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณกิจกรรมในพื้นที่ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากฐานชุมชนของตน ยังพร้อมที่จะเป็นหลังพิงในเรื่องการกินการอยู่ นั่นเป็นการยืนยันว่าคนทำงานจะยังไม่หายไปไหน ถือเป็นการรองรับระบบการทำงานให้เคลื่อนไหวได้ไม่ขาดช่วง
 
เส้นทางข้างหน้า ประตูสู่อนาคต
 
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน จึงอาจกล่าวได้ว่า ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร เป็นเสมือนกับหัวหอกหนึ่งที่พุ่งไปสู่การสร้างรูปธรรมงานพัฒนาทางเลือก ด้วยรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ยืนยันถึงเรื่องการลงไปปักหลักในท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ในยุคบุกเบิก สร้างตัวตนที่เข้มแข็งด้วยพลังศรัทธาและปฏิบัติการที่สืบสายจากองค์กรยุคบุกเบิกมายาวนานร่วม ๒๐ ปี
 
และวันนี้บทสรุปที่พวกเขาได้กลั่นออกมาเพื่อวางเป็นแนวทางข้างหน้าก็คือ การยืนหยัดในแนวทางและรูปแบบการทำงานที่ใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นตัวตั้ง พร้อมทั้งประประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนตามยุคสมัย บนแนวคิดทิศทางในการพึ่งตนเอง พึ่งกันเองของชุมชนท้องถิ่น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนในองค์กรพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
 
มันเป็นสิ่งที่พวกเขา รัก ศรัทธา ทำแล้วมีความสุข เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นเรี่ยวแรงหนึ่งที่ช่วยให้ชุมชนอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีบนวิถีแห่งการพึ่งตนเองของชุมชน
 
 
หมายเหตุ : เอกสารประกอบการเขียน
-           บทความ “ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร : โรงหมอพื้นบ้านแห่งบ้านตะบัน” จากเว็บไซต์เสียงคนอีสาน www.esaanvoice.net
-           รายงานผลการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนเพื่อฟื้นฟูเกษตรกรรมธรรมชาติและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม” ปี ๒๕๕๑- ๒๕๕๒ โดยศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร
-           รายงานการศึกษา “องค์ความรู้ระบบสุขภาพองค์รวมในบริบทชุมชนอีสาน” จัดทำโดย คณะทำงานศึกษาระบบสุขภาพองค์รวม (เครือข่ายหมอพื้นบ้านอีสาน,เครือข่ายเอดส์,เครือข่ายเกษตรทางเลือก,เครือข่ายผู้บริโภค)สนับสนุนโดยวิทยาลัยการจัดการทางสังคม(วจส.), ๒๕๔๘.
-           รายงานการศึกษา “การสังเคราะห์องค์ความรู้ท้องถิ่นเพื่อการพึ่งตนเองและการเรียนรู้ท้องถิ่นบริบทชุมชนอีสาน กรณีศึกษา โรงเรียนชาวนา จังหวัดยโสธร และศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร จังหวัดสุรินทร์” โดย สถาบันชุมชนอีสาน, โรงเรียนชาวนา จังหวัดยโสธร และ ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร จังหวัดสุรินทร์ สนับสนุนโดย วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) ภาคอีสาน, ๒๕๕๑.
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น