มองเทศกาลความรักผ่านบันทึกคนเสื้อขาว ‘มาลำ': เรายังอยู่ในสังคมความรักและเลวร้าย!?

 

ปกหนังสือ "บันทึกคนเสื้อขาว" โดย 'มาลำ' พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

 ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี หลายคนต่างนึกไปถึงเทศกาลแห่งความรัก นึกถึงวันวาเลนไทน์ ในขณะที่หลายฝ่ายหลายองค์กรต่างพากันหวั่นวิตกกันไปต่างๆ นานา ว่าถึงเทศกาลนี้เมื่อไร เด็กหนุ่มสาวจะพาพร้อมใจกันเสียตัวกัน 

ในขณะที่ รมว.กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ขณะนี้วัยรุ่นไทย มีประมาณ 16 ล้านคนทั่วประเทศ มีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะทางเพศ เนื่องจากมีปัจจัยมาจากปัญหาสังคมอื่นๆ อาทิ การลุ่มหลงกระแสวัตถุนิยม อิทธิพลของสื่อออนไลน์

ในขณะที่ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้สำรวจ"วัยรุ่นไทย : สื่อรักวาเลนไทน์ 2010 ในเขตกทม."พบว่า วัยรุ่น 1ใน 2 หรือร้อยละ 47 มีความเสี่ยงที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนในวันวาเลนไทน์ หากแฟนขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย

ในขณะที่ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) รายงานผลการสำรวจวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครจำนวน 1,115 คน ระบุว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ร้อยละ 62.3 มีความเห็นต่อประเด็นที่ว่า “วันวาเลนไทน์เป็นวันเสียตัวของวัยรุ่น” ว่าเป็นเรื่องไม่จริง และเป็นการมองวัยรุ่นในแง่ลบมากเกินไป ขณะที่อีกร้อยละ 33.8 เห็นว่าเป็นจริงตามที่สังคมมอง (อ่านข่าวย้อนหลังที่นี่)

แน่นอน ผู้คนอีกฝั่งหนึ่ง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มเด็กสาวอาจมองว่า นี่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย และปรักปรำกันมากเกินไปหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม หากใครได้อ่านงาน ‘บันทึกคนเสื้อขาว’ ของ ‘มาลำ’ เล่มนี้แล้ว หลายคนอาจหาบทสรุปให้กับสังคมได้ว่า ปัญหาเรื่องดังกล่าวมันมีอยู่จริงและมีมานานแล้ว ต้องยอมรับและไม่ใช่เพียงแค่เกิดตามช่วงเทศกาลนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง แม่เล้าสาวขายเด็กสาวขณะนอนโรงพยาบาล หรือเรื่องเจ้าอาวาสกับเณรช่วยเลี้ยงเด็กกำพร้าเอดส์ แม้กระทั่งเรื่องเด็กนักเรียนสาวทำแท้งกับเด็กชายชักโครก ฯลฯ


‘มาลำ’ นามปากกาของ ‘บุญยวีร์ ด้วงคต’
เจ้าของหนังสือ‘บันทึกคนเสื้อขาว’

 

‘มาลำ’ เป็นนามปากกาของ ‘บุญยวีร์ ด้วงคต’ เจ้าของหนังสือ ‘บันทึกคนเสื้อขาว’ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน โดยผลงานเล่มนี้ เป็นการรวมคัดสรรงานจากคอลัมน์บันทึกคนเสื้อขาวในประชาไท ปัจจุบันเธอเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ เธอได้บอกเล่าเรื่องราวความรักหลายรูปแบบที่สะท้อนให้เรารับรู้ว่า ในสังคมไทยในขณะนี้ นั้นมีทั้งความรักและความเลวร้าย และยังซุกซ่อนเรื่องราวที่เป็นปัญหาสังคม ปัญหาการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่ยุ่งเหยิงพันตูกันอยู่ในขณะนี้

เธอบอกว่า หลายเรื่องหลายชีวิตนั้นมีอยู่จริง เป็นอยู่จริง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ซึ่งคนอื่นไม่มีทางได้รับรู้

เธอบอกเล่าให้ฟังถึงเรื่อง...แม่เล้าสาวขายเด็กสาวขณะนอนโรงพยาบาล

“มีหลายเรื่องจริงที่มันติดอยู่ในหัวใจของเรา แล้วทำให้เรารู้สึกว่าอย่าเจออีกเลย อย่างเรื่องเราเจอเด็กสาวคนหนึ่งที่ตั้งตัวเป็นแม่เล้า แล้วก็เข้าไปนอนโรงพยาบาล และมีเด็กสาวเยอะมากที่เข้าไปเป็นลูกทีมในโรงพยาบาลเพื่อรับโทรศัพท์ ซึ่งเราเจอเหตุการณ์แบบนั้น ในวินาทีอย่างนั้นแล้ว เรามีความรู้สึกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจริงในโลกใบนี้”

เธอยังบอกเล่าถึงเรื่อง “เหมือนมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เป็นเรื่องราวของเด็กนักเรียนสาวกับเด็กชายชักโครก ให้ฟังด้วยความสะเทือนใจ ว่าทำไม เด็กผู้หญิงคนเดิมสามารถเดินเข้ามาในโรงพยาบาล เพื่อจะกลับมาคลอดใหม่ได้อย่างน่าตาเฉย

“เรื่องนี้ มันเกิดขึ้นในวันมาฆบูชาพอดีเลย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าวันมาฆบูชาขึ้น 15 ค่ำ เราเพิ่งสวดมนต์มา แล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งทำแท้ง มาด้วยการเหน็บยามา แล้วเราคิดว่าเธอคงจะไม่แท้ง คือสามารถจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ได้ แล้วในวินาทีอย่างนั้นเราก็ภาวนาให้สิ่งดีๆ มันเกิด แต่มันไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ ก็คือเด็กผู้หญิงคนนี้แท้งจริงๆ แล้วจากอายุครรภ์ที่ตัวเองบอกไว้ คือไม่พูดความจริง คือกลัวความผิด ก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองท้องกี่เดือนแล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าคลำๆ ก็จะรู้แล้วน่าจะราว 5-6เดือน ตอนนั้นแท้งแล้ว แต่เด็กคลอดออกมาโดยเด็กยังไม่เสีย คือคลอดในชักโครก...”

เธอบอกว่า หลังจากเด็กคลอดในชักโครก ญาติเด็กสาวคนนั้นนำเด็กน้อยกลับไป และยังมีการตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่า เด็กชายชักโครก ต่อจากนั้นผ่านไป 3 เดือน เด็กคนนั้นก็เสียชีวิต

“มันสะเทือนใจมากๆ ตรงที่ว่าคนที่เป็นแม่ ไม่ได้รู้สึกผิดเลย ในวินาทีที่ทำเรื่องแบบนี้แล้ว ทำไมเด็กผู้หญิงไม่ได้รู้สึกกับสิ่งที่ตัวเองทำ ในความรู้สึกของตัวเองคือเสียใจมาก เศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันสะเทือนใจ มันติดอยู่ในความรู้สึกตลอด เราอยากให้เกิดสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม อยากให้เด็กสาวเหล่านี้ผ่านโลกโดยมองรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก หรือว่ารับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำให้ได้ แต่ว่าพอได้แล้ว ในสิ่งพวกนี้ อย่าให้มันก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก”

เธอบอกว่าหลายเรื่องราว เธอยังเจอเรื่องดีๆ งามๆ ให้รู้ว่าในสังคมไทยยังมีความรัก ความเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันอยู่

 

ในความเศร้า มีความงามและความรัก
เจ้าอาวาสกับเณรช่วยกันเลี้ยงเด็กกำพร้าเอดส์

“ไม่รู้สิ เรามีความรู้สึกว่า เราได้รับรู้เรื่องดีๆ ของคนไข้หลายคนนะ อย่างเรื่องที่ชอบมากๆ คือ เรื่องเด็กกำพร้าที่แม่เป็นเอดส์แล้วทิ้งไว้ แล้วเจ้าอาวาสเก็บมาเลี้ยงในวัด เจ้าอาวาสก็เอาเด็กมาเจาะเลือดในโรงพยาบาล ไม่พบเชื้อ ก็พามาอยู่วัด ก็ให้เณรน้อยอายุประมาณ6-7 ขวบเป็นคนดูแล เณรเป็นคนหุงข้าวเย็นให้เด็ก ป้อนน้ำป้อนข้าว เลี้ยงตั้งแต่เล็กๆจนกระทั่งโต”

เธอบอกว่า จำได้ว่า ตอนที่พาเด็กคนนี้มาโรงพยาบาล อายุเด็กได้เกือบสองขวบแล้ว เด็กมีอาการท้องเสีย เณรน้อยจะเป็นคนดูแล เหมือนกับพี่น้องสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน เณรก็ดูทีวีอะไรไป พอเด็กท้องเสียมานอนโรงพยาบาลในสภาพที่แบบพี่ดูแลน้อง ทั้งมอมแมมแล้วก็น่าสงสารมากเลย พอเห็นปุ๊ปเนี่ย ไม่ว่าใครๆ ที่เดินผ่านมาเห็น ก็จะร้องไห้สงสารที่เห็นเด็ก2คนนั้น

“แต่มันก็มีเรื่องดีๆเกิดขึ้น ก็คือเจ้าอาวาสบอกว่า ถ้าโตหน่อยก็จะให้เขาบวชเณร แล้วก็บวชพระ ให้อยู่ในผ้าเหลืองตลอดไป ซึ่งเรารู้ว่าถึงจะยังไงก็ตามสังคมนี้ก็ยังไม่เลวร้ายจนเกินไป”

เธอบอกเล่าให้เห็นภาพเจ้าอาวาสนั่งกอดเด็กน้อย มีเณรน้อยเป็นคนป้อนข้าว ซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่าสีเหลืองวันนั้นสวยที่สุด เป็นสีที่งดงามแล้วก็เต็มไปด้วยความเมตตา

ทำอย่างไร ถึงจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก...หลายคนคงแอบตั้งคำถาม

“เราต้องเริ่มที่ตัวเราเอง กับคนข้างๆที่อยู่ใกล้ๆเรา คือรักเขาให้มากที่สุด ให้เวลาเขามากที่สุด ดูแลเขาให้มากที่สุด อย่าให้ทำให้เกิดเด็กชายชักโครกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นวิกฤติของประเทศเราเลยที่เราต้องเจอแบบนี้ แล้วก็อย่างน้อยชีวิตของมนุษย์ แม้กระทั่งเด็กทารกตัวเล็กๆก็ยังมีชีวิตจิตใจมีจิตวิญญาณอยู่…”

 
อ่านเรื่องประกอบ
 

“เหมือนมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

 

...เธอบอกว่าเหน็บยาที่ช่องคลอดมา 6 เม็ด

“ทำไมถึงต้องทำ”

“หนูไม่อยากมีลูก”

“แต่มันเสี่ยงมากเลยนะ”

“หนูรู้ แต่กำลังเรียนอยู่”

“แล้วหนูท้องกี่เดือนแล้ว”

“คงจะสี่หรือห้าเดือน” (หกเดือนเพราะเธอใช้ยาเหน็บหกเม็ด)

“ได้ยามาจากไหน”

“ร้านขายยา”

“แพงไหม”

“เม็ดละ1,000 บาท”

เธอบ่นปวดท้อง ท้องเริ่มเป็นก้อนกลม ฉันบอกให้เธอนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง เด็กสาวอายุ 18 ปีหน้าตาดีคนนี้มาโรงพยาบาลกับพี่สาว ร้านขายยาทำแท้งบอกว่า ถ้าเหน็บยาแล้วให้มานอนโรงพยาบาลเลย อาการปวดท้องเริ่มมาตอนค่ำ

ตกดึก อาการปวดท้องมากขึ้น หมอสั่งยาระงับการหดรัดตัวของมดลูก แล้วให้เธอนอนพัก เธอหลับไป ตื่นมาแล้วบอกฉันว่า หายปวดท้องแล้ว

ใกล้สว่าง เธอลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ เสียงเธอหวีดร้องดังลั่น ฉันวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ มีทารกเพศชายลอยอยู่ในชักโครก น้องสีเหลืองที่มีลูกชายในเวรวันนั้น ร้องไห้มากเหมือนมีใครตาย ตอนที่ส่งเด็กไปอบ ฉันพร่ำรำพัน โถ.. ลูกเอ๋ย

เธอกลับบ้านไปพร้อมพี่สาว ทิ้งทารกน้ำหนัก 600 กรัมใส่เครื่องช่วยหายใจไว้ข้างหลัง เด็กรอดมาได้สามเดือนก่อนจะหมดลมหายใจไป ทิ้งเรื่องราวบาดลึกหัวใจไว้ให้คนข้างหลัง มีคนบอกว่าเด็กคนนั้นชื่อ เด็กชายชักโครก นัยว่าหมายถึงทิ้งขว้างทุกอย่างที่ไม่ต้องการลงไปในนั้น

ทุกครั้งที่ฉันเข้าห้องน้ำ ฉันจะนึกถึงใบหน้าเฉยเมยของเด็กสาวหลังแท้ง เมื่อฉันบอกเธอว่าเด็กยังมีชีวิตและถูกส่งไปอบอยู่ห้องเด็ก วันกลับบ้านของเธอ ฉันยังเห็นแววตาระริกมีความสุขและโล่งอก

ครบหนึ่งปีในวันพระจันทร์เต็มดวง เธอกลับมาคลอดเด็กหญิง น้ำหนัก 3,000 กรัมที่ตึกหลังเดิม ด้วยแววตาไม่เดียงสาราวกับว่าจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้ น้องสีเหลืองในตึกจำหน้าตาและชื่อของเธอได้ขึ้นใจ ทันทีที่เห็นชื่อของคนไข้ เธอหวีดร้องเหมือนเห็นผี ทำเอาทุกคนอกสั่นขวัญแขวน

น้องบอกว่าไม่น่าเชื่อว่า เธอจะกลับมาคลอดที่ตึกเดิม เพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ทั้งเธอยังบอกว่ายกลูกให้ย่าเลี้ยง เธอกลับไปเรียนต่ออีกสองปีกว่าจะเรียนจบ

ฉันไม่รู้ว่าเด็กหญิงที่เติบโตในมือย่า จะเป็นอย่างไร ก่อนกลับบ้านเธอแข็งแรงดี กลับไปพร้อมญาติๆ และย่าที่เต็มใจมารับหลาน ฉันได้แต่หวังว่า แม่ของเธอคงตั้งใจเรียนให้จบ และมีเวลาดูแลเธอบ้าง

ถึงอย่างไร เธอเป็นเด็กหญิงโชคดีที่สุดแล้ว ที่เกิดมาไม่อาภัพอย่างเด็กชายชักโครกผู้เป็นพี่.

 

จากหนังสือ บันทึกคนเสื้อขาว ของ มาลำ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ ตุลาคม 2551

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์