ศาลเมตตาชาวบ้านปางแดง ให้รอลงอาญา 1 ปี แทนโทษจำคุก

 
 

ชาวบ้านปางแดงหลังฟังคำพิพากษาคดีรุกป่า เมื่อ 16 ก.พ. 53
ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยศาลพิพากษารอลงอาญาแทนโทษจำคุก

 
 

ชาวบ้านปางแดงถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก ที่หน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่
เมื่อ 16 ก.พ. 53

 
 

ศาลให้รอลงอาญา 1 ปี คดีชาวบ้านปางแดงรุกป่า

16 ก.พ.53 เวลา 13.45 น. ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ถ.โชตนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผู้พิพากษานัดอ่านคำพิพากษา คดีดำที่ 3501/2547 คดีแดงที่ 1448/2551 คดีดำที่ 3504/2547 คดีแดงที่ 1449/2551 คดีดำที่ 3505/2547 คดีแดงที่ 1450/2551 คดีดำที่ 3506/2547 คดีแดงที่ 1451/2551 และ คดีดำที่ 3507/2547 คดีแดงที่ 1452/2551 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ชาวบ้านชนเผ่าดาระอั้ง ลาหู่ และลีซู บ้านปางแดงนอก หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 11 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ข้อหาบุกรุกแพ้วถางป่าเพื่อยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนใน อ.เชียงดาว

โดยจำเลยในคดีทั้งหมดมี 27 คน เสียชีวิตแล้ว 3 คน เหลือ 24 คน โดยสรุปศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2548 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง มาตรา 72 ตรีวรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนักที่สุด ตัดสินจำคุก 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวาร ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

ในจำเลยทั้งหมดนี้ มีจำเลย 3 ราย ที่ถูกตั้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในพื้นที่ควบคุม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แต่เข้ามาในที่เกิดเหตุโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงานท้องที่ ศาลตัดสินลงโทษเพิ่งอีก 4 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษเหลือ 2 เดือน รวมกับความผิดฐานบุกรุกป่าสงวนเป็นจำคุก 8 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปีเช่นกัน และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวาร ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

โดยหลังคำพิพากษา ชาวบ้านต่างพากันดีใจ โดยหลังการลงลายมือชื่อและลายนิ้วมือรับทราบคำพิพากษาแล้ว ได้ร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้านหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเดิมทางกลับ

 

เผยเป็นคดียืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2547

สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นตั้ง 23 ก.ค. 2547 เมื่อชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจประกอบด้วยหน่วยงาน 11 หน่วย อาทิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงดาว ทหารจากกองกำลังผาเมือง ตำรวจ สภ.อ.เชียงดาว, ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 กองกำกับการ ตชด. ที่ 33 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พร้อมอาวุธสงครามรวมประมาณ 200 นาย เข้าปิดล้อมหมู่บ้านปางแดงนอก หมู่ที่ 9 (ทุ่งหลุก) และหมู่ที่ 11 (แม่เตาะ) รวม 3 หย่อมบ้าน เข้าจับกุมชาวบ้านเผ่าลาหู่ ปะหล่องหรือดาระอั้ง ลีซู และคนไทยพื้นราบ รวม 48 คนเป็นชาย 34 คน หญิง 14 คน

ต่อมา วันที่ 26 มี.ค.2551 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ นัดจำเลยมาขึ้นศาล โดยศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดจำเลยทั้งหมด มาเจรจาหาข้อยุติในคดี โดยเสนอให้ชาวบ้านทั้งหมดรับสารภาพข้อกล่าวหา แล้วค่อยไปต่อสู้เคลื่อนไหวกับราชการในการปักปันรังวัดแนวเขตพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน

โดยศาลแบ่งการพิจารณาเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ถอนคำให้การเดิมจากปฏิเสธมาเป็นรับสารภาพข้อกล่าวหา โดยกลุ่มนี้ศาลได้พิจารณาเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป เพื่อรอผลการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่จังหวัดแต่งตั้งว่าผลจะออกมาเช่นไร ขณะเดียวกันระหว่างนี้ให้ทางทนายความฝ่ายจำเลยรายงานผลการดำเนินการแก้ไข ปัญหาของคณะกรรมการชุดดังกล่าวให้ศาลทราบทุก 6 เดือน โดยกลุ่มนี้ศาลเพิ่งอ่านคำตัดสินวันนี้

ขณะที่อีกกลุ่ม คือกลุ่มที่ยืนยันตามคำให้การเดิมคือปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งมีจำนวน 11 คน โดยจำนวน 9 คน ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานและวินิจฉัยว่าชาวบ้านมีเจตนายึดและครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ อ.เชียงดาว ซึ่งคำให้การของจำเลยไม่ชัดเจน เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนัก ศาลจึงพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี โดยให้รอลงอาญา ในจำนวน 9 คนนี้ มีจำนวน 2 คน นอกจากถูกตั้งข้อหาบุกรุกแล้วยังถูกตั้งข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายด้วย สำหรับข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 4 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 เดือน รวมแล้วจำเลยที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก 1 ปี 2 เดือน โดยรอลงอาญาไว้ 1 ปี ขณะจำเลยอีก 2 คนที่เหลือให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิจารณาให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง จาก 1 ปี เหลือจำคุก 6 เดือน และให้รอลงอาญาไว้ 1 ปีเช่นเดียวกัน

ส่วนกลุ่มที่รับสารภาพ ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ และมีผลการตัดสินให้รอลงอาญา 1 ปี ดังกล่าว

 

ภาครัฐ-เอกชนร่วมเยียวยาตั้ง “บ้านมั่นคงชนบท” ให้ชาวบ้าน

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานภาคราชการร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนมีมาตรการเยียวยา โดยประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคประชาชน (ศจพ.ปชช.) ได้ตั้งคณะทำงานสำรวจพัฒนาข้อมูลและแก้ไขปัญหาราษฎรบ้านปางแดง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ที่ 1620/2550 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 ที่มีนายอำเภอเชียงดาวเป็นประธาน คณะทำงานประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พอช. ที่ดินอำเภอ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้แทนชาวบ้าน ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยการตั้ง “โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง” สนับสนุนงบประมาณโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มีกรมป่าไม้เป็นเจ้าภาพ ในรูปแบบจัดซื้อและเช่าที่ดินสำหรับปลูกบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน ในพื้นที่หมู่ 9 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

“บ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง” เพิ่งมีการจัดงานขึ้นบ้านใหม่ของหมู่บ้านเมื่อ 11-12 ธ.ค. 52 ที่ผ่านมา โดยที่สภาพของหมู่บ้านมีเพียงพื้นที่สำหรับปลูกบ้าน แต่ยังไม่มีที่ทำกินขนาดใหญ่ ชาวบ้านปางแดงประทังชีพด้วยการรับจ้างทำการเกษตรในหมู่บ้านข้างเคียง หรือออกไปรับจ้างต่างพื้นที่

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์