ผู้พิพากษาหรือตุลาการย่อมถูกตรวจสอบจากองค์กรอื่นได้

อนุสนธิกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงผู้พิพากษาที่อนุมัติออกหมายจับอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ จนเกิดการโต้แย้งจากฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมผ่านทางสื่อมวลชนว่า ป.ป.ช.ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตุลาการซึ่ง ผู้พิพากษามีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามที่รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญาบัญญัติไว้ โดยไม่อาจมีการแทรกแซงหรือก้าวล่วงจากหน่วยงานหรือบุคคลอื่นใด

หากคู่ความไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีหรือ มีคำสั่งคำพิพากษา คู่ความย่อมสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในศาลที่มีลำดับชั้นสูงกว่าได้ ซึ่งทางฝ่าย ป.ป.ช.ยืนยันในอำนาจของตนเองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฯของตนว่าสามารถทำได้ จึงเป็นสิ่งที่สร้างความงุนงงแก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ นักกฎหมาย (แม้นักกฎหมายเองก็ตามเถอะ) ว่าจริงๆแล้ว ป.ป.ช.หรือองค์กรอื่นสมารถตรวจสอบผู้พิพากษาหรือตุลาการได้หรือไม่ อย่างไร

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 บัญญัติไว้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าทีราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ใน การยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอนถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

ซึ่งบทบัญญัตินี้ใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ในส่วนของกระบวนการหรือขั้นตอนนั้นมาตรา 271 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา 270 ที่ว่านี้ออกจากตำแหน่งได้ คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำความผิดเป็นข้อๆให้ชัดเจน ซึ่งก็รวมไปถึงการที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน

โดยเมื่อวุฒิสภาได้รับคำร้องขอแล้วประธานวุฒิสภาจะต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว ป.ป.ช.ก็จะรายงานต่อวุฒิสภา ซึ่งในตอนที่ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้ประธาน ป.ป.ช.ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็ว ในขณะเดียวกันที่นำเรื่องเข้าวุฒิสภาเพื่อพิจารณาถอดถอนหรือไม่นั้น ประธานยังต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปอีกด้วย แต่ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป

แต่หากวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี ซึ่งมติของวุฒิสภาในกรณีนี้ถือเป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้บุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ยกมาข้างต้นประกอบกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 197 วรรคสองที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งความเห็นของทั้งฝ่ายตุลาการและ ป.ป.ช.ต่างก็ถูกทั้งคู่

ที่ว่าถูกทั้งคู่ก็เพราะว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตาม ซึ่งในกรณีนี้หมายกรณีการออกหมายจับอดีตอธิบดี ดี เอส ไอ ป.ป.ช.ย่อมไม่มีสิทธิไปตรวจสอบว่าออกหมายจับได้หรือไม่ ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยแท้

แต่อย่างไรก็ตามจากมาตรา 270 ป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจตรวจสอบประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งรวมถึงผู้พิพากษาหรือตุลาการตามมาตรา 270 วรรคสอง (2) ว่าผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผลจากการชี้มูลของ ป.ป.ช.ดังกล่าวจะไปจบลงที่วุฒิสภาว่าจะมติถอดถอนหรือไม่ และ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างใด

ในทำนองกลับกันสมาชิกวุฒิสภาก็สามารถถูกตรวจสอบได้ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนจากวุฒิสภาตามมาตรา 270และ 271วรรคสอง และ ป.ป.ช.เองหากผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการมาตรา 249 ก็บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาขิกวุฒิสภาหรือสมาชิทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยการทำคำร้องระบุพฤติกรรมที่กล่าวหาเป็นข้อๆให้ชัดเจนและยื่นต่อประธานวุฒิสภาเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้วก็ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาต่อไป

กล่าวโดยสรุป องค์กรตามรัฐธรรมนูญและบุคลากรในองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้เสมอจะด้วยกระบวนการขั้นตอนใดนั้นย่อมเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หากองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ย่อมกลายเป็นองค์อธิปัตย์อิสระที่อยู่เหนือรัฐหรือแยกออกจากรัฐไป

หากทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ปัญหาเรื่อง ความขัดแย้งในเรื่องของอำนาจหน้าที่ย่อมหมดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้กฎหมายเป็นหลัก ซึ่งในกรณีนี้ก็คือผู้พิพากษาหรือตุลาการและ ป.ป.ช.นั่นเอง

Comments

ครับ

ครับ อ้างรัฐธรรมนูญกันจังเลยนะพวกมรึง คงเป็นประโยชน์ละสิ แล้วที่พวกมรึงร่วมด้วยช่วยกันฉีกรัฐธรรมนูญ40 ไม่เห็นพวกมรึงจะมีใครใยดีกับรัฐธรรมนูญเหมือนอย่างที่พวกมรึงเอามาอ้างกันเลยว่ะ แล้ว ปปช นี่ ก็ดู ตั้งแต่ที่มา ดูพฤติกรรมพฤติการณ์ในหลายบทหลายตอนแล้ว บางคนก็เดินจับมือถือแขนมากับไอ้กะทิจากสวนลุมเพื่อบุกทำเนียบ กรูว่า มัน ทะแม่งๆ กันยังไงชอบกลอยู่นา แล้วใครคือผู้ที่จะมีอำนาจตรวจสอบไอ้พวกนี้เล่า ครับผม

ผมขอเสนอให้ผู้ที่จะตรวจสอบองค

ผมขอเสนอให้ผู้ที่จะตรวจสอบองค์กรอิสระต่างๆ หรือหน่วยงานต่างๆ เป็น ปชช. แทน ปปช. ครับ
ปชช หมายถึง ประชาชน เมื่อทุกหน่วยงานถูกเพ่งเล็งโดยกระบวนการภาคประชาชนหรือมวลชน
เขาก็จะไม่กล้าทำอะไรผิดๆกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประชาชนที่มีความถูกต้องชอบธรรมมีอำนาจในประเทศนี้อย่างแท้จริง

เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วจาก

เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วจากปรากฏการณ์นี้ว่า วงการตุลาการต้องที่เป็น"อิสระ"จากทุกฝ่าย จนแทบจะเป็นอำนาจที่ลอยมาจากฟ้า เพราะมองแทบไม่เห็นเลยว่ามีการยึดโยงกับประชาชนผู้(suppose)เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง? แถมยังพยายามตีกันไม่ให้มีการ"ตรวจสอบ"จากบุคคลภายนอก แต่พอมีการอุปโลกประโยคลวงโลกระดับคลาสสิคอย่าง"ตุลาการภิวัฒน์" ซึ่งพูดให้ฟังง่ายๆก็คือ การตัดสินเกินเลย ออกไปจากที่กำหนดในตัวบทกฏหมาย โดยอ้างว่าเพื่อนำพาสังคมพ้นวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ก็กระโดดเข้าทำการตีความตามพจนานุกรม ฯลฯ หน้าตาเฉย ล้วงลูกเข้าไปในบริบทที่เป็นissueทางการเมือง ซึ่งกฏหมายไม่ได้เขียนระบุไว้หน้าตาเฉย

แต่พอมีคนพยายามใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน มาตรวจสอบการทำงานของตุลาการ ก็ชักแถวออกมา"แสดงพลัง" บอกให้รู้ว่า "เรื่องของศาลเจ้า ใครอย่างมาแตะ"

มีคนตั้งคำถามถึงความเป็น"อิสระ"ของตุลาการมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีคำตอบ

ทำไมก่ารตรวจสอบจากภายนอกจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน? ที่บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความไม่โปร่งใสของกระบวนการตุลาการมิใช่หรือ? ถ้าคิดว่าจะ"อภิวัฒน์"ตุลาการ ผมว่าเริ่มต้นจากการทบทวนขบวนการของตน สร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มันจะสร้างความน่าเชื่อถือกับสังคมมากกว่า เวลาเอาความขัดแย้งเข้ากระบวนการยุติธรรม เรื่องจะได้ยุติจริงๆ ถ้าคนส่วนใหญ่เขายอมรับความยุติธรรมของกระบวนการ

ในสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงแล้ว กระบวนการยุติธรรมของเขามัน"อภิวัฒน์"อย่างของไทยๆหรือเปล่า ตุลาการช่วยตอบที

ตรวจสอบความร่ำรวย

ตรวจสอบความร่ำรวย ของพวกเขาก็พอครับ ดูที่ไปที่มาของเงิน
องค์กรอิสระ ข้าราชการชั้นสูง จะได้เท่าเทียมกับนัำกการเมือง

เพราะคนเหล่านี้ ก็กินสินบาทคาดสินบน กันได้ทั้งนั้น และเป็นความจริงที่มีกันอยู่ในประเทศไทย
แต่ทำไมไม่มีใครไปตรวจสอบ

วิธีการที่ดีที่สุดคือ

วิธีการที่ดีที่สุดคือ เขียนกฏหมายให้ชัดเจนกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ควรเขียนกฏหมายกำกวม ต้องตีความตลอด การตีความ(นักวิชาการบอกว่าดุลยพินิจ) ตรงนี้แหละ คือ ดาบ ของคนตัดสิน ตีความให้ใครผิดใครถูกก็ได้ นี่แหละปัญหาทั้งหมด
เขียนกติกาใหม่ ให้ชัดเจน ว่าวิธีพิจารณาความต่างๆในการตัดสิน ต้องมีอะไรบ้าง ให้ชัดไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป ห้ามตีความเจตนาเด็ดขาด เพราะไม่มีใครสามารถหยั่งรู้จิตใจเจตนาใครได้ ทุกวันนี้ เห็นตีความเจตนาตลอด พอพวกเดียวกัน ก็บอกว่า ไม่มีเจตนา พอเป็นคนละพวก ก็บอกว่าเจตนา นี่แหละปัญหา

เสมียน อ่านว่า

เสมียน อ่านว่า สะ-เหมียน

หากผู้มีอำนาจจะอ่านว่า เส-มี-ยน

มันก็ถูกของเขาวันยังค่ำ

Absolute power corrupts absolutely.

ตัดสินผิดๆ

ตัดสินผิดๆ ถูกๆ

แล้วจำเลยจะทำอย่างไร

ก็ศาลชั้นต้นว่าถูก

ศาลชั้นอุธรณ์ว่าถูก

ศาลฎีกาวย่าผิด

เข้าคุก ประหารชีวิต

ก็ผู้พิพากษาว่ากันไม่ตรงกันสักคน

แต่ได้รับเงินเดือนครบ

ไม่ต้องรับผิดชอบ

ประชาชนเขาเชื่อให้ทำงาน

ทำไม่ดี

ต้องรับผิดชอบ

ต้องรับโทษเป็นสิบเท่า

ทำไมคนไทยส่วนน้อยที่ใกล้ชิดอำ

ทำไมคนไทยส่วนน้อยที่ใกล้ชิดอำมาตย์ถึงได้รับข้อยกเว้น มีอภิสิทธิ์ทำผิดกฎหมายได้มากมาย โดยไม่ต้องรับผิด

ทำไมกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ถึงมีอุปสรรคมากมาย ในการให้ความกระจ่างต่อสาธารณะชนกับคำถามถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรม

...................คนที่ เกิดมาในประเทศนี้ โชคดีหรือโชคร้าย กันแน่ ??

อำนาจอธิปไตย(อำนาจนิติบัญญัติ

อำนาจอธิปไตย(อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ)เป็นของประชาชน อำนาจตุลาการ ประชาชนต้องตรวจสอบได้ ทำไมต้องยกเว้น

โชคร้ายที่ข้าเกิดในประเทศไทย แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ยังคงเรียกร้องให้ตรวจสอบตุลาก

ยังคงเรียกร้องให้ตรวจสอบตุลาการทั้งสามศาลในประเด็น พระราชอำนาจ ที่ทรงแต่งตั้ง คปค.ดังนั้น คปค.ย่อมไม่เป็นรัฐฐาธิปปัตย์ ไม่สามารถ ออกกฎหมาย หรือ แต่งตั้ง ปปช.,กกต,คตส.
ควรมีการทบทวนประเด็นนี้โดยด่วน และ ต้องมีผู้รับผิดชอบ

แด่ไอสารเฮงซวยให้มึงอมพระมาพู

แด่ไอสารเฮงซวยให้มึงอมพระมาพูด...หาเหตุมาอธิบายแต่มึงก็คนกรูก็คนมึงมีสมองกรูก็มีสมอง
มึงอ่านหนังสือออกกูก็อ่านหนังสือออก แต่ที่แตกต่างก็คือมึงยังเป็นทาสใครบางคน บางก๊ก ที่เสวยสุขอยู่บนภู
ปีปีใช้เงินสรรเสริญไปกี่ร้อยล้าน แต่กรูไม่ใช่ เพราะกรูไม่ใช้ทาสของไอ้อีพวกนั้น
จำไว้ไอ้สารขี้คอก.....ที่ยอมรับการรัฐประหารจากไอ้ทหารเฮงซวย ที่แม่งบอกว่าไม่เคยทุจริต
แต่แม่มันโง่เป็นควายซื่อเครื่อหาศพ GT-200 เครื่องละเป็นล้าน โถไอ้ทหารหน้าโง่ โง่ซ้ำ โง่ซาก
โถประเทศนียังมีทาสอีกเพียบ เขาเลิกทาสกันหมดแล้ว แต่ไอ้ศาลเองซวยยังเต็มใจเป็นทาสอีก....สาธุ