สัมภาษณ์ 'ประมวล เพ็งจันทร์' อันเนื่องมาแต่ 'ความรัก' และ 'วันมาฆบูชา'

ที่มาของภาพ: อรรคพล สาตุ้ม (แฟ้มภาพ)

ในขณะที่วันนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การตัดสินคดีใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย แต่อีกโสตหนึ่ง ‘กุมภาพันธ์’ ก็ยังคงเป็นเดือนแห่งความรักวันที่ 14 กุมภาพันธ์และวันมาฆบูชา 28 กุมภาพันธ์นี้ ‘อรรคพล สาตุ้ม’ เดินทางไปแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยือนบ้านอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์วิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การสนทนาทำให้ได้สดับขับขานสาระความหมายในคุณค่าของความรักที่ยังคงเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นสำหรับสังคมไทย และต่อไปนี้คือการสนทนากับอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

 

000

ความรัก เป็นเรื่องที่สำคัญกับอาจารย์ประมวลอย่างไร

ผมใช้อย่างนี้ละกัน มันเหมือนกับเป็นอาคารสถานที่สักแห่งหนึ่ง ซึ่งมันมีความเป็นสัดส่วน เป็นความลี้ลับ เราจะเข้าไปสู่อาคารได้นั้น เราจะต้องมีประตู หน้าต่าง ผมเข้าใจว่าคฤหาสน์แห่งชีวิตหรืออาคารแห่งชีวิตนี้ มีประตูที่ชื่อว่าความรัก ที่เราเข้าไปแล้ว จะทะลุผ่านไปสู่ภายในอาคารแห่งชีวิตนี้ได้อย่างทั่วถึง ในทุกแง่มุม ไม่ใช่เข้าไปแล้วไปอยู่ห้องเล็กๆไปต่อไปได้

ผมเข้าใจว่า ความรักเป็น ‘ประตู’ สู่ความหมายของชีวิต ที่สำคัญมากน่ะครับ ถ้าใครสามารถเปิดประตูนี้ เข้าไปสู่ชีวิตได้ ไม่ใช่เพียงแค่เขาเข้าใจชีวิตของตัวเอง แต่หมายความว่าเขาได้เข้าใจชีวิตและความหมายของสิ่งอื่น-คนอื่นด้วย

ในความรู้สึกของผม ณ ขณะปัจจุบันนี้ ผมจึงเข้าใจว่า หากแม้ใครจำเป็น หรือมีความประสงค์จะเข้าใจความหมายของชีวิตอย่างลุ่มลึกนั้น จะสามารถเข้าใจถึงความหมายอันลุ่มลึกนั้นได้ ผ่านความหมายของความรัก

 

ความหมายของความรัก สำหรับบางคน ดูเหมือนเป็นเรื่องแบบรุนแรง หรือ คนบ้า

อันนี้แหละครับคือ ’ประเด็น’ เพราะความรักมันมีความหมายที่หลากหลายมิติ หลากหลายแง่มุม

ถ้าเราจะลองนึกถึงภาพของคนเพียงคนเดียว ไม่ต้องเกี่ยวถึงใครอื่นเลย เราจะพบว่า แม้กระทั่งคนๆ เดียว เมื่อผ่านวัย ผ่านเวลา ผ่านประสบการณ์ ความหมายของความรัก ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้าคนๆนั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีภาระรับผิดชอบ เช่น มีครอบครัว มีลูก คำว่ารัก คำเดิมที่เคยจำไว้ก็เปลี่ยนแปลงไป นี่เราพูดโดยธรรมชาติ ที่เราจะไม่ใส่ใจศึกษาอะไรมากเลย

เมื่อเช้า ผมดูภาพดาราคนหนึ่งซึ่งรู้สึกบู๊ๆ แล้วเขามีลูกเมื่อวาน ใช่ไหม แล้วผู้สื่อข่าวก็ไปสัมภาษณ์เขา ตอนที่เขาพูดถึงลูก ผมเข้าใจว่า ‘ความบู๊’ ความอะไรในตัวเขา เปลี่ยนไปหมดเลย กลายมาเป็นหน้าตาของความสดชื่น อิ่มเอม ในความรู้สึกอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ได้พูดถึงชีวิตน้อยๆ ชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นลูกที่เขารัก

ผมพูดในกรณีเช่นนี้เพื่อจะบอกว่า แม้เราไม่ใคร่ครวญอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ก็ยังมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปเลย ยิ่งถ้าหากเราผู้เป็นตัวตนของเราเกิดความใคร่ครวญ เกิดความพินิจพิเคราะห์ขึ้นภายในแล้วใส่ใจเรื่องความรักอย่างละเอียดถี่ถ้วน เราจะใช้ความรักเป็นพลังในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาวะที่ลุ่มลึกละเอียดอ่อนมากๆ ขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่า ความรักคืออะไร

แต่เราแต่ละคน ยังสามารถสัมผัสความหมายของความรักได้ ในหลากหลายมิติ หลากหลายรสชาติได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่ไม่ต้องใคร่ครวญอะไรเลย

ความรักบางขณะดูเป็นความหอมหวาน บางครั้งก็กลายเป็นความขม นี่คือความหมายที่เรากำลังพูดให้เห็นโดยที่ยังไม่ได้ขยายประเด็นเลยว่า ถ้าเราไปใคร่ครวญมันจริงๆ ความหมายมันจะเป็นอย่างไร นี้เราพูดเพียงจากความรู้สึกดิบๆ จากความรู้สึกธรรมชาติ ที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เรายังรู้สึกได้เลยว่า ความรักมีหลายรสชาติ 

 

ความรักในมิติหนึ่ง เกี่ยวกับความเชื่อกับความรัก ถึงมิติรักชาติ

คือ พอเราพูดถึงความรักแล้ว มันเป็นมิติของความสัมพันธ์ ความรักเป็นเรื่องส่วนตัวเราก็จริง แต่ทุกครั้งที่เราพูดถึงความรัก ลองดูสิครับ เริ่มต้นถ้าเราพูดแบบคนธรรมดาๆ เป็นเรื่องของหนุ่มสาว คนหนุ่มคนสาว คนหนึ่งนี้ คำว่ามีความรัก หมายถึง มีความผูกพันกับคนอีกคนหนึ่ง ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น ความผูกพัน ที่มีโยงคนสองคน ให้มีปฏิสัมพันธ์ ท่าที มีความหมายร่วมกันเนี่ย เราจึงเรียกว่า ความรัก 

ที่เราพูดถึงความรักที่มีมิติยึดโยงสัมพันธ์กับผู้อื่น มันสามารถถูกนำไปใช้ในความหมายที่ยึดโยงกับสถาบัน ยึดโยงกับองค์กร ยึดโยงกับสภาพต่างๆ มากมายเลย เรายังพูดถึงเรื่องความรัก ในแง่ของความรักชาติ รักศาสนา ใช่ไหมครับ เราพูดถึงการอุทิศที่มันเป็นพลังมาจากความรัก เพราะฉะนั้น กระบวนการแบบนี้ ที่ผมบอกว่า หากเราใส่ใจที่จะใคร่ครวญ เราก็จะเห็นแง่มุมมากขึ้น

พูดง่ายๆ ว่า เหมือนมันมีสิ่งนี้อยู่ เมื่อก่อนเราเคยมองผ่านเฉยๆ เมื่อเราหันหน้าไปก็เห็นสิ่งนั้นอยู่เสมอ แต่ถ้าครั้งหนึ่งเราหยุดลง และเพ่งไปสิ่งนั้น เราก็จะเห็นอะไรที่เป็นรายละเอียดมากขึ้น 

ที่นี้ ประเด็นที่คุณถาม เรากำลังจะก้าวออกไปจากความหมายที่มันอยู่ในใจเราใช่ไหมครับ ไปสู่ความหมายที่ยึดโยงไปสู่สิ่งอื่น แต่ผมเข้าใจว่าเราจะต้องเข้าใจในความหมายในเบื้องต้นเสียก่อน ว่าความรักเป็นมิติของความยึดโยงผูกพันระหว่างตัวเรา ‘ผู้ซึ่งมีความรัก’ กับ ‘สิ่งที่ถูกรัก’ หรือกับ ‘คนที่ถูกรัก’ เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงสิ่งนี้ มันจะมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่

ที่นี้ ประเด็นที่เราพูดถึงความบ้า ความคลั่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเข้าใจว่า มันมีความหมายที่ต้องทำความเข้าใจ เพราะไม่ต้องเกี่ยวกับสถาบัน ไม่เกี่ยวกับองค์กร หรือว่าไม่ต้องเกี่ยวกับส่วนรวม 

เอาเป็นว่าคนสองคนมารักยังมีปัญหาเลย อาจจะฆ่ากันก็ได้เลยน่ะครับ อาจจะฆ่าตัวเองตายก็ได้ หรือ อาจจะฆ่าคนที่เรารักก็ได้ ไม่น่าเชื่อน่ะครับ ว่าถ้ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งไปรักผู้หญิงสาวอีกคนหนึ่ง เขาอาจจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างทรมานอย่างแสนสาหัสถึงขนาดที่ฆ่าตัวเองก็ได้เมื่อรู้สึกผิดหวัง ที่คนนั้น คนที่รักทิ้งเขาไป หรือ อาจจะฆ่าคนที่เป็นคู่รัก หรือ อาจจะฆ่าบุคคลที่สาม ที่เข้ามาแทรกแซงตรงนี้ก็ได้ ทั้งที่ผู้ชายคนนั้น เด็กหนุ่มคนนั้น ปกติอย่าว่าแต่จะฆ่าคนเลย ผมเข้าใจว่าจะให้เขาฆ่ามด ฆ่าหนู เลยก็ยังไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ แสดงว่า สิ่งที่เป็นความรัก มันมีความหมายในเชิงพลัง ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ 

ที่นี้ ผมอยากจะพูดตรงนี้ไว้เลยก่อนว่า มันมีเส้นแบ่งหรือพรมแดนระหว่างความรัก ที่ผมต้องการจะสื่อถึงกับสิ่งที่เป็น ‘ความบ้า’ ผมใช้คำว่า ‘บ้า’ เพราะเมื่อกี้ที่คุณตั้งคำถามขึ้นมา ผมไม่ได้คิดคำนี้ขึ้นมาเอง

คือ หมายความว่าแท้จริงแล้ว ความรักโดยเนื้อแท้แล้ว เราตระหนักได้ถึงคุณค่าของชีวิตอื่น หรือ คนอื่น ซึ่งปกติโดยทั่วไป คนเราไม่ได้คิดถึงคนอื่นเท่าไหร่ เราจะคิดถึงคนอื่น เมื่อเราต้องการอะไรบางอย่างจากเขา คนๆ นั้นทำให้เราได้ คนๆ นั้น มีประโยชน์กับเรา

คือ พูดง่ายๆ ว่า ความรักในความหมายหยาบๆ ก็คือ เราจะมีความรักในสิ่งที่เป็นอุปกรณ์ ที่มันมีคุณค่าประโยชน์ต่อเรา เรารักของใช้ชิ้นหนึ่ง เพราะของใช้ชิ้นหนึ่ง มันช่วยให้เราดำเนินกิจกรรมชีวิตไปอย่างง่าย เรามีรถคันหนึ่ง มอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง มันพาเราไปสู่เป้าหมายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผมเข้าใจว่า ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เรารู้สึกรักสิ่งหนึ่งเพราะสิ่งนั้นมีคุณกับเรา พอมาถึงคน ไม่ใช่สิ่งของ แต่เราก็รู้สึกอย่างนี้ น่ะ คนๆนี้มีคุณค่าต่อเรา อยู่ใกล้เขาแล้วเราอบอุ่น อยู่ใกล้เขาแล้วคลายเหงา

ผมเข้าใจว่า อย่างนี่เป็นความหมายของความรักที่เป็นไปในมิติที่ยังหยาบๆ อยู่ แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ผมเข้าใจว่านี่คือพัฒนาการหรือความงอกงามเติบโตของความรัก ก็คือ เมื่อมันไปถึงจุดๆ หนึ่ง มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ว่า ‘สิ่งที่ถูกรัก’ หรือ ‘คนที่ถูกรัก’ เป็นเครื่องมือเรา แต่ความหมายที่ลึกกว่านั้น ก็คือ ‘มันเป็นตัวเรา’ เราสามารถน้อมตัวเรารับใช้ หรือเป็นเครื่องมือของเขาก็ได้

นึกถึงตอนเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัย ถ้าเรารักเพื่อนของเราคนหนึ่ง ที่เป็นเพื่อนเรียนหนังสืออยู่ห้องเดียวกัน ปกติเราไม่เคยทำโน้ตให้เพื่อนหรอก แต่ถ้าเรารักใครคนหนึ่ง เราก็อาสาทำให้ก็ได้ เราไม่อยากไปห้องสมุดหรอก แต่เพื่อนคนนี้อยากได้หนังสือ เราบอกว่าเราจะไปยืมให้ก็ได้

ประเด็นตรงนี้ คือ ความหมายที่สำคัญ ในความหมายที่เรากำลังพูดถึงความรัก ที่มันงอกงาม นั่นก็คือ ความรักไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ว่า เราโหยหาเครื่องมือเครื่องใช้ แต่ความรัก มันสามารถน้อมตัวเราเองไปทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อผู้อื่นได้ และคำว่า ‘ทำเพื่อผู้อื่นได้’ มันจึงเป็นที่มาของการปลูกฝัง สิ่งที่เรียกว่าความรัก ให้มันมีมิติของความแน่น ความแข็ง ความแกร่งมากขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับตัวคนเป็นคนๆ ไปแล้ว

ทีนี้ ความรักที่เราพูดถึงทุกๆ ประเภท ผมเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้าง ผมไม่รู้จะใช้คำว่าอย่างไร ‘ปลูกสร้าง’ คือ หมายความว่า เราสามารถทำให้มันงอกงามใหญ่โต หรือมีความหมายไปในทิศทางที่เราปรารถนาได้ ความหมายแบบที่ว่านี้ เมื่อมีคนเขารู้ และมีคนเขาเข้าใจ และเมื่อมีคนเข้าถึงความหมายอะไรบางอย่าง เขาจึงสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ผมเข้าใจว่า ในกรณีเช่นที่ว่านี้ เช่น ผู้ใหญ่สามารถทำให้เด็ก หรือลูกของเขา มีความผูกพัน รักอะไรบางสิ่งบางอย่างได้ เขาอยากให้ลูกเขา เป็นเด็กนุ่มนวลอ่อนโยน มีความรักธรรมชาติ เขาเลยหาวิธีที่ให้เด็กรักธรรมชาติ เขาอยากให้ลูกของเขา มีความสนใจเรื่องการเรียนรู้ จึงทำให้ลูกของเขาสนใจการอ่านหนังสือ เขาเรียกว่ารักหนังสือ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น กระบวนการที่เรากำลังพูดถึงนี้น่ะครับ ถ้าเรามองผ่านมิติของการสร้างสรรค์

เราจึงเห็นว่า เราเติบโตขึ้นมาในบริบทของสังคม ที่ดูเหมือนประหนึ่งว่า เรากำลังเติบโตในเชิงมิติของชีวิต แต่ความจริงๆ เรากำลังเติบโตในมิติทางความรัก

หมายความว่า สังคมเราหรือวัฒนธรรมเรา หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เขามากระทำกับเรา เขาวางแผน หรือกำหนดไว้แล้ว ว่าให้เราเติบโตมาแบบใด เช่น เราเติบโตขึ้นมาในสังคมไทย ก็บอกว่าเด็กไทย เด็กดี เราก็ไม่รู้ตั้งแต่อยู่โรงเรียนชั้นอนุบาล ต้องมีความรัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะว่า คำว่า ชาติ คำว่าศาสนา คำว่าพระมหากษัตริย์ กลายมาเป็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่มามีความหมายอยู่ในตัวเรา และเรื่องศาสนา ก็มีเป็นเรื่องที่มีอยู่ทุกที่ทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องว่าเป็นประเทศใดประเทศหนึ่ง

เพราะฉะนั้น บางศาสนา ก็ถึงขนาดที่ว่าเสียสละ แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้อง เพื่อรักษาความรู้สึกในเชิงศาสนาไว้ นี่เป็นสิ่งเราเห็นชัดเจนแล้วในประเทศเรา หรือเช่นเราบอกว่า เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้น จึงมีการปลูกฝังให้คนเรา มีความผูกพัน เพราะความรัก คือ ความผูกพัน ที่พูดแล้วเมื่อสักครู่ สามารถที่จะมีพลังในการที่จะอุทิศ เสียสละเพื่อปกป้อง หรือเพื่อรักษา

นี่คือสิ่งที่ผมเข้าใจในมิติความหมายของความรักว่ามันมีความหลากหลายในมิติความหมาย แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น เราจะเข้าใจมันได้ ถ้าเราโยงกลับมาว่า นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งมีสภาวะแห่งการ ‘ปลูกสร้าง’ ให้มันเกิดความงอกงาม งอกงามอย่างไร คือมันมีภาวะเช่น จากเด็กที่ไม่สนใจใคร สุดท้ายมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความใส่ใจหลายเรื่อง แล้วความใส่ใจนี้ ไม่ใช่ใส่ใจธรรมดา แต่ถึงขนาดอุทิศ ถึงขนาดกับทุ่มเทสิ่งนั้นได้ นี้คือประเด็นที่ผมโยงให้เห็นถึงการงอกงาม เติบโตของความรักในปรากฏการณ์ของชีวิต

 

แล้ววันมาฆบูชา กับความรัก

พออ้างถึงมาฆบูชา เราก็ต้องเข้าใจให้มากกว่านั้นในความหมายในมิติเชิงพุทธศาสนา ก่อนที่ผมจะตอบผมขอทำความเข้าใจเล็กน้อยในมิติทางพุทธศาสนา ว่าสาระสำคัญของพุทธศาสนาคืออะไร

สาระสำคัญของพุทธศาสนา มันวางอยู่บนฐานของความเชื่อ หรือความเข้าใจชีวิตก็ได้ ว่าชีวิตของเรา สามารถจะเป็นชีวิต ที่เบียดเบียนทำลายสิ่งอื่นก็ได้ หรือ สามารถเป็นชีวิต ที่เกื้อกูลโอบอุ้มสิ่งอื่นก็ได้ คือ มันมีโอกาสเป็นได้ทั้งสองทาง เราลองนึกถึงภาพดูน่ะครับ เมื่อเป็นชีวิตหนึ่ง มีศักยภาพมีพลังที่สามารถทำร้ายทำลายสิ่งหนึ่งก็ได้ ที่จะสร้างสรรค์ หรือคุ้มครองสิ่งอื่นก็ได้

นึกถึงภาพ ว่ามีนกร้องอยู่หน้าบ้านผม ผมเนี่ยจะสามารถฆ่านกก็ได้ สามารถที่จะเลี้ยงนกก็ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นสภาวะที่พระพุทธศาสนามองโดยคุณสมบัติพื้นฐาน ประเด็นของพุทธศาสนาก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตนี้ ที่เป็นชีวิตหนึ่ง คือตัวตนของแต่ละคน เป็นสภาวะที่เกื้อกูลต่อสิ่งอื่น โอบอุ้ม คุ้มครองสิ่งอื่น ไม่ใช่เป็นชีวิตที่ทำลายเบียดเบียนสิ่งอื่น

เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนาจึงมีฐานของความเชื่อ เป็นความเข้าใจว่าสภาวะที่จะไปทำลายสิ่งอื่น มันเป็นอกุศลกรรม สภาวะที่จะเกื้อกูลสิ่งอื่น มันเป็นกุศลกรรม

พระพุทธศาสนามีหลักการพื้นฐานเลย ก็คือชีวิตที่เราดำรงมาจนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องเพิ่มพูนกุศลกรรม และสิ่งที่เราต้องลด ละ ให้มันน้อยลง ก็คือสภาวะที่เป็นอกุศลกรรม ภาษาทางพุทธศาสนา จึงมีคำ ซึ่งเป็นคำหลักๆ ที่ทุกคนไม่ว่าจะไปปฏิบัติธรรม ในรูปแบบไหน ไม่ว่าจะไปอุทิศ ประกอบศาสนกิจ มากมายขนาดไหน หัวใจมันมีอยู่แค่ว่า ภาษาพระเลยน่ะครับ “ทำทั้งหมดทั้งสิ้น ก็เพียงเพื่อละส่วนมันเป็นอกุศล และเพิ่มพูนส่วนที่มันเป็นกุศล”

เรามีคำว่า‘ละเสีย’ และคำภาษาบาลี ‘ภาเวตัพพะ’ หรือ ‘ภาวนา’ ก็แปลว่า เพิ่มพูนให้มากขึ้น เราจึงมีคำทางพุทธศาสนาว่า ไปบำเพ็ญภาวนา ก็คือ ไปทำสิ่งให้เป็นกุศลให้เพิ่มพูนขึ้น คู่ของความสภาวะที่เป็นกุศล อกุศล คืออะไรรู้ไหมครับ ความโกรธ คือ อกุศล ความเมตตา คือ ความรัก คือ กุศล เพราะฉะนั้น ในความหมายของพุทธศาสนา ก็คือ เรามีชีวิตอยู่เพื่อจะละสภาวะที่เป็นอกุศล คือ ความโกรธ 

ที่นี้ ความโกรธ มันโยงใยอยู่กับอะไร ความเห็นแก่ตัว ความลุ่มหลง ใช่ไหมครับ ไปเพิ่มพูนส่วนที่เป็นความรัก คือ ความเมตตา ซึ่งมันสัมพันธ์กับการให้ การแบ่งปัน ความเกื้อกูล หรืออะไรก็แล้วแต่

เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงวันมาฆบูชา ก็คือ วันที่เป็นวันมีความหมายที่สำคัญในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่เราอ้างถึงวันที่พระพุทธเจ้า ได้ประชุมศิษย์ของท่าน หรือ สาวกของท่าน เพื่อจะส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา เพื่อไปทำกิจของตัวเองให้มันสมบูรณ์ ก็คือไปเชิญชวน ชักชวน ไปกระตุ้นเร้าให้ผู้อื่นหันมาดำเนินชีวิต ในความหมายที่จะเกื้อกูล ที่จะคุ้มครองสิ่งอื่น เพื่อให้เขาเหล่านั้น ถ้าเขากำลังมีชีวิตอยู่ในฐานะที่เบียดเบียน ทำร้าย ทำลายสิ่งอื่น ให้เปลี่ยนนิสัยซะ 

เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงความรักในมิติพระพุทธศาสนา เราจึงมักมีข้ออ้างอิงไปถึงวันมาฆบูชา ด้วยความเข้าใจอย่างไรก็แล้วแต่ แล้วบังเอิญมันมาคล้ายๆ กับคติของวัฒนธรรมตะวันตก ที่เรามีวันแห่งความรักอยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

เราจึงบอกว่าความรักหรือ ‘วันแห่งความรัก’ ในพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร และก็เป็นสิ่งสมควรที่ใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว วันมาฆบูชา ก็คือวันที่พระพุทธเจ้าสอนให้มนุษย์ หรือสาวกของพระองค์ ให้ไปประกาศหลักการของพระพุทธศาสนา คือการเลิกเบียดเบียนผู้อื่น เช่นว่า ละความชั่วเสียให้หมด ทำความดีให้ถึงพร้อม เกื้อกูลทำชีวิตนี้ให้มีศักยภาพ ให้มีสมรรถนะ ที่จะเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น

นี่ก็คือหลักพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงตรงนี้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ ถูกให้คำนิยาม และให้ความหมายที่ชัดขึ้น ว่าถ้าไปสัมพันธ์เบียดเบียน และทำลาย มันก็ไม่ใช่ความรัก แต่ถ้าไปสัมพันธ์กับผู้อื่น ในมิติความหมายของการเกื้อกูล โอบอุ้ม คุ้มครองค้ำชูกัน นี่ก็เป็นความรัก เหมือนกับเราเดินกันไป ถ้าเราเดินไปแล้วผลักให้ล้มกัน อย่างนั้นไม่ใช่ความรัก แต่ถ้าเราเดินแล้วเกื้อกูล และจูงไม้จูงมือ ประคับประคอง เออ อย่างนั้นเป็นความรัก เมื่อคนสองคนมามีชีวิตอยู่คู่กัน เราบอกว่า ถ้าเบียดเบียนกัน ก็คือ การตัดรอน การทำให้แต่ละฝ่ายสูญเสีย สภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ที่ดีงามไป อย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่า คู่รักแล้ว เป็นคู่แค้นมากกว่า ประมาณนี้ 

เพราะฉะนั้น ในมิติทางพระพุทธศาสนา ความรัก จึงเป็นเนื้อ เป็นตัว เป็นองค์ของพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ แต่ทีนี้ พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับธรรมชาติของมนุษย์ด้วย เพราะสิ่งที่มันเป็นความรัก ไม่ใช่อยู่ๆ ดีๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นเอง มันต้องมีการอบรมบ่มเพาะ

ทีนี้ การอบรมบ่มเพาะพระพุทธศาสนา จึงเป็นการพยายามอธิบายธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างไร ถ้าเราจะอบรมบ่มเพาะให้ความรักงอกงามขึ้นสมบูรณ์ขึ้น ต้องทำอย่างไร มันต้องมีกระบวนการอย่างไร รายละเอียดจึงเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ

เช่น ปกติเรามีความตระหนี่ มีความเห็นแก่ตัวเป็นตัวตั้ง พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราบำเพ็ญทาน คือ การฝึกเปลี่ยนความกระหายใคร่จากผู้อื่น มาเป็นความคุ้นชินที่จะให้ผู้อื่นบ้าง เพราะการให้ผู้อื่น มันจะเป็นฐานที่ตั้งของความรัก ความเข้าใจ ความเกื้อกูลซึ่งกัน นึกถึงภาพดู ถ้าเราอยู่กันสองคน แย่งกัน ไม่นานเราก็โกรธกัน ถ้าเราอยู่กันสองคน แล้วเราแบ่งบัน ให้กัน ไม่นานก็รักกัน ก็เป็นอย่างนั้น 

นี่คือ สภาวะที่พระพุทธศาสนา มองเห็นโครงสร้างชีวิตเป็นอย่างนี้ แล้วก็พยายามที่จะสร้าง กฎเกณฑ์ สร้างหลักการ ที่มีคำอธิบายให้เข้าใจได้ เพื่อทำให้คนเห็นค่าของความรัก แล้วก็ต่างมาช่วยกัน เพื่อจะสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น กรณีของพระพุทธศาสนากับความรัก จึงมีความสัมพันธ์กันแบบนี้.

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์