วันคิดถึง ความมีสภาพเพศหญิง (เจนเดอร์)

ดูการ์ตูนแล้วเข้าใจมากขึ้นเรื่องเพศสรีระ(Sex) กับเรื่องเพศสภาพ(Gender) ความเป็นหญิงไม่ได้มาพร้อมกับอวัยวะเพศ แต่ถูกมอบให้ผ่านกระบวนการสั่งสอน คาดหวัง มอบบทบาทให้ การครอบงำโดยสังคม ที่ชี้นำว่าหญิงต้องเป็นแบบนี้ ชายเป็นแบบนั้น ต้องแต่งตัวตามแบบแผนต้องแสดงออกทางอารมณ์ แสดงออกทางเพศตามแบบแผน มีหน้าที่ในครอบครัวแบ่งแยกกันไป แต่ละเพศแทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกแสดงสถานะทางเพศด้วยตนเองได้เลย มนุษย์แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อคนเกิดมามีชีวิตก็ได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สิทธิที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพสมศักดิ์ศรี ไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือกีดกันไม่ว่าเรื่องใด หรือเพราะ เป็นเพศอะไร ดังบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๔ และมาตรา ๓๐  ที่บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง

และ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางร่างกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง...

การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญควรครอบคลุมทั้งสิทธิทางเพศสรีระ คือระบบอวัยวะเพศ การเข้าใจเรื่องสุขภาพทางเพศของตนเอง การปกป้องคุ้มครองระบบสืบพันธุ์ของทุกเพศ โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีระบบอวัยวะที่ซับซ้อน ระบบฮอร์โมน ระบบการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในแต่ละเดือน การต้องรับหน้าที่ในการตั้งครรภ์ การดูแลรักษา การส่งเสริมป้องกันโรค โดยเฉพาะศักยภาพของผู้หญิงในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การมีบริการคุมกำเนิดอย่างทั่วถึง เท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติกับผู้หญิงทุกวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรกรุ่น วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ นั่นคือเด็กผู้หญิง ผู้หญิงทุกคน ต้องได้รับการศึกษาเรื่องเพศ การเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศอย่างเท่าเทียม การไม่เลือกปฏิบัติหรือกีดกันวัยรุ่นออกไปจากบริการคุมกำเนิด บริการเมื่อตั้งครรภ์ไม่พร้อม

ขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองสิทธิของสภาพทางเพศ ความเป็นเพศหญิงด้วย นั่นคือการที่สังคมกฎหมาย นโยบาย มาตรการต่างๆ ต้องไม่ละเมิดสิทธิความเป็นเพศหญิง การปลดล๊อคความคาดหวังในเรื่องเพศสภาพหรือบทบาททางเพศที่สังคมชี้นำ และสร้างกรอบความเป็นหญิงเมื่อเกิดมาพร้อมเพศสรีระหญิง สิ่งสำคัญสำหรับการคุ้มครองสิทธิเพศสภาพ คือการให้เสรีภาพเพศหญิงในการกำหนดความเป็นหญิงของตัวเอง ที่ไม่จำเป็นต้องตามแบบแผนเดิมๆ นั่นคือ การต้องรับบทความเป็นแม่จนยอมสละความก้าวหน้าในอาชีพการงาน การแบกรับภาระเศรษฐกิจทั้งในบ้าน นอกบ้าน การไม่มีศักยภาพในการปกป้องคุ้มครองระบบอวัยวะทางเพศของตนเอง การมีเพศสัมพันธ์ที่รู้ว่าไม่ปลอดภัยแต่ไม่กล้าจะป้องกันตนเองเพราะความเป็นหญิงต้องไม่แสดงออกทางเพศซึ่งเป็นแบบแผนที่สังคมกำหนดให้กับเพศสภาพหญิง(ไทย)มาตั้งแต่เกิด แม้เพศสภาพหญิงในปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าในการแสดงออกทางเพศของตนได้มากขึ้น อันเนื่องมาจากการได้เรียนหนังสือมากขึ้น มีงานทำ พึ่งพาตนเองได้ เลือกชีวิตคู่แบบไม่ผูกพันหรือเลือกจะไม่มีลูก แต่การกระทำเหล่านี้ยังถูกสังคมตีตราว่าดำเนินชีวิตที่ผิดจากความเป็นหญิง(ไทย) คือเอาความเป็น “ไทย” มากำกับความเป็นเพศสภาพหญิงอีกชั้นหนึ่งด้วย

ดังนั้น เพศสภาพความเป็นชาย เพศสภาพอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมสมควรต้องได้รับการเรียนรู้และเข้าใจความเป็นเพศสภาพชายของตนเองด้วยว่า มีการกำหนดกรอบให้ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบหารายได้ การทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทำงานในบ้าน การเป็นผู้นำในทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องทางเพศ ทำให้มีความเชื่อผิดๆเรื่องผู้นำทางเพศ ความเสี่ยงทางเพศ และการมีอำนาจทางเพศ 
 

ดังนั้น หากทุกเพศสภาพได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะสิทธิมนุษยชน มีเสรีภาพในการกำหนดเพศสภาพของตนเองที่เป็นสิทธิมนุษยชน ไม่ต้องกังวลกับการกำกับทางสังคม และก่อให้เกิดความเข้าใจกันและกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่เพศใดเพศหนึ่ง และความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้หมายความว่าต้องเท่าเทียมกันในเรื่องเพศสรีระ เพราะสิ่งนี้มีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ดังภาพที่คุณผู้หญิงพยายามกระทำในห้องน้ำชาย นี่ไม่ใช่ความเท่าเทียมทางเพศสรีระ และไม่ต้องทำแบบนี้จึงจะได้รับการคุ้มครองสิทธิทางเพศ เพศสภาพเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยสังคม จึงเปลี่ยนแปลงได้และควรได้รับการคุ้มครองและเคารพสิทธิทางเพศสภาพที่แต่ละเพศเลือกและสร้างขึ้นใหม่ด้วย วันที่ 8 มีนาคมคงผ่านไปเหมือนเช่นทุกปี แต่หวังว่าทุกเพศสภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเพื่อสุขภาวะของทุกคน

Comments

ทัศนะต่อหญิงในสังคมบิดเบี้ยว

ทัศนะต่อหญิงในสังคมบิดเบี้ยว

เขียนให้ประชาไท Mon, 2008-09-15 23:08
http://www.prachatai.com/journal/2008/09/18166
และลงใน Hi-Class ปีที่ 26 ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2551 หน้า 60-61
http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market205.htm

ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@thaiappraisal.org)

หญิงก็เป็นมนุษย์ เป็นอีกครึ่งหนึ่งของประชากรที่ค้ำจุนโลก แต่หญิงมักถูกกดขี่ทางเพศ หรือถูกมองเป็นเพียงวัตถุทางเพศเพื่อบำบัดความใคร่ของบุรุษ ตำนานการกดขี่ทางเพศมีเล่ากันไม่รู้จบในทุกเชื้อชาติ และทุกลัทธิความเชื่อทางศาสนาก็ว่าได้

แม้แต่คำว่าฉบับ "Woman on top" ของ Hi-Class ก็ยังอาจถูกตีความเป็นเรื่องการร่วมเพศได้อย่างง่ายดาย ผมลองหาคำดังกล่าวใน Google ปรากฏว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเช่นนี้จริง ๆ นี่แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์ของคนส่วนใหญ่มักมองเรื่องหญิงเป็นวัตถุทางเพศเป็นสำคัญ

0 0 0

ถ้าลองคิดดูว่า หากเราพบหญิงคนหนึ่งมีความสวยหยาดเยิ้มทุกอย่าง ขาดอย่างเดียวคือ ขาดอวัยวะเพศหญิง หญิงคนนั้นอาจไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาของชายทั่วไปเพราะไม่สามารถร่วมเพศได้ หญิงคนนั้นย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชายใด และก็คงยากที่ชายใดจะรับว่าหญิงคนนั้นเป็นชายได้ด้วย

หากกล่าวอย่างถึงที่สุด ก็อาจมีชายจำนวนหนึ่งที่ยินดีร่วมเพศกับหญิงคนนั้นทางทวารหนัก อย่างไรก็ตามนี่เป็นความลักเพศ ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดปกติจากสามัญชนทั่วไปเพราะการร่วมเพศมักเป็นเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่การนี้ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้

การลักเพศนี้ผิดหรือไม่ ผมไม่อาจยืนยืน ถือเป็นรสนิยมส่วนตัวที่ขับเคลื่อนโดยฮอร์โมนที่ผิดปกติไปของร่างกาย แต่โดยที่บุคคลลักเพศเป็นของคนส่วนน้อยอย่างยิ่งในสังคม จึงถือเป็นความผิดปกติ ผิดธรรมชาติ

0 0 0

บางคนอาจมองไกลไปถึงว่าการกดขี่ทางเพศหนักกว่าการกดขี่ทางชนชั้นเพราะแม้แต่ชายชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกนายทุนกดขี่ ก็ยังกดขี่หญิงของตนเอง จึงทำให้คนที่เชื่อในการต่อสู้ทางเพศมองว่า การต่อสู้นี้เป็นสรณะของมนุษย์ชาติด้วยซ้ำไป

ในอีกทางหนึ่งบางคนอาจว่าการกดขี่ทางเพศหนักกว่าการกดขี่ทางชนชาติเสียอีก เพราะผู้ปกครองในหมู่ประเทศราชที่ถูกเอาเปรียบโดยประเทศเจ้าหรือประเทศจักรวรรดินิยม ก็ยังกดขี่ประชากรหญิงของตนเองอย่างแสนสาหัส เรียกได้ว่า แม้ชายในประเทศราชจะถูกหมิ่นโดยชายจากประเทศเจ้า แต่หญิงในประเทศราชก็ยังถูกชายในประเทศเดียวกันกดขี่อีกชั้นหนึ่ง

ความจริงการมองในลักษณะนี้ดูคล้ายถูก แต่อาจจะผิด เพราะถ้ามองเช่นนี้ ก็มองกันไม่รู้จบ เช่น บางคนอาจบอกว่าเด็กถูกกดขี่จากผู้ใหญ่ หรือชายลักเพศ (เกย์) เป็นเพศที่ต่ำกว่าหญิงเสียอีก บางคนอาจเถียงว่า "ดี้" หรือหญิงที่มีรสนิยมชอบหญิงต่างหากที่ต่ำต้อยด้อยหน้าที่สุดในสังคม กล่าวให้ถึงที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ดี้ที่เป็นเอดส์ต่างหากที่ต่ำที่สุด เป็นต้น การถกเถียงกันอย่างนี้ก็อาจเป็นการถกเถียงที่ไม่รู้จบไปได้

0 0 0

การมองชายและหญิง หรือ หญิงและชาย แบบแยกส่วนเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหาทางออกได้ และย่อมกลายเป็นประเด็นอันโอชะสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางสังคม การเกิดเอ็นจีโอ การหากินกับผู้เสียเปรียบในสังคม การเอาดีใส่ตัว มารยาสาไถ ฯลฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาจึงได้เกิดตำนาน "น้ำเน่า" มากมายในสังคมอย่างสนุกปาก

ปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันจนชินตาก็คือหญิงมักถูกชายเอาเปรียบ แต่ก็แปลกที่หญิงไม่ช่วยหญิง โดยเฉพาะหญิงที่เป็นแม่ผัวกลับปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อหญิงที่เป็นลูกสะใภ้ ยิ่งกว่าที่ชายจะพึงปฏิบัติต่อหญิงเสียอีก ต่อเมื่อหญิงผู้เป็นลูกสะใภ้ได้เลื่อนฐานะเป็นแม่ผัวเสียเองในชั่วรุ่นต่อมา ก็เกิดปรากฏการณ์ "กงกำกงเกวียน" ขึ้นมาอีก

0 0 0

ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ในโลกนี้มีการเอาเปรียบของคนส่วนน้อยต่อคนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อยที่ครอบครองปัจจัยการผลิต กับคนส่วนใหญ่ที่ขายแรงงานอย่างหนักในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแลกกับความอยู่รอด ไม่ใช่เรื่องการกดขี่ทางเพศเป็นสำคัญ ส่วนประเทศผู้กดขี่ที่เติบใหญ่มาก เข้า ก็อาจพัฒนาการเป็นจักรวรรดินิยม ออกไปล่าเมืองขึ้นต่อประเทศอื่น เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทั้งสเปน โปรตุเกส อังกฤษ เยอรมนี เป็นต้น

อย่างไรก็ตามด้วยการปล้นสะดมจากประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศเมืองขึ้น ก็เลยทำให้ชนชั้นล่างในประเทศผู้กดขี่เอง ตนลืมตาอ้าปากได้มากขึ้นจากการแบ่งปันทรัพยากรที่ปล้นสะดมมา จึงกลายเป็นเรื่อง "บาปกรรม On Line" ฐานะความได้เปรียบของเจ้าผู้ปกครองก็เลยง่อนแง่น การสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศจักรวรรดินิยมจึงเกิดขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันฐานะของหญิงในประเทศเมืองขึ้นก็กลับยิ่งเสื่อมทรามลง มีหญิงจำนวนมากที่ต้องขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด หรือทำงานที่ได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าชาย นี่จึงเป็นเพียงการผลักดันการกดขี่ทางชนชั้นจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งเป็นสำคัญ แต่ในอีกแง่หนึ่งหญิงขายบริการก็อาจมีรายได้งดงามกว่านักธุรกิจชายเสียอีก ยิ่งถ้ามีชื่อเสียง ยิ่งมีรายได้งาม เป็นต้น

0 0 0

ปัญหาหญิงชายนี้จะแก้กันตรงไหนดี บางคนก็บอกว่าต้องเอาธรรมะเข้าข่ม อาศัยศาสนาเข้าช่วย แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชายก็เอาศาสนามากดขี่หญิงอยู่เหมือนกัน บางคนก็บอกต้องแก้ที่ใจ ที่ Mind Set ก่อน แต่ผมเชื่อว่าประเด็นชี้ขาดก็คือ การกระจายทรัพยากรอย่างเพียงพอ เช่นในประเทศตะวันตก มีทรัพยากรปริมาณมากพอจากการปล้นสะดมประเทศอาณานิคม ก็ทำให้เกิดช่องว่างทางชนชั้นน้อยลง

หากเราแก้ปัญหาการกดขี่ขูดรีดในสังคมไปได้ จัดการแบ่งปันทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม การกดขี่ทางเพศเพื่อความอยู่รอดของอีกฝ่ายก็จะหมดไป เรื่อง "น้ำเน่า" ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลพวงที่เกิดขึ้น ก็จะค่อย ๆ หมดไปด้วยการยกระดับจิตสำนึกทางสังคม โลกทัศน์ก็จะดีขึ้น เราจึงต้องอาศัยการ "รู้รักสามัคคี" ระหว่างหญิงและชายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อน

อย่า ลืมว่า มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า "Earth provides enough to satisfy every man's need, but not every man's greed" หรือแปลว่า โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับความจำเป็นของมนุษย์แต่ไม่เพียงพอสำหรับความโลภของใคร

หญิงชายล้วนต่างแบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง!