ถอดความ:ทักษิณ ชินวัตร กับความจงรักภักดีที่แตกแยก

บางคนได้กลิ่นการประนีประนอม แต่หลายคนหวั่นเกรงการแตกหักในไม่ช้านี้...

การเมืองไทยเป็นเรื่องของการประนีประนอมมากกว่าหลักการมาเนิ่นนานแล้ว   พรรคการเมืองทั้งหลายดำเนินงานโดยยึดหลักทำให้บรรลุเป้าของตน ไม่ใช่อุดมการณ์ ซึ่งทำให้มักจะเกิดรัฐบาลผสมซึ่งรวบเอาพรรคการเมืองที่มีลักษณะแปลกแตกต่างเข้ามาไว้ด้วยกัน   แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มปฏิบัตินิยมได้หลีกทางให้กับความจงรักภักดีแบบแข็งตัวยิ่งขึ้น  กลุ่มคู่แข่งทางการเมืองแต่ละฝ่ายได้ปลุกเร้ามวลชนของตนด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อนในนามของการทุ่มเทต่อสู้เพื่อชาติ โดยทุ่มกำลังสู้กันอย่างสุดตัว

สภาพการณ์แห่งการประนีประนอมจะยังกลับคืนมาได้อีกหรือไม่? บางสิ่งบางอย่างเริ่มส่อสัญญาณถึงสถานการณ์ที่คลี่คลายลง เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่นั่นก็ดูเหมือนจะยังเป็นเพียงความฝันเท่านั้น ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน เห็นว่าทักษิณมีความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป ธุรกิจโทรคมนาคมของครอบครัว ซึ่งขายให้กับเทมาเส็ก กองทุนความมั่งคั่งภาครัฐของสิงคโปร์ ไปเมื่อเดือนมกราคม 2549   ศาลฎีกาตัดสินให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน จากจำนวน 7.6 หมื่นล้านที่เขาได้รับจากการขายชินคอร์ปในครั้งนั้น และถูกอายัดไว้นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549

 ความคิดที่ว่าศาลได้เหลือเงินในจำนวนที่น่าพอใจไว้ให้ทักษิณได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยในการเนรเทศตัวเองอยู่ที่ดูไบนั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี เงินจำนวนที่เหลืออยู่ 3 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าหุ้นในชินคอร์ปที่ทักษิณมีอยู่ก่อนการเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ในปี 2544 แต่ไม่น่าจะถูกส่งคืนให้ทักษิณในเร็ววัน เขายังมีภาษีก้อนโตที่ต้องจ่าย อีกทั้ง คำพิพากษาของศาลยังเปิดช่องให้สามารถดำเนินคดีแพ่งและอาญาอีกหลายคดีกับทักษิณและครอบครัว   อัยการอาจจะดำเนินการฟ้องร้องรัฐมนตรีใน ครม.ทักษิณ ตลอดจนข้าราชการคนอื่นๆ ด้วยข้อหาให้ความช่วยเหลือแก่ชินคอร์ป นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันอาจจะพยายามเรียกรายได้ที่รัฐสูญเสียไปคืนจากชินคอร์ป โดยเฉพาะจากเอไอเอส บริษัทมือถือในเครือชินคอร์ปที่มีผลกำไรงาม

ทักษิณออกมาโจมตีคำพิพากษาในทันทีทันควันและปลุกเร้าให้คนเสื้อแดงผู้สนับสนุนเขาแสวงหาความยุติธรรม เขาโอดครวญว่า ชีวิตการเมืองนั้น “ยากลำบากจริงๆ” มวลชนคนเสื้อแดงวางแผนที่จะชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคม นี้ ที่กรุงเทพฯ โดยตั้งเป้าขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผลักดันให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แกนนำอ้างว่า คนเสื้อแดง 1 ล้านคน จะทยอยเดินทางทั้งทางรถและทางเรือ มาพบกันที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วม “สงครามประชาชนต่อต้านอำมาตย์” ซึ่งจะกินเวลาหลายวัน  แกนนำที่จัดการชุมนุมรับรองว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมจริงๆ น่าจะชุมนุมด้วยความสงบเรียบร้อยมากขึ้น แต่การใช้ถ้อยคำของกองทัพที่มีแนวโน้มจะสร้างให้สถานการณ์รุนแรง กำลังคุกคามคนเสื้อแดง เหมือนเป็นเสียงรัวกลองที่เตรียมพร้อมสำหรับการปราบที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งเช่นเดียวกับเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว

สถานการณ์สับสนในช่วงสั้นๆ ในครั้งนั้น จบลงอย่างพ่ายแพ้เนื่องจากคนกรุงเทพฯ รวมถึงพลังเงียบส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย   คนกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มคนที่นายอภิสิทธิ์น่าจะคิดถึงอยู่ในใจเมื่อเขาชักชวนให้คนไทยให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งเขียนไว้อย่างละเอียด และใช้เวลาในการอ่านนานกว่า 6 ชั่วโมง   รัฐบาลคาดหวังว่าการแสดงให้คนกลุ่มนี้เห็นถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นและความเห็นแก่ตัวของทักษิณจะเป็นการทำลายเครดิตตัวแทนและสิ่งอื่นๆ ที่เป็นมรดกตกทอดของเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างให้คนกลุ่มนี้หวาดกลัวว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ระเบิดลึกลับที่ขว้างใส่ธนาคารและอาคารของทางราชการหลายแห่งหลังศาลอ่านคำพิพากษาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่สบายใจต่ออะไรก็ตามที่รออยู่ในอนาคต

ตามที่คาดหมายไว้ การพิพากษาของศาลไม่สามารถเปลี่ยนใจคนเสื้อแดงจำนวนมากที่เชื่อว่าระบบกฎหมายถูกควบคุมเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนำได้ แต่การเคลื่อนไหวชุมนุมในครั้งนี้มีเป้าหมายที่ไกลกว่าความหายนะของทักษิณ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งมาก พวกเขามองเห็นความไม่เป็นธรรมอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่าง   สำหรับบางคนยังคงคาดหวังถึงการประนีประนอมคงจะตื่นกลัวเนื่องจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงถูกก่อขึ้นด้วยความโกรธที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้โจมตีองคมนตรีอย่างกัดไม่ปล่อย และวางกรอบการต่อสู้ในการคิดบัญชีกับเหล่าอำมาตย์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงกล่าวว่า “ถึงเวลาของเราแล้ว... อำนาจของอำมาตย์กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ”    

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยอาการอักเสบที่พระปัปผาสะ และอาการประชวรอื่นๆ หลังการตัดสินของศาลฎีกาหนึ่งวัน พระองค์ทรงเสด็จออกจากโรงพยาบาลกลับวังในช่วงสั้นๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนพระองค์   พระองค์ทรงเริ่มการปฏิบัติภารกิจบางประการอีกครั้งจากโรงพยาบาล แต่การสืบสันตติวงศ์ได้ปรากฏเค้าให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังของวิกฤติในเมืองไทยที่ไม่มีใครกล่าวถึง การประนีประนอมใดๆ ที่จะทำให้ทักษิณสงบลงได้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้  และแทนที่จะมีการประนีประนอม แหล่งข่าว...กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาได้ส่งสารชัดเจนมาแล้วว่า “เอาเงินก้อนนี้ไป แล้วไปให้ไกลๆ ซะ”