แดงเชียงใหม่เจาะเลือดทำพิธีบวงสรวงพระเจ้ากาวิละ

พระเชียงใหม่ทำพิธีใช้เลือดคนเสื้อแดงเชียงใหม่บวงสรวงพระเจ้ากาวิละ "ทักษิณ" ขอบคุณเสื้อแดงเจาะเลือดสาดทำเนียบ ซัด “มาร์ค” ป่วยทางจิต ด้าน “ณัฐวุฒิ” ไม่แคร์กระแสเปลี่ยนตัวแกนนำ/ศอ.รส.คุมเข้ม 38 จุดเสี่ยงทั่วกรุง เน้น "สุวรรณภูมิ-บ้านป๋าเปรม"

เลือดคนเชียงใหม่ สาดทหาร ทำเอาแตกกระเจิง
16 มี.ค. 53 - เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 16 มี.ค. 2553 กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 300 คน นำโดยพระครูสุเทพสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นอาจารย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เสร็จจากการร่วมเจาะเลือด ได้เลือดมาทั้งหมดขวดใหญ่ ได้แห่เลือดไปยังอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ เพื่อทำพิธีบวงสรวง ตั้งอยู่หน้า กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ทางฝ่ายทหาร นำโดย พล.ต.ชานุกร ตัณฑโกศล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33)ค่ายกาวิละ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้นำทหารประมาณ 100 นาย มาเฝ้าดูแลความปลอดภัย พร้อมทั้งส่งนายทหารเข้าเจรจากับพระครูสุเทพสิทธิคุณ ว่า ขอไม่ให้นำเลือด เข้าไปในลานอนุสาวรีย์อย่างเด็ดขาด เพราะพระเจ้ากาวิละเป็นที่เคารพบูชาของเหล่าทหารและไม่เคยมีการใช้เลือดในการบวงสรวง จึงได้ร้องขอแต่ทาง พระครูสุเทพสิทธิคุณ ได้ขอทำพิธีนำเลือดบวงสรวงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะถือว่าพระเจ้ากาวิละ เป็นผู้กอบกู้เมืองเชียงใหม่คืนจากข้าศึก
ทางเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารจึงดาหน้าเข้าแถวเป็นกำแพงกั้น ซึ่งทางพระครูสุเทพฯ ได้ชูขวดเลือดประกาศก้องหากใครเข้ามาขัดขวาง จะสาดเลือดเข้าใส่ แต่ทางทหารไม่ยินยอมจึงขัดขวางพระครูสุเทพฯ จึงยกขวดเลือดสาดเข้าใส่กลุ่มทหาร จนถูกเลือดเข้าเต็มเสื้อผ้าจนต้องยอมเปิดทางให้ ซึ่งเมื่อเข้าไปได้ ได้ทำพิธีบวงสรวงและใช้เลือดเทราดลงในกระถางธูปสองข้าง ที่หน้าอนุสาวรีย์เพียงเล็กน้อย ก่อนจะพากันเดินทางกลับ ซึ่งทางฝ่ายทหารได้แต่บันทึกภาพ พร้อมทั้งแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้ทราบ
ส่วนจะแจ้งความดำเนินคดีกับพระครูสุเทพฯ หรือไม่นั้นทาง พล.ต.ชานุกร ตัณฑโกศล ผบ.มทบ.33 ได้เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นได้บันทึกภาพไว้หมดแล้ว และจะดูข้อกฎหมายว่าผิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ แต่ในตอนแรกแจ้งว่าจะมาบวงสรวงอนุสาวรีย์ แต่กลับทำเลยเถิดเอาเลือดมาทำพิธีถือว่ามันผิด คนไทยเหมือนกันทำไมจะต้องเอาเลือดมาพลีเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่พระครูสุเทพฯ ได้นำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาจากอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ แล้วได้นำขวดเลือดที่เหลือแห่ไปรอบตัวเมืองเชียงใหม่ 1 รอบ ก่อนที่จะนำขวดเลือดเข้าไปยังสุสานประตูหายยา ซึ่งเป็นสุสานโบราณที่เผาคนที่เสียชีวิตในตัวเมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน โดยพระครูสุเทพฯ ได้บริกรรมคาถาร้องเรียกเหล่าวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในสุสานแห่งนี้ให้มารับเลือดที่คนเสื้อแดงได้บริจาคให้แล้ว จากนั้น ได้นำเลือดเทลงในเมรุเผาศพเก่าแก่ที่ใช้เผาศพไร้ญาติจากโรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่วันละนับสิบศพ จากนั้นได้พากันกลับไปชุมนุมที่หน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ต.พระสิงห์ อ.เมือง เชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ที่กรุงเทพฯ
 

“แม้ว” ขอบคุณเสื้อแดงเจาะเลือดสาดทำเนียบ ซัด “มาร์ค” ป่วยทางจิตคล้าย“ฮิตเลอร์”
เมื่อเวลา 20.55 น. ที่เวทีคนเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอลิงค์มายังกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เลือดมีคนโทรมาถามว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเจาะเลือดว่าทำไมไม่เอาเลือดไปบริจาค ซึ่งบริจาคส่วนบริจาค แต่วันนี้เอาออกมาแค่ 10 ซีซี แต่บริจาค 300 ซีซี แต่เราเอาเลือดออกเป็นแค่สัญลักษณ์ แต่เราเอาเลือดออกเพื่อทาแผ่นดินและเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมา ซึ่งตนให้แกนนำสามเกลอคิดเองไม่ได้สั่งการ แต่ก็ให้สามเกลอตัดสินใจเอง เพราะเป็นคนอยู่หน้างาน จึงขอขอบคุณประชาชนที่มีจิตใจเสียสละทุ่มเท รักบ้านเมือง รักอนาคตลูกหลานที่ยอมสละเลือดเพื่อชาติอย่างชัดเจน ส่วนคนที่วิตกกังวลและไม่เห็นด้วยก็ขออภัย เพราะทุกคนมีแนวทางอุดมการณ์ของตนเอง

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้บ้านเมืองวุ่นวายเชื่อว่าผู้ที่เข้ามามีอำนาจทางการเมือง ต้องมีปัญหาทางจิตแน่นอน ฮิตเลอร์ก่อนฆ่าคนมากมายก็มีปัญหาทางจิต อยู่คนเดียว ไม่พูดกับใคร จึงเริ่มป่วย ซึ่งตนมานั่งวิเคราะห์ นายอภิสิทธิ์ เกิดเมืองนอก พ่อเป็นหมอ แล้วอภิสิทธิ์ก็เรียนหนังสือดี พ่อจึงอยากให้ลูกเป็นนายกฯ จึงดูแลเป็นอย่างดี แต่ที่อภิสิทธิ์พยายามทำเป็นผู้ดีอังกฤษ เลยไหว้ผู้ใหญ่ไม่เป็น การที่ฟังเทปอภิสิทธิ์สั่งใช้ความรุนแรง ตนเห็นว่านายอภิสิทธิ์ป่วย
“นายอภิสิทธิ์อยู่แวดล้อมด้วยคนสีม่วงทั้งนั้น และคนสีม่วงก็มีความรุนแรงในอารมณ์ แล้วตนจึงมาดูอำมาตย์ที่ดูยิ่งแก่ ยิ่งเหมือนเด็ก ดื้อ เหมือนเด็กอยากได้ของเล่น หากพ่อแม่ตามใจวิ่งลอกติดคุกมาลูกก็ไม่รู้เรื่อง และนายอภิสิทธิ์ยิ่งโต ก็ยิ่งระแวงในตัวเองเพราะมีปัญหาทางจิต เพราะตอนนี้มีคนมาร้องเป็นแสนๆ คนแต่ไม่สนใจ ร้องก็ร้องไป ถึงเวลาแล้วจะสลายให้ดู” อดีตนายกฯ กล่าว และว่า ถ้าคนมาน้อยไปปราบเมื่อนั้น ตนยังไม่รู้สุขภาพจิตเป็นอย่างไร วิงวอนให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ผลัดเปลี่ยนกันออกมา
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำไมมีแดงมีเหลือง และเส้นขนานมากขึ้นทุกวัน เพราะประชาธิปไตยวันนี้เดินทางถึงทางแยก จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ซึ่งคนรุ่นใหม่ คนสู้ชีวิต คนแสวงหาโอกาสใหม่ๆ คนเหล่านี้อยากให้เป็นประชาธิปไตยทีเดินหน้า แต่คนอีกประเภทเป็นคนที่มีความคิดเก่า มีความสุขกับสถานภาพตนเองในปัจจุบัน ก็คือพวกอำมาตย์ หรือเศรษฐีเก่า ที่ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงทำให้ประเทศถอยหลัง ซึ่งอำมาตย์คือกลุ่มที่มาของสีเหลือง และกลุ่มคนรุ่นใหม่คือที่มาของสีแดง และที่สมานไม่ได้เพราะสีเหลืองต้องการรักษาอำนาจของตนเอง แต่สีแดงสร้างความเก้าหน้าให้กับคนไทยอย่างทั่วถึง ส่วนกฎหมายของคนสีแดงบอกว่าต้องมีหลักนิติธรรม โดยออกจากผู้แทนที่เข้าไปนั่งอยู่สภาฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า มีความพยายามสื่อว่าตนจ้างผู้ชุมนุมหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเสียสละขนาดนี้จึงพูดไม่ออกได้แต่ปล่อยข่าว ซึ่งการที่มีคนมาเยอะได้บอกให้อำมาตย์และเสื้อเหลืองรู้ว่าเรามีวิธีคิดต่างกัน เรายอมลำบาก เพราะเราอยากได้โอกาสที่ทัดเทียมในวันข้างหน้า และอยากบอกว่าเราไม่ได้อันตรายหรอก แต่ถ้าลุยมาเราก็ลุยได้เหมือนกัน เพราะมีโอกาสเท่าเทียมกัน เปิดโอกาสให้คนไทยเท่าเทียมกัน แล้วจะทำให้ประเทศไทยมั่งคั่งขึ้น ไม่ต้องมากู้เงินเหมือนทุกวันนี้
“วันนี้ถ้าหันหน้าเข้าหากันแล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย อำมาตย์ก็อยู่ส่วนอำมาตย์เราไม่ได้ต้องการล้มล้างอะไร แต่เราต้องการบอกว่าความคิดของอำมาตย์ทำให้ประเทศล้าหลัง บ้านเมืองวันนี้มีความเชื่อมโยงกันแล้ว ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ เอาประชาธิปไตยกลับมาเถอะ อย่าให้เด็กมาค้ำยันอย่างนี้เลย ประเทศไทยจะมั่งคั่งกว่านี้ถ้าไม่มีชักการชักขะเย่อกันระหว่างอำมาตย์และประชาธิปไตย และผมสามารถทำความร่ำรวยให้กับประเทศไทยได้มากกว่านี้”พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขออย่าให้ยอมแพ้ ถ้ายอมแพ้เราไม่สามารถปลดโซ่ตรวนให้กับลูกหลานในอนาคตเลย สิ่งที่ทำให้ลูกหลานได้ดีที่สุดคือทำให้สังคมมีโอกาสทางการศึกษา ความรู้ ที่เท่าเทียมกัน ถ้าสังคมดี โอกาสดี เด็กมีปัญญา หากเรามอบมรดกเพียงเล็กน้อยให้ แต่สังคมแย่ทุกอย่างก็จบ นั่นคือการต่อสู้ประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยให้อำมาตย์ปลดแอก
“ณัฐวุฒิ” ไม่แคร์กระแสเปลี่ยนตัวแกนนำ
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวถึงกระแสกดดันให้เปลี่ยนตัวแกนนำ ว่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่ผ่านมาโดนโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามมาเยอะ จะโดนจากฝ่ายตัวเองก็ไม่เป็นไร ยืนยันว่านปช.ไม่ได้หาต้องการหาทางลง เพราะเราพร้อมจะชุมนุมยืดเยื้อเป็นเดือนเป็นปี โดยจะมีคนสลับสับเปลี่ยนกันมาร่วมชุมนุมไม่มีวัดหมด สัญญาณที่ดีขณะนี้คือการสนับสนุนของคนกทม. ที่สำคัญนปช.ยึดมั่นในสันติวิธี เปรียบเหมือนการหยอดกระปุกทุกวันๆเพื่อรอชัยชนะครั้งใหญ่ สิ่งที่เราทำคือการสร้างสันติภาพ ไม่ใช่สร้างสงครามดังนั้นต้องใช้เวลาบ้างก็ไม่มีปัญหา
“นปช.ยืนยันว่าเราชกตามกติกา แต่รัฐบาลทำให้มวยสากล กลายเป็นมวยปล้ำที่ไม่มีใครเคารพกติกา กรรมการเอาเก้าอี้มาฟาดนักมวย ประเทศชาติจึงไม่มีใครเคารพกติกา และพยายามจะผสมโรงแต่นปช.ยังยืนยันว่าจะทำตามกติกา แต่อยากบอกว่าทหารในกองทัพที่ไม่พอใจที่บูรพาพยัคฆ์เป็นใหญ่อยู่ฝ่ายเดียว กำลังหาทางจัดการกันเองอยู่”นายณัฐวุฒิ กล่าว
รมต.เกษตรฯ ย้ายที่ทำงานไปกรมชลประทาน หวั่นม็อบปิดถนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา
17.30 น.นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงหมายกำหนดการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ประจำสัปดาห์ และการประชุมที่สำคัญ ในกระทรวงเกษตรฯ ทั้งหมด โดยตามหมายกำหนดการเดิม กระทรวงเกษตรฯ จะมีการประชุม หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อติดตามงานที่สำคัญ ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องภัยแล้ง และการแพร่ระบาดของในนาข้าวรวมทั้งปัญหาราคาข้าวตกต่ำ
ทั้งนี้จากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงที่มีท่าทีว่าจะมีการประชุมยาวนาน นายยุคล ซึ่งมีการติดตามสถานการณ์การชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง ตามคำสั่งของ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จึงพิจารณาเห็นควรว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม จึงมีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุมที่สำคัญ จากที่มีกำหนดการประชุมในกระทรวงเกษตรฯ ไปยัง กรมชลประทานทั้งหมด เพื่อสะดวกต่อการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุม อย่างไรก็ตาม ในส่วนการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ภายในกระทรวงเกษตรฯ นายยุคล ยืนยันว่า ยังคงไม่มีคำสั่งหยุดการทำงานแต่อย่างใด
ศอ.รส.คุมเข้ม 38 จุดเสี่ยงทั่วกรุง เน้น "สุวรรณภูมิ-บ้านป๋าเปรม"
ด้านพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความเรียบร้อย (ศอ.รส.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ศอ.รส.ว่า ที่ประชุม ศอ.รส.เป็นกังวล ทั้งจากส่วนข่าวร่วม ศอ.รส. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และตำรวจสันติบาล มีข้อมูลข่าวสารที่ตรงกันว่า ในช่วงนี้ จะต้องระมัดระวังเรื่องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้น ดังนั้น ในการคืนวันที่ 16 มี.ค.นี้ จะมีการปรับกำลังโดยแบ่งงานความรับผิดชอบ ดังนั้น ตำรวจนครบาลรับผิดชอบบ้านพักบุคคลสำคัญ ทั้งตุลาการศาล คณะรัฐมนตรี องคมนตรี ซึ่งการดูแลรักษาบ้านพักบุคคลทั้งหลาย

ส่วนทหารจะตั้งดูแลการจัดตั้งจุดตรวจ สายตรวจ มีการเพิ่มกำลังมากขึ้น โดยมีจุดล่อแหลม หรือจุดเสี่ยงที่พึ่งระมัดระวัง 38 จุด และมีการเพิ่มสายตรวจทั้งจักรยานยนต์ และทางเท้าจำนวน 28 เส้นทางใน กทม. ซึ่งเป็นลักษณะเครือข่ายใยแมงมุม ซึ่งมั่นใจว่า ในช่วงระยะเวลาค่ำคืนนี้ จะสามารถป้องกันการก่อเหตุร้าย ส่วนในช่วงกลางวันจะมีการปรับการปฏิบัติโดยเน้นจุดสกัดให้มากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าจะป้องกันการก่อเหตุร้ายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสั่งปรับกำลังในการดูแลรักษาความปลอดภัยในครั้งนี้ จากการข่าวจะต้องดูแลและให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังสนามบินสุวรรณภูมิเป็นอันดับแรก ส่วนอันดับสองคือบ้านพักประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ โดยกำลังในการดูแลในพื้นที่บุคคลสำคัญ จะให้กำลังจากตำรวจนครบาล 1 และในพื้นที่จุดเสี่ยงจะใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 1 เท่านั้น

 
เว็บไซต์แนวหน้า: เว็บไซต์แนวหน้า, เว็บไซต์คมชัดลึก, ไทยรัฐออนไลน์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์