ความในใจลูกตำรวจถึง “สมเพียร เอกสมญา”

 
นายรัฐวิชญ์ ภูวพงษ์พิทักษ์ ลูกชายคนที่ 3 ของพ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา (ซ้าย) กำลังซ้อมรับการประดับยศจากพ.ต.อ.อนิรุธ อิ่มอาบ
นับตั้งแต่ศพของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการ(ผกก.)สถานีตำรวจภูธร(สภ.) บันนังสตา จังหวัดยะลา ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชองของตนเอง จากการถูกกลุ่มก่อความไม่สงบลอบวางระเบิด เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 มาถึงที่วัดคลองเปล ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 มีนาคม 2553 ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็ได้เข้ามาร่วมงานศพกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อนฝูง เพื่อข้าราชการหรือแม้แต่คนรู้จัก
 
โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า นอกจากความเป็นผู้กล้าต่อกรกับกลุ่มก่อความไม่สงบอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว อย่างที่หลายภาคส่วนในสังคมต่างยกย่องกันมาแล้ว แต่ทว่า พ.ต.อ.สมญา ยังเป็นภาพสะท้อนความเน่าเฟะของปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างดี
 
เพราะ ก่อนหน้านั้นพ.ต.อ.สมเพียร ในวัย 59 ปี อุตสาห์บากหน้าเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อร้องขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ที่เจ้าตัวได้ขอจากผู้บังคับบัญชาให้ย้ายออกจากบันนังสตาไปเป็น ผกก.สภ.กันตัง จังหวัดตรัง เพื่อพักผ่อนในช่วง 18 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2554 หลังจากตรากตรำทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตรายมานานถึง 40 ปี แต่ก็สูญเปล่า ทั้งๆที่ได้ทุ่มเทให้กับทางราชการแบบเกินร้อยมาตลอด
 
จึงไม่แปลกที่ผู้มาร่วมงานทั้งชาวพุทธและมุสลิม ต่างควักเงินออกมามอบให้กับนางพิมพ์ชนา ภูวพงศ์พิทักษ์ ภรรยา ของ พ.ต.อ.สมเพียร หรือลูกๆ ทั้ง 4 คน เพื่อช่วยเหลืองานศพและให้ครอบครัวไว้ใช้จ่ายเนื่องจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น
 
หนึ่งวันก่อนที่พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามบรมราชกุมาร จะเสด็จแทนพระองค์เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพในเวลา 14.00 น.วันที่ 17 มีนาคม 2553 ขณะที่นางพิมพ์ชนา กำลังง่วนอยู่กับการต้อนรับแขกด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยและมีอาการอ่อนล้าอยู่นั้น
 
อีกมุมหนึ่งคือบริเวณหน้าหีบศพคลุมธงไตรรงค์ของพ.ต.อ.สมเพียร ซึ่งเต็มได้ด้วยพวงมาลาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ และพระบรมวงศานุวงศ์ วางอยู่ด้านหน้า โดยมีประชาชนส่วนหนึ่งกำลังดูชุดเครื่องแบบเปื้อนเลือดที่แขวนไว้ที่เสาเต็นท์ต้นหนึ่งนั้น
 
ขณะนั้น พ.ต.อ.อนิรุธ อิ่มอาบ กำลังซักซ้อมการประดับยศ “ส.ต.ต.” ให้กับนายรัฐวิชญ์ ภูวพงษ์พิทักษ์ ลูกชายคนที่ 3 ของพ.ต.อ.สมเพียร ที่เพิ่งทราบว่ามีคำสั่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ให้บรรจุเข้ารับราชการตำรวจในตำแหน่งผบ.หมู่ สภ.คอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อช่วงเที่ยงวันเดียวกันนั้นเอง พร้อมๆ กับถูกสั่งให้ไปสวมเครื่องแบบเป็นครั้งแรก
 
การได้สวมเครื่องแบบ เป็นความตั้งใจของพ.ต.อ.สมเพียร ที่ต้องการให้รัฐวิชญ์เดินตามรอยพ่อ แม้ต้องพลาดหวังจากการสอบเข้าโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 9 ถึง 2 ครั้ง เนื่องจากประวัติไม่ผ่าน !
 
แต่วันนี้ความฝันจะเป็นจริงแล้ว เพราะพรุ่งนี้จะมีการประดับยศจริง โดยพ.ต.อ.สมเกียรติ ฤทธิ์เลื่อน ผกก.สภ.คอหงส์ ต่อหน้าศพพ่อที่จะได้รับการเลื่อนยศเป็น “พล.ต.อ.”!
 
“เรื่องที่พ่อเคยขอย้ายออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ยากมาก แล้วก็ไม่ได้ตามที่ต้องการด้วย แต่เมื่อพ่อเสียไปแล้ว เรื่องที่ผมอยากได้มานาน ก็ได้รับการเยียวยามาง่ายๆ อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐตอบแทนคนทำงานจริงอย่างไร?” นั่นก็คงเป็นคำถามเดียวกับที่คนทั่วไปอยากถามถึง สตช.อยู่ด้วยเช่นกัน
 
แต่สำหรับครอบครัวของรัฐวิชญ์แล้ว สิ่งที่ได้รับการเยียวยากจากรัฐ โดยเฉพาะ สตช. นอกจากพ่อ คือ พ.ต.อ.สมเพียร จะได้พิจารณาปูนบำเหน็จ 7 ขั้น ตั้งแต่วันที่เสียชีวิต โดยได้รับเงินค่าทดแทน 25 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 189,250 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดงานศพ 20,000 บาท และรัฐวิชญ์ ที่ได้รับการบรรจุเป็นตำรวจ สภ.คอหงส์แล้ว ยังมีน้องชายคนสุดท้อง คือ ส.ต.ท.โรจนินทร์ ภูวพงษ์พิทักษ์ ผบ.หมู่ กก. ตชด. 44 อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ลูกชายคนสุดท้องได้รับการโยกย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่ ตรวจคนเข้าเมือง 6 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมทั้งการช่วยเหลืออื่นๆ
 
รัฐวิชญ์ บอกว่า สำหรับส.ต.ท.โรจนินทร์ นั้น มักขอร่วมเดินลาดตระเวนร่วมกับพ่อด้วย แต่เนื่องจากพ.ต.อ.สมเพียร เกรงว่าหากลาดตระเวนพร้อมกันมีโอกาสที่จะเกิดการสูญเสียพร้อมกันได้ จึงให้แยกกันชุดกัน และแล้วในที่สุดการสูญเสียก็เกิดขึ้นจริงกับพ่อและลูกน้อง
 
รัฐวิชญ์ บอกต่อว่า พ่อมีลูกทั้งหมด 4 คนเป็นชายหมด โดยพี่คนโตมีอาชีพทำสวนอยู่ที่จังหวัดหนองบัวลำภูและเป็นศิลปินนักร้องด้วย ส่วนคนที่ 2 เป็นพนักงานขนเงินธนาคารกรุงไทย สาขาราษฎร์ยินดี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งก็ยังไม่มั่นคงมากนัก ถ้าได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อให้ได้รับความมั่นคงในชีวิตด้วยก็จะดี
 
“ส่วนของผมได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจยศ ส.ต.ต.สังกัด สภ.คอหงส์ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2553 โดยผมจะนำความตั้งใจในการทำงานซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อผมมีมาตลอดมาใช้ด้วย”
 
“สำหรับลูกๆ ที่มีพ่อเป็นตำรวจอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผมคิดว่าลูกๆทุกคนคงไม่ชอบหรอกครับที่ให้พ่อไปทำงานที่เสี่ยงภัย และผมก็คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้ผมมีครอบครัวแล้วก็ยังคิดเหมือนเดิม แต่พ่อเคยพูดกับครอบครัวหลายๆครั้งว่า ถ้าจะตายก็ขอให้มีธงชาติคลุมหน้า พ่อพูดเหมือนไม่ห่วงครอบครัวเลย ที่ผ่านมาครอบครัวของผมไม่เคยแม้แต่จะได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน เพราะพ่อจะทำงานตลอด”
 
หรือความรู้สึกนี้มีอยู่ในใจลูกตำรวจชายแดนใต้กันแล้ว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์