ชุมนุมค้าน พรก.ฉุกเฉินแบบอารยะ ที่อนุสาวรีย์ชัย ห้าโมงเย็นวันนี้

โดยวันนี้ (8 เมษายน 2553) เวลา 17.00 น. จะมีการชุมนุมเพื่อแสดงพลังคัดค้านพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินแบบอารยะขัดขืน โดยกลุ่มประชาชน นักศึกษา นักกิจกรรม นักวิชาการ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งร้านหนังสือดอกหญ้า

 

แถลงการณ์คัดค้านการประกาศสถาน การณ์ฉุกเฉิน
8 เมษายน 2553

 

การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นไปเพื่อสลายการชุมนุมของ แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ หรือ นปช. ของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยอ้างเหตุว่า การชุมนุมของ นปช. ได้พัฒนาขยายตัวจนส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้าย แรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งที่เหตุการณ์นี้ควรคลี่คลาย ภายหลังการเจรจาระหว่างสอง ฝ่ายซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะยุบ สภา โดย นปช. ต้องการยุบสภาภายใน 15 วัน และพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้ยุบภายใน 9 เดือน จึงไม่มีข้อยุติ แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เดินหน้า เรื่องการยุบสภาอย่างจริงจัง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และนำมาสู่การสร้างความกดดันด้วย การปิดสี่แยกราชประสงค์และ บริเวณใกล้เคียงของ นปช. แต่การชุมนุมยังคงอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ

เป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ขาด เหตุผลที่เพียงพอต่อการประกา ศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประการแรก การประกาศพระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ส่งผลโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การห้ามชุมนุมทางการเมือง การปิดช่องทางการสื่อสารทางการเมืองของประชาชน เช่น การปิดสถานีโทรทัศน์ การปิดคลื่นวิทยุชุมชน และการปิดเวปไซต์ที่เห็นต่างจากรัฐบาล ทั้งๆที่สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตยสากล

ประการที่สอง รัฐบาลต้องรีบเร่งคืนความเป็นปกติสุข เนื่องจากการชุมนุมเป็นการเรียกร้องทางการเมืองจึงต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการเมือง เช่น การเปิดเจรจา ไม่ใช่การใช้กำลังทหารตำรวจปราบปรามประชาชน จึงจะทำให้สถานการณ์คืนสู่สภาพ ปกติได้อย่างแท้จริง

ประการที่สาม รัฐบาลอ้างว่า ต้องการยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนที่สร้างความแตกแยกและทำผิดกฎหมาย ทั้งๆที่เรื่องนี้สามารถใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งได้อยู่แล้ว รัฐบาลต่างหากที่ต้องยุติการใช้สื่อเพื่อยุยงและบิดเบือนข่าวสารสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม

ประการที่สี่ หากรัฐบาลเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมจริง ก็ควรจะใช้การแก้ไขโดยกรอบของก ฎหมาย โดยให้สามารถดำเนินคดีกับแกนนำ ได้ตามกระบวนการยุติธรรมต่อ ไป เรื่องนี้สามารถใช้กฎหมายอาญา ได้ ถ้าแกนนำเหล่านี้กระทำผิดกฎหมาย

ประการสุดท้าย การอ้างว่าความรุนแรงเกิดจากการกระทำของ นปช. เป็นสิ่งที่ขาดหลักฐาน รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ และทำหน้าที่สอดส่องดูแล รวมทั้งจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

โดยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่มีความ เหมาะสมประการใดในการประกา ศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทว่า ประกาศในครั้งนี้ส่อให้เข้าใจว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีแผนใช้กำลังรุนแรงต่อผู้ชุมนุ มอยู่แล้ว ด้วยการเตรียมกำลังทหาร 50,000 นาย เราจึงขอประณามการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อปูทางสู่การใช้กำลังปราบปราม ผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการกระทำที่คุกคามสิทธิ และเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไต ย บั่นทอนความเชื่อถือของประเทศ ในประชาคมโลก

 

 

สมัชชาสังคมก้าวหน้า, กลุ่มประกายไฟ, เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์