กองทัพเชื่อมีชี้เป้า"ร่มเกล้า" จับตาทหารไส้ศึกระดับสูง ศอฉ.เล็งให้ทหารติดอาวุธคุมฝูงชน

กอ.รมน.ยัน"ร่มเกล้า"เป้าล็อค เชื่อฝฝีมือทหารในราชการหรือที่เกษียณอายุไปแล้ว จับตาทหารแตกโมไส้ศึกระดับสูง  "อนุพงษ์"ยันไม่ส่งกำลังไปกวาดล้างทหารนอกแถว โต้"คอกวัว"ทหารไม่ได้รบกันเอง "ศอฉ." เผยครั้งหน้าให้ทหารติดอาวุธไม่ไปมือเปล่าแน่นอน

กอ.รมน.ยัน"ร่มเกล้า"เป้าล็อค
เว็บไซต์มติชน รายงานว่า พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงเหตุการตรวจสอบเหตุปะทะระหว่างทหารและคนเสื้อแดงว่า กองทัพขอประณามการกระทำของกลุ่มที่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นระหว่างทหารและประชาชนคนเสื้อแดง ซึ่งปฏิบัติการที่วางแผนมาอย่างดี เสร็จภารกิจแล้วก็จะสลายไป ขอประณามว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ทำร้ายประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยสูญเสีย

"ขอให้ผู้ชุมนุมผลักคนเหล่านี้ออกจากการชุมนุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย พ.อ.ร่มเกล้า และนายทหารหน่วยนี้เป็นผู้ที่อยู่ในการปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้มีกลุ่มคนโกรธแค้น และเสียผลประโยน์ต้องการแก้แค้น ซึ่งจากการเสียชีวิตของ พ.อ.ร่มเกล้า มีคนชี้เป้าแน่นอน เพราะมีการรายงานว่า คนร้ายมีการยิงเลเซอร์ชี้เป้ามาที่กลุ่มนายทหารระดับสูงอยู่ จากนั้นยิงเครื่องยิงเอ็ม 79 เข้าใส่ ทำให้นายทหารระดับสูงหลายนายบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตั้งใจลอบสังหารนายทหารระดับสูงเหล่านี้"พล.ต.ดิฏฐพรกล่าว

เชื่อฝีมือบิ๊กทหารแตงโม
โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า กองทัพคงจะตั้งกรรมการตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น เพราะเชื่อแน่ว่าคนที่ชี้เป้าให้คนร้ายรู้ว่ากลุ่มนายทหารระดับสูงอยู่ตรงไหน และชี้เป้าว่าใคร คือ พ.อ.ร่มเกล้า ต้องเป็นคนที่รู้จักบุคคลเหล่านี้อย่างดี ดังนั้น คงไม่สามารถชี้เป้าได้ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นการวางแผนมาเป็นอย่างดีของฝ่ายตรงข้าม อาจจะเป็นฝีมือของทหารที่อยู่ในราชการ หรือทหารที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีคนร้ายยิงอาวุธสงครามลงมาจากบนตึก ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ข้อมูล กอ.รมน.เคยพูดไว้ตลอดว่ามีกลุ่มคนต้องการสร้างความรุนแรงก่อวินาศกรรม

เมื่อถามว่าแผนปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องลับแต่ทุกอย่างมักรั่วถึงแกนนำเสื้อแดงวางแผนรับมือตลอดเวลา พล.ต.ดิฏฐพรกล่าวว่า เราจัดแผนมาอย่างดี แต่คนที่อยู่เวทีเสื้อแดงบางทียังรู้มากกว่าที่ตนเข้าประชุมเลย ดังนั้น คนที่รู้ข้อมูลน่าจะเป็นนายทหารระดับสูง เพราะข้อมูลบางอย่างที่ถูกเปิดเผยเป็นข้อมูลที่นายพลเท่านั้นที่จะรู้ 
 
 
"บิ๊กป้อม" ลั่นโดนพวกนอกคอก
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวยืนยันว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่ฝ่ายข่าวจะนำข่าวสารมาชี้แจงให้กับคณะกรรมการและผู้บังคับบัญชาทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เจ้าหน้าที่ที่ไปปะทะกับประชาชนจะมีเฉพาะโล่ กระบอง เครื่องป้องกันตัวเองไม่ให้บาดเจ็บ ซึ่งดูแลความปลอดภัยของประชาชน แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่คาดคิด เป็นผู้ที่ใช้อาวุธสงครามกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระเบิดแบบขว้างซึ่งโยนมากลางวงของทหาร ทำให้บาดเจ็บจำนวน 30 คน จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน ต้องแยกออกว่าจะไปรวมกับประชาชนไม่ได้ ทหารเราไม่ได้ไปทำร้ายประชาชน ไม่ได้คิดที่จะทำ

"แต่สิ่งที่กำลังโดนในขณะนี้คือคนที่นอกคอกทั้งหลายแหล่ที่ทำให้ทหารและประชาชนไม่เข้าใจกัน ต่อไปนี้รัฐบาลเองคงจะต้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ทหารว่าก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการรุนแรงกับบุคคลที่อยู่นอกกรอบกฎหมายพวกนี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเรื่องต่างๆ จะต้องใช้การข่าวและการดำเนินการ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ส่วนประชาชนเราไม่แตะ คนที่มุ่งสันติ อหิงสา ในการเรียกร้องประชาธิปไตยก็ว่าไปดำเนินการไป แต่อย่าไปปะปนกับสิ่งที่เขาดำเนินการทำให้ทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากอย่างนี้ อีกทั้งประชาชนบางส่วนโดนลูกหลงเสียชีวิตไปด้วย" พล.อ.ประวิตรกล่าว

สั่งจัดการเด็ดขาดพวกนอกกม.
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สิ่งที่แปลกปลอมมาอยู่ในขณะนี้ที่ทำให้บ้านเมืองไม่เรียบร้อยคือคนจำพวกหนึ่งซึ่งมีไม่มาก ถืออาวุธอยู่นอกกรอบของกฎหมาย พวกนี้คงจะต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด เจ้าหน้าที่ของเราและรัฐบาลคงจะต้องดำเนินการ

เมื่อถามว่า การจัดการอย่างเด็ดขาดอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็จะต้องสืบสอบสวนจับกุมดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งต้องแยกให้ออก ส่วนเรื่องการยึดคืนพื้นที่หรือจะมีการสลายการชุมนุมหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลจะสั่งการมา แต่อยู่ดีๆ จะไปลุยอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ด้วย เมื่อถามถึงทางออกขณะนี้จะต้องมีการเจรจาหรือการปฏิบัติการทางทหารไปด้วย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องการเจรจาควรจะมีการเจรจา เพราะเป็นเรื่องจำเป็น

"อนุพงษ์"เชื่อชี้เป้ายิง"ร่มเกล้า"
ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ชี้แจงตอบโต้สื่อถึงสาเหตุที่ทหารไม่ใช้กำลังและอาวุธรุนแรงและยอมถอยในเหตุการณ์สถานีไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ไม่ใช่เป็นการเกียร์ว่าง หรือไม่สนับสนุนรัฐบาล แต่มองว่าเป็นคนไทยด้วยกัน รวมทั้งถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณสี่แยกคอกวัวจนมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล ร.2 รอ.ลูกน้องคนสนิทที่เสียชีวิตด้วย โดยยืนยันการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้เป็นสิ่งที่ล้มเหลว แต่เป็นสิ่งที่สุดยอดเป็นสิ่งประเสริฐเพราะถ้ายิงต้องมีการสูญเสีย กองทัพก็อยู่ไม่ได้ วันนี้ก็อยู่ไม่ได้ แม้จะสามารถใช้อาวุธหนักตอบโต้กลับได้ แต่ทหารไม่ทำประชาชน
 
เมื่อถามว่า จุดที่ พ.อ.ร่มเกล้าถูกยิงทำไมคนร้ายยิงได้ถูกคนถูกจุดเป็นการลอบฆ่าหรืออุบัติเหตุมีการชี้เป้าหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ประเมินได้ 2 อย่าง ตอนนั้นเริ่มขว้างระเบิดเข้ามา ตรงสี่แยกคอกวัว พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ขอถอนกำลังจากสี่แยกคอกวัว แต่ตนบอกให้ไปอยู่ที่ห้าง แต่ พ.อ.กู้เกียรติบอกอยู่ไม่ได้ขอถอนไปที่สโมสรทหารบกเทเวศร์ได้หรือไม่ ตนบอกไม่ได้ เพราะจะถูกโอบหน้าโอบหลังตรงจุดสตรีวิทยา จากนั้นก็ยิงเอ็ม 79 เข้ามาที่แยกสตรีวิทยาเลย จากนั้น พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ ก็ได้รับคำสั่งเดียวกันให้ถอนกำลังเข้ามาข้างใน ไม่คิดว่าจะยิงถล่มกันขนาดนั้น

"จากนั้น พล.ต.วลิตเรียก ผบ.หน่วยทุกคนมา สิ่งนี้ไม่อยู่ในแผน แต่เป็นการปฏิบัติสั่งการเฉพาะกิจให้มาอยู่ที่หลังรถสายพานลำเลียงพล ซึ่งกำลังจะปรึกษาหารือเขาก็ยิงกระสุนควันมาก่อน พอกระสุนควันตกเขาก็ยิงลูกจริงมา 2-3 นัด ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะแต่งกายไม่เหมือนกำลังพล ซึ่งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็พูดอยู่เหมือนกันว่ามีการชี้เป้า ก็ถือเป็นประเด็นแต่เก็บไปประมวลก่อน เพราะผู้บาดเจ็บบางคนให้การไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าต้องเป็นทหารเท่านั้นที่ยิงได้ เรื่องนี้ไม่ จริงเอ็ม 79 ถ้าได้รับการฝึกวันเดียวก็ยิงได้ ถ้าสามวันก็แม่น" ผบ.ทบ.ระบุ
 
ปัดประคองตัวให้พ้นเกษียณ
เมื่อถามว่า จะจัดการกับกองกำลังที่เอาประชาชนเป็นโล่กำบังได้อย่างไร และจะนำประเทศกลับไปสู่ปกติสุขได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เขาแฝงตัวอยู่ในประชาชนผู้บริสุทธิ์และใช้การปฏิบัติอย่างรุนแรง เขารู้ว่าเรายิงไม่ได้ และเขายิงจนทำให้กองทัพต้องถอย ซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลในชาติไม่น่าจะมีอยู่เรื่อยๆ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายของชาติ เพราะกองทัพนำกำลังเข้าไปรบไม่ได้ ยิงไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้หนัก หากมีโอกาสแบบนั้นประเทศชาติต้องเลวร้ายกว่านี้ คิดว่าไม่น่ามีอีกแล้ว

เมื่อถามว่า สถานการณ์เป็นแบบนี้เพราะ ผบ.ทบ.ต้องการประคองตัวเนื่องจากใกล้เกษียณ  พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำตลอดไม่เคยคิดอย่างนั้น ทุกครั้งที่คนพูดตั้งแต่สมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตนทำตามหน้าที่ พอวันหนึ่งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี บอกให้ทำอย่างนี้ ตนไม่ได้กลัวโดนปลด ปัจจุบันสั่งกำลังทั่วประเทศมาอยู่ใน ร.11 รอ. มหาศาล แต่อยู่บนพื้นฐานนโยบายรัฐบาลที่ถูกต้อง หากสิ่งไหนทำไม่ได้ก็จะบอกรัฐบาลว่าทำไม่ได้ เวลาตัดสินใจไม่เคยคิดว่าจะประคองตัวหรือไม่ประคองตัว ตนตัดสินใจบนพื้นฐานของประเทศและกองทัพอยู่ได้  

"คอกวัว"ทหารไม่ได้รบกันเอง
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่คอกวัวที่มีการใช้อาวุธสงครามเป็นไปไม่ได้ว่าพลเรือนจะทำได้ แสดงว่ามีความแตกแยกในกองทัพ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีความแตกแยก แต่ถ้ามีสักห้าคนสิบคนที่ออกไป สมมุติเป็นพวกทหารเก่า ใครเลี้ยงไว้อย่างไรแล้วแต่มี ทหารที่เป็นลูกน้องคนสนิทในปัจจุบันอาจมี แบบนี้ไม่ใช่ความแตกแยก ตนไม่คิดว่าเป็นเรื่องความแตกแยก เท่าที่ทราบข่าวอาจมีทหารที่รีไทร์ไปแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ เรามีข้อมูลให้ตำรวจ แต่คงไม่สั่งให้กองกำลังไปกวาดล้าง แต่ถ้าอยู่ในสนามรบคงต้องสั่งทำแบบนั้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่สื่อมวลชนกำลังซักถาม พล.อ.อนุพงษ์ ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ได้ถามนายสุเทพ "ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองยังได้อยู่ใช่หรือไม่" แต่ระหว่างนั้น นายสุเทพมีอาการเหม่อลอยนิ่งเฉยอย่างเห็นได้ชัด หลัง พล.อ.อนุพงษ์พูดถึงเรื่องประเด็นการยุบสภาเป็นทางออกหนึ่ง จนเวลาผ่านไปประมาณ 10 วินาที นายสุเทพยังไม่ตอบคำถาม ยังคงเหม่อลอยอยู่ ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ต้องเอามือสะกิดนายสุเทพ เพื่อให้ตอบคำถาม จนนายสุเทพสะดุ้งแล้วตั้งสติได้ จึงย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า คำถามว่าอย่างไร 

"ศอฉ." เล็งให้ทหารติดอาวุธ
แหล่งข่าวจาก ศอฉ. เปิดเผยภายหลังจากที่ประชุม ศอฉ. เมื่อวันที่ 11 เมษายน ว่าในที่ประชุมพูดถึงเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่นายทหารระดับชั้นสัญญาบัตร ที่เข้าปราบปรามการชุมนุม จนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายคน โดยเฉพาะ พ.อ.ร่มเกล้าที่เสียชีวิต ซึ่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพหลายคนได้แสดงความไม่พอใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การหารือถึงการยกระดับการควบคุมการชุมนุมให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น จนทำให้นายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ได้กล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมทั้งระบุว่า "ครั้งต่อไป ทหารจะต้องไม่ไปมือเปล่าแน่นอน" ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะให้ทหารเข้าควบคุมการชุมนุมสามารถพกอาวุธปืนได้
 
 
 
ที่มา: เว็บไซต์มติชน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์