ว่าด้วยการไต่เต้าโดยการยกหาง-เลีย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

            หยุดพักกับการเมืองด้วยการมาวิเคราะห์สังคมสามานย์ที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเขยิบฐานะตนเป็นชนชั้นสูงได้ด้วยการยกหางตัวเองและการเลีย การยกหางทำให้เกิดโอกาสการเผยอให้เหนือกว่าผู้อื่นเพื่อการไต่เต้า ยิ่งถ้าเพิ่มการ “เลีย” เข้าไปอีก   โอกาสแห่งความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่ก็คือวันที่ปะเหมาะเคราะห์ดีได้พบกับ “เจ้านาย” ที่ชอบ “สมุน” ที่ทำงานด้วยลิ้นนั่นเอง บทความนี้มุ่งเปิดเผยความสามานย์ของบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในการไต้เต้าซึ่งไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์ แต่เป็นเพียงผู้แสวงหาประโยชน์ใส่ตัว

กลเม็ดการยกหาง
            การยกหางตัวเองย่อมเป็นที่หมั่นไส้ในเบื้องต้น แต่สำหรับคนที่ “ด้านได้อายอด” เขาก็จะทำอยู่วันยังค่ำ อย่างไรก็ตามยังมีสุดยอดกลเม็ดของการยกหางสุดแนบเนียนที่พึงรู้ และเราพึงสังเกตคนดีจอมปลอมที่โตมาจากการยกหางและการเลีย ซึ่งส่วนมากเป็นคนรกโลก

            กลเม็ดเบื้องต้นของการยกหางตัวเองก็คือ การป่าวประกาศสรรพคุณของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ นานาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ใช่ในเชิงข่มขู่ โฉ่งฉ่าง มูมมาบ หรือละโมบ แต่แฝงด้วยความสุภาพ ใสซื่อ แต่กลยุทธนี้ก็ยังถือว่า “ตบมือข้างเดียว ย่อมไม่ดัง”

            ดังนั้นกลเม็ดที่แนบเนียนยิ่งกว่าก็คือ การยืมมือคนอื่น โดยหา “คู่หู” “ลูกหาบ” “นางนกต่อ” หรือ “กัลยาณมิตร” มาช่วยยกหางให้อีกต่อหนึ่ง จะได้ดูไม่น่าเกลียด พวกที่ใช้วิธีนี้ก็มักเป็นหมอดู อาจม-อาจารย์ “โปรเฟสเซอร์” นักบวชใหญ่ ฯลฯ

            กลเม็ดเหล่านี้ถูกใช้เพื่อการสร้างภาพพจน์ให้ตัวเองสามารถขายชื่อหรือขายตัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการไต่เต้าโดยไม่เลือกวิธีการที่จะใช้

สุดยอดกลเม็ด
            กลเม็ดขั้นเทพ หรือขั้นสุดยอดของการยกหางตัวเองก็คือ การยกย่อง หรือสยบยอมต่อยอดคนหรือสถาบันที่เป็นที่เคารพของสังคมนั่นเอง ยิ่งเราบูชายอดคนหรือสถาบันเท่าใด เรายิ่งสามารถเกาะบารมีของบุคคลหรือสถาบันนั้นๆ ยกหางตัวเราเองให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องโฆษณาตัวเองใดๆ เลย

            บุคคลผู้ยกหางตัวเองขั้นเทพ มักจะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสุดจิตสุดใจประหนึ่งเป็นทหารราชองครักษ์สมัยกรุงศรีอยุธยากลับชาติมาเกิด ยิ่งคนเหล่านี้ยกย่องเชิดชูสถาบันเท่าไร ก็ยิ่งยกตัวเองให้โดดเด่นเท่านั้น

            อีกสถาบันหนึ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกก็คือสถาบันศาสนา “เทพ” แห่งการยกหางบางคนอาจทำตัวเป็นสุดยอดพุทธมามกะ ชักชวนคนปล่อยปลา ไถ่ชีวิต ทำบุญ ชวนคนเข้าวัดอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู บางคนก็อาจแฝงตัวเป็นนักบวชเสียเอง และกลายเป็นคนทำลายศาสนาเสียเองในที่สุด เข้าทำนอง “ภิกษุสันดานกา” เป็นต้น

            สถาบันสูงสุดก็คือชาติ หรือที่มักได้ยินกันว่า “ชาติย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด”  นักยกหางตัวเองก็จะเข้าไปผูกพันจนดูเป็นนักลัทธิคลั่งชาติตัวเอง  เหยียดคนอื่นว่ารักชาติน้อยกว่าตนเอง เหยียดชาติอื่นมากกว่าที่จะรักชาติอย่างมีสติ แต่ทั้งหลายทั้งมวลของการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้น ก็เพื่อการยกหางตัวเอง เอาดีใส่ตัวเป็นสำคัญ 

เหนือเมฆด้วยการเลีย
            ในยุคสมัยที่เราต้องทำงานด้วยลิ้นแทนการใช้ความสามารถเป็นหลักนั้น การเลียเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ เมื่อคนๆ หนึ่งสามารถกระโดดเหยงๆ เขยิบ และเหยียบหัวคนอื่นด้วยการยกหางตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็ต้อง “เลีย” เพื่อให้ “เจ้านาย” ได้เก็บมาเป็นข้าช่วงใช้ และเมื่อนั้นโอกาสเติบโตในชีวิตราชการ หรือในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ก็จะมาถึง

            ศิลปะการเลียจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การเลียนั้นต้องใช้น้ำอดน้ำทน กินเวลาทอดยาว ต้องพร้อมที่จะขายวิญญาณ ขายอุดมการณ์ เข้าทำนองยอมที่จะ “พายเรือให้โจรนั่ง” ซึ่งก็คือการยอมทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมเพื่อความสำเร็จ หรือกระทั่ง “ให้โจรพายเรือให้เรานั่ง” คือประสบความสำเร็จด้วยมือโจรหรือการถือโจรเป็นพ่อ เป็นต้น

บ่อเกิดของการโกงกินชาติ
            หากเราสำเร็จมรรคผลสุดยอดของการยกหางและการเลียแล้ว เงินทอง ลาภยศย่อมไหลมาเทมา ถ้าทำธุรกิจก็จะได้งานโดยไม่ต้องประมูลหรือประมูลพอเป็นพิธี เพราะถือว่าเขาเป็นคนดี มีศาสนา ทำธุรกิจสีขาวใส เป็นคนดีเสียอย่างจึงไม่ต้องตรวจสอบอะไรมาก งานดี ๆ ก็ได้รับการประเคนให้อย่างเต็มอิ่ม

            แต่ถ้ารับราชการ เมื่อเราสามารถยกฐานะด้วยการยกหางตัวเองและการเลียแล้ว ยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภยศสรรเสริญ ยิ่งจะตามกันมาขนานใหญ่ เราสามารถได้เงินแบบทั้งตามน้ำ และทวนน้ำอย่างแนบเนียนเป็นระยะ ๆ

            จะสังเกตได้ว่า ในประเทศไทยมักมีการจัดงานวัดเกิด “เจ้านาย” กันมากมายแทบทุกระดับ นัยเพื่อตรวจแถวผู้ภักดี  ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจึงสาละวนอยู่กับการจัดงานวัดเกิดกันอย่างยิ่งใหญ่ ผู้น้อยก็ต้องวิ่งกันขาขวิดเพื่อหวังยกฐานะ ในสังคมที่เป็นเช่นนี้นี่เอง การโกงกิน ทุจริตและประพฤติมิชอบจึงเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยท่ามกลางการท่องมนต์ของความพอเพียงและความซื่อสัตย์ (จอมปลอม) 

จับสังเกตนักยกหาง
            เราจะแยกแยะระหว่างพวกยกหางตัวเองซึ่งเป็นผู้ดีจอมปลอมและคนรกโลก กับคนที่ทำดีเพื่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์อย่างแท้จริงได้อย่างไร การแยกแยะทำได้ไม่ยาก โดยดูจาก:

            1. การปฏิบัติตน:  จะสังเกตได้ว่าเนื้อแท้ของพวกคนดีจอมปลอมมักเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว (ต่างจากมัธยัสถ์)  พวกนี้ทำดีโดยเอาเงินคนอื่นมาทำ หมกมุ่นกับการหาความสุขใส่ตัวหรือใส่ใจกับสุขภาพจนเข้าขั้นงมงาย  ในเมื่อพวกเขารักชีวิตและการเสพสุขถึงขนาดนี้ พวกเขาจะยอมตายเพื่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้อย่างไร

            2. ลูก: พวกนี้มักจะมีลูกเลวๆ เกะกะระรานชาวบ้าน ทำตัวเป็นอันธพาล เพราะตัวพ่อ หรือตัวแม่ ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีตามภาพลักษณ์ภายนอกจริง ลูกๆ ที่อยู่ใกล้ชิดจึงซึมซับความเลวทรามและสะท้อนออกมาฟ้องสังคมนั่นเอง 

คิดให้ดีจะเลือกใคร
            ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ยังเป็นคนดี ไม่ใช่ซาตานนั้น พึงตระหนักว่า สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่อาจหวังพึ่งอะไรกับพวกนักยกหางและนักเลีย  พวกเขามียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตหรือมีทรัพย์ศฤงคารมากมาย คงไม่ยอมพลีชีพปกป้องสถาบันเท่ากับตาสีตาสาชาวรากหญ้าผู้แทบมีสมบัติพัสถานอะไรในชีวิตที่จะสูญเสีย

            หากประเทศชาติล่มจมเหมือนครั้งลาว เขมร และเวียดนามในอดีต  พวกยกหางและนักเลียเหล่านี้ก็จะกลายเป็น “Thai Refugees” คุณภาพกลุ่มแรกๆ ที่จะย้ายไปยุโรปและอเมริกา  พวกเขาเกิดมาเพื่อการไต่เต้าและคงไปไต่เต้าต่อไปเมื่อไม้ใหญ่ล้ม พวกเขาจะไม่ใยดีต่อประเทศไทย  และจึงเป็นแค่คนรกโลก  มีแต่ชาวบ้าน ชาวช่อง ตาสีตาสาธรรมดาที่จะสร้างชาติใหม่ขึ้นมาอีกครั้งเหมือนในอินโดจีนหลังสงคราม ผู้มีอำนาจต้องแยกให้ออกว่าเลือกข้างประชาชนตาดำๆ หรือพวกคนรกโลกที่ค้ำจุนเก้าอี้ตนอยู่ 

            ถ้าการยกตนและการเลียเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ  คนเลวๆ แต่สวมด้วยเปลือกคนชั้นสูงก็จะเต็มบ้านเมือง คนดี ๆ ย่อมอยู่ไม่ได้ สามัญชนก็จะไม่มีคุณค่า ความวิบัติของประเทศชาติจะมาเยือน

 

 

 

 

..............................................

* สนใจแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.โสภณ พรโชคชัย ติดต่อได้ที่ Email: sopon@thaiappraisal.org หรือที่ http://www.facebook.com/sopon.pornchokchai

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์