จดหมายเปิดผนึกถึง นายกฯอภิสิทธิ์: ขอให้ท่านเป็นเหยื่อรายสุดท้าย

เรียน    ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ขอเรียนจากใจจริงว่า ผมเคยชื่นชมท่านว่าเป็น “นักการเมืองรุ่นใหม่ในอุดมคติ” ที่ทั้งมีการศึกษาดี ฉลาด มีอุดมการณ์ ซื่อสัตย์สุจริต กระทั่งแม้เมื่อท่านไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผมก็พยายามเข้าใจว่าท่านคงไม่ต้องการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะความกระหายอำนาจ แต่ต้องการเข้ามาแก้วิกฤตของบ้านเมืองด้วยใจจริง หากที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะสภาพความเป็นจริงทางการเมืองบังคับให้ท่านต้องเลือกทำเพื่อจะได้เข้ามามีอำนาจแก้วิกฤตของประเทศ

ในเวลานั้นผมแอบหวังอยู่ลึกๆว่า คุณสมบัติของความเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของท่าน จะช่วยคลี่คลายปัญหาวิกฤตการเมืองลงไปได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างราบรื่น

เหตุผลที่ผมเชื่อเช่นนี้ เพราะผมเห็น “ความเป็นมนุษย์” ในตัวท่านได้ชัดเจนกว่านักการเมืองคนอื่นๆ คือคนเราทุกคนล้วนแต่มีความเป็นมนุษย์ในตัวเองนะครับ แต่เมื่อเขามีตำแหน่งมีอำนาจเขาก็อยู่ในสถานะที่เป็น “กลไก” ของโครงสร้างอำนาจที่เขาสังกัด สถานะที่เป็นกลไกนั้นเองบางทีมันก็ไปบดบังหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ในตัวเขาให้เลือนหายหรือลดน้อยลง

เมื่อเห็นภาพท่านนายกฯ ชู “แหวนหมั้นยายเนียม” พร้อมกับคำพูดที่กินใจและประกายตาที่ฉายแววมุ่งมั่น บอกตรงๆว่าตอนนั้นผมมีความหวัง เพราะในชีวิตนี้ผมแทบไม่เคยเห็นนักการเมืองที่พูดปราศรัยหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่คำพูดของเขาแสดงออกให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่ซึมซับความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆเสมือนว่าเป็นความทุกข์ของเขาเอง ส่วนใหญ่การปราศรัยมันเป็นเพียงพิธีการ เป็นเพียงการแสดงออกของ “ตัวตนเชิงกลไก” ของคนที่ดำรงตำแหน่งนั้นๆเท่านั้นเอง

แต่หลังจากนั้น ผมได้เห็นแต่ภาพนายกฯ หลังโพเดียม ในจอสี่เหลี่ยม ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ฯลฯ ไม่ได้เห็นท่านนายกฯพูดถึงยายเนียม หรือ “คนอย่างยายเนียม” ซึ่งเป็นคนชั้นล่างส่วนใหญ่ของประเทศอีกเลย พูดอีกอย่างคือผมไม่ได้เห็นท่านนายกฯ ใช้ความเป็นมนุษย์ของตัวท่านเองไปสัมผัสกับความเป็นมนุษย์ของคนชั้นล่างเพื่อซึมซับปัญหาที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น แล้วนำมาสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจ ที่เอื้อให้คนชั้นล่างมีชีวิตที่มีค่าและมีศักดิ์ศรีความเป็นคนใกล้เคียงกับชนชั้นของท่านนายกฯ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เกิดร่วมแผ่นดินเดียวกัน

ฉะนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ “ประชานิยมยิ่งกว่า” ของท่านนายกฯ จะสู้ประชานิยมของทักษิณไม่ได้ อย่าไปโทษว่าทักษิณมอมเมาประชาชนเลย ความใฝ่ฝันที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักการเมืองคือการทำให้ประชาชนรักตัวเองมิใช่หรือ มันเป็นเรื่องที่น่าศึกษานะครับตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยเห็นนักการเมืองคนใดทำให้คนชนบท คนชั้นล่างรักเขาได้มากเท่ากับที่ทักษิณทำ

สิ่งที่ผม “ได้ยิน” มาคือ ชาวบ้านที่มาชุมนุมกับคนเสื้อแดงอาจได้รับเงินค่าจ้าง แต่สิ่งที่ผม “ได้เห็นกับตา” คือ (เอาเฉพาะในหมู่บ้านภูมิลำเนาเดิมของผมในจังหวัดขอนแก่น) ชาวบ้านที่มาชุมนุมกับคนเสื้อแดง คนที่มีรถปิคอัพก็เอารถมา ที่ไม่มีรถก็อาศัยกันมา ที่มาไม่ได้ก็บริจาคเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง พริก เกลือ ปลาร้าเท่าที่จะหาได้

ทำไมคนจนจึงบริจาคร่วมต่อสู้ช่วยเหลือทักษิณ? คำตอบคือเพราะเขารักทักษิณ ที่มีใครเคยประกาศว่าจะระดมทุนซื้อจานดาวเทียม ASTV ติดให้ทั่วทุกหมู่บ้าน เพื่อให้ “ปัญญา” แก่ชาวบ้านได้รู้ทันทักษิณ เลิกถูกทักษิณใช้เป็นเครื่องมือนั้น อย่าว่าแต่ติดดาวเทียมที่ว่าเลยครับ แม้แต่ร้านค้าในตลาดก็ไม่กล้าเปิดดู ASTV เพราะกลัวจะไม่มีใครเข้าร้าน ไม่ใช่เพราะชาวบ้านใจแคบนะครับ ปกติแล้วคนอิสานจะใจกว้าง มีอุปนิสัยผ่อนปรนประนีประนอม มีอัธยาศัยเป็นมิตร ไม่ก้าวร้าวคุกคาม แต่จะให้พวกเขาทนรับ “ปัญญา” จากฝ่ายที่เคยไล่ให้พวกเขาไป “กินหญ้า” ได้อย่างไรครับ!

ชาวบ้านเขาอาจจะมีการศึกษาต่ำ แต่เขาก็ไม่โง่พอที่จะไปนับถือคนที่ดูถูกความเป็นคนของพวกเขา แต่ทำไมชาวบ้านจึงรู้สึกว่าทักษิณเป็นพวกเดียวกับพวกเขา อย่าสรุปตื้นๆว่าเพราะทักษิณมีเงินแจก ชาวบ้านนิยม “คนมีเงิน” มากกว่า “คนดี” ความจริงคือชาวบ้านเขาคิดอย่างตรงไปตรงมาง่ายๆว่า เขาต้องการเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์ให้พวกเขาจริงๆ แต่ที่ผ่านมาเขาเลือกได้แต่นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ให้ความหวังลมๆแล้งๆ

เขาอาจจะอธิบายความหมายของประชาธิปไตยอย่างแตกฉานไม่ได้เหมือนคนเมืองที่มีการศึกษาสูง แต่ใครจะบังอาจตัดสินว่า ความคิดธรรมดาๆเช่นนั้นของชาวบ้านไม่เป็นประชาธิปไตย! บังเอิญทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่ทำให้ประชาธิปไตยตามความคิดง่ายๆแบบชาวบ้านมีความหมายขึ้นมา ชาวบ้านรู้สึกว่าการเลือกตั้งทำให้เขาได้นักการเมืองหรือรัฐบาลที่ทำประโยชน์ให้พวกเขาได้จริงๆ ฉะนั้น รัฐประหารที่ล้มรัฐบาลที่พวกเขาเลือกจึงเป็นต้นเหตุของ “ความโกรธทางศีลธรรม” ที่พวกเขารู้สึกอย่างรุนแรงว่ามันไม่เป็นธรรมเลยที่คนเมืองจะมาล้มรัฐบาลที่พวกเขาเลือกด้วยการใช้ “กฎหมู่”

ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่ต้องใช้ “ช่องหอยม่วง” ให้ “ปัญญา” กับชาวบ้านแล้วครับ แต่มันอยู่ที่ว่าท่านนายกฯ นักวิชาการ สื่อตัวแทนคนเมืองจะใช้ “ปัญญา” ที่ท่านทั้งหลายมีอยู่อย่างสูงส่งนั้นอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้อย่างไรว่า การใช้กฎหมู่ล้มรัฐบาลที่พวกเขาเลือกมานั้นมันมี “ความชอบธรรม” ตามครรลองของประชาธิปไตย? ท่านนายกฯ และพรรคพวกของท่านต้องอธิบาย “ความชอบธรรม” ตรงนี้ให้ชาวบ้านยอมรับได้ก่อนครับ พวกเขาถึงจะรับฟังข้อกล่าวหาต่างๆเกี่ยวกับความชั่วร้ายของทักษิณ

แรกๆผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่อิสาน เห็นชาวบ้านไปรวมกันนั่งดูทีวีคนเสื้อแดง (แทนที่จะดูละครน้ำเน่าอย่างที่เคย) ผมรู้สึกกังวลว่าชาวบ้านจะถูกล้างสมอง แต่พอไปนั่งคุยกับพวกเขาแล้วพบว่าชาวบ้านรู้สึกอย่างรุนแรงถึง “ความไม่ชอบธรรม” ของการใช้กฎหมู่ล้มรัฐบาลที่เขาเลือก ผมรู้สึกประณามตัวเองในใจที่ไม่เคยรู้สึกรู้สากับ “ความไม่ชอบธรรม” ดังกล่าว เพราะสิ่งที่เรียกกันว่า “รู้ทันทักษิณ” มันไม่อนุญาตให้ผมไต่บันไดความฉลาดแบบคนเมืองลงมารับรู้ และรู้สึกถึงความไม่ชอบธรรมโดยประการทั้งปวงของรัฐประหารอย่างที่ชาวบ้านโง่ๆเขารับรู้และรู้สึกกัน

ท่านนายกฯ ครับ ความรู้สึกรับไม่ได้กับ “ความไม่ชอบธรรม” มันคือความโกรธทางศีลธรรม มันคือสิ่งสะท้อน “ความเป็นมนุษย์” ในตัวเรา ชาวบ้านเขาใช้ความเป็นมนุษย์ดังกล่าวนี้มาร้องขอต่อความเป็นมนุษย์ของท่านนายกฯ ว่าให้ท่านใช้ความเป็นมนุษย์ในตัวท่านยอมรับความไม่ชอบธรรมนั้น และอย่าอยู่ในอำนาจที่สืบทอดจากความไม่ชอบธรรมนั้นอีกต่อไป ด้วยการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่

แต่ท่านนายกฯ แทนที่จะใช้ “ตัวตนที่เป็นมนุษย์” สนทนากับพวกเขา กลับใช้ “ตัวตนเชิงกลไก” สนทนากับพวกเขา เมื่อพวกเขาไม่ยอมรับเงื่อนไขของตัวตนเชิงกลไกที่รับใช้โครงสร้างอำนาจที่ตัวตนนั้นสังกัด ตัวตนเชิงกลไกก็จัดการกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกองกำลังทหาร!

จะไม่มีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นในค่ำวันที่ 10 เม.ย.53 เลย ถ้าความเป็นมนุษย์ในตัวผู้มีอำนาจแสดงบทบาทในการตัดสินใจ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ท่านนายกฯ ตกอยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินใจของตัวตนเชิงกลไกที่มุ่งแต่จะรักษา “โครงสร้างอำนาจ” ที่ดันหลังตัวมันเอง

มันเป็น “โครงสร้างอำนาจอำมหิต” ที่ไม่เพียงแต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตเป็นเหยื่อ แม้แต่คนดีๆในอดีต เช่น ปรีดี พนมยงค์ นักศึกษา 14 ตุลา 6 ตุลา ก็ตกเป็นเหยื่อ หรือแม้แต่ท่านนายกฯ ก็สังเวย “ความเป็นมนุษย์” ของตัวเองเป็นเหยื่อให้กับโครงสร้างอำนาจอำมหิตนี้!