ศาลแพ่งยกฟ้องคดีเพื่อไทยขอให้เลิกคำสั่งตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดทีวีคุกคามสื่อ

 19 เม.ย.53  เวลา 11.30 น. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1 – 3  ฐานละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงของนายอภิสิทธิ์  และขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ที่สั่งยุติการแพร่ภาพออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล โดยให้นายอภิสทธิ์ และนายสุเทพ สั่งห้ามหน่วยงานของรัฐ กระทำการที่จะเป็นอุปสรรคต่อการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล รวมทั้งให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ให้ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ สั่งระงับ หรือตัดสัญญาณ ออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล โดยมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสอง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสั่งเชื่อมต่อสัญญาณแพร่ภาพ นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น  ซึ่งศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1389/2553 เพื่อมีคำสั่งต่อไป

ต่อมาเวลา 16.00 น. ศาลแพ่งมีคำสั่งยกฟ้องของนายพร้อมพงศ์ หลังพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร หรือในบางเขตท้องที่ได้ตามความจำเป็นในสถานการณ์

ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ความหมายของ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ว่า สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญาการรบหรือการสงคราม จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะ อันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ให้การเห็นชอบแก่นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ ศาลมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณา หรือทบทวนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารเช่นว่านั้นได้ และการที่นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ พิเศษ 1/2553 ให้นายสุเทพ จำเลยที่ 3 เป็น ผอ.ศอฉ. โดยอาศัยอำนาจตาม ม.7 วรรคสาม วรรคห้า และวรรคหก ม.8-9 ,11 และ 15 แห่ง พ.ร.ก.ดังกล่าววันเดียวกัน ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ นายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. เดินทางมาติดตามคำสั่งศาลที่กลุ่ม นปช. ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ขอให้ยกเลิกคำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา แต่หลังจากรอจนถึงเวลา 16.30 น. ศาลปกครองก็ยังไม่เห็นคำสั่งใด ๆ ออกมา  นายคารมจึงเตรียมยื่นขอความเมตตาต่อศาลปกครองอีกครั้งซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉิน ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เนื่องจากว่าเห็นว่าเหตุการณ์ขณะนี้สุ่มเสี่ยงต่อการปะทะและมีการใช้กำลังเข้ามาสลายประชาชนกันอีกรอบตามคำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงอยากให้ศาลเห็นใจและดำเนินการให้ด้วย เพื่อความเป็นธรรมของสังคม

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ยังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 2/2553 ให้นายสุเทพ จำเลยที่ 3 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ย่อมมีอำนาจตามความใน ม.9 (2) และ (3) แห่ง พ.ร.ก.ดังกล่าว ที่จะใช้มาตรการอันจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.45 วรรคสี่ ที่ว่าการห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น เสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ

และตามที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งยกเลิกคำสั่งของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ที่สั่งให้ยุติการแพร่ภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล และมีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ สั่งห้ามหน่วยงานของรัฐเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริโภคตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มิใช่เป็นการรับทราบข้อมูลข่าวสารทั่วๆ ไป โจทก์ย่อมมิใช่ผู้เสียหาย หรือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์