แถลงการณ์ฉบับย่อของพล.อ.ชวลิต กรณีขอพระบารมีปกเกล้าฯ มิให้ประชาชนถูกเข่นฆ่าจากคำสั่งรัฐบาล

22 เม.ย.53 กองโฆษกพรรคเพื่อไทยได้ส่งแถลงการณ์ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคเพื่อไทย เรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง" ผ่านอีเมล์ให้กับผู้สื่อข่าวทุกแขนง

ทั้งนี้ สำหรับแถลงการณ์ของ พล.อ.ชวลิตนั้น มีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ ฉบับเต็มมีความยาว 10 หน้ากระดาษเอสี่ ส่วนฉบับที่กองโฆษกพรรคเพื่อไทยได้ส่งให้ผู้สื่อข่าวนั้นเป็นฉบับสรุปเนื้อหาที่สำคัญ จำนวน 4 หน้ากระดาษ

มีใจความดังนี้

"กระผม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขอย้ำว่าตนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต ผมไม่เห็นประชาธิปไตยในระบอบไหนที่จะดีสำหรับเมืองไทยเกินกว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงอยู่นอกการเมือง แต่ทรงอยู่เพื่อปกเกล้าประชาธิปไตย ทรงมีคุณูปการต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยรักษาเอกราชบ้านเมืองอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และยามใดที่ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบเผด็จการ มีฝ่ายใดที่ได้อำนาจ และใช้อำนาจจนก่อความเดือดร้อน เสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ท่านก็ทรงคานการใช้อำนาจเช่นนั้น ดังเช่นในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

พระมหากษัตริย์ทรงทำให้การเมืองถูกต้องมิใช่หรือ นอกจากนั้นพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสถาบันแห่งความยุติธรรมทางการเมือง ทรงยุติความขัดแย้ง นำประเทศออกจากวิกฤตมาได้โดยตลอด ดังที่เคยรับสั่งให้พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าพร้อมกัน และทรงตรัสให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันยุติวิกฤตการณ์ถ้าไม่มีบทบาทของพระมหากษัตริย์เช่นนั้นแล้ว บ้านเมืองคงได้พินาศย่อยยับไปแล้ว เช่นนี้ จะไม่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในยามวิกฤตได้อย่างไร

ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยเรียกร้องรัฐบาลพระราชทานตามมาตรา 7 และพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ได้บัญญัติไว้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานรัฐบาล แต่การที่กระผมได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ พระบารมีปกเกล้าฯให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยที่ยังไม่ได้มีพระราชวินิจฉัยใดๆ ทั้งสิ้น ว่าเป็นเช่นไร แล้วทำไมจึงมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระผมก่อน มิเป็นการละเมิดพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชอำนาจหรือ

ฯพณฯ อภิสิทธ์ และ ฯพณฯ สุเทพ ได้เคยเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เมื่อครั้งซาวเสียงผู้ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช แต่ต่อมาก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามพระราชดำรัส"รู้รักสามัคคี" และต่อมายังได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าไม่ได้เคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ทำให้เห็นว่าท่านไม่มีจุดยืน เพื่อประโยชน์ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง สองมาตรฐานหรือไม่ครับ ท่านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

อนึ่ง การทรงรับฎีกาจากราษฎร เป็นธรรมเนียมอันมีมายาวนานของพระมหากษัตริย์ไทย และการถวายฎีกาเป็นเสรีภาพของประชาราษฎรตลอดมา ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามฯจนถึงปัจจุบัน เป็นสัมพันธภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ และพสกนิกรของพระองค์ที่ดีงามสูงส่งตลอดมาสะท้อนภาพถึงทศพิธราชธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ และสะท้อนภาพความจงรักภักดีอย่างยิ่งของประชาราษฎร

การถวายฎีกาที่เป็นประวัติศาสตร์ คือ การถวายฎีกาขอพระราชทานการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ 2482 โดยเจ้านายและขุนนาง นำโดยกรมพระนเศวรฤทธิ์ ดังจะยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเทียบเคียง ดังนี้

"ข้าพระพุทธเจ้า ผู้มีชื่อในท้ายหนังสือนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยอำนาจความกตัญญูต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแลความรักชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นของไทยมาหลายร้อยปี จึงทำให้ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจเอาร่างกายและชีวิตเข้าฉลองพระเดชพระคุณ ทำราชการให้บ้านเมืองเจริญ ได้เป็นที่พำนักร่มเย็นเป็นเอกราชในประเทศของตน และอำนาจน้ำพระพัฒน์ ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าถือเอาเป็นที่หมายว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระราชหฤทัยเชื่อถือในความสัตย์ของข้าพระพุทธเจ้า แลตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำนุบำรุงข้าราชการแลราษฎรทั้งหลายในพระราชอาณาเขต ให้มีความสุขความเจริญทั่วไป ทั้งสัญญาซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้แสดงทูลเกล้าฯถวายว่า ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีใจซื่อสัตย์กตัญญู คิดทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยเต็มกำลัง และปัญญาข้าพระพุทธเจ้า จึงได้สามารถกราบบังคมทูลพระกรุณาในสมัยกาลปัตยุบัน ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นเวลาอันตรายจะมาถึงกรุงสยามได้ด้วยเหตุภัยต่างๆ และข้าพพระพุทธเจ้าถือว่า ถ้ามิได้กราบบังคมทูลพระกรุณาความรู้เห็นแล้วก็จะเป็นการขาดจากความกตัญญูและน้ำพระพัฒน์ ทั้งความรักใคร่ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แลทั้งพระราชอาณาเขต ซึ่งเป็นของข้าพระพุทธเจ้าชาวสยามทั่วกันหมด

ความซึ่งข้าพระพุทธเจ้า จะได้กราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไปนี้ มีอยู่สามข้อเป็นประธาน คือ 1. คือภัยอันตรายซึ่งจะมีมาถึงกรุงสยามได้ด้วยการปกครองของกรุงสยาม ดังเป็นอยู่ในปัตยุบันนี้ จะเป็นได้ด้วยเหตุต่างๆ ดังมีตัวอย่างของชาติที่มีอำนาจใหม่ได้กระทำต่อชาติ ซึ่งหาอำนาจป้องกันมิได้ 2. คือการจะรักษาบ้านเมืองให้พ้นอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการปกครองของชาติบ้านเมืองอย่างมีอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยทางยุติธรรมฤาอยุติธรรมของศัตรูก็ดี ต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงในทางทำนุบำรุงรักษาบ้านเมือง ตามทางญี่ปุ่น ที่ได้เดินทางยุโรปมาแล้ว แลซึ่งประเทศทั้งปวงที่มีศิวิไลซ์ นับกันว่าเป็นทางอันเดียวที่จะรักษาบ้านเมืองได้ 3. ที่จะจัดการตามข้อสองให้สำเร็จได้จริงนั้น อาจเป็นไปได้อย่างเดียวแต่จะตั้งพระราชหฤทัยว่า สรรพสิ่งทั้งปวงต้องจัดการให้เป็นไปโดยจริงอย่างอุกฤษฏ์ ทุกสิ่งทุกประการไม่ว่างเว้น"

เมื่อท่านดูเนื้อหาแล้ว จะปรากฎว่า แรงและแหลมคมกว่าของกระผมอย่างเทียบกันไม่ติด ทั้งที่ในอดีตอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัจจุบันอยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกล่าวหาต่างๆ และการว่ากล่าวโจมตีกระผมดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังทำลายหรือปิดกั้นธรรมเนียมฎีกาอันเก่าแก่ ดีงาม สูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังเป็นการปิดกั้นเสรีภาพของพสกนิกรในการถวายฎีกา อย่างไม่ได้เจตนาหรือโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ตั้งใจอีกด้วย

การขอพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลขอพระบารมีปกเกล้าฯต่อปวงชนชาวไทย มิให้ถูกเข่นฆ่าโดยทหารบางคนในกองทัพ โดยคำสั่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลนั้น มิได้ตีตนไปก่อนไข้แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ทหารบางคนโดยคำสั่งของรัฐบาล ได้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนแล้วนับสิบๆศพ และด้วยคำสั่งรัฐบาลที่ผิดนี้ จึงเป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิตประมาณ 5-6 ศพ และบาดเจ็บทั้งสิ้นกว่า 800 คน ซึ่งขัดต่อพระปฐมบรมราชโองการ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ในฐานะพระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และองค์รัฏฐาธิปัตย์ และจอมทัพไทย ที่ทั้งรัฐบาลและทหารจะต้องขึ้นต่อพระองค์

และเมื่อมีการบาดเจ็บล้มตายเสียเลือดเนื้อแล้ว รัฐบาลยังไม่หยุด ยังจะมีการเดินหน้าเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนต่อไปอีก เพราะใช้มาตรการการปราบปราม ซึ่งเป็นมาตรการที่ผิด คือ แทนที่จะใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลักพร้อมกับการใช้มาตรการปราบปรามและมาตรการทางกฎหมาย เป็นมาตรการประกอบ แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการกฎหมายและปราบปรามเป็นหลัก ไม่สนใจมาตรการการเมือง โดยสร้างประชาธิปไตยเป็นหลักในการแก้ปัญหาม็อบ อันเป็นปรากฎการณ์ของระบอบเผด็จการรัฐสภา เช่นเดียวกับนโยบาย 66/23 ที่แก้ปัญหาสงครามกลางเมืองสำเร็จในอดีต เมื่อรัฐบาลสั่งให้ทหารปฏิบัติมาตรการแก้ปัญหาม็อบที่ผิด จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย รัฐบาลกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เตรียมการที่จะดำเนินการเข่นฆ่าประชาชนอีก กระผมจึงไม่มีทางเลือก เพราะเห็นว่าไม่มีสถาบันใดอีกแล้ว ที่จะสามารถหยุดยั้งได้ นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวเท่านั้น และจะต้องยุติยับยั้งให้ทันต่อสถานการณ์ก่อนจะสายเกินการณ์ กระผมจึงตัดสินใจของพระบารมีปกเกล้าฯให้แก่ประชาชนดังกล่าว อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่มีทางเลือกใดทั้งสิ้น

ใครคือผู้รับผิดชอบและใครกันแน่ที่ไม่รับผิดชอบ ใครผิดใครถูก ลองคิดดูด้วยจิตใจที่เที่ยงธรรมและมีคุณธรรม อย่ายึดแต่หลักนิติรัฐ แต่ไม่มีหลักนิติธรรม หรือจงถือหลักธรรมเป็นอำนาจ อย่าถืออำนาจเป็นธรรม และขอยืนยันว่ากระผมเป็นหัวหน้าขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เพื่อต่อสู้เอาชนะขบวนการการเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐประหาร และเผด็จการทุกชนิด มิใช่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายตามที่มีผู้ป้ายสีไว้แต่ประการใดทั้งสิ้น"

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์