สังคมแห่งความกลัว

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

การนำเสนอแผนผังเครือข่ายขบวนการล้มเจ้าของ ศอฉ. ไม่กี่วันก่อน ในทัศนะของผมเป็นการเปิดตัวอภิมหาโครงการ หรือ เมกะโปรเจค ที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลอภิสิทธิ์นับแต่ก้าวขึ้นมาเป็นฝ่ายรัฐบาลภายหลังการปรับเปลี่ยนขั้วการเมืองใหม่ หากกล่าวว่ารัฐบาลทักษิณใช้นโยบายประชานิยมมอมเมาชาวบ้าน คนเล็กคนน้อย คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันกำลังเริ่มใช้นโยบายประชานิยมมอมเมาคนชั้นกลางให้รู้สึกตื่นเต้นตระการตาสร้างแรงสนับสนุน ส่งเสริม ความชอบธรรมของรัฐบาลในการใช้อำนาจปกครองประเทศ ปิดบังความคลุมเครือและความคลางแคลงของเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ผมคิดว่าการเปิดตัวอภิมหาโครงการดังกล่าวสามารถเรียกได้ว่า เป็น “โครงการฆ่าเพื่อชาติ” ไม่ต่างจากสงครามต่อต้านยาเสพย์ติด การฆ่าตัดตอน ในสมัยทักษิณ การปลุกกระแสหลงชาติ (Chauvinism) สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับประชาชนว่าสิ่งที่เขาหรือเธอรักกำลังตกอยู่ในอันตราย ถูกปองร้ายจากผู้ไม่หวังดี เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมการเมืองไทย เพราะ ความเป็นชาติของไทย ไม่เคยเป็นชาติของประชาชน ความเป็นชาติถูกนิยามว่าอย่างไร มีงานวิชาการจำนวนมากทั้งไทยและเทศได้อธิบายไว้มากแล้ว จึงไม่น่าจะต้องกล่าวถึงรายละเอียดในที่นี้ แต่ความเป็นชาติก็เป็นสิ่งที่ถูกยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม ทำตามโดยไม่ต้องไตร่ตรองถึงตรรกะเหตุผล

จริงอยู่ที่สังคมการเมืองดำรงอยู่ได้ด้วยความเชื่อ (belief) ไม่ใช่ความรู้ (knowledge) แต่ความเชื่อเรื่องความเป็นชาติก็ทำให้ชีวิตจำนวนมากต้องสูญเสียไปมากต่อมาก ดังเห็นได้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา แต่ก็อย่างที่นักคิดท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากประวัติศาสตร์” เหตุการณ์ 6 ตุลา คือ ประวัติศาสตร์ที่สังคมการเมืองไทยไม่ได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตที่สูญเสียไปในวันนั้น นั่นจึงทำให้ความเป็นชาติเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการ “ฆ่า” เพื่อ “ชาติ”

การฆ่าเพื่อชาตินี้จึงไม่ต่างอะไรจากการล่าแม่มดในยุคกลาง แม้ปัจจุบันจะอยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารก็ตาม ตาวิเศษของรัฐก็ติดตามจับจ้องไปทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ในอาณาบริเวณสาธารณะ หรือ อาณาบริเวณส่วนตัว อย่าง facebook การใช้การเมืองของความกลัว (politics of fear) ในการควบคุมประชาชนให้เป็นหุ่นยนต์ที่ความเป็นชาติปารถนาให้เป็น ห้ามถาม ห้ามสงสัย ทำตามได้อย่างเดียว เป็นความสำเร็จในการปลูกจิตสำนึกความเป็นชาติของรัฐไทย

แม้จะรู้สึกสงสัยว่าทำไมเมื่อไหร่จึงต้องนั่ง หรือ เมื่อไหร่ต้องเดิน ก็ไม่สามารถที่จะถามออกมาได้ เพราะถ้าถาม หรือ พูด ก็เท่ากับไม่ทำตามความเป็นชาติที่ถูกต้อง เมื่อไม่ทำตามก็เท่ากับไม่ใช่คนไทย เมื่อไม่ใช่คนไทยก็ไม่ใช่มนุษย์ เพราะ อยู่นอกบรรทัดฐาน (norm) ที่กำหนดว่าอะไรคือมนุษย์ ใครคือเพื่อนร่วมชาติที่สามารถโศกเศร้าเห็นใจ ในเมื่อไม่ได้ถูกจัดอยู่ในบรรทัดฐาน ก็เท่ากับเป็นปฏิปักษ์กับบรรทัดฐานดังกล่าว สมควรถูกกำจัดให้สิ้นซากด้วยโครงการอย่างโครงการฆ่าเพื่อชาติ

ในแง่นี้สังคมการเมืองไทยจึงสอดคล้องกับการอธิบายคุกของฟูโกต์นักคิดที่ปราดเปรื่องชาวฝรั่งเศส ในการทำให้ร่างกายตกอยู่ภายใต้การบงการ จากความรู้สึกถูกสอดส่องอยู่ตลอดเวลา เหมือนถูกกล้อง CCTV ติดตามตัวอยู่ทุกขณะ

มหกรรมฆ่าเพื่อชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากทำตัวไม่ต่างจากกล้อง CCTV คอยจับตาดูสิ่งมีชีวิตที่เห็นต่าง พูดต่าง คิดต่าง สังคมการเมืองไทยจึงเป็นสังคมแห่งความกลัว กลัวที่จะถูกฆ่าเพื่อชาติ บูชายันต์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นชาติ 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น