"ดีเอสไอ"เอกฉันท์รับคดีล้มเจ้าเป็นคดีพิเศษ-ศอฉ.แถลงจับอาวุธสงครามล็อตใหญ่โยงเสื้อแดง

ธาริต เผยพยายามดำเนินคดีล้มสถาบันเงียบๆแต่ความผิดกลับเพิ่มจำนวนจนต้องให้รับเป็นคดีพิเศษ มั่นใจดีเอสไอไม่มีสีแดง / ศอฉ.แถลงจับอาวุธสงครามล็อตใหญ่โยงเสื้อแดง/"เสื้อแดง"ย้ายแนวบังเกอร์ออกจากถนนพระราม 4 แล้ว / “ชินวัฒน์” แจงเหตุไม่ย้ายออกสวนลุมเหตุปักเสาวิทยุชุมชน ปัดซ่องสุมอาวุธ “เป๋คลองเตย” เผยถูกศอฉ.ซัก 4 ชม. / ผอ.โรงพยาบาลกลางระบุ การ์ด นปช.ติดหวัด 2009 เพิ่มอีก 2 ราย กทม.เชื่อในม็อบน่าจะมีผู้ป่วยกว่าร้อยราย

 
 
3 พ.ค.53 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในเวลา 14 .00 น. ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง  จะเสนอให้กคพ.มีมติรับคดีกระทำผิดต่อความมั่นคงมุ่งร้ายต่อสถาบัน ให้เป็นคดีพิเศษ เพราะความผิดตามมาตรา 112  เป็นความผิดในหมวดว่าด้วยความมั่นคงแห่งรัฐ ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท  ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้รับคดีลักษณะนี้เป็นคดีพิเศษอยู่แล้ว  แต่เป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นรายๆ ส่วนกรณีนี้เป็นลักษณะของขบวนการใหญ่ มีรูปแบบการกระทำที่เกี่ยวข้องเป็นเครือข่าย
 
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายฝ่ายออกมาท้วงติงไม่ให้ดำเนินคดีอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะจะกลายเป็นเรื่องที่พูดกันไม่จบ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามทำคดีลักษณะนี้อย่างเงียบๆ เพราะไม่ต้องการให้ขยายวง แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม มีคดีความผิดแบบนี้เพิ่มจำนวนขึ้น และมีการกระทำความผิดเชื่อมโยงกันเป็นกลุ่มใหญ่ จึงต้องมีการสอบสวนดำเนินคดีอย่างจริงจังขึ้น ความผิดมุ่งร้ายต่อสถาบันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เรื่องหมิ่นประมาท ในแต่ละประเทศกำหนดความผิดต่อความมั่นคงที่ต่างกัน สำหรับประเทศไทย การกระทำมุ่งร้ายต่อสถาบันเป็นความผิดด้านความมั่นคง ซึ่งต้องทำความเข้าใจ ที่ผ่านมามักพูดกันเองว่าเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
 
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่นิยมการเมืองของคนเสื้อแดงจึงคอยรายงานความคืบหน้าการทำงานในดีเอสไอต่อแกนนำนปช.เป็นระยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การทำงานต้องไว้ใจและเชื่อใจคนของเรา ตนเชื่อว่าคนดีเอสไอมีความจงรักภักดี มีวินัย รู้หน้าที่ และแยกออกว่า อะไรเป็นความลับทางราชการ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าข้าราชการในกระทรวงยุติธรรมตั้งวอร์รูมหาข้อมูลเพื่อช่วยเหลือการชุมนุมของคนเสื้อแดง นายพีระพันธ์ กล่าวว่า ตนยังไม่พบหลักฐานหรือข้อมูลกรณีดังกล่าวชัดเจน มีแต่เพียงการพูดกัน
 
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาขอให้มีมติรับคดีความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มุ่งการกระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นคดีพิเศษ ซึ่งเรื่องที่พิจารณาเป็นเรื่องที่ตั้งต้นมาจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ได้มีมติเสนอให้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจาณากรณีกลุ่มบุคคลที่กระทำการเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ด้วยการอาฆาตมาตร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินิ และรัชทายาท ให้เป็นคดีพิเศษ

ที่ประชุม กคพ. พิจารณากันอย่างกว้างขวาง และในที่สุดได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ โดยการสอบสวนนั้นให้ทำการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมด 13 หน่วยงาน ประกอบด้วย ดีเอสไอ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงกลาโหม ( กรมพระธรรมนูญ ) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมทางศอฉ. ได้ให้ข้อมูลอะไรบ้างในการพิจารณาให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ นายธาริต กล่าวว่า ข้อมูลส่วนสำคัญ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีความผิดต่อความมั่นคงต่อราชอาณาจักร เรื่องของการมุ่งอาฆาตมาตร้ายต่อสถาบัน ซึ่งเราจะดำเนินคดีเป็นรายบุคคล แต่จากการดำเนินการของหน่วยความมั่นคง และศอฉ. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำความผิดเรื่องนี้ มีการกระทำที่เป็นเครือข่ายเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำทั้งกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้อยู่เบื้องหน้า ผู้สนับสนุนเงิน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นทาง ศอฉ. จึงเสนอให้มีการสืบสวนสอบสวนแบบภาพรวมอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ใช่แยกทำอย่างที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า พฤติการณ์ที่ระบุว่ามีการมุ่งกระทำที่เป็นการมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นรูปธรรมของขบวนการนี้คืออะไร อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า เป็นรายละเอียดของการประชุม จึงขออนุญาตไม่เปิดเผย แต่ทางหน่วยงานทั้ง 13 หน่วย จะร่วมกันค้นหาความจริง ด้วยการสืบสวนสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความผิด พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อยู่ในรายชื่อจะกระทำความผิดทุกคน กรณีของการกล่าวหา เป็นเพียงข้อกล่าวหาโดยศอฉ. ส่วนผลการสอบสวนใครกระทำถูกหรือผิด เป็นเรื่องของการสืบสวนที่จะต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้จะเริ่มพิจารณาคดีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ต่อเนื่องกัน
 
 
ศอฉ.แถลงจับอาวุธสงครามล็อตใหญ่โยงเสื้อแดง
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.สยาม บุญสม ผู้กำกับประจำสำนักงานผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้แทน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมอาวุธสงครามได้จำนวนมาก ซึ่งอาจเกี่ยวพันกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

นายธาริต กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และชุดปฏิบัติการพิเศษของ ศอฉ. ได้รายงานผลการจับกุมอาวุธร้ายแรง ประกอบด้วย ปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก กระสุน 480 นัด ปืนคาร์บิ้น 1 กระบอก กระสุน 115 นัด ปืนอาก้า 5 กระบอก กระสุน 247 นัด ลูกระเบิดชนิดขว้างชนิดเอ็ม 67 จำนวน 3 ลูก ระเบิด เอ็ม 26 จำนวน 5 ลูก ระเบิดชนิดยิงเอ็ม 79 จำนวน 4 ลูก ประทัดยักษ์ 20 ลูก กระสุนปืนลูกซอง 18 นัด พร้อมหนังสติ๊กและลูกแก้ว พร้อมยิงจำนวนมาก ระเบิดขว้างสีฟ้าไม่ทราบชนิด จำนวน 1 ลูก และขวดแก้วเครื่องดื่มบรรจุน้ำมันเพื่อใช้เป็นระเบิดเพลิง 107 ลูก เครื่องหมายสัญลักษณ์กลุ่มคนเสื้อแดง เช่น ผ้าพันคอ ปลอกแขน เสื้อ ธงสัญลักษณ์ หมวก และแผ่นซีดี ที่ใช้ปลุกระดมจำนวนมาก รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าติดป้ายทะเบียบปลอม 1 คัน และอาวุธมีดขนาดต่างๆ อีกจำนวนมาก

นายธาริต กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่
10 เม.ย. 2553 คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเฮลิคอปเตอร์บริเวณจุดที่ปะทะกันเป็นเหตุให้ พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ ได้รับบาดเจ็บ จากการสืบสวนขอองพล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง และชุดปฎิบัติการพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยทหารและตำรวจของ ศอฉ. ทำให้จับกุมผู้ต้องการได้จำนวนหนึ่งและสืบสวนขยายผล จนสามารถยึดของกลางตามรายการดังกล่าว
 
ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและขยายผล ซึ่งจากการสอบสวนทราบว่าอาวุธปืนและระเบิดเป็นชนิดเดียวกันที่ก่อเหตุจำนวนหลายครั้งต่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น ขณะนี้ของกลางทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยา เพื่อยืนยันและจับกุมเพิ่มขึ้นอีกต่อไป ทั้งนี้ จากลักษณะของอาวุธที่จับได้และเครื่องหมายบ่งชี้เบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง
 
พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กรณีการสอบสวนวิถีกระสุนยิง พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาระ เสียชีวิต ที่ดอนเมือง ว่า เหตุปะทะที่ดอนเมือง คนซ้อนถูกยิงที่ศรีษะ 1 นัดหางคิ้วซ้าย กระสุนเข้าไปในศรีษะแตก 2 . มอเตอร์ไซด์ที่นั่งมีรูกระสุนบริเวณด้านหน้าคนขับเบาะนั่งโดยยิงจากหน้าไปหลัง ซ้ายไปขวา บนไปล่างเล็กน้อย

ดังนั้นข้อกังขาศรีษะคนที่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ทางไหนได้คำตอบจากรูกระสุนที่เข้ารถคันนี้มาจากทางซ้าย ยิงจากมุมบนโดยเมื่อวานได้จำลองเหตุการณ์โดยให้อยู่ในท่าที่ขาซ้ายคนขับเปิดแล้วให้กระสุนเข้า พอลากเส้นตรงไปตรงกับ
2 จุด จุดที่ 1 มาจากหลังคาสำนักงานที่อยู่ด้านข้าง 2 อาคารที่ก่อสร้าง แนวที่ถูกยิงอยู่ห่างจากทหาร ตำรวจที่ตั้งแถว 50 เมตร เพราะฉะนั้นแนวตัดไม่ตัด แต่ที่น่าสนใจสถานที่อยู่ติดปั้มน้ำมันที่มีข้อมูลบันทึกว่ามีผู้ที่ไปอยู่ตรงจุดนั้นแล้วมีปืน ในเบื้องต้นวิถีกระสุนค่อนค้างชัดเจน คนยิงจะอยู่ที่สูง ถ้าไม่ใช่ 2 จุดก็เป็นรถสูงที่วิ่งผ่าน ดังนั้นเป็นอาวุธวามเร็วสูง อยู่ในข่าย m16 ลากัวร์ 308 ไรเฟิล บังเอิญเป็นกระสุนที่แตกกระบวนการพิสูจน์จะยาก
 
พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ได้ทำรายงานทั้งหมดให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และให้ดีเอ็สไอรายงานให้ศอฉ.รับทราบ ส่วนอีกคดีที่มีความคืบหน้า
 
ส่วนผู้ต้องหายิงอาร์พีจีหลังกระทรวงกลาโหม มีการขยายผลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับตำรวจพบว่าจุดที่ยิงมีหลักฐานตกอยู่ที่พื้น ระยะที่ยิงเป็นมุมเงยขึ้นจึงต้องไปดูต่อ จะยิงอะไรก็ตาม แต่เราไปดูบริเวณนั้น เป็นจุดที่ยิงสิ่งก่อสร้าง ไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าเลยตรงนั้นจะเป็นพระอุโบสถวัดพระแก้ว เราพยายามเช็คว่าเป็นระยะอะไร
 
ส่วนที่แกนนำนปช.ระบุผลสอบไม่ตรงกัน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า เราไม่ทราบ เรามีหน้าที่ดูทิศ ปืนเหล่านี้ต้องไปดูตัวลูก เรามีหน้าที่ตรงกับคำให้การหรือไม่

"สมเด็จพระเทพ" เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไป "รพ.จุฬาฯ" ทรงเป็นห่วง"แพทย์-พยาบาล-จนท.- คนป่วย"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายวันที่ 3 พฤษภาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อทรงเยี่ยมและให้กำลังใจคณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมทั้งผู้ป่วยที่เดินทางมารอรับการตรวจรักษาและรับยาตามนัด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลอย่างใกล้ชิด

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงเยี่ยมสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ยังคงรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเพียงพระองค์เดียว
 
ระหว่างเสด็จฯ ทรงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในโรงพยาบาล และมีพระราชปฏิสันถารกับญาติผู้ป่วย โดยมีคณะแพทย์ติดตามให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ได้ทรงรับสั่งให้ย้ายสมเด็จพระสังฆราชไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อความปลอดภัย และเสด็จฯกลับไปเมื่อเวลา 14.50 น. ต่อมาเวลา 17.30 น. แพทย์ได้ทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปยังโรงพยาบาลศิริราชแล้ว

เสื้อแดงย้ายบังเกอร์ออกจากพระราม4แล้ว
ที่แยกราชประสงค์
  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่บริเวณแยกศาลาแดง ว่า ภายหลังจากนปช. รื้อถอนบังเกอร์และสิ่งกีดขวางต่างๆ จากริมถนนพระราม 4  ออกไป และได้นำไปตั้งที่จุดแห่งใหม่ ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นจุดกลับรถบริเวณทางเข้าโรงพยาบาลจุฬา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตั้งด่านตรวจรถที่เข้าออกโรงพยาบาลจุฬาอย่างเข้มงวด โดยไม่มีการ์ดเสื้อแดงลงไปอยู่ในพื้นที่ถนน ซึ่งมีเพียงการเฝ้าสังเกตุการณ์ด้านหลังบังเกอร์เท่านั้น สำหรับผู้ชุมนุมที่จะเดินเข้าออกในบริเวณแยกศาลาแดง ต้องเดินเลาะบริเวณด้านอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 จนถึงทางขึ้นสถานีรถไฟใต้ดิน ของสถานีลุมพินี บริเวณด้านหน้าทางเข้าของสวนลุมพินีเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างๆไรก็ตามเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการรสับเปลี่ยนกำลังที่มีการรักษาความปลอดภัยบริเวณตึกสก. กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะแตกตื่นทุกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าจะมีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเตรียมที่จะใช้กำลังสลายการชุมนุม สำหรับบังเกอร์ของกลุ่มคนเสื้อแดง นอกจากจะมียางรถยนต์  ไม้ไผ่ปลาย แหลมแท่งปูนขนาดใหญ่ ลวดหนามและตะข่ายแล้ว ยังมีการนำเศษก้อนหินขนาดใหญ่ มากองเตรียมเอาไว้บริเวณริมบังเกอร์ เพื่อใช้ในการป้องหากเข้าหากเจ้าหน้าที่เข้ามาสลายการชุมนุม   

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมกลุ่มนปช. ที่สี่แยกราชประสงค์วันนี้เป็นไปอย่างสบายๆตั้งแต่ช่วงบ่าย เนื่องจาก บนเวทีได้จัดให้ผู้ร่วมชุมนุมผลัดกันขึ้นร้องเพลงตั้งแต่เวลา 12.00 น. - 18.00 น. เพื่อเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศการชุมนุมซึ่งตึงเครียดมาหลายวัน โดยในช่วงเวลาประมาณ 17.15 น. นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธาน นปช.ก็ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงติดต่อกันสามเพลง นอกจากนี้ในวันนี้ผู้ชุมนุมหลายคน ได้สวมเสื้อสีแดงเนื่องจากคืนก่อนหน้านี้แกนนำได้ประกาศว่าในวันนี้หากผู้ใดต้องการใส่เสื้อสีแดง ก็สามารถทำได้ในพื้นที่การชุมนุม เนื่องจากผู้ชุมนุมหลายคนคิดถึงเสื้อแดง แต่หากใครไม่สะดวกก็สามารถใส่เสื้อสีอื่นได้ทั้งนี้ ในวันนี้บรรดาแกนนำ อาทิ นายวีระ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา ต่างก็สวมเสื้อแดง
 
 
“ชินวัฒน์”ยืนยันไม่ย้ายออกจากสวนลุมฯ
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำนปช. ประธานชมรมวิทยุคนแท็กซี่ กล่าวกรณีศอฉ.ระบุว่ากลุ่มนปช.ไม่ยอมคืนพื้นที่บริเวณสวนลุมพินี เพราะอาจเป็นที่ซ่องสุมอาวุธ ว่า ขอยืนยันว่าเราไม่มีอาวุธใดๆซ่องสุมเอาไว้ แต่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งเสาวิทยุชุมชนที่กระจายเสียงถ่ายทอดการชุมนุมของกลุ่มนปช. เป็นเสาสูงที่เคลื่อนย้ายลำบาก จึงขอกันพื้นที่ดังกล่าวเอาไว้ เรื่องอาวุธอะไรนั้นคิดกันไปเองมากกว่า วันนี้ไม่ใช่ว่าเรามีอาวุธแล้วเอาไปฆ่าใครแล้วจะชนะ เหมือนกับหากรัฐบาลฆ่าคนเสื้อแดง ก็ไม่มีทางชนะ เราอยากให้รัฐบาลยุบสภา แล้วเอาอาวุธไปฆ่านายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะชนะ ดังนั้นเรื่องสะสมอาวุธไม่มีแน่นอน

นายณรงค์ศักดิ์ มณี หรือเป๋ คลองเตย แกนนำนปช. เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พ.ค. ตนเดินทางไปที่ศอฉ.เพื่อเข้าพบตามหมายเรียกให้ไปรายงานตัว โดยมีพล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนวัฒน์ รองเสธ.ทบ. และตัวแทนจากฝ่ายมหาดไทย และตำรวจ ร่วมซักถามข้อสงสัยนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยรายละเอียดได้สอบถามว่าเป็นผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอย่างไร ตนชี้แจงว่า ไม่ได้มีหน้าที่หลักที่เวทีราชประสงค์ อาจมีขึ้นเวทีปราศรัยบ้าง ไม่เหมือนเวทีผ่านฟ้าฯที่ตนขึ้นเวทีปราศรัยทุกวัน จากนั้นศอฉ.ได้ถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวหรือไม่ ตนชี้แจงว่าไม่ทราบ เพราะไม่เคยได้ยินชัดเจน แต่การเคลื่อนไหวในกลุ่มตน มีการบริจาคเงินร่วมกันมา และมีส.ส.ในพื้นที่ให้การสนับสนุนบ้างเท่านั้น

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากนั้นก็มีการสอบถามว่าจะยุติปัญหาเหล่านี้อย่างไร ตนก็ชี้แจงว่าหากจะจบก็ง่ายนิดเดียว คือให้รัฐบาลยุบสภา ส่วนเงื่อนไขเป็นอย่างไรก็ต้องมาคุยกัน แต่รัฐบาลต้องจริงใจ ไม่ใช่มาให้ข่าวในทางเสียหายตลอดเวลา ในตัวนายกฯก็พอเข้าใจได้ในสถานะความเป็นผู้นำ แต่พวกคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นโฆษกต่างๆ ก็ควรจะดูแลให้ไม่ไปกล่าวหาในทางเสียหายกับผู้อื่นจนทำให้บรรยากาศเจรจาทำไม่ได้ รวมถึงการสนับสนุนให้คนกลุ่มต่างๆออกมา ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่มีทางจบได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากชี้แจงแล้วก็สบายใจ และถือว่าได้รับการรับรองจากศอฉ.อย่างดี ไม่ได้มีท่าทีคุกคามแต่อย่างใด
 
 
การ์ดนปช.ติดหวัด2009อีก2คาดในม็อบเป็นร้อย
นพ.พิชญา นาควัชระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลได้รับการ์ดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เข้ารักษาอาการป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 2 ราย สรุปข้อมูลจนถึงขณะนี้มีการ์ด นปช.ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 รวม 8 รายแล้ว จากเดิมที่มีการ์ด นปช.ป่วยพร้อมกัน 6 ราย
 นพ.พิชญา กล่าวว่า ผู้ป่วยรายล่าสุดทั้ง 2 รายนี้ เป็นชายอายุ 53 ปี จากจังหวัดเชียงราย มีอาการป่วยวันที่ 28 เม.ย. และเข้ารับการรักษาวันที่ 30 เม.ย. ส่วนอีกรายเป็นชายอายุ 16 ปี จากจังหวัดขอนแก่น มีอาการป่วย 26 เม.ย. และเข้ารับการรักษาเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา สำหรับรายนี้เป็นการส่งต่อผู้ป่วยมาจาก รพ.พระราม 9 เนื่องจากผู้ป่วยจะเข้าไปตรวจที่ รพ.พระราม 9 แต่ทาง รพ.ไม่รับตรวจ

 นพ.พิชญา กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยคาดว่าในพื้นที่การชุมนุมน่าจะมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 กว่า 100 รายแล้ว เพราะตามทฤษฎีแล้วจะมีการแพร่กระจายเชื้อ 1:10 ซึ่งตอนนี้มีการยืนยันผู้ป่วยแล้ว 8 ราย แต่ที่ไม่ยืนยันแล้วยังอยู่ในพื้นที่ชุมนุมก็น่าจะมีอยู่จำนวนหนึ่ง จึงอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายถึงกันได้ อย่างไรก็ตาม กทม.คงไม่สามารถเข้าไปสอบสวนโรคและเฝ้าระวังในพื้นที่การชุมนุมได้ เนื่องจากทางแกนนำไม่ยินยอม อีกทั้งยังมั่นใจว่าไม่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่การชุมนุม เพราะเข้าใจว่าเชื้อโรคอยู่ไม่ได้ในอากาศร้อน แต่เวลานี้ก็ทราบแล้วว่ายังมีคนป่วยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: เว็บไซต์มติชน, เว็บไซต์ไทยรัฐ, เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, เว็บไซต์แนวหน้า, เว็บไซต์คมชัดลึก

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์