นปช. แถลงรับแผนปรองดอง ไม่ขอนิรโทษกรรม การปฏิบัติต้องเท่าเทียม

แกนนำ นปช.แถลง 4 ข้อ รับแผนปรองดองขอให้ระบุวันยุบสภาชัดเจน, ลดการคุกคามทุกรูปแบบ ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการับข้อมูลข่าวสาร, ไม่ขอนิรโทษกรรมพวกตนเอง พร้อมต่อสู้คดีข้อหาโค่นล้มสถาบัน ก่อการร้าย แต่ต้องดำเนินคดีสั่งฆ่าประชาชนด้วย, ยุติการนำสถาบันมาสู่ความขัดแย้งทุกมิติ


ณัฐวุฒิ และวิภูแถลง

วันนี้ (4 พ.ค.) นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. แถลงมติของ นปช.อย่างเป็นทางการบนเวทีที่ราชประสงค์ เวลาประมาณ 18.00 น. ว่า นปช.มีมติดังนี้ หนึ่ง ยอมรับแผนการปรองดองแห่งชาติของรัฐบาล เพื่อรักษาเลือดเนื้อและชีวิตของผู้ชุมนุม และการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต. ขอให้นายกฯ ประกาศวันยุบสภาที่ชัดเจน ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

สอง นปช.ต้องการความจริงใจ รัฐบาลแสดงออกได้ด้วยการลดการคุมคามทุกรูปแบบ

สาม นปช. ไม่ขอนิรโทษกรรมให้แก่ นปช.เอง ในข้อหาโค่นล้มสถาบัน และการก่อการร้ายโดยเด็ดขาด พร้อมสู้คดี

สี่ ต้องยุติการนำสถาบันกษัตริย์ลงสู่ความขัดแย้งในทุกมิติ

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลไปหาความชัดเจนมาก่อนว่าจะยุบสภาในวันใด อย่างไร โดยหลักการเราไม่ปฏิเสธการคลี่คลายวิกฤตการณ์นี้โดยสันติวิธี ที่อยากขยายความคือ การนิรโทษกรรม ในคดีที่ได้กล่าวหาก่อนหน้านี้ ข้อนนี้เรามิได้กำหนดเป็นเงื่อนไข หากการต่อสู้ของเราที่ผ่านมาหากรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย หรือเป็นการโค่นล้มสถาบัน ขอให้ดำเนินคดี เราจะต่อสู้จนถึงที่สุด ในขณะเดียวกันก็ขอเรียกร้องให้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติในคดีการสั่ง สังหารประชาชนในวันที่ 10, 22, 28 เม.ย. จะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมใดๆ เช่นเดียวกัน และเพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวในการดำเนินคดีดังกล่าวเหล่านี้ ขอให้ดีเอสไอ รับเอาทั้ง 3 เหตุการณ์นี้เป็นคดีพิเศษแล้วดำเนินการทันทีเช่นเดียวกัน

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ประการต่อมา แม้การต่อสู้นี้จะมีรูปลักษณ์การเผชิญหน้าของคนสองกลุ่มใหญ่ คือ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน หรือคนเสื้อแดง อีกฟากคือ รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ผลกระทบอันเกิดขึ้นจากรากแก้วของปัญหาเกิดผลกระทบในวงกว้าง กระทบชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดทั้งประเทศ

ดังนั้น การปฏิบัติการใดๆ ที่เกิดจากกลกไกรัฐ ย่อมมีผลเกี่ยวพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในภาพรวมด้วย เราเรียกร้องความจริงใจว่า รัฐบาลต้องยุติการคุกครามสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกด้านโดยทันที ภายใต้การหาข้อยุติโดยสันติวิธีนี้ จนกว่าจะได้ข้อสรุปตรงกันทุกฝ่าย ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการเดินทาง มีสิทธิเสรีภพาพในการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองโดยสงบสันติ ปราศจากอาวุธภายใต้รัฐธรรมนูญ  ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ไม่ควรมีการลิดรอนสิทธินี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด กรณีนี้เป็นความจำเป็นที่จะพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลเพราะปัญหาที่เกิดการ เผชิญหน้าไม่สามารถจับเข่าคุยกันได้หากสองฝ่ายไม่เท่าเทียม

นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวว่า เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ขอให้ดีเอสไอนำคดีต่างๆ ดังต่อไปนี้เป็นคดีพิเศษด้วย ได้แก่ คดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งทำผิดกรรมเดียวกับดา ตอร์ปิโด และดาได้ติดคุกแล้ว 18 ปี คดีที่นายพิชา วิจิตรศิลป์ แจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับนายอภิสิทธิ์ คดีที่พวกตนที่มีชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการโค่นล้มสถาบันแล้วไปแจ้งความ ฐานหมิ่นประมาทกับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และพล.อ.สรรเสริญ รวมถึงคดีสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งดีเอสไอพยายามสร้างหลักฐานเท็จขึ้นเป็นจำนวนมากด้วย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์