ความเคลื่อนไหวภูมิภาค (14 พ.ค. 53)

 

 คลิปการชุมนุมที่ จ.อุบลราชธานี

อุบลราชธานี

กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มชักธงรบประมาณ 300 คน นำโดยนายพิเชษฐ์ ทาบุดดา ใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ปิดสะพานเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสะพานคู่ใช้ข้ามแม่น้ำมูลระหว่าง อ.เมือง ไป อ.วารินชำราบ ทำให้ถนนเชื่อมระหว่างสองอำเภอที่เป็นหัวใจหลักของชุมชนเมืองจังหวัด อุบลราชธานี ไม่สามารถใช้ได้ และ พล.ต.ต.สมพงษ์ ทองวีระประเสริฐ ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี เข้าเจรจากับผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมยังไม่ยอมเปิดทางให้ จึงจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาอำนวยความสะดวกให้ยานพาหนะออกจากเส้นทางหลัก และเลี่ยงไปใช้สะพาน 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งเป็นสะพานใช้ข้ามแม่น้ำมูลอีกแห่งแทน แต่การจราจรค่อนข้างติดขัดเนื่องจากสะพานดังกล่าวมีเพียง 2 เส้นทางจราจร

โดยเบื้องต้นคนเสื้อแดงกลุ่มชักธงรบอ้างสาเหตุปิดสะพาน เพราะรัฐบาลเริ่มใช้ความรุนแรงกดดันผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯ และยังไม่ให้คำตอบว่าจะเปิดให้ใช้สะพานได้ตามปกติเวลาใด รวมทั้งจังหวัดอุบลราชธานีไม่อยู่ในประกาศใช้ พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมของ ศอฉ.ครั้งล่าสุดด้วย

นอกจากนี้  เมื่อเวลา 01.45 น.วันเดียวกันนี้ พ.ต.ท.อำนาจ เหล็กดี สารวัตรเวร สภ.เมืองอุบลราชธานี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนราชบุตร ต.ในเมือง อ.เมือง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้ายิงใส่หน้าธนาคารจำนวนหลายนัด ทำให้ตัวอาคาร รวมทั้งกระจก และกล้องทีวีวงจรปิดที่ติดไว้หน้าธนาคารได้รับความเสียหาย ก่อนคนร้ายขับรถหลบหนีไป

จากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายเป็นชายสองคนใส่กางเกงยีนส์ และสวมเสื้อแจ็กเกตสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์แบบชายสภาพเก่าไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซ้อนท้ายกันมาจอด หน้าธนาคาร คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายได้ก้าวลงจากรถก่อนเปิดเสื้อดึงเอาปืนอาก้าพับฐานที่ ซ่อนมาออกมาสาดยิงใส่จำนวน 12 นัด กระสุนถูกคานประตูที่เป็นอะลูมิเนียม กระจกหน้าธนาคาร และกล้องวงจรปิดจนใช้การไม่ได้

หลังจากนั้นคนร้ายได้ขับรถหนีไปทางสี่แยกตัดกับถนนพรหมเทพ และหยุดรถลงมาดูผลงาน ก่อนเลี้ยวรถขับย้อนศรหลบหนีไปตามถนนพรหมเทพ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนร้ายก่อเหตุต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 10 นายที่ส่งมาดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนที่ใช้เป็นลานจอดรถของธนาคาร สำหรับสาเหตุคนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์ข่มขู่

 

นครราชสีมา

ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ภายในค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พลโท วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เรียกประชุมคณะรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยทหารในสังกัดกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเข้ารายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด หลังจากที่ทาง ศอฉ.ได้ประกาศให้พื้นที่ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประกอบด้วย นครราชสีมา , ชัยภูมิ , ขอนแก่น , อุดรธานี และศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2553 พร้อมกำชับให้ผู้บังคับหน่วยทหารในสังกัดดำเนินการตามมาตรการบังคับใช้ กฎหมายอย่างเข้มงวดในการสกัดกั้นกลุ่มแนวร่วม นปช. ที่จะเดินทางเข้าไปสมทบที่กรุงเทพฯ โดยทางกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้แนวร่วมกลุ่ม นปช.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯอย่างเด็ดขาด และจะบังคับใช้กฎหมายสกัดกั้นการเดินทางในพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้ง 5 จังหวัดอย่างเคร่งครัด 

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 2 เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เบื้องต้นได้ตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ขึ้นในแต่ละจังหวัดที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อรายงานสถานการณ์และสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่อย่างทันท่วงที และยังมีการกำชับให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ทุกจังหวัดเร่งทำความเข้าใจกับ กลุ่มแกนนำ นปช.ในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจและเคลื่อนไหวโดยความสงบ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากแกนนำเหมือนที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ 14 จังหวัดที่ไม่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทางทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสนธิกำลังตั้งจุดตรวจค้นอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย และประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับกลุ่มมวลชนที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมอย่าง ที่เคยผ่านมา และไม่ได้มีการสกัดกั้นการเดินทางแต่อย่างใด 

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา    นายอนุวัฒน์ ทินราช และนายสมโภชน์ ประสาทไทย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.นครราชสีมา ได้นำคนเสื้อแดงนครราชสีมาในนามภาคีเครือข่าย 23 กลุ่ม จำนวนหลายสิบคน ทยอยเดินทางไปร่วมชุมนุมที่ กทม. โดยใช้รถปิกอัพและรถยนต์ โดยนายอนุวัฒน์ ระบุว่า กิจกรรมเวทีคู่ขนานที่ลานย่าโมยังดำเนินการต่อเนื่อง ทุกช่วงเย็นถึงเช้าตรู่ จนกว่ากิจกรรมที่ กทม.จะยุติ คอยฟังมติของแกนนำ ขอยืนยันว่าหากเวทีราชประสงค์ไม่ยุติ ที่นครราชสีมาก็ไม่ยุติ หากมีการใช้กำลังสลายการชุมนุมก็พร้อมเผชิญหน้ากับความรุนแรง เบื้องต้นจะส่ง SMS ไปยังสมาชิกจำนวนให้ออกมาร่วมกันตอบโต้รัฐบาล โดยมีแผนปิดล้อมศาลากลางจังหวัด และถนนมิตรภาพ

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของฝ่ายทหาร กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี ได้แจ้งประสานทางวิทยุสื่อสาร ให้ทหารที่สังกัดหน่วยรบที่ผ่านการฝึกการปราบจลาจล เตรียมร่างกายและสิ่งของ สัมภาระที่จำเป็นไว้ ระบุให้ทุกนายรอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่จะสามารถเคลื่อนกำลังพร้อม ยุทโธปกรณ์ได้ใน 2 ชั่วโมง หากมีการร้องขอกำลังจากส่วนกลาง เป็นการไปสับเปลี่ยนกำลังและเป็นกำลังเสริม นอกจากนี้ทุกคืนจะมีรถยนต์ฮัมวี่ของกองพลทหารราบที่ 3 กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี และรถตรวจการณ์ของ มทบ.21 แล่นตระเวนตรวจสอบตามเส้นทางพื้นที่รอบค่ายสุรนารี ซึ่งมีบ้านพักของนายทหาร ตั้งอยู่จำนวนมาก เพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะการยิงเอ็ม 79

ส่วนการรักษาความปลอดภัยศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ตำรวจได้สนธิกำลังกับฝ่ายปกครอง โดยมีชุด ปจ. หรือชุดควบคมฝูงชน ตำรวจภูธร จ.นครราชสีมา 4 กองร้อย และอาสาสมัครรักษาดินแดน กรมการปกครอง โดยนำแผ่นแบริเออร์ หรือแท่งคอนกรีต มาตั้งไว้ประตูทางเข้า พร้อมแผงเหล็ก ซึ่งพื้นที่ด้านในจะมีรถดับเพลิง และรถไฟฟ้าส่องสว่าง

ที่บ้านพักพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือบ้านแม่ทัพ ได้มีสารวัตรทหาร มทบ.21 กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี และตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง อ.เมือง สนธิกำลัง แบ่งเป็นผลัดเข้าเวรยาม ครั้งละ 20 นาย กระจายกำลังรอบบริเวณ มีการตั้งแผ่นแบริเออร์และจุดตรวจสกัด พร้อมเทคอนกรีตที่พื้นผิวถนนเป็นพื้นที่ต่างระดับชะลอความเร็ว ทั้งยังตรวจสอบยานพาหนะอย่างเคร่งครัด

ขอนแก่น

พล.ต.สมชาย อัครวณิชชา ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่จังหวัด ขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการจะเน้นการบังคับใช้กฏหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 4, 5 , 9 และ 11 เพื่อบังคับใช้ในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการสกัดกั้นมวลชนที่จะเคลื่อนไหวไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ รวมทั้งเรียกแกนนำคนเสื้อแดง นักจัดรายการวิทยุและเจ้าของสถานีวิทยุเสื้อแดงมาพูดคุย เพื่อให้หยุดพฤติกรรมการปลุกระดมมวลชนอย่างที่เคยปฏิบัติมา หากยังฝ่าฝืนจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายสั่งปิดสถานีวิทยุทันที

นอกจากนี้ให้หัวหน้าส่วนราชการกำชับข้าราชการทุกหน่วย หากมีพฤติกรรมช่วยเหลือสนันสนุนการเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง จะต้องมีการตรวจสอบทางวินัยอย่างเคร่งครัด จึงเน้นย้ำหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนไปทำความเข้าใจ และขอให้ข้าราชการร่วมมือกับศูนย์ปฏิบัติการฯ เพื่อลดความรุนแรงและสถานการณ์กดดันในพื้นที่

อีกทั้งได้ กำชับนายอำเภอทุกอำเภอ โดยเฉพาะอำเภอล่อแหลม อาทิ อำเภอเมือง อำเภอบ้านไผ่ อำเภอพล อำเภอชุมแพ ห้ามลาพักในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด และให้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ไม่ให้ร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง และในส่วนสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้บริหารสถาบันให้จับตากลุ่มอาจารย์ที่เคยมีพฤติกรรมร่วมเคลื่อนไหวทางการ เมือง และกลุ่มนักศึกษาที่เคยร่วมเวทีเสื้อแดง ให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวด้วย

ด้าน นายสัญญา สิมมา หรือดีเจหนุ่มไชยยา แกนนำชมรมคนเสื้อแดงขอนแก่น 51 ซึ่งมีบทบาทในการปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวถึงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 1 ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน ว่าถือเป็นการกดดันคนเสื้อแดง อย่างมากทั้งที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดไม่มีเหตุรุนแรง ประชาชนชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ การแสดงออกของคนเสื้อแดงก็เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การออกมาชุมนุมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ กลับออกมาระบุเป็นการชุมนุมโดยไม่สงบ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือว่าคนที่เห็นต่างจากรัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะชุมนุมได้ เลย

นายสัญญากล่าวว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นการดูถูกและดูหมิ่นคนเสื้อแดงภาคอีสาน ซึ่งการกระทำอย่างนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นไปด้วยความลำบาก ดังนั้น การเคลื่อนไหวขณะนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ก่อน ถึงแม้จะมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย แต่ก็ยังไม่มีการสลายการชุมนุม แต่หากมีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ คนเสื้อแดงขอนแก่นก็จะออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยไม่สนใจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ในการเคลื่อนไหวจะต้องมีการประชุมแกนนำเพื่อกำหนดทิศทางในการเคลื่อนไหว ก่อน

นายสัญญากล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการปฏิบัติงานแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่ จังหวัดขอนแก่น จะมีการเรียกผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชน F.M.98.75 MHz และดีเจคนเสื้อแดงเข้ามาหารือนั้นขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานมา และการที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ จะมีการยึดเครื่องส่งกระจายเสียงหากมีการปลุกระดม ทางทีมงานดีเจก็จะต้องมีการระดมมวลชนคนเสื้อแดงเข้ามาปกป้องสถานีวิทยุ สื่อวิทยุเป็นสื่อเดียวที่คนเสื้อแดงมีอยู่ และต้องรักษาเอาไว้ให้ได้

อุดรธานี

หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้รวมตัวชุมนุมใน 2 จุด คือ กลุ่มชมรมคนรู้ใจ จำนวนประมาณ 200 คน นำโดยนายณัฐยศ ผาจวง มาชุมนุมที่หลังศาลาพิธีทุ่งศรีเมือง ถนนอธิบดี หน้าศาลากลาง จ.อุดรธานี และอีกจุดที่ สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.5 เมกกะเฮิร์ต หนองเหล็ก ซ.9 เทศบาลนครอุดรธานี ที่สมาชิกชมรมคนรักอุดร ของนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช.มาร่วมชุมนุมจำนวนกว่า 800 คน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ ศอฉ.ได้ประกาศเพิ่มเติม ให้พื้นที่ จ.อุดรธานี เป็น 1 ใน 15 จังหวัด ให้เป็นพื้นที่ตาม พรก.ฉุกเฉิน ในสถานการณ์ร้ายแรง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมได้สลายตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน ตั้งแต่เวลา 03.00 น. โดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น

ขณะที่ นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ยังคงปิดทางเข้า-ออก ศาลากลางจังหวัด โดยทางด้านถนนอธิบดี ได้มีการนำแผงกั้นเหล็ก ลวดหนาม และแท่งคอนกรีต มากั้นที่ประตู โดยให้รถยนต์ของข้าราชการและผู้มาติดต่อราชการ ใช้ทางเข้า-ออก ด้าน ถ.วัฒนานุวงศ์ เพียงด้านเดียว ส่วนที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร บรรยากาศในช่วงเช้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งทางกลุ่มผู้มาชุมนุม ได้แยกย้ายกลับบ้านไปตั้งแต่เวลา 04.00 น. แต่ยังคงมีสมาชิกฯ เดินทางมาสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ถูกลอบยิง ซึ่งทางสถานีฯ ยังคงเกาะสัญญาณถ่ายทอดเสียงสดผ่านดาวเทียม จากหน้าเวทีการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ ทั้งที่มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินแล้ว

โดยในวันนี้ นายขวัญชัย ไม่ได้โทรศัพท์เข้ามาออกอากาศสด  นอกจากนี้ยังมีสมาชิกชมรม จำนวนหนึ่ง ที่เดินทางมายังสถานี โดยใส่เสื้อหลากสีพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า เพื่อจะเข้าร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสถานีแจ้งว่า หากมีสมาชิก พร้อมจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หากครบ 50 คน จะดำเนินการติดต่อรถบัสมารับ เพื่อเดินทางทันที โดยผู้ที่ต้องการเดินทาง บอกว่า อยากเข้าไปช่วยผู้ชุมนุม และไม่กลัวว่า จะถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสกัดกั้นในการเดินทาง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมคำชโนด ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้เรียกหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และสื่อมวนเข้ารับฟัง หารือและวางแผนรับมือสถานการณ์หากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในต่างจังหวัด นายอำนาจกล่าวต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จังหวัดอุดรธานี อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศใช้จริงจังหวัดก็มีความพร้อม โดยเฉพาะข้อกำหนดต่างๆ ที่คาดว่ารัฐบาลจะมีการประกาศข้อห้ามต่างๆเช่นเดียวกับที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามมิให้มีการชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป การห้ามเสนอข่าวที่จะทำให้ข้อความหวาดกลัวหรือปิดเบือนไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางจังหวัดได้มีการเตรียมการที่จะทำแถลงการณ์เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้ทราบทันทีถึงแนวทางปฏิบัติหากมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่เป็นสถานีวิทยุชุมชนซึ่งขณะนี้สถานีวิทยุชุมชนได้มีการ ถ่ายทอดข้อความจากเวทีการชุมนุมที่ราชประสงค์ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าการชุมนุมบริเวณดังกล่าวเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น สถานีใดที่มีการแพร่ภาพหรือเสียงจากเวทีที่ราชประสงค์ก็ถือว่าเป็นการกระทำ ความผิด โดยเรามีหลักฐานในการกระทำความผิดที่พร้อมจะดำเนินคดีต่อสถานีวิทยุชุมชน ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดอุดรธานี เป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยกลุ่มคนเสื้อแดงได้มีการชุมนุมกันอยู่ 2 จุด คือ ที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร

ศรีสะเกษ

จากการที่จังหวัดศรีสะเกษเป็น 1 ใน 5 จังหวัดภาคอีสานถิ่นของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองศรีสะเกษ มาคุมเข้มรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด ขณะที่รอบบริเวณศาลากลางจังหวัดฯ มีรถตำรวจขับลาดตระเวนเพื่อป้องกันเหตุร้ายอย่างเต็มที่

เชียงใหม่

14 พ.ค. 53 ที่หน้าโรงแรมวโรรส แกรนด์พาเลซซึ่งเป็นจุดชุมนุมหลักของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51  มีประชาชนนั่งฟังถ่ายทอดสดเสียงจากเวทีกรุงเทพฯ ขณะที่บริเวณรอบโรงแรมยังคงมียางรถยนต์เป็นจำนวนมากตั้งเป็นกำแพงเพื่อสกัด กั้นเจ้าหน้าที่ ส่วนการออกอากาศของสถานีวิทยุคนรักเชียงใหม่ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 มี การถ่ายทอดเสียงจากเวทีชุมนุมจากกรุงเทพฯ ตลอดทั้งวัน โดยไม่มีดีเจจัดรายการสดเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่หน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ จุดชุมนุมของกลุ่มแดง นปช.เชียงใหม่ มีเพียงเวทีขนาดเล็กที่แกนนำใช้ปราศัยในช่วงกลางคืน ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีเข้ามาชุมนุมด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่แกนนำ นปช. ประกาศส่งคนคนเสื้อแดงบุกยึด ปรากฏว่าหลังจากรัฐบาลประการศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังไม่มีมวลชนบุกเข้าไปแต่อย่างใด ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงตั้งจุดสกัดผ่านเข้าออกศูนย์ราชการอย่างเข้มงวดตลอดเวลา หนึ่งในแกนนำของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ระบุว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงยังมีอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาลที่เป็นการลุแก่อำนาจ ทำให้ต้องเปลี่ยนแนวทางจากบนดินลงใต้ดิน 

ด้านนายอมรพันธ์ นิมานันท์ ผวจ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังจากที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นได้มีการประชุมหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร เบื้องต้นจะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ดูแล และประสานการทำงานกับ ศอฉ ทั้งนี้จะมีการจัดทำแผนงานและระเบียบข้อบังคับต่างๆเพื่อมารองรับการแผนการ ทำงาน เนื่องจากพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีความแตกต่างจากกรุงเทพ โดยศูนย์เฉพาะกิจในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ในการดำเนินการควบคุมพื้นที่

อย่างได้เตือนให้ประชาชนและกลุ่ม ผู้ชุมนุมไม่ให้เดินทางนำมวลชนเดินทางไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กรุงเทพ เนื่องจากอาจถูกการจับกุม หลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

เชียงราย

นายจิระโชติ อุ่นนะ แกนนำกลุ่ม นปช.เชียงราย 52 กล่าวว่า หากพบว่าเวทีกลางที่กรุงเทพฯ ได้ถูกทำการสลายการชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงต่างจังหวัดก็จะทำการบุกยึดศาลากลาง หรือธนาคารกรุงเทพทุกสาขา ด้านนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ภายหลังที่จังหวัดเชียงรายได้มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีการเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับได้จัดชุดปราบจลาจล หรือชุดสลายฝูงชน กระจายไปตามจุดต่างๆ สถานที่ราชการ ธนาคารกรุงเทพทุกสาขา รวมถึงสถานที่สำคัญและสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะศาลากลางจังหวัด โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถที่จะชุมนุมตามระเบียบ ภายใต้กฎหมาย แต่ถ้าได้มีการเคลื่อนไหวหรือทำให้เกิดความเสียหายก็ให้ทางเจ้าหน้าที่ จัดการได้ทันที 

ลำปาง

นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง ได้เรียกประชุมผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอทุกแห่ง เช้าวันนี้ ( 14 พค. 53) ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดลำปาง เพื่อรองรับที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มในพื้นที่ 15 จังหวัด ซึ่งในภาคเหนือมีจังหวัดลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน โดยจัดตั้งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดลำปาง มีผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางเป็นผู้บัญชาการ 

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เร่งทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนได้ทราบว่าขณะนี้ได้มีการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อไม่ให้ประชาชนกระทำการอันผิดกฎหมายตาม พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และชี้แจงทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ชุมนุมในขณะนี้ว่า เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และมีการแทรกซึมระดับการก่อการร้าย ใช้อาวุธสงคราม มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ผู้เข้าไปร่วมชุมนุมนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วแล้วยังเสี่ยงภัยอันตรายอีกด้วย พร้อมทั้งได้สั่งการให้ฝ่ายทหาร ตำรวจ ดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญในจังหวัดลำปาง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดจุดตรวจจุดสกัดทุกแห่ง เพื่อตรวจค้นอาวุธและประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุม ส่วนวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดลำปางที่อาจมีการกระจายเสียงอันเป็นการปลุก ระดมมวลชนให้เข้าไปร่วมชุมนุม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางกล่าวว่าได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจและได้รับความ ร่วมมือด้วยดี ร่วมทั้งได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มต่างๆ ที่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ให้งดกิจกรรมชุมนุมเพราะจะมีความผิดตาม พรก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 

น่าน

คนเสื้อแดงรื้อถอนเก็บอุปกรณ์กลับหลังรัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ขณะที่สถานที่ราชการเข้มการ รปภ.การชุมนุมของคนเสื้อแดงและชาวจังหวัดน่าน

เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ไปชุมนุมที่ข่วงเมืองน่าน ห่างจากศาลากลางจังหวัด กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่านและศูนย์ราชการต่าง ๆ ไม่ถึง 50 เมตร โดยกลางตอนกลางคืนคึกคักเป็นพิเศษเพราะต่างจะมารับฟังความเคลื่อนไหวหลัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ที่ถูกลอบยิง  โดยที่บริเวณข่วงเมืองน่าน ที่ใช้เป็นสถานที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงและชาวจังหวัดน่านมาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 ได้มีเจ้าหน้าที่คนเสื้อแดงเข้ารื้อถอนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการรับฟังสัญญาณการถ่ายทอดจากสี่แยกราชประสงค์ เครื่องครัวตลอดจนธงแดงที่ติดตั้งรอบข่วงเมืองออก และขนอุปกรณ์ใส่รถกลับ โดยผู้ที่มาเก็บรื้อถอนอุปกรณ์ดังกล่าวบอกว่า เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ที่แกนนำใช้ให้มาเก็บเท่านั้น ส่วนตัวแกนนำไม่มาปรากฏตัว

ด้านประชาชนที่มาดูการเก็บของอุปกรณ์ ต่าง ๆ กล่าวว่า รู้สึกเสียความรู้สึกที่รัฐบาลมาประกาศภาวะฉุกเฉินที่จังหวัดน่าน ทั้ง ๆ ที่ชาวน่านชุมนุมด้วยความสงบ เพียงแต่มาฟังข้อมูล ข่าวสารการเมืองเท่านั้น ส่วนทางด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยศาลากลางจังหวัดและส่วนราชการต่าง ๆ ก็เริ่มเพิ่มความเข้มงวดรักษาความปลอดภัยมากขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ อส.และตำรวจประจำตรวจรถเข้าออกศาลากลางและ ประจำยังจุดต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการประกาศ ภาวะฉุกเฉิน

แม่ฮ่องสอน

นายประเวช คำสวัสดิ์ ประธานชมรมลูกเสือชาวบ้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อความั่นคงของชาติ ด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีมารกระทำล่วงละเมิดเบื้องสูง ลูกเสือชาวบ้านจึงพร้อมใจกันประกาศจุดยืนและแนวทางเพื่อความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมืองดังนี้ 1. ลูกเสือชาวบ้าน จงรักภักดีและปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2 . ลูกเสือชาวบ้าน จะวางตัวเป็นกลางทางการเมืองไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด 3. ลูกเสือชาวบ้าน เป็นแกนกลางในการสร้างความรัก ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกัน น้อมนำพระบรมราโชวาท “รู้รักสามัคคี” “มีสติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด” มาเป็นหลักในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ และ 4. ลูกเสือชาวบ้าน เป็นองค์กรความเป็นมิตริและเป็นพี่น้องของคนในชาติ ยึดแนวทางในการทำงานแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

อยุทธยา

ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและทหารจากศูนย์การทหารม้าสระบุรีเพิ่ม ความเข้มในการตั้งด่านตรวจสอบรถยนต์ทุกชนิดที่วิ่งผ่านถนนสายเอเชียขาเข้า ที่ด่านตรวจบางปะหัน อ.บางปะหันจ.พระนครศรีอยุธยา หลังจาก ศอฉ. ประกาศ พรก.ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงเต็มพื้นที่  จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีการแบ่งกำลังการเรียกตรวจรถยนต์

โดยตั้งด่านบีบจาก 3 ช่องจราจรเหลือ 2 ช่องจราจรและกระจายกำลังตรวจรถยนต์ตลอด 24 ชม.ทั้งนี้เน้นรถกระบะและรถตู้ทุกคันพร้อมมีการสอบถามถึงการเดินทางกับผู้ ขับรถยนต์ว่ามีจุดหมายปลายทางไปที่ใด   นอกจากนี้มีการจดชื่อและทะเบียนรถยนต์อย่างละเอียด    การตรวจเข้มครั้งนี้นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเป็นการสังเกตดูว่ากลุ่มคนที่ขับรถผ่านมีพฤติกรรม ที่จะไปร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์หรือไม่ โดยต้องมีการบันทึกไว้ อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีกลุ่ม นปช.  หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จากภาคเหนือเดินทางเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ที่บริเวณแยกราชประสงค์ แต่อย่างใด

ล่าสุด มีนายวิทยา ผิวผ่อง  ผวจ.พระนครรีอยุธยา เรียกประชุมคณะกรรมการ ศอฉ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสั่งการไปยังนายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ให้ชี้แจงผ่าน กำนันผู้ใหญ่บ้านถึงประชาชนในพื้นที่ ว่าการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ว่าผิด

พรก.ฉุกเฉิน พื้นที่การชุมนุมเป็นพื้นที่อันตรายแก่ชีวิต เพราะมีการเสียชีวิตแล้วหลายราย ประชาชนไม่ควรไปเสี่ยงในพื้นที่ดังกล่าวและขอให้ติดตามข่าวสารจากภาครัฐหรือ ตามสื่อต่างๆอยู่แต่ในชุมชนเท่านั้นนอกจากนี้ยังมีการสั่งให้เฝ้าสถานที่ สำคัญ  อาทิ  โรงไฟฟ้า   คลังน้ำมันธนาคารกรุงเทพฯทุกสาขา  รวมถึงสถานที่อื่นๆเพราะเกรงว่าอาจถูกกลุ่มบุคคลสร้างสถานการณ์ในช่วงนี้โดย เฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งการค้า

จันทบุรี

กลุ่ม นปช.จันทบุรี เฝ้าติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด หลัง ศอฉ.เพิ่มมาตรการณ์กดดันผู้ชุมนุมช่วงเย็นที่ผ่านมา หลัง เสธ.แดงโดนยิง ทำให้มวลชนคนเสื้อแดงจันทบุรีไม่พอใจ และยังคงรอดูท่าทีจากแกนนำที่กรุงเทพฯ บรรยากาศการชุมนุม เมื่อเวลา 22.00 น.ค่ำวานนี้ ( 13 พ.ค. ) ของกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดจันทบุรี ประมาณกว่า 100 คน ยังคงเดินทางมาร่วมชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุมของแกนนำจากกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด ผ่านพีเพิลแชนอล ระบบอินเทอร์เน็ต บางช่วงเวลาแกนนำ ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงปลุกระดมให้คนเสื้อแดงในจังหวัดจันทบุรี เดินทางร่วมชุมนุมให้มากขึ้นเพื่อกดดันรัฐบาล

สระแก้ว

ที่จุดตรวจร่วมทางเข้า ตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา,พ.ต.ต.ธัชชัย ทิพเนตร สว.ตำรวจท่องเที่ยวสระแก้ว,พ.ต.ท.เสกสรร วัฒนพงษ์ สวญ.สภ.คลองลึก และ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ด่าน ตม.สระแก้ว ได้สนธิกำลังร่วมกันตั้งด่านตรวจเข้ม บริเวณจุดตรวจร่วมทางเข้าตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดย จนท.ได้ทำการตรวจค้นอย่างเข้มงวดกับรถยนต์และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางออก ไปฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะจนท.ได้มีการนำภาพถ่ายแกนนำนปช.(กลุ่มคนเสื้อแดง) 17 คนที่ถูกศอฉ.ออกหมายจับ มาตรวจสอบหาบุคคลตามในภาพถ่าย เกรงอาจมีการลักลอบหลบหนีออกนอกประเทศ หลัง ศอฉ.ออกมาตรการกดดัน กลุ่ม นปช.ที่แยกราชประสงค์ อีกทั้งมีการลอบยิงเสธฯแดง ซึ่งอาจทำให้มีแกนนำ นปช.บางคนเกิดความกลัวแล้วหลบหนีออกไปกัมพูชา ได้ ทำให้ จนท.ต้องสนธิกำลังตรวจค้นอย่างเข้มงวด รถยนต์ทุกคันที่จะเดินทางออกไปกัมพูชา

ต่อมา พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ได้เดินทางมาตรวจการปฏิบัติของ จนท.ที่บริเวณจุดตรวจร่วมทางเข้าตลาดโรงเกลือฯโดยเน้นย้ำให้ จนท.ปฏิบัติและตรวจค้นอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจหาแกนนำ นปช.ที่ถูกออกหมายจับ จากนั้นได้เดินทางไปตรวจการปฏิบัติ ของ จนท.ตม.สระแก้ว บริเวณจุดตรวจด่าน ตม.อรัญประเทศ ซึ่ง พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว เผยว่า จนท.ได้ปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดทุกด่านตรวจฯ คาดว่าแกนนำ นปช.ที่มีหมายจับ ไม่สามารถลักลอบออกไปกัมพูชาทางด้านนี้ได้

สตูล

นายจรัส งะสมัน แกนนำคนเสื้อแดง จ.สตูล กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ด้วยอาวุธสงครามอย่างร้ายแรง ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส การที่รัฐบาลกระทำเช่นนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเข้าชุมนุมในกรุงเทพฯ แต่อย่างใด ขณะนี้คนเสื้อแดงในพื้นที่ จ.สตูล กว่า 400 คน รวมตัวเตรียมเดินทางชุมนุม กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ แล้ว ซึ่งทยอยเดินทางไปวันนี้ จนถึงวันจันทร์ เนื่องจากเกรงว่า จะถูกสกัดกั้น หากไปเป็นขบวน ส่วนความคิดเห็นส่วนตัว กลุ่มคนเสื้อแดง มีพลังมากขึ้น เกิดความรักมากขึ้น ความสามัคคีมากขึ้น

ทั้งนี้ไม่กลัวแม้ว่าความตายรออยู่ เช่นเดียวกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่กลัวความตาย จากรัฐบาล หรือ มหาชน หรือ ทรราช จะสละชีพ เพื่อประชาธิปไตย ให้ได้มีเพื่อประชาชนในการพัฒนาประเทศเท่านั้น

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์, โพสต์ทูเดย์, เนชั่นทันข่าว, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์