นิวยอร์คไทม์ : วิกฤต หลังปิดฉากชีวิตนายพลนอกแถว

แปลจาก
New York Times: Asia Pacific
Renegade Thai General Dies as Chaos Continues
http://www.nytimes.com/2010/05/17/world/asia/17thai.html?ref=global-home
By SETH MYDANS and THOMAS FULLER
Published: May 16, 2010 

โดย เซ็ธ มายแดนส์ และโทมัส ฟุลเลอร์
พิมพ์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2010

 

 

 

กรุงเทพฯ—  การต่อสู้อย่างหนักหน่วง และการระเบิดตอนย่ำรุ่งของวันจันทร์ ถือเป็นการการต่อสู้ที่ยาวนานและสาหัสที่สุดครั้งนี้ในรอบหลายปีที่ผ่านมาของประเทศไทย

ชาวบ้านติดอยู่ในที่พักของตน นักท่องเที่ยวโรงแรมห้าดาวอย่างดุสิตธานีต้องหลบภัยอยู่ชั้นใต้ดินเพื่อรักษาชีวิต “ไม่มีทางรู้ว่าระเบิดและกระสุนมาจากทิศไหน” ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์คนหนึ่งที่ติดอยู่ในโรงแรมให้การ

ช่วงเช้า เสียงปืนดังหนาหู เฮลิคอปเตอร์ครางกระหึ่ม บินวนเวียนอยู่บริเวณเหนือจุดปะทะ ไร้วี่แววว่าความรุนแรงนี้จะยุติลงเมื่อใด

เมื่อการต่อสู้บนท้องถนนที่ดำเนินมาถึงสี่วันได้ลุกลามไปสู่บริเวณอื่น สถานฑูตอังกฤษแจ้งบนเว็บไซต์ของตนว่า “ท่านควรระวังการกระทำรุนแรง การก่อวินาศกรรม ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณรอบนอกพื้นที่ชุมนุม” ข้อมูลในเว็บแจ้งต่อไปว่า “กลุ่มเสื้อแดงขู่ว่าจะมีการวางระเบิดห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในกรุงเทพฯ”

กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง ซึ่งใช้ความพยามในการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ ยึดพื้นที่ใจกลางเมืองเป็นฐานที่มั่นในการชุมนุมประท้วงมานานกว่าหกสัปดาห์ ศูนย์เอราวัณรายว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการพุ่งสูงถึง 35 ศพ และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนถึง 244 ราย

พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล นายทหารนอกแถว หนึ่งในแกนนำสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง ตกเป็นเหยื่อของเหตุลอบยิงเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา การถูกลอบทำร้ายของพลตรีขัตติยะ ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงดังที่ดำเนินอยู่

ผู้สื่อข่าวไทยรายงานว่า พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันจันทร์ และเมื่อนำไปทบกับยอดการสูญเสีย ตั้งแต่เริ่มมีการประท้วง ซึ่งบัดนี้มีไม่ต่ำกว่า 60 ชีวิต

การประท้วงนี้เป็นเสมือนสัญญลักษณ์การแสดงออกถึงการต่อสู้ดิ้นรนของคนยากไร้ที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในประเทศไทย คนจนเหล่านี้เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องทนอยู่ภายใต้ลักษณะสังคมแบบชนชั้น และอำนาจการปกครองภายใต้กำมือชนชั้นสูงในเมืองมาอย่างยาวนาน

ความสูญเสียล่าสุดมาจากการเสียชีวิตของทหาร ซึ่งเป็นศพแรกหลังเกิดจากการปะทะกันรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลาถึงสี่วัน ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินรายงานว่า การเสียชีวิตเป็นผลมาจากการถูกยิงด้วยกระสุน ใกล้ๆ บริเวณโรงแรมดุสิตธานี

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรอบพื้นที่ชุมนุมหลัก เริ่มขึ้นหลังแกนนำผู้ประท้วงปฏิเสธข้อเสนอการจัดให้มีการเลือกตั้งก่อนเวลา ซึ่งอันที่จริงเป็นสิ่งที่ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องมาแต่ต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะจึงถอนข้อเสนอ ยุติการเจรจา และออกคำสั่งให้กองทหารเข้าล้อมพื้นที่ชุมนุมโดยมิให้มีการบุกเข้าไปแต่อย่างใด เมื่อกองทหารเคลื่อนตัวเข้าไปเมื่อวันพฤหัสบดี ก็ถูกท้าทายโดยกลุ่มการ์ดที่อยู่รายล้อมผู้ชุมนุมส่วนกลาง นับจากนั้นท้องถนนในบริเวณ ก็ก้องไปด้วยเสียงของระเบิด เสียงรัวของปืน และการต่อสู้ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืน

เมื่อเจ้าหน้าที่โรงแรมประกาศเตือนว่า โรงแรมกำลังถูกจู่โจม บรรดาแขกที่มาพักโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ ต้องรีบหนีจากห้องเพื่อไปหาที่กำบังในบริเวณชั้นใต้ถุน โดยนายเปโดร อูการ์ท ช่างภาพของ Argence France-Presse ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมยังอยู่ที่เตียง ตอนระเบิดลงใกล้ๆ ห้องพัก   ผมออกจากห้องไป คนอื่นๆก็เหมือนกัน แล้วตอนนั้นเองผนังด้านนอกห้องผมก็โดนยิงใส่”“คนที่หลบอยู่ด้วยกันที่ชั้นใต้ถุนมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดประมาณ 100 คน”เขากล่าวเสริม

วันจันทร์นี้ เป็นวันครบรอบ 18 ปีเหตุความรุนแรงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 17 ถึง 20 พฤษภาคม 1992/2535หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “พฤษภาทมิฬ” ในครั้งนั้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 52 คน กับทั้งผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้มีการบันทึกไว้

สถานทูตญี่ปุ่นประกาศย้ายไปอยู่ที่ทำการชั่วคราวเมื่อวันอาทิตย์ โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ด้านหน้าสถานฑูตถดถอยลงเรื่อยๆ ทั้งถนนทางเข้าหลักได้กลายสภาพเป็นจุดตรวจของทหารไปอีกด้วย สถานทูตอเมริกันซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักก็ได้ประกาศปิดทำการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากสถานทูตอื่นๆ ที่อยู่ในย่านเดียวกัน

วันอาทิตย์ วันแห่งการประจันบาญบนท้องถนน ผู้ประท้วงระดมระเบิดเพลิง จรวดทำเอง ยิงใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ได้การตอบรับจากทหารด้วยการใช้ทั้ง กระสุนยาง และกระสุนจริง ยิงสวนกลับมา

การสังหารที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของนักแม่นปืน และคนในเครื่องแบบทหารที่มีปืนไรเฟิลและกล้องส่องพร้อม ซึ่งมีผู้พบเห็นประจำการอยู่บนตึกต่างๆ ยังมีรายงานการพบเห็นกลุ่มชายในชุดดำไม่ทราบสังกัดที่คอยก่อความรุนแรงในลักษณะเดียวกับเหตุนองเลือดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน ขณะที่ทางการพยายามกดดันให้ผู้ชุมนุมออกจากที่พื้นที่ชุมนุมอีกแห่งหนึ่ง โดยในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 24 ราย และบาดเจ็บอีกเกือบ 900 ราย

ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ รัฐบาลเสนอให้ความคุ้มครองผู้ชุมนุมที่ต้องการออกจากจุดประท้วง ซึ่งชาวบ้านได้ปักหลักและใช้เป็นที่พักแรมมากว่าหกสัปดาห์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวแสดงความเข้าใจ หากผู้ร่วมประท้วงต้องการออกไปจากจุดชุมนุม นอกจากนี้เขายังยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลที่จะถอนการ์ด นปช.ออกจากท้องถนน และพร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจา หากว่ารัฐบาลสั่งหยุดยิง ถอนทหารออก อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้มีนัยยะที่ชี้ให้เห็นถึงสายใยอันแนบแน่น ระหว่างนายณัฐวุฒิ และกลุ่มผู้ชุมนุมหัวรุนแรง

แต่แล้วนายณัฐวุฒิก็เพิ่มข้อเสนอที่รัฐบาลปฏิเสธทันที นั่นก็คือการเรียกร้องให้องค์กรสหประชาชาติเข้าร่วมการเจรจาไกล่เกลี่ยในฐานะคนกลาง หากเป็นจริงก็ย่อมเท่ากับรัฐบาลยอมรับว่า ในการเจรจานี้กลุ่มผู้ประท้วงถือเป็นกลุ่มที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

โฆษกกองทัพแถลง รัฐบาลยินดีช่วยอพยพ ผู้หญิง เด็ก และคนชรา รวมถึงผู้ใดก็ตามที่ต้องการออกจากพื้นที่ชุมนุม กลุ่มเอ็นจีโอต่างพร้อมยื่นมือช่วยเหลือ “ผมอยากจะบอกผู้ปกครองที่พาเด็กมาร่วมชุมนุมให้ออกจากพื้นที่ทันที หากท่านมีความต้องการที่จะออกไป” นายณัฐวุฒิกล่าว “แต่ผมจะอยู่ที่นี่” เขาเสริม“แต่ถ้าท่านอยากจะอยู่สู้ต่อไป ขอให้ท่านพาเด็กๆไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย”

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำผู้ประท้วงอีกคนหนึ่งกล่าวว่า พร้อมยินดีสู้จนตัวตาย จนถึงคืนวันอาทิตย์ ผู้ประท้วงจำนวนมากที่อยู่ ณ บริเวณนั้นยังยืนกรานไม่ออกจากพื้นที่ชุมนุม แม้ว่าจะได้รับการเตือนแล้วว่า อาจเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้นหากถูกทหารเข้าจู่โจม

ในวันอาทิตย์นั้นเอง รัฐบาลขยายเขตประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีกห้าจังหวัด จากที่มีการบังคับใช้อยู่แล้วก่อนหน้านี้ในกรุงเทพฯ และอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศ

“พวกท่านถูกใช้เป็นเครื่องมือ” นายกรัฐมนตรีพยายามให้เหตุผลกับผู้ชุมนุม ขณะแถลงทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการกล่าวอย่างมีนัยยะว่า เหล่าผู้ประท้วงกำลังถูกปั่นหัว และหลอกใช้โดยผู้ต้องการบ่มเพาะความรุนแรง อย่างไรก็ดี แถลงการณ์เช่นนี้ก็ไม่สามารถเข้าแทรกคลื่นที่ออกอากาศในพื้นที่ชุมนุมได้

การก่อวินาศกรรม โครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสาไฟฟ้าแรงสูง โรงเก็บเครื่องบิน คลังน้ำมัน ธนาคาร และจุดยุทธศาสตร์ของทหาร ต่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน สอดรับกับการประท้วงที่ยืดเยื้อมากว่าสองเดือน นักวิเคราะห์บางคนมองว่า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นกลยุทธในการในการบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ ที่เกิดจากการวางแผนของผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงนี้

คำกล่าวอ้างนี้เป็นสิ่งที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ แต่เราก็ยังไม่มีคำอธิบายที่เหมาะสมถึงความพยามในการสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยการใช้อาวุธสงคราม

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์