ใบตองแห้ง...ออนไลน์: หายนะพอหรือยัง-ยัง!

ความฝันของคนชั้นกลาง คนกรุง ไฮโซ เซเลบส์ ที่จะได้ช็อปกระหน่ำซัมเมอร์เซลห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ต้องสูญสลายไปกับพระเพลิง เช่นเดียวกับโรงหนังสยาม ตำนานรักของคนรุ่นพ่อแม่ แหล่งกวดวิชาของคนรุ่นลูก

ไม่แน่นา สยาม เซ็นทรัลเวิลด์ อาจถูกคร่ำครวญหวนหามากกว่าชีวิตเสื้อแดง ที่ไม่ทราบว่าปลิดปลงไปจริงๆ เท่าไหร่ หลังประกาศเคอร์ฟิวโดยไม่มีนักข่าวช่างภาพเหลืออยู่ในพื้นที่ราชประสงค์แม้แต่คนเดียว

เพราะคนกรุงคนชั้นกลางผูกพันกับสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ แต่ไม่มีความผูกพันกับ “คนชั้นต่ำ” แถมเหตุการณ์ “เผาบ้านเผาเมือง” ครั้งนี้ยิ่งทำให้โกรธแค้นเกลียดชัง “ไพร่แดง” ที่มาทำลายบ้านเมืองอันสุขสงบ (และพอเพียง) ของตน

ขณะเดียวกันก็ไม่น่าแปลกใจที่ “คนชั้นต่ำ” เผากรุงเทพฯ เพราะพวกเขาไม่ได้รู้สึกผูกพันมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนม โรงหนังชั้นหนึ่ง รึว่าโรงเรียนกวดวิชา (ที่พ่อแม่ต้องไปเข้าคิวโอนเงินเข้าแบงก์แย่งที่เรียน)

ฉะนั้นถ้าถามว่าหายนะพอหรือยัง-ยัง! สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่าความรุนแรงไม่จบง่าย เพราะความขัดแย้งแตกแยกยังดำรงอยู่ และมีแต่จะยิ่งโกรธเกลียดกัน แต่สื่อไทยกลับมีบางส่วนเชื่อว่าต้องเอาอย่างจีนปราบนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยที่เทียนอันเหมิน สงบราบคาบแล้วประเทศเจริญ!

โอเค ผมอาจจะพูดให้เว่อร์เข้าไว้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีกสุดโต่งของคนชั้นกลางและปีกสุดโต่งของคนเสื้อแดง รู้สึกเช่นนั้นจริง ขณะที่มีกระแสคนชั้นกลางอีกส่วน ปลุกความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ ออกมาเรียกร้องให้คนไทยรักกัน หยุดความโกรธเกลียด ได้โปรดสงสารเห็นใจ ให้อภัยกัน (ได้ข่าวว่าจะมีการรวมศิลปินมาร้องเพลงแบบ We are the World เห็นคนอีสานเป็นอาฟริกันไปซะแล้ว)

พวกนี้ยิ่งพูดยิ่งสับสน เช่น ว.วชิรเมธี บอกให้เอาอย่างอเมริกาเขามีคนหลากเชื้อชาติหลายสีผิวยังอยู่ร่วมกันได้ อ้าว เฮ้ย อเมริกาเขาอยู่ร่วมกันได้เพราะเขาเป็นประชาธิปไตย มีความเสมอภาค มีความยุติธรรม เอาแพ้เอาชนะกันในกรอบกติกา ไม่ใช่ลากปืนรถถังมาโค่นล้ม หรือใช้อำนาจศาลมาหักหาญมติมหาชนในการเลือกตั้ง

การพูดเรื่องความรักความเห็นใจไม่โกรธไม่เกลียด ก็เท่ากับเข้าทางผู้มีอำนาจ เพราะละเลยความจริงที่เป็นรากเหง้า นั่นคือความยุติธรรม ความเสมอภาค และการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง มวลชนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจคืนจากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ แล้วพวกเขาถูกไล่ฆ่า พวกคุณบอกรักนะ (เด็กโง่) ให้อภัย-ให้อภัยใคร เขาเขียนบอกโต้งๆ แล้วว่า “กูจะลงใต้ดิน”

อย่ามาปลุกกระแสเศร้าสร้อยเสียใจ กลบความรับผิดชอบของรัฐบาลมือเปื้อนเลือด ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่มีแม้แต่คำว่า “เสียใจ” ไม่ต้องพูดไปไกลถึงคำว่า “ขอโทษ” เห็นแต่ออกมาบดขยี้ให้ร้ายไล่ล่าเสื้อแดงทั้งแกนนำและมวลชน

ผมดูอภิสิทธิ์พูดออกทีวีเมื่อคืนวันที่ 19 แล้วหดหู่แทนคนเสื้อแดงว่า ลูกชายหมออรรถสิทธิ์ไม่ได้แสดงความเศร้าเสียใจต่อชีวิตคนที่สูญเสียไปเลยสักนิด อภิสิทธิ์พูดแต่ว่าจะนำบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ อภิสิทธิ์พูดแต่ว่าจะช่วยเหลือคนกรุง “พี่น้อง” ที่ประสบความยากลำบาก อภิสิทธิ์พูดกับคนกรุงคนชั้นกลาง ที่เป็นฐานเสียงของตัว โดยไม่ได้สนใจที่จะพูดกับคนเสื้อแดงที่ “พี่น้อง” ของเขาตายไปเกือบ 50 ศพ เหมือนตัดคนพวกนี้ออกไปเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ทั้งหมด

นี่ทำให้ผมนึกถึงใครรู้ไหมครับ ทักษิณ-ในกรณีตากใบ

ผมไม่คิดว่าทักษิณสั่งให้เอาคนขึ้นรถนอนทับกันจนตายเกือบร้อย แต่คนตายมากขนาดนั้นจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำประเทศที่มีเมตตาธรรมต้องเศร้าเสียใจ และต้องขอโทษ แต่ทักษิณกลับเฉยเมย

ครั้งนี้ยิ่งหนักกว่า คนตายจากปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” ของ ศอฉ.ที่อภิสิทธิ์รับรู้อยู่ใกล้ชิด คุณโทษว่าเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย (ที่เลือกยิงเฉพาะพวกตัวเองฝ่ายเดียว) แต่คุณรู้อยู่แก่ใจว่าจริงไหม คุณไม่แสดงความเสียใจสักคำ ไม่มีน้ำตาสักหยด ไม่มีความเศร้าสร้อย... แล้วคุณจะไปปรองดองกับใครครับ

กูจะลงใต้ดิน...ก็เขาบอกอยู่แล้ว

รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

รัฐบาลและคนชั้นกลางโทษเสิ้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ขณะที่บางส่วนก็โทษทั้งสองฝ่าย แต่รัฐบาลต่างหากที่ต้องรับผิดชอบเป็นหลัก

ผมไม่ปฏิเสธว่าเสื้อแดงผิด แต่เวลาที่เกิดจลาจลแบบนี้ ย้อนไปดู 14 ตุลาก็เผากองสลาก พฤษภาก็เผา สน.นางเลิ้ง ทั้งสองเหตุการณ์เกิดหลังสลายการชุมนุม พฤษภาเกิดหลังจับจำลอง 14 ตุลาอาจจะต่างกันหน่อยคือเกิดจากความโกรธแค้นของมวลชนโดยธรรมชาติ พฤษภามีการจัดตั้ง ใครเผา สน.นางเลิ้งก็รู้กัน ใครปล่อยมอเตอร์ไซค์ออกมาอาละวาด

พฤษภาปีนี้มีทุกรูปแบบ คือมีทั้งความโกรธแค้นของมวลชนโดยธรรมชาติ มีทั้งการจัดตั้ง (ถ้าไม่เตรียมไว้ก่อน จะไปหายางรถยนต์เก่าจากที่ไหนมาเผาได้มากมายขนาดนี้) และมีทั้งกองกำลังติดอาวุธที่ซุ่มซ่อนอยู่

ไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่ามีกองกำลังติดอาวุธ แต่พวกนี้ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่ใช่คนอีสานสามล้อแท็กซี่ ที่ยิง M79 พวกนี้ก็ “ชายชุดเขียว” นั่นแหละ ลูกน้องของนายทหารรุ่นหนึ่ง รวมกับพวกมาเฟียคุมบ่อน

เพียงแต่มีคำถามว่าพวกนี้มันงี่เง่าอะไรจึงเลือกยิงเฉพาะมวลชนเสื้อแดง และมีคำถามว่า ทหารทำอะไรพวกนี้ได้บ้างไหม เห็นมีแต่ศพมวลชนที่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ “ผู้ก่อการร้ายบั้งไฟ” กองกำลังติดอาวุธตัวจริงลอยนวล

ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบคือ ทำไมต้องสั่ง “กระชับพื้นที่” ในวันที่ 14 พ.ค. ในเมื่อม็อบเสื้อแดงกำลังถูกกดดันทางเมือง ชาวบ้านด่าขรมว่ายึกยัก แม้แต่ผมก็ยังด่า แนวร่วม ผู้เห็นใจ หันมาด่าเสื้อแดงเป็นไฟ ถ้าปล่อยไปเสื้อแดงจะทนได้อีกกี่วัน เพราะวันที่ 17 โรงเรียนก็เปิดเทอมแล้ว กลัวอะไรนักหนาถึงไม่ยอมให้ไอ้เทือกไปมอบตัวกับตำรวจ

อย่าบอกนะว่าคุณเชื่อว่าการ “กระชับพื้นที่” โดยติดป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” พร้อมกับปืนติดกล้อง จะไม่เกิดความรุนแรง คุณเล็งเห็นได้ตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมจึงตัดสินใจพร้อมกับ “ตระบัดสัตย์” ยกเลิกสัญญาประชาคมที่จะให้มีการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน
ใช่หรือไม่ว่าคุณฉวยกระแสที่คนเบื่อหน่ายชิงชังเสื้อแดง สลัดเสื้อคลุมนกพิราบทิ้งแล้วโฉบลงมากินซากศพ (ไม่ใช่เหยี่ยวแล้ว)

ประเด็นนี้ก็ไม่ต่างกับการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ยกระดับให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เพียงแค่อริสมันต์พามวลชนกลุ่มหนึ่งบุกรัฐสภา

หลังจากเริ่มปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” แล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเจรจา ทหารเดินหน้ามีเสื้อแดงตายทุกวัน จะไปเรียกร้องให้เขายอมสลายการชุมนุมได้อย่างไร เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พิสูจน์ว่าแกนนำพูดจริง ที่ว่ามวลชนไม่ยอม เมื่อแกนนำมอบตัว มวลชนยิ่งอาละวาด

ฝ่ายรัฐบาลเอง เห็นท่าทีชัดเจนตั้งแต่กอร์ปศักดิ์เอาคำพูดณัฐวุฒิ ที่คุยกันส่วนตัวทางโทรศัพท์ มาให้ร้ายออกสื่อ คนที่จะเจรจากันต่อไปเขาไม่ทำอย่างนี้ แสดงว่ารัฐบาลไม่ต้องการเจรจา แต่ต้องการบีบให้ยอมจำนนสถานเดียว

เสื้อแดงไม่ใช่ผีบุญ

ผมเห็นด้วยกับ อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง บางส่วนว่าเสื้อแดงมีลักษณะคล้าย “ผีบุญ” ที่ทำลายตนเอง เพราะหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เสื้อแดงคงถูกปฏิเสธจากกระแสสังคมวงกว้าง รวมทั้งถูกกดดันปราบปรามจากอำนาจรัฐที่จะไล่ขยี้

ขบวนการเสื้อแดงหลังถูกปราบ อาจมีแนวร่วมน้อยลง มีคนเข็ดขยาดไปจำนวนหนึ่ง ขณะที่ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นพวกเจ็บแค้นแน่นอก พร้อมจะต่อสู้ พร้อมจะเป็นกองโจร พร้อมจะลงใต้ดิน ฯลฯ แต่ปัญหาคือไม่รู้จะระบายออกอย่างไรเพราะแกนนำอาจถูกจับกุมคุมขังยาวนาน กลายเป็นงูหลังหักที่อาฆาตพยาบาทแต่ไม่มีหัวไม่มีทิศทาง

ส่วนตัวผมคิดว่าการจัดตั้งของเสื้อแดงยังไม่เข้มแข็ง เป็นแค่การแสดงออกตามอารมณ์ของมวลชน ฉะนั้น ไอ้ที่จะพัฒนาไปเป็นกองโจร กองกำลังติดอาวุธ ไม่มีทาง คุณจะไปหาอาวุธที่ไหน ฝึกให้คนเป็นกองกำลังได้อย่างไร ไม่ง่ายนะครับ เรื่องนี้เลิกคิดได้

ยิ่งถ้าพูดในหลักการแล้ว การใช้กำลังอาวุธโค่นอำนาจรัฐ ไม่มีทางจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย เพราะคุณจะต้องกลายเป็นเผด็จการเสียเอง เพื่อรักษาอำนาจ

อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงการแข็งขืนอำนาจรัฐ หรือ “กึ่งลงใต้ดิน” ก็อาจเป็นไปได้ และอาจต้องเป็นด้วยซ้ำ เพราะน่าห่วงว่าแกนนำเสื้อแดงระดับรอง เช่นระดับจังหวัด อำเภอ จะถูกกำจัดหรือจำกัดบทบาท ด้วยมาตรการทางกฎหมาย ด้วยมาตรการทั้งทางสว่าง ทางมืด ทางลับ ในยุค พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ทุกจังหวัดมีรองผู้ว่าฝ่ายทหารย้อนยุคคอมมิวนิสต์

ฝากบอกให้ระวังตัวกันด้วยนะครับ อาจจะเป็นไข้โป้งด้วยสาเหตุชู้สาว ขัดผลประโยชน์ หรือไม่ก็ “ผู้ก่อการร้ายฆ่าตัดตอน” แถวภาคเหนือก็ระวังจะหายตัวเหมือนนักธุรกิจซาอุฯ

ฉะนั้นอย่างน้อยในช่วงต้น แกนนำเสื้อแดงระดับท้องถิ่น ไม่ลงใต้ดินก็เหมือนลงใต้ดิน คือต้องระวังเนื้อระวังตัว และต้องสร้างมวลชนที่พร้อมจะพิทักษ์ปกป้องกันในหมู่บ้าน ในตำบล สร้างเครือข่ายระหว่างมวลชน นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นแดง

พูดง่ายๆ ว่าเสื้อแดงจะต้องถอยไปตั้งรับ รักษามวลชน ปกป้องตนเอง และถ้าจะพูดถึงการเอาชนะ แม้แต่การเอาชนะเลือกตั้งผ่านพรรคเพื่อไทย ก็อาจจะยาก เพราะถ้าพลังเสื้อแดงถูกกดลง นักการเมืองก็คือนักการเมือง บางส่วนมันก็พร้อมจะย้ายพรรคหนี

ถ้ามองว่าพลังที่ต่อต้านอำมาตย์มีเพียงเสื้อแดง ก็อาจถึงจุดจบ แต่ถ้ามองว่าเสื้อแดงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังประชาธิปไตย ผมไม่คิดว่าเป็นจุดจบ และถ้าเรามองทะลุ ผู้กุมอำนาจในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่ยุคถดถอย ความไม่เป็นประชาธิปไตย ความไม่เป็นธรรม ความอยุติธรรม รวมทั้งผลประโยชน์ จะทำให้พวกเขาเสื่อมเอง

สถานการณ์เมื่อปีที่แล้ว หลังปราบเสื้อแดงเมื่อสงกรานต์ ก็เห็นชัดว่าพอเสื้อแดงซาไปพักหนึ่ง “ระบอบไม่เอาทักษิณ” ก็กัดกันเอง แย่งชิงผลประโยชน์กันเอง รัฐบาลมีเรื่องฉาวโฉ่คอร์รัปชั่น แต่กลไกของคนชั้นกลางอย่างสื่อ นักวิชาการ กลับเมินเฉย (รถเมล์ 4 พันคันทำโวยวายจะเป็นจะตาย สุดท้ายก็เงียบ) นั่นคือความเสื่อม

คุณเชื่อหรือว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะ “ปฏิรูปประเทศไทย” ได้ สร้างความเป็นธรรมได้ ไม่ต้องพูดถึงความเป็นทรราชย์มือเปื้อนเลือด เอาแค่การอนุมัติงบทหาร 2.2 แสนล้าน เพิ่มเป็น 2 เท่าจากปลายยุคทักษิณ มันก็ขัดกันเอง ปตท.แถลงผลกำไรมหาศาล แต่เพิ่งลดราคาน้ำมัน 40 ตังค์ ทั้งที่ตลาดโลกลดลง 10 กว่าดอลลาร์ (นี่ถ้าเป็นยุคทักษิณ รสนาอาจจะนำม็อบบุกเผา ปตท.ไปแล้ว-เสื่อม)

ยิ่งกว่านั้น การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์เสรีนิยม กับอุดมการณ์จารีตนิยม ซึ่งโดยพัฒนาการของสังคมแล้ว มันไม่เหมือนผีบุญ ไม่เหมือนเทียนอันเหมิน ถ้าเปรียบให้คล้ายหน่อยก็คือการประท้วงเลือกตั้งที่อิหร่าน ซึ่งทอดเวลาต่อไปผมไม่คิดว่าฝ่ายเสรีนิยมอิหร่านจะแพ้

เพียงแต่เรื่องเศร้าของประเทศนี้คือ มันไม่มีใครชอบธรรมพอที่จะเป็นผู้ชนะ แม้มวลชนเสื้อแดงจะเป็นพลังประชาธิปไตย เป็นความตื่นตัวที่ก้าวหน้า แต่หันไปดูผู้นำ ดูทักษิณ ดูพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็รู้สึกเต็มกลืนที่จะเชียร์ให้ชนะ ไม่ต้องพูดถึงประชาธิปัตย์และอำมาตย์ที่ปล้นอำนาจไร้ความชอบธรรมสิ้นเชิง

จริงๆ แล้วสังคมไทยต้องการชัยชนะร่วมกันของทุกฝ่าย ที่จะเป็นทางออกของสังคม นั่นคือการกลับเข้าสู่หลักการและเหตุผล ตระหนักในหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ ความยุติธรรม ความเสมอภาค โดยเห็นพ้องต้องกันว่าที่ผ่านมานั้นมันผิด ผู้ที่ทำผิดต้องยอมรับผิด จึงจะปรองดองและเดินหน้ากันต่อไป ไม่ใช่ลอยหน้าลอยตาว่าตัวเองเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง หรือเป็นเปาบุ้นจิ้นซักผ้าขาว แต่ความจริงเป็นไฮเตอร์ เอามาใช้กับผ้าสีก็ฉิบหายหมด

ผมเห็นคำทำนายของโหร โทษว่าประเทศพินาศเพราะนักการเมือง เพลงคาราบาว ก็โทษนักการเมือง เป็นความคิดที่บ้องตื้นมาก นักการเมืองไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่ใช่ตัวดีอยู่แล้ว แต่ลำพังนักการเมืองทำให้ประเทศพินาศไม่ได้ ประเทศพินาศเพราะ “หลัก” พินาศ องค์กรสถาบันที่ควรทำหน้าที่กลับไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าสถาบันกองทัพ สถาบันตุลาการ สถาบันของคนชั้นกลางเช่นสื่อ นักวิชาการ

ถ้าคุณว่านักการเมืองเลว ลำพังคนเลวทำให้สังคมย่อยยับไม่ได้หรอกครับ แต่ที่สังคมไทยย่อยยับเพราะคนดีไม่อยู่ในหลัก จนไม่มีอะไรให้ยึดถือ เหมือนชกกันแล้วชกใต้เข็มขัดทั้งคู่มันก็กลายเป็นมวยวัด

คนพวกนี้ต้องออกมารับผิด คนที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ สื่อ นักวิชาการ ที่ช่วยกันบิดเบือนหลักประชาธิปไตยหลักนิติรัฐ ก่อให้เกิด 2 มาตรฐาน ต้องยอมรับผิด แล้วจึงจะให้อภัยกัน จากนั้นก็แก้ไขรัฐธรรมนูญเอาอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งออกไป นั่นจึงจะนำไปสู่ความปรองดอง และสันติ

แต่... มันเป็นไปไม่ได้ นั่นแหละคือความมืดมิดที่แท้จริง เพราะกลายเป็นการต่อสู้ที่ไม่ว่าใครชนะก็มืดมน

ใบตองแห้ง
21 พ.ค.53
หมายเหตุ-ขออภัยฉบับแรกที่ลงมีความผิดพลาด ผมเขียนเสร็จตอนดึก ง่วงมาก ส่งไฟล์ผิดโดยไม่ทัน save ตอนท้าย
 

 

หมายเหตุ: แก้ไขล่าสุด โดยผู้เขียนบทความ เมื่อ 21 พ.ค.53 12.17PM

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์