อดีต ส.ว.-เอ็นจีโอ จี้สภายับยั้งเอกสิทธิ์ ‘จตุพร’ ชี้ผิดหนักฐานก่อการร้าย

 

 
24 พ.ค.53 อดีตสมาชิกวุฒิสภานำทีมลงชื่อจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกรัฐสภา เรียกร้องให้ยับยั้งการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายจตุพร พรหมพันธ์ ในทันที เนื่องจากมีความผิดร้ายแรงฐานก่อการร้าย โทษหนักถึงประหารชีวิต
 
000
 
24 พฤษภาคม 2553
 
เรื่อง      ข้อเรียกร้องต่อกรณีการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของนายจตุพร พรหมพันธ์
 
เรียน     สมาชิกรัฐสภา
 
            จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ซึ่งได้กระทำการอันเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11 (1) ตามหมายจับที่ ฉฉ 8-24/2553  ลงวันที่ 8 เมษายน 2553 โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมด 17 ราย
 
            ปรากฏว่าในหมายจับดังกล่าวกลับไม่มีชื่อของนายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. คนสำคัญ โดยเหตุที่  นายจตุพรดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคเพื่อไทย มีสถานะเป็นสมาชิกรัฐสภา และได้ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา131 ด้วยเหตุว่ามีการประกาศจัดให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2554 ทำให้ไม่สามารถออกหมายจับและควบคุมตัวนายจตุพรได้นั้น
 
            ในการนี้ พวกเราในฐานะอดีตสมาชิกรัฐสภา พลเมืองที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการในวุฒิสภา รวมทั้งพลเมือง และองค์กรพลเมืองที่ปรารถนาความเป็นธรรมในสังคม ได้เล็งเห็นว่า การใช้เอกสิทธิ์พิเศษดังกล่าวของนายจตุพร พรหมพันธ์ เป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเป็นการกระทำความผิดความร้ายแรงตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่อาศัยอำนาจการประกาศตามความในพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อีกทั้งยังกระทำความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา135/1 และมาตรา135/2ซึ่งเป็นความผิดฐานก่อการร้าย มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต อีกทั้งการกระทำความผิดของนายจตุพร พรหมพันธ์ นั้นยังได้ปรากฏชัดเจนต่อสาธารณะชนในประเทศและในระดับนานาชาติว่า เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศไทย ทั้งในด้านความปลอดภัย ชีวิตของประชาชน ทรัพย์สินของประชาชน ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติ คุกคามความสงบสุขของบ้านเมืองจนทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะของการเกิดสงครามกลางเมือง เกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล อีกทั้งยังปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในสังคมขั้นรุนแรง อันเป็นชนวนเหตุความรุนแรงในสังคมในระยะยาว
 
            พวกเราจึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1.    เราขอเรียกร้องให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจที่มีอยู่ตามมาตรา131 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ยับยั้งการให้เอกสิทธิ์แก่นายจตุพร พรหมพันธ์ โดยไม่มีเงื่อนไขโดยทันที เพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างอันสร้างความมัวหมองแก่สถาบันนิติบัญญัติของชาติอันทรงเกียรติ
 
2.    เราขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันลงมติเพื่อถอดถอน    นายจตุพร พรหมพันธ์ ออกจากการเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการดังกล่าว เพราะคณะกรรมาธิการชุดนี้ควรเป็นคณะกรรมาธิการที่มีความสำคัญยิ่งในการสร้างกระบวนการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงไม่สมควรให้มีสมาชิกที่มีข้อครหาเรื่องความโปร่งใสทางการเมือง การปลุกปั่นสร้างความแตกแยกทางการเมืองถึงขั้นเป็นผู้การก่อการร้ายที่มีความผิดปรากฏต่อสาธารณะเด่นชัด มีตำแหน่งในคณะกรรมาธิการนี้
 
 
3.    เราขอเรียกร้องให้นายจตุพร พรหมพันธ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา ได้พึงสำนึกว่า การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น คือการดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติจากการเลือกตั้งของประชาชนและได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ มีอำนาจในการพิจารณากฎหมายของประเทศ ได้รับสิทธิพิเศษ ผลตอบแทนจากภาษีของประชาชนอย่างมากมาย ดังนั้นการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีสถานะเป็นสมาชิกรัฐสภาจึงควรมีความหมายถึงการมีความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนปกติทั่วไป
 
 
ทั้งนี้ พวกเรามีความเห็นร่วมกันในการที่จะผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีความเป็นธรรม ยกเลิกการมีสิทธิพิเศษที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้เกิดบรรทัดฐานการเลือกปฏิบัติและการคาดหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในทางที่มิชอบ อันจะนำความมัวหมองมาสู่สถาบันนิติบัญญัติของชาติ
 
บุคคลและองค์กรผู้ร่วมลงนาม
ก.     บุคคลที่ร่วมลงนาม
1. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตสมาชิกรัฐสภา
2. นางเตือนใจ กุญชร ณ อยุธยา ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตสมาชิกรัฐสภา
3. นายวรภัทร วีรพัฒนคุปต์ อดีตเลขานุการคณะทำงานส่งเสริมประชาชนในการศึกษาการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา
4. นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมภาคประชาชนมีส่วนร่วมป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ ในคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
5. น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อนุกรรมาธิการส่งเสริมภาคประชาชนมีส่วนร่วมป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ ในคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
6. นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตอนุกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ วุฒิสภา
7. นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์
8. นางสาวจิดาภา บัณฑิตย์ ผู้จัดการสำนักงานประธานกรรมการ บมจ. แพรนด้า จิลเวอรี่
9. นาย จิรายุ เเสงเล็ก ผู้ประสานกลุ่ม social action leader for thailand (salt)
10. นางจิรา ปานมณี
 
ข. กลุ่ม องค์กรที่ร่วมลงนาม
1. เครือข่ายเยาวชนฮักถิ่นลำปาง
2. เครือข่ายเยาวชนฮักถิ่นอุตรดิตถ์
3. กลุ่มเทียนส่องทาง
4. กลุ่มน้ำตาเทียน
5. กลุ่มกล้าธรรมม์
6. กลุ่มแนวร่วมนักเรียน นักศึกษาไทยในประเทศและต่างแดน(WTSA)

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์