กลุ่มอิสระในเชียงใหม่ติดป้ายรณรงค์มนุษยธรรม

กลุ่มอิสระใน จ.เชียงใหม่ ร่วมกันรณรงค์ติดป้ายตามวัดในเชียงใหม่ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดพันเตา วัดพระสิงห์ และวัดอุโมงค์ เพื่อรณรงค์ และมีการร่วมพูดคุยกับพระสงฆ์ เพื่อรณรงค์ให้เห็นมนุษยธรรมและสันติภาพ

 

ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. กลุ่มอิสระใน จ.เชียงใหม่ ร่วมกันรณรงค์ติดป้าย “ทุกฝ่ายหยุดทำร้ายประชาชน” ตามวัดในเชียงใหม่ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดพันเตา วัดพระสิงห์ และวัดอุโมงค์ เพื่อรณรงค์ และมีการร่วมพูดคุยกับพระสงฆ์ เพื่อรณรงค์ให้เห็นมนุษยธรรมและสันติภาพ

โดยล่าสุด วานนี้ (24 พ.ค.) นายวิภู ชัยฤทธิ์ ตัวแทนกลุ่มอิสระให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนี้ต้องมีการถามหาความรับผิดชอบจากการสังหารหมู่ประชาชนจากการชุมนุมที่แยกราชประสงค์

"นี่ไม่ใช่แค่การล้อมฆ่าโดยกำลังทหาร แต่มันมีเสียงว่า 'ฆ่ามันๆ' จากคนไทยด้วยกันตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ หรือแม้แต่ในสังคมออนไลน์" นายวิภูกล่าว "ผมว่าแปลกมากถ้าไม่มีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ คนเกลียดถึงกับต้องการจะฆ่ากัน แล้วก็เป็นการฆ่าสำเร็จ เป็นการยินยอมให้รัฐบาลสั่งฆ่าเพื่อนมนุษย์ที่หนำซ้ำยังเป็นเพื่อนร่วมชาติ"

นายวิภูกล่าวว่า ถ้าหากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากข้ออ้างว่าเพราะผู้ชุมนุมเรียกร้องก่อความวุ่นวายในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ก็ขอให้ลองมองย้อนไปดูถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสังคม ที่เคยเป็นมาในเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ อาจสูญเสียรายได้ หรือกับบางคนอาจต้องสูญเสียการงาน แลกกับการต้องดิ้นรนขัดสนทั้งชีวิตของคนที่ไปชุมนุม นี่ผมยังไม่พูดถึงคนอีกกลุ่มที่มีการศึกษา มีโอกาสในหน้าที่การงานที่ดีกว่า แต่พวกเขาออกมาร่วมเรียกร้องในสถานที่ชุมนุม ปรากฏการณ์อย่างนี้ไม่ใช่นัดกันมาแล้วทำได้ ไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวแล้วทำได้ มันต้องมีเหตุปัจจัยที่สำคัญเป็นองค์ประกอบด้วย

“พวกผมพยายามรณรงค์มาก่อนหน้านี้แล้ว ให้ทุกฝ่ายหยุดทำร้ายประชาชน หยุดใช้ความรุนแรง เพราะมันจะนำไปสู่เหตุที่ไม่อาจประเมินสถานการณ์ได้ แล้วกลับเป็นรัฐเสียเองที่ปิดหูปิดตา เลือกจะใช้อำนาจเด็ดขาดปราบปรามประชาชน อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ผมประหลาดใจว่ามีประเทศประชาธิปไตยแห่งใดในโลก ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แล้วผู้นำรวมทั้งรัฐบาลยังคงสง่าผ่าเผยอยู่ได้”

ถึงวันนี้แล้ว การเรียกร้องเรื่องให้ทุกฝ่ายหยุดทำร้ายประชาชนของเราเปลี่ยนแปลงไป เพราะรัฐที่น่าจะเป็นฝ่ายซึ่งควรมีวุฒิภาวะสูงกว่า กลับเลือกวิธีการที่ป่าเถื่อนที่สุดซึ่งมนุษย์สามารถกระทำต่อมนุษย์ได้ คือการฆ่ามาใช้ ดังนั้น การออกมาคราวนี้ของเรา จึงเป็นการออกมานำเสนอความจริง ไม่ใช่ความจริงฉบับ ศอฉ. แต่เป็นความจริงฉบับชาวบ้าน ผ่านภาพที่ ศอฉ. ไม่ได้คัดเลือก และบางภาพซึ่งคัดเลือกไปแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการตกแต่ง เพราะเราจะไม่ซ้ำเติมเหตุการณ์ด้วยวิธีตบตาประชาชน

"ผมเข้าใจว่าหลายคนอาจมองเราเชื่อมโยงกับสีใดสีหนึ่ง แต่ผมยืนยันว่าพวกเราทำในฐานะของเพื่อนมนุษย์ที่ยังเห็นค่าในความเป็นมนุษย์ของกันและกันเท่านั้น และผมหวังว่าความจริงที่พวกเรานำ มาออกมาเสนอนี้ หากแม้ไม่สามารถจะเรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีแสดงออกถึงความรับผิดชอบได้ ก็ขอให้สิ่งที่ปรากฏได้สามารถเรียกร้องความเป็นมนุษย์ของใครหลายคนกลับคืนมา เพราะเท่าที่ผ่านมานั้นพวกเราตกเป็นเหยื่อข้อมูลทางการเมืองมามากแล้ว โดยลืมคำนึงไปหรือเปล่าว่า สิ่งที่บรรดานักการเมืองรุ่นเลือดเย็นกำลังทำอยู่นั้น พวกเขาทำไปเพื่ออะไร ผมรู้อย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่เพื่อรักษาสวัสดิภาพและชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน ตราบเท่าที่พวกเขาจะใช้คำว่าผู้ก่อการร้าย เรียกขานถึงใครอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และมันแปลว่าประชาชนผู้นั้นถูกรัฐ อนุญาตให้ฆ่าเรียบร้อยแล้ว" นายวิภูกล่าว

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์