ความจริง..คำพิพากษา..และไอ้ฟัก

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

The dark nights have perhaps in some ways cost mankind less grief than the false dawns, the Prison Houses in which hope persists less grief than the Promised Land where hope expires.

(Louis Kronenberger)

 

สองวันที่ผ่านมา ผมหยิบหนังสือนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ของ ชาติ กอบจิตติ มาอ่านอีกรอบหนึ่ง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยอ่าน “คำพิพากษา” เป็นเรื่องราวของ “ฟัก” ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งซึ่งถูกผู้คนในหมู่บ้านตีตราว่าเอาเมียพ่อมาเป็นเมียตัวเอง ซึ่งเมียพ่อหรือ“ม่ายสมทรง” นั้นเป็นหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจะสติ      ไม่สมประกอบ ไม่อยู่ในกรอบจารีตของสังคมปกติ ฟักต้องอยู่กับความทรมานจากการถูกตีตราดังกล่าว โดยเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งความจริงต้องประจักษ์ขึ้นและชาวบ้านคงเข้าใจตน แต่ดูเหมือนชาวบ้านในหมู่บ้านจะไม่เข้าใจและไม่เคยคิดจะเข้าใจ ไม่เคยแม่แต่จะถามด้วยว่าอะไรคือความจริง ฟักหนีออกจากความทุกข์ใจด้วยการหันไปหาเหล้าเป็นที่พึ่ง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม ฟักกลายเป็นคนขี้เหล้าที่ไม่มีใครยอมรับเชื่อถือ และนำไปสู่การถูกหักหลังโดยครูใหญ่ของโรงเรียนที่ฟักเคยเป็นภารโรงอยู่ด้วยการโกงเงินค่าแรงที่ฝากเคยไว้ เรื่องราวจบลงด้วยความตายของฟัก พร้อมๆ กับ “ความจริง” ที่สูญหายไปจากการรับรู้ของผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งนั่นคือบทสรุปเรื่องราวที่ชาติ กอบจิตติ เรียกว่า “โศกนาฏกรรมสามัญ ที่มนุษย์กระทำและถูกกระทำอย่างเยือกเย็นในภาวะปกติ”

นวนิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2525 (ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่นัก) และถ้าผมจำไม่ผิด  ได้มีการนำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์รวมทั้งภาพยนตร์หลายครั้งหลายเวอร์ชั่น..

ผมวางหนังสือลงเมื่ออ่านจบ..ความหดหู่เศร้าหมองได้เข้ามาแทรกซึมในหัวใจเมื่อได้หวนกลับมาคิดถึงปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้  และผมพบว่ามีสองสามประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน..

ความจริงที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากสังคม

ความจริงบางอย่าง...ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยการให้ความหมายจากผู้คนในสังคม.. และโดยที่เราอาจรู้ตัวและไม่รู้ตัว..เราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพิพากษาผู้อื่น..ทั้งๆ ที่ “ความจริง” อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดว่ามันเป็น..และนี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวโหดร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้..

ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมของ นปช. รัฐบาลได้สร้างภาพความจริงขึ้นมาชุดหนึ่งผ่านสื่อมวลชนกระแสหลักมาโดยตลอดว่า การชุมนุมของ นปช. นั้นมีผู้ก่อการร้ายแฝงตัว มีกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย มีการสะสมอาวุธร้ายแรงจำนวนมาก ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างจังหวัดซึ่งถูกหลอก ถูกจ้างมา หรือถูกล้างสมองโดยแกนนำ นปช. ซึ่งมีผู้บงการใหญ่คือ ทักษิณ ชินวัตร  และที่สำคัญคือเป็นการเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายล้มเจ้า” ที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐไทย

ผมคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า..มีความรุนแรงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากฝั่งของผู้ชุมนุม นปช. ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งสำหรับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ได้เคลื่อนออกไปวิถีแห่งสันติวิธี..

และด้วยภาพความจริงชุดดังกล่าวนี้เอง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของ “ชนชั้นกลวง” ในเมืองหลวงจำนวนหนึ่งที่กดดันให้รัฐบาลรีบตัดสินใจจัดการใช้กำลังทหารและอาวุธเพื่อสลายการชุมนุม ได้นำไปสู่ปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” ที่เวทีชุมนุมผ่านฟ้า และการดำเนินการ “กระชับวงล้อม” ภายใต้ “ปฏิบัติการราชประสงค์” ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งจากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนและการเผาทำลายอาคารสถานที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาจากการปฏิบัติการดังกล่าว

รัฐบาลและ สอฉ. ได้พยายามที่จะสร้างและควบคุม “ความจริง” ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยการใช้อำนาจรัฐผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก ไม่ว่าจะด้วยการแถลงการณ์ของ สอฉ. ที่เกิดขึ้นอย่างถี่ยิบ การควบคุมเนื้อหาสาระของข่าวสารที่จะถูกนำเสนอ ตลอดจนการการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์หรือสื่ออื่นๆ ที่พยายามจะแสดงให้เห็น “ความจริง” ในอีกด้านหนึ่ง

และเมื่อ “ความจริง” ที่รัฐบาลได้ประกอบสร้างขึ้น ได้กลายไปเป็น “ความจริง” ของสังคม จึงนำไปสู่การร่วมกันพิพากษาของบรรดาชนชั้นกลางส่วนใหญ่ว่า “การตาย” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่ชอบธรรมแล้ว ซึ่งสำหรับผมแล้ว..นั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายและน่าเศร้าใจอย่างมากที่สุด

...ไม่มีใครในหมู่บ้านได้รู้หรือเห็นว่าไอ้ฟักได้เอาแม่เลี้ยงเป็นเมียจริงหรือไม่ แต่ทุกคนในหมู่บ้านก็พร้อมที่จะปักใจเชื่ออย่างนั้น..

ความเชื่อ..ที่อยู่เหนือเหตุผล

การคิดเห็นที่แตกต่างเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติในสังคมประชาธิปไตย..เหมือนคนหนึ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านเรื่อเดียวกันแต่อาจคิดไปได้หลายแบบ..บางคนมองว่าดีมาก..บางคนว่าไม่สนุก..ทัศนะวิจารณ์และ การถกเถียงจึงเป็นเรื่องที่ปกติและสังคมสมควรยอมรับให้ได้

แต่สิ่งที่ไม่ปกติ..มันคือสภาวะของการทนกันไม่ได้และยอมรับให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา..

เรามักเลือกฟังและเชื่อแต่คนที่เราคิดว่าเป็นคนดี..มีความรู้..มีเกียรติน่านับถือ..(อย่างหลวงพ่อหรือครูใหญ่)..และมักจะไม่เชื่อคนที่เรามองว่าการศึกษาต่ำ..คนที่ไม่มีเกียรติ..คนที่ยากจน..(อย่างไอ้ฟักหรือสัปเหร่อไข่) เพราะเรามีความหยิ่งทะนงในตัวว่าคนชั้นต่ำพวกนี้จะมารู้ดีกว่าเราได้อย่างไร

..บางครั้งความเชื่อก็อยู่เหนือเหตุผล..และนั่นคือความ absurd ของโลกใบนี้..

การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ได้ถูกมองว่าเป็นการชุมนุมของผู้คนที่มาจากต่างจังหวัด เป็นพวกชนชั้นล่างเป็นพวกที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา จึงถูกตีตราไว้ก่อนแล้วจาก “ชนชั้นกลวง” ในเมืองว่าคนพวกนี้จะไปรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย” ได้ดีกว่าพวกเราชาวศิวิไลซ์ได้อย่างไร

กลุ่มคนเสื้อแดง จึงเป็นเพียงชาวบ้านที่ถูกหลอกมา ถูกจ้างมา ไม่ได้มาเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น คนเหล่านี้มาเพราะรักทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้น หรือร้ายไปกว่านั้น คือการมองด้วยสายตาดูถูก เหยียดหยาม ว่าคนพวกนี้เป็นไพร่สถุล เป็นควายแดง พวกก่อความวุ่นวาย รึเป็นอะไรอื่นๆ ที่ไม่ได้มีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่ากับพวกตน

ข้อเสนอและข้อเรียกร้องต่างๆ ของ นปช. จึงถูกทำให้พร่าเลือนไป ทั้งที่การชุมนุมของ นปช. นั้นมีหลายประเด็นที่คนในสังคมสมควรจะต้องใส่ใจ เช่น ประเด็นเรื่องการต่อต้านรัฐประการ เรื่องความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลประชาธิปัตย์ เรื่องการใช้อำนาจรัฐแบบสองมาตรฐาน เรื่องปัญหาความยากจน การกระจายรายได้ การถูกเอารัดเปรียบ การเรียกร้องความเป็นธรรมและความเท่าเทียมทางสังคม ฯลฯ

บรรดา “ชนชั้นกลวง” ทั้งหลาย ได้ให้ความใส่ใจและทำความเข้าใจกับข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะตัดสินว่าไม่สมควรยุบสภา ก่อนที่จะตัดสินว่าสมควรอย่างยิ่งแล้วที่จะต้องรีบยุติการชุมนุมเพื่อคืนความสงบสุขให้กับวิถีชีวิตของตนโดยเร็ว และส่งเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลใช้กำลังทหารและอาวุธจริงในการเข้าปราบปรามและสลายการชุมนุม..

และไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะชอบหรือรังเกียจ สังคมไม่ควรพิพากษาหรือผลักให้ใครก็ตามให้ตกไปในอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุด..เพราะในจุดที่ต่ำที่สุดนั้นอาจส่งผลสะท้อนที่รุนแรงเกินกว่าจะคาดการณ์ได้..

..เหมือนอย่างที่ไอ้ฟักต้องทุกข์ทรมาน กลายเป็นคนติดเหล้า..และสะท้อนความคับแค้นใจที่ได้รับ...ด้วยการเอากระดูกของพ่อใส่ลังกระดาษไปร่วมทำบุญกระดูก..

และเมื่อถึงตอนนั้น คำว่า “เสียใจ” อาจไม่สามมารถชดเชยความพินาศและสูญเสียที่เกิดขึ้น

“ความจริง” จะต้องไม่ถูกปล่อยให้หายสาบสูญ..

ในห้วงเวลานี้ที่สังคมไทยกำลังเรียกร้องความปรองดอง สมานฉันท์ สามัคคี หรือภายใต้สโลแกนอะไรก็ตาม

ผมคิดว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องพึงตระหนักให้มากในขณะนี้ คือ ความตายของผู้คนนั้นเกิดขึ้นจริง มีผู้คนมากมายจำนวนต้องสูญเสียญาติพี่น้องไปจริงๆ ซึ่งเราไม่สมควรจะปล่อยให้มันผ่านเลยไปโดยปราศจากการตรวจสอบให้ “ความจริง” นั้นปรากฏ

..การตายของผู้บริสุทธิ์ จะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น..

การเยียวยาและฟื้นฟูสังคมเพื่อประสานความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งนี้ จึงต้องไม่ใช่แค่เพียงการร่วมกวาดถนนหรือร่วมทำบุญประเทศ แล้วพร่ำบอกว่าเรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วไป..ลืมมันไปซะเถอะ..แล้วจบเรื่องกันไปโดยไม่ต้องใส่ใจอะไร..

เรามีบทเรียนกับเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งเกินไปแล้ว..และเราไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียขึ้นอีกในอนาคต..

การนำภาพคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งจากฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อที่จะนำมายืนยัน “ความจริง” ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น คลิปต่างๆ ย่อมผ่านกระบวนการ “เลือก” ว่าสิ่งนั้นที่นำเสนอนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายของตน นั่นจึงเป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวเดียวของ “ความจริง” ที่เกิดขึ้น และไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่มาและภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้..

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการตรวจสอบ จึงได้แก่ การดำเนินการอย่างเป็นกลางและต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้าร่วมในกระบวนการด้วยอย่างกว้างขวาง โดยจะต้องเปิดพื้นที่ให้เสียงและคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร สื่อมวลชน ได้ถูกนำมาประกอบการพิจารณาและนำเสนอให้รับรู้ได้อย่างเท่าเทียมด้วย..

การทำความจริงให้ปรากฏ ทั้งเรื่องของสาเหตุการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชน ทั้งเรื่องการเผาทำลายอาคารสถานที่ต่างๆ จึงต้องไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอข่าวสารข้อมูลจากฝั่งรัฐบาลเท่านั้น และในแง่นี้ หากการตรวจสอบเป็นไปโดยรัฐบาลฝ่ายเดียวหรือแม้กระทั่งโดยคณะกรรมการใดๆ ก็ตามที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งหลักจึงไม่อาจยอมรับได้อย่างแน่นอน...

อย่าลืม..ว่าตอนจบไม่มีชาวบ้านคนใดได้รู้ “ความจริง” ว่า “ครูใหญ่” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในหมู่บ้านนั้น แท้ที่จริงเป็นคนเลวที่โกงเงินของไอ้ฟัก

”ความจริง” นั้นได้หายสาบสูญไปจากโลกพร้อมกับความตายของไอ้ฟักแล้ว..

..ซึ่งเราต้องไม่ยินยอมให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย..

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์