เอ็นจีโอ-นักการเมืองเห็นตรงกัน จี้รัฐบาลหา“ความจริง”-ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 
 
10 มิ.ย.53  เวลา 13.30 น. อนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดสัมมนา “สิทธิหลังไฟมอด” ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ โดยมี สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโยสธร พรรคเพื่อไทย และพิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา ร่วมเป็นวิทยากร
 
สารี กล่าวถึงกรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและในส่วนพ่อค้า-แม่ค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ว่าความเสียหายหลังไฟมอดถือว่ามหาศาลโดยเฉพาะเรื่องชีวิตคน โดยรวมแล้วรู้สึกหมดหวังกับระบบการเมืองแบบตัวแทนที่ไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหา ในทางกลับกันแล้วกลับเป็นฝ่ายทำให้เกิดปัญหาเอง ไม่อยากให้เกิดวงจรแบบนี้ มันต้องคิดถึงประโยชน์กลุ่มตนให้น้อย ประโยชน์สาธารณะให้มาก และสิ่งที่สังคมไทยอยากเห็นจริงๆ คือการฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ตอนนี้แต่ละฝ่ายไม่ฟังสิ่งที่มาจากฝ่ายที่ไม่ใช่พวกของตน ต่างมีอคติ ทำให้ขณะนี้สังคมหาคนเป็นกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้
 
นอกจากนี้ ต้องไม่มองเฉพาะความเสียหายที่มาจากการชุมนุมและจลาจล แต่ควรมองว่าทิศทางของประเทศจะไปทางไหน ควรมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างไร และคิดว่ารัฐบาลต้องให้ความเป็นธรรม มีการเยียวยาทุกฝ่าย ที่สำคัญคือต้องทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็วที่สุด และถ้าสืบค้นจนได้ความจริงปรากฏชัดว่าการเผาที่เกิดขึ้นมีการวางแผนจริง มูลนิธิฯ ก็จะร่วมกับสภาทนายความฟ้องร้องเช่นกัน
 
“ต่างฝ่ายต่างมีอนุสาวรีย์ของตัวเอง ของผู้เสียหายอย่างเราคือ อาคารที่ไหม้ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตคือรูปถ่าย อยากให้มันเป็นอนุสาวรีย์สุดท้ายและฝากว่าอยากเห็นบรรทัดฐานของการชุมนุม ที่จะทำยังไงให้การชุมนุมเป็นการชุมนุมจริงๆ ไม่ใช่จลาจล” เลขามูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคกล่าว
 
สารี กล่าวต่อมาว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะออกกฎหมายควบคุมการชุมนุม เพราะไม่เชื่อว่าจะห้าม นปช.หรือพันธมิตรฯ มาชุมนุมได้ สิ่งที่รัฐควรทำคือสร้างบรรทัดฐานการชุมนุมว่าชุมนุมอย่างไรสามารถทำได้ หรือทำไม่ได้และไม่ควรทำ โดยไม่จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมาย อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับ ร.พ.จุฬา หรือการตั้งด่านตรวจค้นตามจุดต่างๆ สังคมต้องช่วยกันบอกว่าทำไม่ได้ รวมถึงในสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลไม่ควรคิดว่า นปช.จะกลับมาชุมนุมอีก ดังนั้นจึงควรที่จะมีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
 
ด้านนายพีรพันธุ์ ในฐานะทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ไฟที่ปะทุขึ้นจะมอดไปแล้ว แต่ในใจผู้ถูกกระทบกลับลุกโชนขึ้น แต่ในสายตาผู้บริหารประเทศแกล้งมองไม่เห็น การที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก ฉุกเฉินโดยไม่มีเหตุจำเป็นก็ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิที่รุนแรงมากขึ้น ตัวเนื้อหาของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นไม่ต่างจากกฎอัยการศึก กฎเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้กับการชุมนุม ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญระบุว่าประชาชนสามารถชุมนุมเพื่อแสดงออกได้ และถ้าดูในหลักสากลที่ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน 7 ฉบับจาก 9 ฉบับ เชื่อว่ารัฐไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาถึงได้มีคนตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาเลือดจำนวนมาก
 
การที่คนเป็นหมื่นมาชุมนุมกันเป็นเดือน จะผิดก็แค่กีดขวางการจราจร แต่เวลานี้รัฐกำลังจะออกกฎหมายห้ามชุมนุม ถ้าเอาตามที่ยกร่างไว้ การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญไม่มีทางจะทำได้ เพราะที่สาธารณะที่กำหนดให้ชุมนุมได้นั้นไม่มี
 
นายพีรพันธุ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีผู้ถูกกักตัว ฝ่ายรัฐก็บอกว่าจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตั้งข้อแม้ด้วยคำถามว่า "ใครให้มาชุมนุม ?" หลอกล่อให้ซักทอด เอาคำให้การเพื่อโยงไปถึงพรรคเพื่อไทย แม้ว่ารัฐจะเคยบอกว่าจะแยกผู้บริสุทธิ์เหลือแต่ผู้ที่ก่อการ แต่ตอนนี้ก็ยังแยกไม่ได้
 
นายพีรพันธุ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อนายกฯ ไปพูดกับต่างประเทศว่าไทยสงบและเสนอแผนปรองดองแล้ว ก็ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ปฎิบัติงานอย่างเต็มที่ และเฉพาะหน้าต้องรีบทำให้ความจริงปรากฎ คนที่ไม่เกี่ยวก็ต้องรีบปล่อยตัว ใครทำผิดแล้วมีหลักฐานก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นายพีรพันธุ์ ได้ตั้งคำถามถึงการที่รัฐบาลตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธานสอบสลายการชุมนุม เพราะตามระบบ กรรมการสิทธิฯ ก็ควรทำหน้าที่ของตนในการสอบสวนการละเมิดสิทธิจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อยู่แล้ว
 
ส่วนนางสุวณา กล่าวต่อมาว่า ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไม่ใช่หน่วยงานแรกที่เข้าไปดูแล แต่กรมฯ จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเมื่อภาวะคลี่คลายลงโดยมีศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความช่วยเหลือ หากประชาชนคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นขอคำปรึกษา รวมถึงมีกองทุนที่ช่วยค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย และค่าประกันตัวชั่วคราว ส่วนจำเลยก็สามารถเข้ามาขอคำปรึกษาได้เช่นกัน
 
“หวังว่าจะทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้กรมฯ ได้สร้างความเข้าใจในการเคารพสิทธิของผู้อื่นแก่ประชาชน” นางสุวณากล่าว
 
ขณะที่ นายพิเชฐกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับประเทศ แต่ยังสร้างบาดแผลลึกให้กับคนไทย ซ้ำยังสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเยาวชน ดังจะเห็นจากการที่นักเรียน ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ เผาห้องสมุดโรงเรียนแล้วบอกว่าผู้ใหญ่เผาบ้านเผาเมืองยังไม่เห็นเป็นไร ดังนั้นจึงน่าคิดว่าเก็บบทเรียนจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร การที่พูดว่าการมาชุมนุมเป็นแค่การกระทำผิดกฎหมายจราจร คงจะไม่ได้ เพราะความเสียหายที่ตามมามีมากกว่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
 
ช่วงท้ายของการสัมนานายพิเชษฐ์ ฝากคำพูดของจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ว่า “จงอย่าถามว่าประเทศชาติเคยให้อะไรกับคุณ แต่จงถามว่าคุณให้อะไรกับประเทศบ้าง” อีกทั้งได้ฝากพุทธพจน์ว่า “ได้ทำกรรมอะไรไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลตกทอดของกรรมนั้น”
 
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์